Archive: Posts Tagged ‘EVAP’

เลี้ยงหมูขุนอย่างมืออาชีพ

No comments March 11th, 2009

ฟาร์มหมูขุน
เลี้ยงหมูขุนอย่างมืออาชีพ เพิ่มรายได้ใช้ทุกอย่างเป็นประโยชน์

หลายคนที่ เดินทางไปทำงานต่างประเทศ กว่าจะเก็บเงินได้ซักก้อน ต้องทนอาบเหงื่อต่างน้ำกันอยู่นานโข ฉะนั้น การใช้สอยลงทุนประกอบอาชีพก็ต้องคิดแล้วคิดอีก เพื่อให้เม็ดเงินได้งอกผลิดอกออกมาอย่างคุ้มค่าเหนื่อย

นางสาวสุวารี เอี่ยมรำ ชาวบ้านลำโพง ต.พุดซา อ.เมือง จ.นครราชสีมา ก็เป็นหนึ่งในจำนวนนี้ เธอเล่าว่าหลังจากทำงานที่ประเทศญี่ปุ่นนานถึง 6 ปี เมื่อกลับมาอยู่บ้านยังไม่รู้จะทำอาชีพอะไรถึงจะไม่เสี่ยงกับเงินที่เก็บ สะสมมา สังเกตเห็นว่าเพื่อนบ้านที่อยู่ติดกันเขาเลี้ยงสุกรขุนมีรายได้ที่เข้ามาแน่ นอน แล้วสนใจจึงเริ่มศึกษาความเป็นไป กระทั่งรู้ว่าอาชีพนี้มีรายได้ที่แน่นอน มั่นคง แล้วเชื่อว่า “เราต้องทำได้” จึงตัดสินใจร่วมโครงการส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงสุกรขุนของบริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ

และเพื่อให้ขบวนการเลี้ยงซึ่งนับว่าจุดแรกหรือเป็น “ต้นน้ำ” แห่งการผลิตได้มาตรฐาน ถูกสุขอนามัย อีกทั้งไม่เปลืองแรงงานจึงเลือกใช้เทคโนโลยีทันสมัย อย่างการสร้างโรงเรือนจะใช้ “ระบบปิด” ปรับอากาศด้วย การระเหยของน้ำ หรือ Evaporative cooling system (EVAP) ที่สามารถควบคุมอุณหภูมิภายในโรงเรือนให้เหมาะกับช่วงอายุของสุกร ซึ่งที่นี่จะรับหมูขุนได้ทั้งหมดจำนวน 550 ตัว

ส่วนการให้อาหารจะเป็นแบบ Auto-feed คือ ให้ผ่านระบบอุปกรณ์อัตโนมัติ ที่นอกจากช่วยให้สุกรได้รับอาหารน้ำเพียงพอ ยัง ทำให้การเจริญเติบโตเป็นไปอย่างสม่ำเสมอ สุขภาพสมบูรณ์ แข็งแรง แต่ก็ต้องมีระบบป้องกันที่ดี ซึ่งถ้าบุคคลภายนอกจะเข้าบริเวณฟาร์ม ต้องผ่านการฆ่าเชื้อก่อน เพื่อให้การเลี้ยงเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ปลอดจากโรค

โดยเริ่มแรก ซีพีเอฟจะส่งลูกสุกรหย่านมอายุ 18 วัน อาหารสัตว์ รวมทั้งปัจจัยการผลิตต่างๆมาให้ เรามีหน้าที่ดูแลทั้งความสะอาดคอก ที่ถือเป็นเรื่องสำคัญ อาหาร น้ำ ต้องมีสม่ำเสมออย่าให้ขาด อีกทั้งอุณหภูมิต้องสังเกตว่าไม่ควรร้อนหรือเย็นเกินไป เพราะจะส่งผลต่อการเจริญเติบโตและสุขภาพของสุกร กระทั่งสุกรอายุ 24 สัปดาห์ หรือที่น้ำหนัก 95-110 กิโลกรัม บริษัทจะรับซื้อทั้งหมด

บ่อหมักก๊าซชีวภาพ

ตลอดระยะเวลาที่เข้าร่วมโครงการหากเจอปัญหา ก็จะปรึกษากับเจ้าหน้าที่ซึ่งจะมาดูแลให้คำแนะนำบ่อยครั้ง อย่างไรก็ตาม เพื่อให้สายป่านแห่งอาชีพนี้ไปได้อีกยาวนาน สุวารีจึงให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมบริเวณรอบๆ ด้วยการปรับพื้นที่สร้างบ่อบำบัดมูลสุกรและน้ำเสีย “ระบบไบโอแก๊ส” ซึ่งเป็นการนำมูลสุกรเข้าสู่ระบบบ่อหมักแก๊สชีวภาพ แบบ Plug Flow ขนาด 250 คิว

สามารถผลิตไฟฟ้าใช้ในระบบโรงเรือนเลี้ยงสุกร โดยเข้าร่วมโครงการของ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งจะได้รับเงินสนับสนุนค่าก่อสร้างและติดตั้งระบบจากรัฐ 60 เปอร์เซ็นต์ ทำให้แต่ละเดือนจ่ายค่ากระแสไฟฟ้าเพียง 4,000 บาท ลดลงจากที่แต่ก่อนต้องเสียเดือนละ 12,000 บาท

สุวารี บอกว่า นอกจากประหยัด เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แต่ละคอกยังมีรายได้เสริมจากการขายมูล (ขี้) หมูตากแห้ง ประมาณ 28,000 บาท ซึ่งนับว่าไม่น้อยทีเดียวในภาวะเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

สำหรับเกษตรกรรายใดสนใจเข้าร่วมโครงการสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 08-4825-9815.

เพ็ญพิชญา เตียว
thairath

โรงเรือนระบบหน้าต่างรถเมล์

No comments December 1st, 2008

Cooling Pad หรือ รังผึ้ง สำหรับโรงเรือนอีแวป ระบบหน้าต่างรถเมล์
คุมอุณหภูมิลดกลิ่นฟาร์ม สร้างโรงเรือนหน้าต่างรถเมล์

Evaporative Cooling System หรือ อีแวป (ระบบทำความเย็นแบบ “ระเหย”) ซึ่งนำมาใช้กับฟาร์มเลี้ยงไก่ไข่เพื่อยกระดับ “เข้าสู่มาตรฐาน มีความปลอดภัย เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” และ “ป้องกันไม่ให้ เกิดโรคระบาด” อันเป็นที่นิยมกันในสังคมปศุสัตว์นั้น แต่ต่อมาก็พบว่าระบบ Evaporative Cooling System ยังมีข้อบกพร่องกับ สภาพอากาศทั่วโรงเลี้ยงไม่สม่ำเสมอ

ฉะนี้ อาจารย์สรยุทธ วินิจฉัย คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น จึงคิดค้นเทคนิควิธีแก้ปัญหาดังกล่าวนี้ด้วยการนำทฤษฎี “หน้าต่างรถเมล์” มาประยุกต์ใช้ โดยนำไปวิจัยและทดลองกับบริษัท ศรีวิโรจน์ ฟาร์ม จำกัด จนได้ผลเป็นที่พอใจจึงได้นำมาเผยแพร่

ทฤษฎีหน้าต่างรถเมล์ ก็คือการกระจายลม เพิ่มตำแหน่งของ Cooling Pad ตาม ความยาวของโรงเรือน และติดตั้งอุปกรณ์ควบคุมลมผ่านเครื่องดังกล่าว เป็นการระบายอากาศด้วยระบบ Fuzzy logic Control ซึ่งจะช่วยทำให้อุณหภูมิ ความชื้น มีความเหมาะสมตลอดโรงเรือน

อาจารย์สรยุทธ เล่าให้ฟังว่า จากการสังเกตระบบทำความเย็นเพื่อใช้ ควบคุมอุณหภูมิภายในโรงเรือนแบบเก่านั้น พบว่า ลมที่ผ่านเข้ามาในโรงเรือน กว่าจะถึงท้ายเล้ามีการสะสมของเสียมามากมาย ทั้ง ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ แอมโมเนีย กลิ่นเหม็น และ ความร้อน

ฉะนี้จึง เพิ่มช่องทางเข้าของลมบริเวณด้านข้างโรงเรือน เพื่อ ให้อากาศใหม่ๆ เข้าไปสม่ำเสมอ หรือใกล้เคียงกัน ตลอดทั้งโรงเรือน วิธีนี้ เหมือนกับลมที่เข้าทางหน้าต่างรถเมล์มาประยุกต์ใช้ และจากการเก็บข้อมูลได้ผลว่า อุณหภูมิภายในโรงเรือนทั้งด้านหน้า และ ท้ายเล้า ลดลงจากเดิม 2-3 องศาเซลเซียส ปริมาณการแอมโมเนียอยู่ระหว่าง 0-2 ppm จากเดิม (ระบบเก่า) มีปริมาณ 10 ppm ส่วนออกซิเจนภายในเล้า วัดได้ 20.05-20.07 ppm

จากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว เป็นผลให้น้ำหนักไข่เฉลี่ยเป็นไปตามมาตรฐานของสายพันธุ์ ส่วนสุขภาพสัตว์แม้อากาศภายนอกมีการเปลี่ยนแปลง ก็ไม่ทำให้เจ็บป่วยง่าย

ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า เมื่อ มีการกระจายลมเข้า มีอากาศบริสุทธิ์ในปริมาณเหมาะสมตลอดความยาวของโรงเรือน สัตว์เลี้ยงภายในฟาร์มก็จะมีสุขภาพแข็ง แรง เป็นโรคได้ยาก ส่งผลให้ปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ระบบดังกล่าวยังสามารถปรับปริมาณลม ในแต่ละส่วนได้ตามช่วงอายุสัตว์แต่ละฤดูกาล

อีกทั้งการใช้งานยังมีความเหมาะสมในเมืองร้อนชื้น ที่มีอุณหภูมิสูงสุดถึง 45 องศาเซลเซียส แต่ไม่ควรต่ำกว่า 10 องศาเซลเซียส ซึ่งนอกจากการควบคุมสภาพอากาศในโรงเรือน จัดการของนายสัตวแพทย์ สัตวบาล ผู้เลี้ยงก็มีความสำคัญเช่นกัน และการออกแบบ นำไปใช้ ไม่ควรคาดเดาและทำเองโดยขาดการแนะนำเพราะจะส่งผลเสียหาย ไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน

เกษตรกร เจ้าของฟาร์มรายใดสนใจโรงเรือนระบบหน้าต่างรถเมล์ ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่ม เติมได้ที่ โทร.0-4336-2006, 08-9699-8261 เวลาราชการ.

เพ็ญพิชญา เตียว

การเลี้ยงไก่ไข่ในระบบ EVAP

No comments December 1st, 2008

ภายนอก โรงเรือนอีแวป
เลี้ยงไก่ไข่ด้วยอีแวป…ทำไบโอแก๊สลดค่าใช้จ่าย

แม้ว่าการเลี้ยงไก่ไข่ที่ทำอยู่ขณะนี้ จะดูเสมือนเลี้ยงให้คนอื่น ไก่ที่กำลังเลี้ยงอย่างเอาใจใส่อยู่ขณะนี้พอวันหนึ่งมันไข่ออกมา ไข่นั้นมิใช่ไข่ของมัน มิใช่ไข่ของเรา แต่เป็นไข่ของบริษัทที่เรารับจ้างเขาเลี้ยง พอถึงวันนั้นก็ต้องดีใจเพราะมั่นใจได้ว่า ไม่ขาดทุนอย่างแน่นอนเพราะมีการประกันราคาไข่ไก่ไว้ ซึ่งนอกจากไข่แล้ว ทางบริษัทเขายังรับซื้อแม่ไก่ที่ปลดระวางด้วย

ที่อยากบอกเล่าในวันนี้ที่สำคัญคือเรื่อง การทำไบโอแก๊ส… การเลี้ยงไก่ (และ/หรือสัตว์ชนิดอื่น ๆ) นอกจากจะขายไข่ได้แล้ว ยังได้ประโยชน์มากกว่านั้นอีกคือ การนำเอาแก๊สที่จะต้องสูญเปล่าหากปล่อยทิ้งไป มาทำให้เกิดประโยชน์โภชผลมากกว่านั้น คือ การทำไบโอแก๊ส (Bio Gas) หากไม่ทำไบโอแก๊สแล้ว ก็จะเกิดมลพิษ ณ บริเวณนั้นและรอบ ๆ แต่หากทำ นอกจากจะไม่ก่อให้เกิดมลพิษแล้วยังก่อให้เกิดประโยชน์อย่างยิ่งแก่เจ้าของ ฟาร์ม

อย่าง คุณเจียดฉพร บุญรักศรพิทักษ์ เจ้าของธนโชติฟาร์ม อยู่บ้านเลขที่ 99 หมู่ 5 ต.ท่างาม อ.อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี ที่เริ่มต้นเลี้ยงไก่เมื่อปี 2550 ที่ผ่านมากับโครงการส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงไก่ไข่แก่เกษตรกรรายย่อยของ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ซึ่งคุณเจียดฉพรมีโรงเรือนเลี้ยงไก่ 1 โรง มีไก่ 36,000 ตัว โรงเรือนเป็นระบบปิดปรับอากาศด้วยการระเหยของน้ำ หรือ Evaporative cooling system (EVAP) คุณเจียดฉพรทำไบโอแก๊สแบบ Plug Flow แล้ว สามารถลดค่าให้จ่ายได้มาก เช่น ค่าไฟฟ้าก่อนที่จะทำไบโอแก๊สนั้นสูงมาก แต่หลังจากที่ทำระบบนี้แล้วค่าไฟฟ้าลดลง

คุณเจียดฉพร เล่าให้ฟังว่า เงินลงทุนทำ ไบโอแก๊สนั้นมีทั้งเงินส่วนตัวและเงินสนับสนุนจากทางราชการ บ่อนี้ลงทุนไม่รวมเครื่องปั่นไฟประมาณ 1.2 ล้านบาท มีขนาด 700 คิว ม.เชียงใหม่ช่วยประมาณ 900 บาทต่อคิว ไก่รุ่นที่ผ่านมามีรายได้จากการขายมูลไก่ที่ชักกากตากแห้งได้กิโลกรัมละ 3 บาท คิดเป็นตันละ 3,000 บาท ถ้าคิดเป็นเดือนจะมีรายได้เฉลี่ยประมาณ 6,000 บาท ในส่วนมูลไก่สดที่ไม่ได้ลงบ่อจะขายได้ประมาณ 6,000 บาท เฉลี่ยแล้ว มูลไก่ทั้งหมดจะได้เป็นเงิน 12,000 บาท

เมื่อทำไบโอแก๊สแล้ว จากเดิมเสียค่าไฟฟ้า 45,000 บาทต่อเดือน แต่ปัจจุบันเหลือ ประมาณ 18,000 บาท …เห็นได้ว่าจ่ายถูกลงกว่าเดิมถึง 60%

สำหรับเหตุผลที่ตัดสินใจทำไบโอแก๊สประการแรกคือเรื่องของการตระหนักถึงสิ่งแวดล้อม เนื่องจากการเลี้ยงไก่ย่อมต้องมีกลิ่นจากมูลไก่ซึ่ง อาจรบกวนชุมชนโดยรอบได้ ประกอบกับได้เงินลงทุนจึงหันมาใช้ไบโอแก๊ส โดยทาง ม.เชียงใหม่ มีวิศวกรมาดูแลถึงความเหมาะสมในการใช้ไบโอแก๊สให้เหมาะกับขนาดของฟาร์ม ซึ่งทาง ม.เชียงใหม่ มีงบประมาณให้เฉพาะแค่ 700 คิวเท่านั้น ถ้าเกษตรกรต้องการเพิ่มขนาดโรงเรือนให้ใหญ่กว่านี้ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเอง ซึ่งในอนาคตที่นี่อาจเพิ่มขนาดบ่อให้เหมาะสมตามจำนวนไก่ด้วย

ระบบการจัดการเรื่องของมูลไก่ มีระบบการเก็บโดยใช้สายพานและมีท่อลำเลียงเพื่อปล่อยลงไปยังบ่อหมัก โดยมูลไก่สดจะมีเกษตรกรมารับซื้อ ที่เหลือประมาณ 4 ตันจะลงบ่อทำไบโอแก๊สโดยมูลไก่ที่ได้และกากที่เหลือจากบ่อหมักจะได้ประมาณ 2 ตัน ซึ่งกากที่หายไปจะถูกย่อยเป็นน้ำ น้ำที่ได้จะไม่มีกลิ่นและไม่มีความเค็มจะมีค่า NPK ที่สูงสามารถนำมารดน้ำต้นไม้และนำมาทำการเกษตรได้ สำหรับมูลไก่ที่ชักกากขึ้นมานั้นเป็นปุ๋ยที่ดี ไม่มีกลิ่น แต่มีประโยชน์สำหรับต้นไม้ สามารถจำหน่ายได้เช่นกัน

ภายใน โรงเรือน ไก่ไข่

เห็นได้ชัดเจนว่าการเลี้ยงไก่ด้วยระบบที่มีคุณภาพ ผลผลิตที่ได้ย่อมมีคุณภาพ และหากในฟาร์มมีการทำไบโอแก๊สด้วยแล้วก็จะไร้ปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อม ชาวบ้านที่อยู่รายรอบฟาร์มก็จะเป็นมิตรที่ดีต่อฟาร์มเพราะเป็นฟาร์มที่ปลอด กลิ่น ปลอดแมลงวัน ที่สำคัญยังเป็นการลดต้นทุนอีกด้วย.

จีร์ ศรชัย