Archive: Posts Tagged ‘GAP’

ผลิตมะม่วงนอกฤดู

No comments April 8th, 2009

การผลิตมะม่วงนอกฤดู ด้วย สารชีวภาพ
การผลิตมะม่วงนอกฤดู ลดต้นทุนด้วยสารชีวภาพ

เมื่อกระแสการ “เปิบ” อาหารปลอดภัย ได้รับความสนใจจากกลุ่มผู้บริโภคมากขึ้นทุกขณะ เกษตรกรชาวสวนทั้งหลายจึงหันมาปรับเปลี่ยน มุ่งสู่การผลิต “พืชผักอินทรีย์” เกษตรกรผลิตม่ะม่วงนอกฤดูสายพันธุ์น้ำดอกไม้ ส่งออกตลาดต่างประเทศได้ “ฉลุย”

มะม่วง” ก็เป็นหนึ่งในผลิตผล ที่ไทยส่งไปขายในตลาดเพื่อนบ้าน อาทิ สิงคโปร์ มาเลย์ ฮ่องกง จีน ปีหนึ่งมีมูลค่านับล้านๆบาท และผลผลิตจาก นิคมเศรษฐกิจพอเพียงจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ก็เป็นหนึ่งที่ติดปลายนวมกับเขาเช่นกัน

นายสุชาติ ขาวบาง ชาวบ้านตำบลอ่าวน้อย อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ เล่าให้ฟังว่า มีพื้นที่ทั้งหมด 40 ไร่ ก่อนหน้านั้นปลูกสับปะรด ช่วงราคาตกต่ำ จึงเดินทางไปดู “การทำสวนมะม่วง” แถว จังหวัดสุพรรณบุรี ฉะเชิงเทรา เห็นว่าราคารับซื้อต่อกิโลกรัมค่อนข้างดีกว่าสับปะรด จึงเบน “เข็มอาชีพ” หันมาทำสวนมะม่วงพันธุ์ ฟ้าลั่น เขียวเสวย เพราะเข้าใจว่าส่งออกได้

แต่เอาเข้าจริงไม่เป็นเช่นนั้น เนื่องจาก ตลาดต่างประเทศชอบสายพันธุ์น้ำดอกไม้ที่มี “รสหวานปนเปรี้ยว” ต้องโค่นออกเปลี่ยนมาปลูกน้ำดอกไม้สีทองเป็นหลัก และเพื่อให้ส่งออกตลาดต่างประเทศได้ “ฉลุย” ไม่มีปัญหาตามมา จึงเข้าโครงการเปลี่ยนระบบการผลิตที่ถูกต้องตั้งแต่พื้นที่ปลูก ดูแลรักษา เก็บเกี่ยว และการจัดการหลังการเก็บเกี่ยว (GAP) กับ กรมวิชาการเกษตร ใช้เวลาอยู่นานกระทั่งผ่านเกณฑ์ และได้ มาตรฐานสินค้าเกษตรตัว Q

“…หาก มุ่งเคมีอาทิปุ๋ย ยา อย่างเดียวก็ไม่ไหว จึงเริ่มหันมาใช้อินทรีย์ เริ่มจากทำปุ๋ยใช้เองก่อน โดยสั่งมูลโคมาโรยตามโคนต้น ตามด้วยน้ำหมักชีวภาพฉีดทับ เพราะเรามีใบอินทรียวัตถุของพืชอยู่แล้วตามโคนต้น ฉีดน้ำหมัก เมื่อฝนตกก็จะย่อยสลายเอง ไม่ต้องเสียเวลา การลัดขั้นตอนดังกล่าวก็ได้ผลเหมือนกัน ส่วนเคมียังคงใช้บ้างแต่จำนวนน้อยลง…”

พร้อมทั้งหันมาทำ มะม่วงนอกฤดู การจัดการเริ่มจากตัดแต่งกิ่งเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม ถ้ามีน้ำเพียงพอก็จะ ดึงใบ (แตกใบใหม่) โดยใช้สาร ไทโอยูเรีย ประมาณครึ่ง กก. น้ำ 200 ลิตร ควบคู่ น้ำหมักชีวภาพ 1 ลิตร ฉีดพ่นทางใบ ช่วงเช้าหากแดดแรงต้องหยุด และฉีดอีกครั้งตอนเย็น สังเกตพอแตกใบอ่อน จะราดสาร แพคโคบิวทาโซน ยับยั้งการเจริญเติบโตของพืช ในทางตรงกันข้ามจะสร้างตาดอกแทน หลัง 30 วัน ต้นจะเริ่มสะสมตาดอก

การใส่ปุ๋ยก็ต้องรู้สภาพดิน ฟ้า อากาศ ไม่ใช่รู้มาสูตรไหนใส่สูตรนั้น ทำให้ไม่ได้ผล ยิ่งการทำสวนมะม่วงนอกฤดูไม่มีสูตรที่ตายตัว หากทำตามหลักวิชาการ “เป๊ะๆ” ก็ ไปไม่รอด เพราะต้องดูด้วยว่าสภาพอากาศ การตัดแต่งทรงพุ่ม พื้นที่ไปดูงานมาเหมือนกับของเราหรือไม่ หากฝนไม่มากจะใส่ปุ๋ยสูตร 0-52-34 ซึ่งเป็นปุ๋ยกรด ฉีดพ่นทางใบ ทางดินจะใส่ 8-24-24 นิดหน่อย แต่ถ้าฝนตกชุกต้องเปลี่ยนมาใช้ปุ๋ยสูตร 0-42-56 ซึ่งเป็นปุ๋ยด่าง

จากนั้น 1 เดือน จะดึงตาดอก ตามหลักวิชาการจะใช้สาหร่ายทะเล ซึ่งมีราคาลิตรละ 200-300 บาท/น้ำ 1,000 ลิตร ทำให้ต้นทุนสูง ดังนั้นจึงปรับเปลี่ยนมาใช้ ไทโอฯ ควบ โปแตสเซียม ปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพ ฉีดพ่น เมื่อดอกออก ต้องบำรุงรักษาให้แข็งแรง การดูแลมีหลายวิธีสังเกตหากธาตุอาหารเพียงพอก็ไม่ต้องบำรุงมาก และต้องรู้ด้วยว่าควรใส่ธาตุอาหารชนิดใดลงไป

พร้อมทั้งกำจัดแมลง ในครั้งแรกจำเป็นต้องใช้เคมีเพื่อ “ล้างดง” เป็นการ “น็อก” ให้ แมลงศัตรูพืชตายก่อน จึงเริ่มใช้ชีวภาพ ก่อนดอกบาน 3-5 วัน ควรหยุดเพื่อป้องกันเรื่องสารตกค้างช่อดอก เพราะจะทำให้แมลงไม่สามารถผสมเกสรได้ ทำให้ไม่ติดดอก ผล และเมื่อผลมีขนาดเท่าหัวไม้ขีด จึงฉีดยาซึ่งจะทำให้ขั้วผลแข็งแรงดูแลจะง่ายขึ้น

การประยุกต์ ปรับเปลี่ยนระบบการจัดการที่ได้มาตรฐาน ส่งผลให้ในปี’ 49 สวนของสุชาติสามารถคว้ารางวัลชนะเลิศอันดับ 1 ของจังหวัดมาได้ เกษตรกรรายใดที่สนใจจะลดต้นทุนสามารถ กริ๊งกร๊างสอบถามรายละเอียดกันได้ที่โทร.08-1744-5656 ในเวลาที่เหมาะสม.

เพ็ญพิชญา เตียว
thairath

การส่งออกมะม่วง

No comments March 12th, 2009

มะม่วง
วางแผนส่งออกมหาชนก เจาะตลาดมะม่วงจีนและฮ่องกง

เมื่อ เร็วๆนี้ นายมนตรี คงตระกูลเทียน ประธานคณะผู้บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ร่วมกลุ่มธุรกิจพืชครบวงจร เครือเจริญโภคภัณฑ์ เผยว่า ในช่วง 2-3 ปีนี้ การส่งออกมะม่วงของไทยไปยังประเทศญี่ปุ่นมีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดปี 2551 ส่งออก 1,500 ตัน คิดเป็นส่วนแบ่งการตลาด 12.5% ของปริมาณการนำเข้าประเทศญี่ปุ่นจำนวน 12,000 ตัน รองจากประเทศเม็กซิโก และฟิลิปปินส์ ทั้งนี้ ปริมาณการส่งออกที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากภาครัฐให้การสนับสนุนส่งเสริมด้านการตลาด (ROAD SHOW) ใน เมืองหลักๆของประเทศญี่ปุ่น อาทิ โตเกียว โอซากา ฟูกูโอกะ ฯลฯ ซึ่งมะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้ และพันธุ์มหาชนก เป็นที่รู้จักในกลุ่มผู้บริโภคและผู้ประกอบการเอกชนญี่ปุ่นเพิ่มมากขึ้น

“ในปี 2552 บริษัท ซี.พี.สตาร์เลนส์ จำกัด ตั้งเป้าที่จะขยายการส่งออกมะม่วงไปประเทศญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเท่าตัว แล้วยังตั้งเป้าขยายการส่งออกมะม่วงทั้ง 2 พันธุ์ไปยังตลาดฮ่องกงและจีน ทั้งนี้ มะม่วงน้ำดอกไม้ของไทย มีผิวบาง บอบช้ำง่ายและราคาสูง จึงมีแนวคิดจะนำมะม่วงมหาชนกไปดำเนินการตลาดแทน หลังจากได้ทดสอบกับผู้บริโภคชาวฮ่องกงและจีน พบว่ามีรสชาติที่ถูกใจผู้บริโภคและมีสีสันสวยงาม อีกทั้งมีผิวค่อนข้างหนาทำให้การดูแลขณะขนส่งทางเรือสะดวก จึงลดต้นทุนถูกลงถึง 50% และหากได้รับการสนับสนุนด้านการประชาสัมพันธ์จากภาครัฐ โดยกระทรวงพาณิชย์กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะเป็นโอกาสให้ส่งออกเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว รวมทั้งได้เตรียมขยายการส่งออกไปยังประเทศสิงคโปร์ มาเลเซีย และรัสเซีย ซึ่งถือเป็นตลาดใหม่อีกด้วย” นายมนตรีกล่าว

ด้าน นายบรรหาร วิสมิตะนันท์ ผู้จัดการทั่วไปโรงงานอบไอน้ำผลไม้ จ.ชลบุรี ของบริษัทซี.พี.สตาร์เลนส์ จำกัด กล่าวว่า การส่งออกมะม่วงทุกสายพันธุ์ของบริษัทฯจะเน้นเรื่องมาตรฐานการผลิตทุกขั้น ตอนตั้งแต่การผลิตในสวนที่ต้องได้มาตรฐานตามหลักการผลิตดีที่เหมาะสม (GAP) ที่ กรมวิชาการเกษตรกำหนด รวมทั้งเข้มงวดกระบวนการอบไอน้ำในโรงงานให้ถูกต้องตามเงื่อนไขและมาตรฐานที่ ประเทศคู่ค้ากำหนดควบคู่ไปกับการรักษาคุณภาพของมะม่วงในขั้นตอนการขนส่ง เพื่อคงรสชาติที่ดีของมะม่วงสู่มือผู้บริโภค ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประเทศผู้นำเข้า โดยเฉพาะผู้ประกอบการของญี่ปุ่น และฮ่องกง เชื่อมั่น ในมาตรฐานมะม่วงส่งออกของบริษัทฯมาตลอด.

thairath

มาตรฐาน Good Agricultural Practice (GAP)

No comments February 5th, 2009

มาตรฐานสินค้าเกษตรของไทย
กระตุ้นผลิตผลไม้คุณภาพปลอดภัยผ่านมาตรฐาน Good Agricultural Practice (GAP)

ในปี 2551 ที่ผ่านมา สถาบันเกษตรกรในภาคตะวันออก ภาคเหนือ และภาคใต้ สามารถรวบรวมและจำหน่ายผลไม้คุณภาพให้กับห้าง Modern Traed ผู้ ส่งออก และผู้ค้าภายในประเทศ ปริมาณรวม 25,737 ตัน คิดเป็นมูลค่า 425 ล้านบาท โดยเฉพาะผลไม้ที่มีคุณภาพและปลอดภัยต่อผู้บริโภค ห้าง Modern Traed และผู้ส่งออก จะรับซื้อทั้งหมด ซึ่งจะกำหนดราคารับซื้อที่สูงกว่าผลไม้ทั่วไป และในปี 2552 นี้ ทางสถาบันเกษตรกรในภาคตะวันออก ภาคเหนือ และ ภาคใต้ วางแผนการรวบรวมและจำหน่ายผลไม้คุณภาพปลอดภัยให้กับผู้ค้าต่าง ๆ ไว้ประมาณ 30,000 ตัน

ทั้งนี้ จากการเปิดเผยของ นางสาว สุพัตรา ธนเสนีวัฒน์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ว่า ทางกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้มีนโยบายที่จะกระตุ้นให้สมาชิกสหกรณ์ชาวสวนผลไม้ หันมาให้ความสำคัญในการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิต ผลไม้ที่มีคุณภาพปลอดภัยต่อผู้บริโภค เพื่อช่วยยกระดับทั้งในด้านคุณภาพและราคาสินค้า รวมทั้ง ป้องกันปัญหาผลไม้ราคาตกต่ำและไม่เป็นที่ยอมรับของตลาด จึงได้จัดโครงการอบรมหลักสูตร “การสร้างจิตสำนึกต่อความปลอดภัย ด้านสินค้าผลไม้ของสถาบันเกษตรกร” (Awareness to Food Safety for Fruit Product in Agriculturist Institution) แก่เจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมสหกรณ์และตัวแทนสถาบันเกษตรกรทั่วประเทศ ให้มีความรู้ความเข้าใจ สามารถแนะนำและถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตสินค้าผลไม้คุณภาพที่มีความปลอดภัย ตามมาตรฐาน Good Agricultural Practice (GAP) กับเกษตรกรสมาชิกสถาบันเกษตรกรที่ปลูกผลไม้สามารถผลิตผลไม้คุณภาพที่ปลอดภัย เพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะทำให้สถาบันเกษตรกรประสบความสำเร็จในด้านการดำเนินธุรกิจรวบรวมและจำหน่าย ผลไม้คุณภาพตามแผนที่วางเอาไว้

ผู้เข้าอบรมจะได้เรียนรู้ถึงหลักการมีความรู้ความเข้าใจและความสำคัญของความ ปลอดภัย ในการผลิตผลไม้ที่มีคุณภาพ รวมทั้งเรียนรู้ถึงขั้นตอนและวิธีการผลิตผลไม้คุณภาพที่มีความปลอดภัย ในสถาบันเกษตรกร วิธีการส่งเสริมให้สมาชิกสหกรณ์ผลิตสินค้าเกษตรที่ดีและเหมาะสม โดยนำความรู้ที่ได้ไปแนะนำและส่งเสริมให้กับเกษตรกรสมาชิกสถาบันเกษตรกรของ ตนเอง สามารถผลิตสินค้าผลไม้ที่มีคุณภาพตามมาตรฐาน GAP ให้สมาชิกสหกรณ์ไปขยายผลต่อ โดยการอบรมครั้งนี้ได้เข้าไปดูงานการผลิตกล้วยหอมทองเพื่อการส่งออกของ สหกรณ์การเกษตรบ้านลาด จำกัด เพื่อเป็นกรณีศึกษาอีกด้วย

“เป้าหมายของการจัดอบรมให้แก่สมาชิกสหกรณ์ชาวสวนผลไม้ คือ นำเสนอให้เห็นว่า หากเกษตรกรสามารถผลิตผลไม้ที่มีคุณภาพได้มาตรฐานความปลอดภัยนั้น จะทำให้ผลผลิตของเกษตรกรเป็นที่ยอมรับของตลาด และมีตลาดรับซื้อแน่นอน ในการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตให้ได้มาตรฐาน GAP ให้คำนึงถึงการผลิตเรื่องการใช้สารเคมี โดยเชิญเจ้าหน้าที่จากกรมวิชาการเกษตรมาบรรยายเรื่องผลกระทบจากการใช้สาร เคมีที่มีต่อสภาพแวดล้อมและสุขภาพของเกษตรกรและผู้บริโภคในอีก 10-20 ปี โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่นจะรณรงค์เรื่องมาตรฐานสินค้าและตรวจเข้มผลไม้ที่จะส่ง ไปจำหน่าย” นางสาวสุพัตรา ธนเสนีวัฒน์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว

ทั้งนี้ เนื่องจากประเทศญี่ปุ่นมีหลักการทำเกษตร GAP สูงกว่าของไทย มาตรฐานสูงและละเอียดมาก ซึ่งเราเอาแนวคิดวิธีการผลิต การใช้ปุ๋ย การจดบันทึก มาปรับใช้ ตอนนี้กำลังอยู่ในระหว่างการจัดอบรมเตรียมความพร้อมเรื่องการพัฒนาคุณภาพผล ผลิตเพื่อจะเจาะตลาดผลไม้ระดับบนทั้งในประเทศและต่างประเทศ เริ่มจากการสร้างจิตสำนึกให้กับผู้นำสหกรณ์ โดยเชิญผู้นำสหกรณ์มาอบรม เพื่อนำความรู้และแนวคิดดังกล่าวไปรณรงค์กับสมาชิก ซึ่งในแต่ละจังหวัดได้มีการจัดเตรียมงบประมาณเพื่อสนับสนุนให้สหกรณ์ใช้ สำหรับการดำเนินการในเรื่องนี้อยู่แล้ว.

การผลิตสินค้าเกษตรระบบ GAP

No comments November 19th, 2008

ระบบจัดการผลิตที่ถูกต้องเหมาะสม (GAP)
ยกเกรดสินค้าเกษตรโกอินเตอร์ เปลี่ยนแนวการผลิตด้วย GAP

ปัจจุบันผลิตผลทางเกษตรกรรม… แม้เกษตรกรไทยจะมีฝีมือสร้างผลิตผลออกมาคุณภาพสูงเพียงใด หากผ่านกระบวนการตาม ระบบจัดการผลิตที่ถูกต้องเหมาะสม (GAP) ก็ไม่เป็นที่ยอมรับของตลาด….มิหนำซ้ำยังถูก “กดราคา” รับซื้อโดยเฉพาะกับผู้บริโภคในต่างแดน

แต่ถ้าหากรายไหน “ปรับทิศเปลี่ยนแนวทาง” ได้ทันสถานการณ์ ก็นอนนับเงินต่างประเทศได้อย่าง “ชิลด์ๆ” เหมือนอย่างกลุ่มผู้ปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้ส่งออกของ นายมนตรี ศรีนิล เกษตรกรบ้านเลขที่ 31 หมู่ 7 ตำบลโป่งตาลอง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ซึ่งในวันนี้โกยเม็ดเงินจากการส่งออกผลผลิตได้ปีหนึ่งนับล้านบาท

…มนตรี บอกให้ฟังว่า….หลังไปดูงานที่กลุ่มผู้ส่งออกมะม่วงในอำเภอบางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา พอกลับมาจึงเริ่มโค่นพันธุ์เขียวเสวย ทองดำ แก้ว แล้วเปลี่ยนมาปลูก “น้ำดอกไม้” ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศ พร้อมทั้งติดต่อกับบริษัทผู้รับซื้อเพื่อส่งออกกับเขาบ้าง แต่ไม่ค่อยได้รับความสนใจ และยังโดนกดราคา ทั้งๆที่ผลผลิตมีคุณภาพ

…แล้วชักชวนเพื่อนบ้านรวมกลุ่ม ปรึกษา หาแนวทางผลิตมะม่วงคุณภาพ ศึกษาว่า “สารเคมี” ที่อยู่ตามท้องตลาดว่า ชนิดไหนต้องห้ามสามารถใช้ได้กี่วันก่อนเก็บเกี่ยว อีกทั้ง ติดต่อขอคำชี้แนะจาก สนง.เกษตรอำเภอ ในการ เข้าสู่ การผลิตระบบ GAP หลังเก็บเกี่ยวผลผลิตได้จึงส่งไปตรวจ ขอรับรองสัญลักษณ์ Q ว่า “ปลอดสาร” จาก กรมวิชาการเกษตร

หลายๆบริษัทเริ่มเข้ามารับซื้อถึงหมู่บ้าน เพื่อส่งไปขาย ประเทศญี่ปุ่น ยุโรป เกาหลี จีน สิงคโปร์ จากเดิมสมาชิกบางรายจะขายมะม่วงแบบ เหมาสวน พอเปลี่ยนมาควบคุมคุณภาพแม้บางฤดูผลผลิตจะมีมากแต่ก็ไม่ทำให้เสียราคา

และ…นี่คือความแตกต่างของตลาดในบ้านเรากับตลาดส่งออก ที่เพียงรักษาคุณภาพให้ได้อย่างที่ผู้ซื้อต้องการ ราคาก็ไม่ตกแม้ผลผลิตจะมีมาก… .

สำหรับการจัดการ ภายในสวนเพื่อให้มีคุณภาพนั้น มนตรี บอกว่า ในเดือนมกราคมหลังเก็บเกี่ยวผลิตผลหมดจะให้ปุ๋ยสูตรเสมอ อัตราครึ่ง กก./ต้น/ครั้ง ทิ้งช่วง 30 วัน ตัดแต่งกิ่ง ฉีดฮอร์โมนกระตุ้น ช่วงที่แดดไม่ร้อนจัด พอเริ่มแตกใบอ่อนจะราดสารแพคโคบิวโคโซนเพื่อชะลอการเจริญเติบโต และให้น้ำปุ๋ยเคมี ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ จากนั้น 15 วัน ฉีดพ่นอาหารทางใบ กระตุ้นการสร้างตา พอเริ่มเห็นดอกมะม่วงควรให้น้ำ พร้อมกับฉีดยากันแมลง ภายในสวนต้องสะอาดตามมาตรฐานของกรมวิชาการเกษตรและเกณฑ์ของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเจ้าหน้าที่จะมาดูบ่อยครั้ง

พอมะม่วงมีขนาดเท่าไข่ไก่ ห่อด้วยถุงกระดาษ “คาร์บอน” กันแมลง แต่ถ้าไม่ใช้ตลาดต่างประเทศก็ไม่รับซื้อผลผลิต จึงทำให้มีต้นทุนสูงขึ้น และเราพึ่งตั้งกลุ่มไม่นานเงินทุนหมุนเวียนมีน้อย ดังนั้นจึงกู้เงินจาก ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) มาใช้หมุนเวียน หลังจากนั้นอีก 45-50 วัน จึง เก็บผลผลิตอย่างระมัดระวัง เพราะหากเกิดรอยช้ำจะทำให้ ราคาหายไปเกือบครึ่ง

นายไพฑูรย์ มาไพศาล หนึ่ง ในสมาชิก บอกว่า แรกๆตอนพี่มนตรีชักชวนให้เข้าร่วมยังไม่กล้าเพราะต้องใช้ต้นทุนสูง อีกทั้งทางประเทศญี่ปุ่นเคร่งครัดเรื่องคุณภาพที่ต้องผ่านการคัดสรรอย่างดี ทำให้กลัวว่าผลผลิตจะไม่ผ่านเกณฑ์ แต่ผ่านไปหนึ่งฤดู บอกได้เลยว่า “ไม่ใช่เรื่องยาก” ถ้า ทำตามแนวทางการดูแลสวนอย่างที่อบรม วันนี้ตั้งมั่นเพียงอย่างเดียวว่าทำอย่างไรให้มะม่วงของเราคุณภาพดีที่สุด เท่านั้น ทุกวันนี้ผมเริ่มจะลืมตาอ้าปากได้ “แม้ต้นทุนจะสูงแต่ก็พออยู่ได้ เพราะการรับซื้อผลผลิตเขาวัดกันที่คุณภาพ”

นายวินัย ตั้งบุญนิธิวงศ์ ผู้จัดการ ธ.ก.ส.สาขาปากช่อง บอกว่า แม้หลายพื้นที่จะหันมาปลูกมะม่วงสายพันธุ์น้ำดอกไม้กันมาก แต่เพื่อไม่ให้ปริมาณล้นตลาด กลุ่มผู้ส่งออกจึงวางแผนร่วมกัน อย่างที่อำเภอปากช่อง จะทำมะม่วงนอกฤดู พอปริมาณเริ่มลดน้อยลง ผลผลิตจากอำเภอบางคล้า สุพรรณบุรี อ่างทอง พื้นที่ทางภาคเหนือ ก็จะออกสู่ท้องตลาดหมุนเวียนสลับกัน การวางแผนนี้จึงทำให้ราคาซื้อขายไม่ตก

เกษตรกรรายใดที่ต้องการหันมาเปลี่ยนแนวทางการผลิตที่ถูกต้องอย่างเหมาะสม เพื่อทำให้ผลผลิตโกอินเตอร์บ้าง กริ๊งกร๊างสอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร. 08-9582-2211, 08-9844-4993. ในวันเวลาที่เหมาะสม.

เพ็ญพิชญา เตียว

แผนส่งออก กล้วยไม้ไทย

1 comment October 27th, 2008

เจาะแผนส่งออก”กล้วยไม้ไทย” วาดฝันปีครองแชมป์ตลาดโลก

ท่ามกลางภาวะราคาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำแต่สำหรับกล้วยไม้ พืชเศรษฐกิจตัวหนึ่งของไทยกลับไม่มีปัญหา เนื่องจากตลาดยังมีความต้องการสูงทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดต่างประเทศนั้น

กล้วยไม้ไทยได้รับการยอมรับจากประเทศคู่ค้าอยู่ในระดับต้นๆ ส่งผลให้ ปัจจุบันประเทศไทยกลายเป็นแหล่งกำเนิดของกล้วยไม้หลากหลายชนิดที่มีมูลค่า การส่งออกนับพันล้านบาทในแต่ละปีด้วยเหตุนี้เองทำให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญได้ดำเนินงานโครงการผลักดันการส่งออกกล้วยไม้ใน ปี2551 และคาดว่าในอีก 4 ปีข้างหน้าหรือปี 2555 ประเทศไทยจะสามารถส่งออก กล้วยไม้ได้มูลค่า 1 หมื่นล้านบาท ขณะเดียวกันจะยกระดับให้ประเทศไทยเป็น ศูนย์กลางการผลิตกล้วยไม้เขตร้อนของโลกและให้กล้วยไม้ไทยเป็นจุดดึงดูดการ ท่องเที่ยว

“ในปี 2551 คาดว่าพื้นที่ปลูกกล้วยไม้ตัดดอกจะขยายตัวเพิ่ม ขึ้นเป็น 21,757 ไร่ส่วนการส่งออกคาดว่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้นทั้งการส่งออกดอก กล้วยไม้และต้นกล้วยไม้ เนื่องจากมีหลายปัจจัยที่เอื้อ เช่น จีนซึ่งเป็น ตลาดกล้วยไม้ที่สำคัญแห่งหนึ่งของไทย หรือประเทศที่เป็นตลาดใหม่ อย่าง อินเดีย และประเทศในยุโรปตะวันตกก็เริ่มมีความต้องการกล้วยไม้มากขึ้นตาม ลำดับ” สมชายชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมวิชาการเกษตรพูดถึงสถานการณ์ตลาด กล้วยไม้ไทยในต่างแดน โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของ การผลิตกล้วยไม้ให้มีคุณภาพเพื่อการส่งออก จึงได้มอบหมายให้กรมวิชาการ เกษตร โดยสถาบันวิจัยพืชสวนจัดทำระบบการจัดการคุณภาพ GAP สำหรับกล้วยไม้ เพื่อรับรองแปลงเกษตรกรที่ปฏิบัติตามแผนการควบคุมการผลิตกล้วยไม้ ให้ผลิต กล้วยไม้ที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานเป็นที่น่าพอใจของคู่ค้าและผู้บริโภค ขณะ เดียวกันสามารถผลิตกล้วยไม้ที่ตรงตามพันธุ์ มีคุณภาพและได้มาตรฐานตามที่ กำหนดและปลอดศัตรูพืช โดยผู้ที่ผ่านขั้นตอนการพิจารณาระบบ GAP แล้ว กรม วิชาการเกษตรจะมอบเครื่องหมายสัญลักษณ์ Q ให้

ปัจจุบันประเทศไทยเป็นแหล่งกำเนิดของกล้วยไม้หลากหลายชนิดที่มีค่าสามารถทำ รายได้จากการส่งออกไม่ต่ำกว่าปีละ 3,000 ล้านบาท และสามารถส่งออกเป็น อันดับ 2 ของโลก ในอนาคตคาดว่าอีกประมาณ 3-4 ปี จะสามารถทำรายได้ ถึง 1 หมื่นล้านบาท โดยส่งออกในรูปแบบของไม้ตัดดอกไม้ต้น ไม้ขวด ตลอดจน ผลิตภัณฑ์จากดอกกล้วยไม้ อธิบดีกรมวิชาการเกษตรเผย

ที่ผ่านมาสถาบันวิจัยพืชสวนได้ประชาสัมพันธ์เชิญชวนผู้ประกอบการและ เกษตรกรที่มีโรงเรือนกล้วยไม้ให้เข้ามาขอจดทะเบียนGAP ล่าสุดมีเกษตรกรให้ ความสนใจยื่นขอจดทะเบียนดังกล่าวแล้วกว่า 100 ราย และขณะนี้อยู่ระหว่างการ พิจารณาสอดรับกับมุมมอง สุชาติวิจิตรานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันพืชสวน ยอมรับว่า สถาบันวิจัยพืชสวนในฐานะเป็นหน่วยงานหลักในการประสานนโยบายกับ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องซึ่งขณะนี้ได้เร่งดำเนินการศึกษาและวิจัยแก้ไขปัญหา ที่เป็นอุปสรรคต่างๆ โดยเฉพาะในเรื่องของระบบการขนส่ง เพื่อให้สะดวกสบายและ รวดเร็วมากขึ้น อีกทั้งเพื่อผลักดันให้มีการส่งออกเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

นอกจากนี้ยังได้พัฒนากล้วยไม้พื้นถิ่นที่มีศักยภาพทางการค้ากล้วยไม้ต้นที่ สำคัญ ได้แก่ กล้วยไม้สกุลรองเท้านารี สกุลซิมบิเดีย สกุลสปาโทกลอททิส และ สกุลฮาบินาเรีย จนสามารถเปิดตลาดกล้วยไม้เพิ่มอย่างต่อเนื่อง และสามารถ สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

ส่วนผู้ประกอบธุรกิจส่งออก กล้วยไม้พันธพัฒน์คุ้มวิเชียร ใน ฐานะผู้จัดการสวนกล้วยไม้แอร์ออคิด& แลบ มองว่าปัญหาการส่งออกกล้วยไม้ ไทยขณะนี้ส่วนหนึ่งมาจากสภาวะเศรษฐกิจโลกที่ไม่ดี ทำให้การส่งออกกล้วยไม้มี ปัญหาตามไปด้วย โดยเฉพาะความผันผวนของราคาน้ำมันที่เป็นตัวแปรหลักในการส่ง ออก นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้รัฐบาลประกันราคากล้วยไม้และเร่งทำโรดโชว์ใน ต่างประเทศบ่อยๆ ซึ่งจะช่วยในการขยายตลาดเพิ่มขึ้น จะได้ไม่จำกัดอยู่แค่ ตลาดอเมริกา จีน ไต้หวัน ญี่ปุ่นและยุโรปไม่กี่ประเทศ

“ปัจจัยอีกตัวที่ธุรกิจส่งออกกล้วยไม้บ้านเรามีปัญหา เพราะการรวม ตัวของผู้ปลูกกล้วยไม้ไทยยังไม่เข้มแข็งพอ ดำเนินกิจการในลักษณะต่างคนต่าง ทำ ทำให้อำนาจการต่อรองมีน้อย ขณะเดียวกันภาครัฐก็ยังไม่ค่อยให้ความสำคัญ สักเท่าไรเมื่อเทียบกับพืชเศรษฐกิจตัวอื่น” ผู้จัดการสวนกล้วยไม้แอร์ ออคิด & แลบ กล่าวย้ำกล้วยไม้นับเป็นพืชเศรษฐกิจอีกตัวของประเทศที่ ควรได้รับการส่งเสริมภาครัฐอย่างจริงจัง เพราะเป็นพืชตัวเดียวในขณะนี้ก็ว่า ได้ที่ไม่มีปัญหาในเรื่องราคา แต่กลับไม่มีตลาดรองรับอย่างเพียงพอ

แนะวิธีดูแลกล้วยไม้ปลอดโรค

ชมพูนุทจรรยาเพศ นักสัตววิทยา8 สำนักวิจัยพัฒนา อารักขาพืช กรมวิชาการเกษตรแนะนำเกษตรกรควรให้ความสนใจและดูแลสวนกล้วยไม้ ให้ปลอดจากเชื้อรา แบคทีเรีย และหอยทาก โดยระบุว่าเนื่องจากสวนกล้วยไม้ส่วน ใหญ่มีความชื้นสูง มักพบหอยทากบกเข้าทำลายตาและหน่อดอกหรือใบ ถึงแม้ว่าความ เสียหายจะไม่มากนัก แต่ถ้าไม่มีการจัดการใดๆ ประชากรหอยจะเพิ่มสูงขึ้น จนก่อให้เกิดความเสียหายมากขึ้น นอกจากนี้หอยยังปล่อยเมือกไว้เป็นแนวตามทาง เดินอาจจะเป็นสาเหตุให้เกิดเชื้อราซ้ำได้ และประการสำคัญคือการที่หอยปะปนไป กับกล้วยไม้ที่ส่งไปต่างประเทศ เป็นสาเหตุให้ถูกเผาทำลาย นอกเหนือจากการ ต้องสูญเสียเงินจำนวนมหาศาลแล้ว ยังทำให้ไทยเสื่อมเสียชื่อเสียง

“จะเห็นได้ว่าหอยทากเป็นศัตรูของกล้วยไม้อีกประเภทหนึ่งที่ เกษตรกรจะต้องกำจัดให้สิ้นซาก หากเกษตรกรไม่ให้ความสนใจดูแลก็จะส่งผลกระทบ ต่อการส่งออกกล้วยไม้ของไทย และจะเป็นผลเสียต่อชื่อเสียงของไทยในอนาคต ด้วย ซึ่งเท่าที่ผ่านมาประเทศคู่ค้ามักพบหอยทากติดไปกับกล้วยไม้ ซึ่งจะทำ ให้เกิดความเสียหาย และถูกขึ้นบัญชีดำ ทำให้การส่งออกกล้วยไม้ไทยได้รับผล กระทบตามมาอีกด้วย” เจ้าหน้าที่คนเดิมกล่าวทิ้งท้าย

สุรัตน์ อัตตะ