Archive: Posts Tagged ‘ไบโอแก๊ส’

เลี้ยงหมูขุนอย่างมืออาชีพ

No comments March 11th, 2009

ฟาร์มหมูขุน
เลี้ยงหมูขุนอย่างมืออาชีพ เพิ่มรายได้ใช้ทุกอย่างเป็นประโยชน์

หลายคนที่ เดินทางไปทำงานต่างประเทศ กว่าจะเก็บเงินได้ซักก้อน ต้องทนอาบเหงื่อต่างน้ำกันอยู่นานโข ฉะนั้น การใช้สอยลงทุนประกอบอาชีพก็ต้องคิดแล้วคิดอีก เพื่อให้เม็ดเงินได้งอกผลิดอกออกมาอย่างคุ้มค่าเหนื่อย

นางสาวสุวารี เอี่ยมรำ ชาวบ้านลำโพง ต.พุดซา อ.เมือง จ.นครราชสีมา ก็เป็นหนึ่งในจำนวนนี้ เธอเล่าว่าหลังจากทำงานที่ประเทศญี่ปุ่นนานถึง 6 ปี เมื่อกลับมาอยู่บ้านยังไม่รู้จะทำอาชีพอะไรถึงจะไม่เสี่ยงกับเงินที่เก็บ สะสมมา สังเกตเห็นว่าเพื่อนบ้านที่อยู่ติดกันเขาเลี้ยงสุกรขุนมีรายได้ที่เข้ามาแน่ นอน แล้วสนใจจึงเริ่มศึกษาความเป็นไป กระทั่งรู้ว่าอาชีพนี้มีรายได้ที่แน่นอน มั่นคง แล้วเชื่อว่า “เราต้องทำได้” จึงตัดสินใจร่วมโครงการส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงสุกรขุนของบริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ

และเพื่อให้ขบวนการเลี้ยงซึ่งนับว่าจุดแรกหรือเป็น “ต้นน้ำ” แห่งการผลิตได้มาตรฐาน ถูกสุขอนามัย อีกทั้งไม่เปลืองแรงงานจึงเลือกใช้เทคโนโลยีทันสมัย อย่างการสร้างโรงเรือนจะใช้ “ระบบปิด” ปรับอากาศด้วย การระเหยของน้ำ หรือ Evaporative cooling system (EVAP) ที่สามารถควบคุมอุณหภูมิภายในโรงเรือนให้เหมาะกับช่วงอายุของสุกร ซึ่งที่นี่จะรับหมูขุนได้ทั้งหมดจำนวน 550 ตัว

ส่วนการให้อาหารจะเป็นแบบ Auto-feed คือ ให้ผ่านระบบอุปกรณ์อัตโนมัติ ที่นอกจากช่วยให้สุกรได้รับอาหารน้ำเพียงพอ ยัง ทำให้การเจริญเติบโตเป็นไปอย่างสม่ำเสมอ สุขภาพสมบูรณ์ แข็งแรง แต่ก็ต้องมีระบบป้องกันที่ดี ซึ่งถ้าบุคคลภายนอกจะเข้าบริเวณฟาร์ม ต้องผ่านการฆ่าเชื้อก่อน เพื่อให้การเลี้ยงเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ปลอดจากโรค

โดยเริ่มแรก ซีพีเอฟจะส่งลูกสุกรหย่านมอายุ 18 วัน อาหารสัตว์ รวมทั้งปัจจัยการผลิตต่างๆมาให้ เรามีหน้าที่ดูแลทั้งความสะอาดคอก ที่ถือเป็นเรื่องสำคัญ อาหาร น้ำ ต้องมีสม่ำเสมออย่าให้ขาด อีกทั้งอุณหภูมิต้องสังเกตว่าไม่ควรร้อนหรือเย็นเกินไป เพราะจะส่งผลต่อการเจริญเติบโตและสุขภาพของสุกร กระทั่งสุกรอายุ 24 สัปดาห์ หรือที่น้ำหนัก 95-110 กิโลกรัม บริษัทจะรับซื้อทั้งหมด

บ่อหมักก๊าซชีวภาพ

ตลอดระยะเวลาที่เข้าร่วมโครงการหากเจอปัญหา ก็จะปรึกษากับเจ้าหน้าที่ซึ่งจะมาดูแลให้คำแนะนำบ่อยครั้ง อย่างไรก็ตาม เพื่อให้สายป่านแห่งอาชีพนี้ไปได้อีกยาวนาน สุวารีจึงให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมบริเวณรอบๆ ด้วยการปรับพื้นที่สร้างบ่อบำบัดมูลสุกรและน้ำเสีย “ระบบไบโอแก๊ส” ซึ่งเป็นการนำมูลสุกรเข้าสู่ระบบบ่อหมักแก๊สชีวภาพ แบบ Plug Flow ขนาด 250 คิว

สามารถผลิตไฟฟ้าใช้ในระบบโรงเรือนเลี้ยงสุกร โดยเข้าร่วมโครงการของ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งจะได้รับเงินสนับสนุนค่าก่อสร้างและติดตั้งระบบจากรัฐ 60 เปอร์เซ็นต์ ทำให้แต่ละเดือนจ่ายค่ากระแสไฟฟ้าเพียง 4,000 บาท ลดลงจากที่แต่ก่อนต้องเสียเดือนละ 12,000 บาท

สุวารี บอกว่า นอกจากประหยัด เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แต่ละคอกยังมีรายได้เสริมจากการขายมูล (ขี้) หมูตากแห้ง ประมาณ 28,000 บาท ซึ่งนับว่าไม่น้อยทีเดียวในภาวะเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

สำหรับเกษตรกรรายใดสนใจเข้าร่วมโครงการสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 08-4825-9815.

เพ็ญพิชญา เตียว
thairath

การเลี้ยงไก่ไข่ในระบบ EVAP

No comments December 1st, 2008

ภายนอก โรงเรือนอีแวป
เลี้ยงไก่ไข่ด้วยอีแวป…ทำไบโอแก๊สลดค่าใช้จ่าย

แม้ว่าการเลี้ยงไก่ไข่ที่ทำอยู่ขณะนี้ จะดูเสมือนเลี้ยงให้คนอื่น ไก่ที่กำลังเลี้ยงอย่างเอาใจใส่อยู่ขณะนี้พอวันหนึ่งมันไข่ออกมา ไข่นั้นมิใช่ไข่ของมัน มิใช่ไข่ของเรา แต่เป็นไข่ของบริษัทที่เรารับจ้างเขาเลี้ยง พอถึงวันนั้นก็ต้องดีใจเพราะมั่นใจได้ว่า ไม่ขาดทุนอย่างแน่นอนเพราะมีการประกันราคาไข่ไก่ไว้ ซึ่งนอกจากไข่แล้ว ทางบริษัทเขายังรับซื้อแม่ไก่ที่ปลดระวางด้วย

ที่อยากบอกเล่าในวันนี้ที่สำคัญคือเรื่อง การทำไบโอแก๊ส… การเลี้ยงไก่ (และ/หรือสัตว์ชนิดอื่น ๆ) นอกจากจะขายไข่ได้แล้ว ยังได้ประโยชน์มากกว่านั้นอีกคือ การนำเอาแก๊สที่จะต้องสูญเปล่าหากปล่อยทิ้งไป มาทำให้เกิดประโยชน์โภชผลมากกว่านั้น คือ การทำไบโอแก๊ส (Bio Gas) หากไม่ทำไบโอแก๊สแล้ว ก็จะเกิดมลพิษ ณ บริเวณนั้นและรอบ ๆ แต่หากทำ นอกจากจะไม่ก่อให้เกิดมลพิษแล้วยังก่อให้เกิดประโยชน์อย่างยิ่งแก่เจ้าของ ฟาร์ม

อย่าง คุณเจียดฉพร บุญรักศรพิทักษ์ เจ้าของธนโชติฟาร์ม อยู่บ้านเลขที่ 99 หมู่ 5 ต.ท่างาม อ.อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี ที่เริ่มต้นเลี้ยงไก่เมื่อปี 2550 ที่ผ่านมากับโครงการส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงไก่ไข่แก่เกษตรกรรายย่อยของ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ซึ่งคุณเจียดฉพรมีโรงเรือนเลี้ยงไก่ 1 โรง มีไก่ 36,000 ตัว โรงเรือนเป็นระบบปิดปรับอากาศด้วยการระเหยของน้ำ หรือ Evaporative cooling system (EVAP) คุณเจียดฉพรทำไบโอแก๊สแบบ Plug Flow แล้ว สามารถลดค่าให้จ่ายได้มาก เช่น ค่าไฟฟ้าก่อนที่จะทำไบโอแก๊สนั้นสูงมาก แต่หลังจากที่ทำระบบนี้แล้วค่าไฟฟ้าลดลง

คุณเจียดฉพร เล่าให้ฟังว่า เงินลงทุนทำ ไบโอแก๊สนั้นมีทั้งเงินส่วนตัวและเงินสนับสนุนจากทางราชการ บ่อนี้ลงทุนไม่รวมเครื่องปั่นไฟประมาณ 1.2 ล้านบาท มีขนาด 700 คิว ม.เชียงใหม่ช่วยประมาณ 900 บาทต่อคิว ไก่รุ่นที่ผ่านมามีรายได้จากการขายมูลไก่ที่ชักกากตากแห้งได้กิโลกรัมละ 3 บาท คิดเป็นตันละ 3,000 บาท ถ้าคิดเป็นเดือนจะมีรายได้เฉลี่ยประมาณ 6,000 บาท ในส่วนมูลไก่สดที่ไม่ได้ลงบ่อจะขายได้ประมาณ 6,000 บาท เฉลี่ยแล้ว มูลไก่ทั้งหมดจะได้เป็นเงิน 12,000 บาท

เมื่อทำไบโอแก๊สแล้ว จากเดิมเสียค่าไฟฟ้า 45,000 บาทต่อเดือน แต่ปัจจุบันเหลือ ประมาณ 18,000 บาท …เห็นได้ว่าจ่ายถูกลงกว่าเดิมถึง 60%

สำหรับเหตุผลที่ตัดสินใจทำไบโอแก๊สประการแรกคือเรื่องของการตระหนักถึงสิ่งแวดล้อม เนื่องจากการเลี้ยงไก่ย่อมต้องมีกลิ่นจากมูลไก่ซึ่ง อาจรบกวนชุมชนโดยรอบได้ ประกอบกับได้เงินลงทุนจึงหันมาใช้ไบโอแก๊ส โดยทาง ม.เชียงใหม่ มีวิศวกรมาดูแลถึงความเหมาะสมในการใช้ไบโอแก๊สให้เหมาะกับขนาดของฟาร์ม ซึ่งทาง ม.เชียงใหม่ มีงบประมาณให้เฉพาะแค่ 700 คิวเท่านั้น ถ้าเกษตรกรต้องการเพิ่มขนาดโรงเรือนให้ใหญ่กว่านี้ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเอง ซึ่งในอนาคตที่นี่อาจเพิ่มขนาดบ่อให้เหมาะสมตามจำนวนไก่ด้วย

ระบบการจัดการเรื่องของมูลไก่ มีระบบการเก็บโดยใช้สายพานและมีท่อลำเลียงเพื่อปล่อยลงไปยังบ่อหมัก โดยมูลไก่สดจะมีเกษตรกรมารับซื้อ ที่เหลือประมาณ 4 ตันจะลงบ่อทำไบโอแก๊สโดยมูลไก่ที่ได้และกากที่เหลือจากบ่อหมักจะได้ประมาณ 2 ตัน ซึ่งกากที่หายไปจะถูกย่อยเป็นน้ำ น้ำที่ได้จะไม่มีกลิ่นและไม่มีความเค็มจะมีค่า NPK ที่สูงสามารถนำมารดน้ำต้นไม้และนำมาทำการเกษตรได้ สำหรับมูลไก่ที่ชักกากขึ้นมานั้นเป็นปุ๋ยที่ดี ไม่มีกลิ่น แต่มีประโยชน์สำหรับต้นไม้ สามารถจำหน่ายได้เช่นกัน

ภายใน โรงเรือน ไก่ไข่

เห็นได้ชัดเจนว่าการเลี้ยงไก่ด้วยระบบที่มีคุณภาพ ผลผลิตที่ได้ย่อมมีคุณภาพ และหากในฟาร์มมีการทำไบโอแก๊สด้วยแล้วก็จะไร้ปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อม ชาวบ้านที่อยู่รายรอบฟาร์มก็จะเป็นมิตรที่ดีต่อฟาร์มเพราะเป็นฟาร์มที่ปลอด กลิ่น ปลอดแมลงวัน ที่สำคัญยังเป็นการลดต้นทุนอีกด้วย.

จีร์ ศรชัย

การผลิตก๊าซชีวภาพใช้เอง

66 comments November 7th, 2008

ก๊าซแพง เกษตรกรพะเยา ผลิตก๊าซชีวภาพใช้เอง

เชื้อเพลิงที่เราใช้ประกอบอาหารส่วนใหญ่ก็คือ ก๊าซหุงต้ม หรือก๊าซแอลพีจี เป็นก๊าซที่ได้จากธรรมชาติ เป็นผลผลิตจากปิโตรเคมี ที่เราทราบกันดีแล้วว่าเริ่มขาดแคลนและมีราคาสูงขึ้นเรื่อยๆ ถึงแม้ประเทศไทยจะมีแหล่งก๊าซธรรมชาติของเราเอง แต่ก็มีอยู่ไม่มาก ทุกวันนี้เราเองต้องสั่งซื้อก๊าซจากต่างประเทศเข้ามาใช้กันแล้ว สภาวการณ์เช่นนี้ ก๊าซชีวภาพน่าจะเป็นทางเลือกที่น่าสนใจทางหนึ่ง ที่เราน่าจะเริ่มนำมาใช้กันอย่างจริงจัง นับแต่วันนี้ เพราะสามารถนำมาเป็นเชื้อเพลิงที่ใช้ในการหุงต้มแทนก๊าซแอลพีจี ได้อย่างสบาย

ก๊าซชีวภาพที่ผลิตขึ้นจากการหมักมูลสัตว์ มูลคน และขยะเหลือทิ้งที่ย่อยสลายได้จากครัวเรือนและชุมชน โดยการหมักในสภาพแวดล้อม เช่น ถังหมักหรือบ่อที่ไร้อากาศ จุลินทรีย์ที่มีอยู่ตามธรรมชาติจะเปลี่ยนอินทรียวัตถุเหล่านี้ให้กลายเป็น ก๊าซชีวภาพที่มีคุณสมบัติติดไฟ สามารถนำไปใช้เป็นพลังงานให้ความร้อน ใช้หุงต้ม ให้แสงสว่าง หรือใช้เดินเครื่องจักรเครื่องยนต์ได้

ส่วนใหญ่การทำบ่อหมักก๊าซชีวภาพของฟาร์มเลี้ยงสัตว์ ก็เพื่อแก้ปัญหามูลสัตว์ที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก ส่งกลิ่นเหม็น และส่งผลเสียต่อสภาพแวดล้อม ได้ก๊าซชีวภาพเป็นผลพลอยได้ ในปัจจุบันก๊าซธรรมชาติกำลังขาดแคลนและมีราคาสูง ก๊าซชีวภาพจึงน่าจะกลับมามีบทบาทที่สำคัญในการแก้ปัญหาในเรื่องพลังงาน ถังหมักหรือบ่อหมักก๊าซชีวภาพมีหลายรูปแบบ และหลายขนาด ตั้งแต่ถังขนาดเล็กที่สามารถทำใช้เองในครัวเรือน ไปจนถึงบ่อถาวรขนาดใหญ่ที่สร้างขึ้นใช้ในชุมชน แต่ที่สำคัญเทคโนโลยีก๊าซชีวภาพนี้มีข้อดีที่ทุกคนสามารถทำขึ้นใช้เอง ทำให้สามารถพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น รวมทั้งแก้ไขปัญหาขยะที่มีมากขึ้นจนเป็นปัญหาให้ลดลง จึงช่วยแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมไปในตัว รวมทั้งได้ผลพลอยได้ที่เป็นปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวภาพที่สามารถนำไปใช้เป็น ปุ๋ยปลูกพืชปลอดสารเคมีได้เป็นอย่างดี

คุณลุงเสาร์แก้ว ใจบาล อยู่บ้านเลขที่ 139 หมู่ที่ 4 ตำบลบ้านตุ่น อำเภอเมืองพะเยา และ คุณลุงเจริญ คำโล อยู่บ้านเลขที่ 75 หมู่บ้านเดียวกัน อ่านเจอจากหนังสือ ก็ใคร่ครวญตรึกตรองกันอยู่นาน คิดอยู่ว่ามันจะเกิดก๊าซจริงหรือเปล่า อย่ากระนั้นเลย ไม่ลองก็ไม่รู้ เลยตัดสินใจชวนกันทำดู ไปซื้อวัสดุ ซึ่งประกอบไปด้วย

ส่วนประกอบของถังหมักและถังเก็บก๊าซชีวภาพ

ถังพลาสติคปิดฝา ขนาด 200 ลิตร จำนวน 1 ใบ ทำหน้าที่ในการบรรจุมูลสัตว์และเศษอาหารเพื่อย่อยสลายจนเกิดก๊าซ โดยมีช่องใส่วัตถุดิบ ท่อน้ำล้นเพื่อควบคุมปริมาตรภายใน และท่อระบาย ด้านบนจะมีสายยางต่อเพื่อลำเลียงก๊าซที่ผลิตได้ไปสู่ถังเก็บ

ถังพลาสติคเปิดฝาบน ขนาด 200 ลิตร จำนวน 1 ใบ เป็นถังเก็บก๊าซถังหงาย โดยจะตั้งหงายเพื่อบรรจุน้ำสำหรับเป็นตัวกันไม่ให้ก๊าซรั่วออกนอกถังเก็บ ถังจะตั้งหงายเพื่อให้ถังใบเล็กอีกถังครอบ ในส่วนของคุณลุงเสาร์แก้ว ดัดแปลงใช้วงบ่อซีเมนต์ ขนาด 80 เซนติเมตร 2 วง ฉาบปูนแทน

ถังพลาสติคเปิดฝาบน ขนาด 120 ลิตร จำนวน 1 ใบ เป็นถังเก็บก๊าซถังคว่ำ โดยจะตั้งคว่ำลงภายในถังเก็บก๊าซ ขนาด 200 ลิตร หรือวงบ่อที่ใส่น้ำ ทำหน้าที่เป็นตัวกักก๊าซไว้โดยตัวถังจะลอยขึ้นเมื่อก๊าซถูกลำเลียงมาจากถัง หมัก ด้านบนจะมีท่อลำเลียงก๊าซไปจุดใช้งานต่อไป ก่อนจะเริ่มใช้งานให้ใส่น้ำลงไปในถังใบที่ 2 ถังเก็บก๊าซถังหงายให้เต็ม แล้วสวมถังใบที่ 3 หรือถังเก็บก๊าซถังคว่ำลงในถังใบที่ 2 ให้จมลงไปในน้ำพอดีก้นถัง ต่อสายยางจากถังหมักมายังถังเก็บก๊าซ และต่อสายยางจากถังเก็บก๊าซไปยังเตาแก๊สเพื่อไว้ใช้งานต่อไป

ส่วนประกอบสำหรับท่อน้ำล้นและท่อระบายของถังหมักก๊าชชีวภาพ

ข้อต่อเกลียวนอก ขนาด 1 นิ้ว 1 อัน

ข้องอเกลียวใน ขนาด 1 นิ้ว

ท่อพีวีซี ขนาด 1 นิ้ว ตัดยาว 2 นิ้ว 1 อัน

3 ทาง ขนาด 1 นิ้ว 2 อัน

ฝาปิดพีวีซี ขนาด 1 นิ้ว 1 อัน

ท่อพีวีซี ขนาด 1 นิ้ว ตัดประมาณ 40 เซนติเมตร 1 อัน

ท่อพีวีซี ขนาด 1 นิ้ว ตัดประมาณ 30 เซนติเมตร 1 อัน

ส่วนประกอบสำหรับช่องเติมและท่อส่งก๊าซของถังหมัก

ท่อพีวีซี ขนาดยาว 1 เมตร เจาะช่องกลางท่อ ขนาดกว้าง 0.5 ของท่อ และยาว 15 เซนติเมตร ตัดให้ช่องห่างจากปากท่อ 32 เซนติเมตร

ข้องอเกลียวนอก ขนาด 4 หุน 1 อัน

หัวต่อสายยางเกลียวนอก ขนาด 4 หุน 1 อัน

ส่วนประกอบสำหรับท่อนำก๊าซของถังเก็บก๊าซ

3 ทาง ขนาด 4 หุน 1 ตัว

หัวต่อสายยางเกลียวนอก ขนาด 4 หุน 2 อัน

ส่วนประกอบปลีกย่อยอื่นๆ

กิ๊บยึดท่อ ขนาด 1 นิ้ว 1-2 อัน

กาวซีเมนต์ (กาวแห้งเร็ว 2 หลอดคู่) 1 ชุด

กาวซิลิโคลน ชนิดใส 1 หลอด

สายยาง 3 หุน ยาว 5 เมตร 1 เส้น

วิธีการประกอบถังหมักก๊าซชีวภาพ

นำ ถังใบที่ปิดสนิทเจาะรูขนาดเท่ากับเกลียวของข้อต่อเกลียวนอก 4 หุน บริเวณที่เรียบๆ บนฝาถัง เจาะรูถังขนาดเท่าเกลียวนอกของข้อต่อตรงขนาด 1 นิ้ว เจาะบริเวณข้างถังสูงจากก้นถังประมาณ 3 นิ้ว เนื่องจากฝาถังหมักปิดสนิทต้องใช้แท่งพีวีซี ติดข้อต่อเกลียวนอก ขนาด 1 นิ้ว ไว้ที่ปลาย แล้วแยงจากช่องเติมอาหารผ่านไปติดที่ข้างถังด้านใน โดยให้ปลายเกลียวพ้นรูถังออกมา ทากาวบริเวณที่พ้นผ่านรูออกมา และทากาวที่ปากท่อข้องอเกลียวใน 1 นิ้ว จึงนำมาประกอบกัน ในส่วนของส่วนประกอบท่อน้ำล้น โดย 3 ทางตัวบน ต้องสูงได้ 75 เปอร์เซ็นต์ของตัวถัง จากนั้นยึดด้วยกิ๊บยึดท่อก็เป็นอันเสร็จในส่วนท่อน้ำล้น จากนั้นนำข้องอเกลียว ขนาด 4 หุน มาทากาวที่ปากท่อหมุนเกลียวเข้ารูที่ใช้ลำเลียงก๊าซด้านบนของถังหมัก และติดหัวต่อสายเกลียวนอก ขนาด 4 หุน ที่ข้องอเพื่อจะใช้ต่อสายยางต่อไป ประกอบท่อพีวีซี 3 นิ้ว ส่วนที่เป็นที่เติมวัตถุดิบด้านบนของถัง โดยหย่อนลงในถังด้านบนที่เจาะรูไว้ หันช่องเติมที่เจาะเข้าด้านในถัง ทากาวขอบท่อให้ทั่วเพื่อกันอากาศเข้า

วิธีการประกอบถังเก็บก๊าซชีวภาพ

เจาะ รูที่ก้นถังพลาสติคขนาด 120 ลิตร 1 รู ขนาดเท่ากับเกลียวของข้องอเกลียวนอก ขนาด 4 หุน ติด 3 ทาง ขนาด 4 หุน ที่ก้นถังด้านนอกอัดกาวให้ทั่ว ใช้เกลียวหมุนให้แน่น ต่อหัวต่อสายยางเกลียวนอก ขนาด 4 หุน ทั้ง 2 ด้าน ของรู 3 ทาง จากนั้นต่อสายยาง ขนาด 3 หุน เข้าหาถังหมัก และถังเก็บก๊าซความยาวตามต้องการ

การใช้งานถังหมักก๊าซชีวภาพ

วัตถุดิบ

1. มูลสัตว์

2. น้ำ

3. เศษอาหาร

ขั้นตอนการหมักก๊าซชีวภาพ

นำมูลสัตว์แห้งหรือเปียกผสมกับน้ำแล้วใส่ลงไปในถังหมักปริมาตร 25 เปอร์เซ็นต์ของตัวถัง ใช้ท่อพีวีซี กระทุ้งให้มูลสัตว์กระจายตัวให้ทั่วถึง หมักมูลสัตว์ที่เป็นวัตถุดิบตั้งต้นในถังประมาณ 10-15 วัน หลังจากนั้น เติมน้ำลงไปให้ถึงระดับ 75 เปอร์เซ็นต์ของถัง ซึ่งจะอยู่ที่ระดับน้ำล้นของถัง แล้วจึงสามารถเติมเศษอาหารหรือมูลสัตว์เพื่อผลิตก๊าซต่อไปได้ ในระยะแรกเติมวัตถุดิบแต่น้อยทุกวันที่มีการใช้ก๊าซประมาณ 1-2 กิโลกรัม แต่ไม่ควรเกิน 4 กิโลกรัม ต่อวัน เมื่อใช้ไปนานๆ สามารถเติมได้มากขึ้น แต่ไม่เกิน 10 กิโลกรัม เมื่อเติมลงช่องให้ใช้ท่อพีวีซี กระทุ้งขึ้น-ลงให้เศษอาหารกระจายตัว กระบวนการย่อยเพื่อผลิตก๊าซจะใช้เวลาประมาณ 24 ชั่วโมง เมื่อมีก๊าซเกิดขึ้น ชุดถังเก็บก๊าซที่คว่ำอยู่จะเริ่มลอย ก๊าซที่เกิดมาชุดแรกให้ปล่อยทิ้งก่อนเพราะจะจุดไฟไม่ติดหรือติดยาก เพราะมีปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์มาก เมื่อหมักจนเกิดก๊าซตั้งแต่ถังที่ 2 ต่อไปจึงสามารถจุดไฟใช้งานได้

การดูแลรักษา

เมื่อ ใช้งานจนถึงช่วง 7 เดือน ถึง 1 ปี ให้ปล่อยกากออกทางช่องระบาย ซึ่งสามารถสังเกตได้จากเมื่อเติมมูลสัตว์หรือเศษอาหารเข้าไปแล้วไม่ค่อยล้น แสดงว่ามีเศษไปตกตะกอนอุดตัน หรือดูได้จากอัตราการเกิดก๊าซน้อยลง แสดงว่ามีการอุดตันเช่นเดียวกัน ไม่ควรใส่เศษอาหารเปรี้ยวในถังหมักเพราะจะทำให้แบคทีเรียไม่ทำงาน เนื่องจากค่าความเป็นกรดด่างไม่เหมาะสม ในถังเมื่อมีค่ากรดเกินไปจะสังเกตได้จากการเกิดก๊าซน้อย และพยายามอย่าให้ถังกระทบกระเทือนมากเพราะกาวจะกะเทาะออกได้จนเกิดการรั่ว เมื่อเกิดก๊าซให้ตรวจสอบรอยรั่วและสามารถใช้กาวทาซ่อมได้

ข้อเด่นของ ก๊าซแอลพีจี ที่เราใช้กันอยู่จนเคยชินคือ เรื่องแรงดันของก๊าซ ความร้อนของไฟ และการที่สามารถบรรจุในถังก๊าซได้ ซึ่งก๊าซชีวภาพที่เราผลิตจากมูลสัตว์และเศษอาหารในชุดถังหมักนี้จะมีแรงดัน ต่ำกว่าก๊าซแอลพีจี จึงต้องมีการปรับรูเตาแก๊สให้มีขนาดใหญ่ขึ้น หรือใช้วิธีเพิ่มน้ำหนักกดทับด้านบนของถังเก็บก๊าซหรือทำโครงเหล็กกดถังเก็บ ก๊าซ ทั้งนี้เพื่อให้เกิดแรงดันก๊าซชีวภาพที่มากขึ้น

คุณลุงเสาร์ และคุณลุงเจริญ แห่งตำบลบ้านตุ่น อำเภอเมืองพะเยา พูดถึงเรื่องก๊าซว่า นับวันก๊าซแอลพีจี มีแต่ราคาจะแพงขึ้น แหล่งก๊าซธรรมชาติก็เริ่มหมดไป ชีวิตในเมืองที่ทรัพยากรธรรมชาติ อย่างเช่น ไม้ที่จะนำมาเผาถ่านก็มีน้อย การพึ่งก๊าซธรรมชาติจากถังบรรจุที่จำหน่ายอยู่ทั่วไปอย่างเดียวก็คงเป็นทาง เลือกที่บั่นทอนค่าใช้จ่ายในครัวเรือน เพราะไม่สามารถควบคุมราคาได้ การนำทางเลือกอื่น อย่างเช่น ก๊าซชีวภาพมาใช้จะเป็นสิ่งที่ช่วยให้พึ่งตนเองได้ เปลี่ยนขยะ หรือมูลสัตว์ ที่หากทิ้งไว้ก็เป็นสาเหตุหนึ่งของภาวะโลกร้อน สู้นำมาผลิตเป็นพลังงานทดแทนใช้ในครัวเรือน

เป็นการแก้ปัญหาในหลายๆ สิ่ง เมื่อหมักเสร็จแล้วเศษที่เหลือก็สามารถนำไปเป็นปุ๋ยให้กับแปลงพืช หรือหญ้าที่ปลูกไว้อีกด้วย

คุณ ลุงทั้งสองคนบอกว่า ยังอยากจะแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับคนที่มีแนวทางเดียวกัน สนใจจะมาดูของจริงเชิญที่บ้านได้เลย หรือใครที่ทำได้ดีกว่านี้คุณลุงทั้งสองบอกว่า ขอช่วยส่งข่าวให้ด้วยเพื่อจะได้ตามไปดูแล้วนำมาปรับปรุงของพวกเรา หากจะโทรศัพท์คุยกันเชิญที่โทร. (054) 423-228

การุณย์ มะโนใจ
วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 21 ฉบับที่ 442

ผลิตไบโอแก๊สจากขี้หมู

1 comment October 10th, 2008

ฟาร์มสุกร

หลังจากที่ใช้เวลาศึกษาเรื่องการนำมูลสุกรมาเป็นพลังงานทดแทนกว่า 10 ปี ในที่สุดฟาร์มสุกรปลอดโรค “พี อาร์ อาร์ เอส” หรือ “ฟาร์มกาญจนบุรี” ซึ่งเป็นฟาร์มขนาดใหญ่บนพื้นที่ 306 ไร่ ของบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ

ที่ อ .ห้วยกระเจา จ. กาญจนบุรี ก็สามารถผลิตไบโอแก๊สจากมูลสุกรมาใช้ผลิตกระแสไฟฟ้ามาใช้เอง คิดมูลค่าถึง 1.9 แสนบาทต่อเดือน แถมยังสามารถลดน้ำเสีย กลิ่น และแมลงได้ดีด้วย

สมควร ชูวรรธนะปกรณ์ รองกรรมการผู้จัดการบริหารซีพีเอฟ ผู้เชี่ยวชาญด้านสุกร เล่าว่า ฟาร์มสุกรแต่ละแห่ง จะมีของเสียออกมาจากระบบการเลี้ยงเป็นจำนวนมากในทุกๆ วัน หากปราศจากการจัดการที่ดี ปล่อยให้ของเสียเหล่านี้ย่อยสลายในพื้นที่เปิด มีเทนและคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นแก๊สเรือนกระจก จะลอยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ รวมทั้งน้ำเสีย กลิ่น และแมลง นอกจากนี้ ยังเป็นปัญหากับสภาพแวดล้อมของชุมชนข้างเคียงด้วย ทางซีพีเอฟเองได้ใช้เวลากว่า 10 ปีศึกษาเรื่องการนำมูลสุกรมาเปลี่ยนเป็นพลังงาน โดยได้ดำเนินการอย่างจริงจังและต่อเนื่อง จึงสามารถบริหารจัดการของเสียจากฟาร์มเลี้ยงสุกรให้เกิดประโยชน์สูงสุด กลายเป็นระบบบำบัดของเสียภายในฟาร์มที่มีการดำเนินการอย่างเป็นระบบ

รอง กรรมการผู้จัดการบริหารซีพีเอฟบอกอีกว่า นอกจากนี้ฟาร์มกาญจนบุรี มีการพัฒนาระบบไบโอแก๊สให้มีระบบชักกากเพิ่มเติม ทำให้สามารถชักเอากากตะกอนในบ่อหมักออกได้ ตรงนี้จะช่วยแก้ปัญหากากตะกอนเต็มเร็วเกินไป และยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายจากการที่จะต้องเปิดพลาสติกคลุมปากบ่อ ทั้งยังช่วยลดมลภาวะ เช่น ลดกลิ่น ลดปัญหาแมลงวัน และแก้ปัญหาน้ำเสียที่เกิดจากการใช้น้ำภายในฟาร์มได้

นับเป็น ตัวอย่างสำหรับการพัฒนาฟาร์มสุกรของไทยในอนาคต ที่เลี้ยงสุกรเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง เพราะไม่เพียงให้แก๊สเป็นพลังงานทดแทนเท่านั้น แต่ยังมีผลพลอยได้เป็นกากมูลสุกรใช้เป็นปุ๋ยปรับปรุงบำรุงดิน รวมทั้งน้ำที่ผ่านการบำบัดแล้วหมุนเวียนมาใช้ในแปลงเกษตรได้อีกด้วย

ฟาร์มหมูปลอดโรค ประหยัดโดยนำปฎิกูลสู่พลังงาน

No comments September 30th, 2008

ฟาร์มหมูปลอดโรค ประหยัดโดยนำปฎิกูลสู่พลังงาน [3 ก.ย. 51 - 00:31 - ไทยรัฐ]

โรคพีอาร์อาร์เอส PRRS หรือ โรคระบบทางเดินหายใจและระบบสืบพันธุ์ ที่เกิดขึ้นใน การปศุสัตว์ ซึ่งผู้เลี้ยงสัตว์ทั่วโลกกลัวกันมาก เพราะหากเกิดเป็นโรคนี้จะเสียชีวิตอย่างรวดเร็ว…… และยังไม่มีประเทศใดทำให้ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ปลอดจากโรคนี้ได้

ไทยเราเป็นประเทศที่รุดหน้ากว่าใครๆ ทีม นักวิจัยจากฟาร์มกาญจนบุรี ของ บริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (CPF) สามารถทำให้ฟาร์มเลี้ยงสุกรปลอดภัยจากโรคนี้ได้สำเร็จ

นายสมควร ชูวรรธนะปกรณ์ รองกรรมการผู้จัดการบริหาร บริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด เผยว่า….โรค PRRS เกิดจาก ฟาร์มมีกลิ่นฉุนของแอมโมเนีย การบำบัดมูลสุกรและของเสียภายในฟาร์มไม่ดี ทำให้ก่อโรคขึ้น ทางฟาร์มกาญจนบุรี จึงได้ดำเนินการอย่างเป็นระบบ เริ่มจากการออกแบบให้มีบริเวณจัดเก็บและบำบัดมูลอย่างพอเพียง

“ใช้หลักความเข้าใจถึงอุปนิสัยของสุกร ที่ชอบถ่ายมูลบริเวณเปียกชื้นแล้วจึงมานอนในพื้นที่แห้ง ได้ออกแบบก่อสร้างโรงเรือนให้มีพื้นที่ประมาณร้อยละ 15 เป็นอ่างน้ำ มีความลาดเทลงเรียกว่า ส้วมน้ำ เพื่อให้สุกรลงไปขับถ่าย….จากนั้นในระยะ 1-2 วันจะระบายน้ำพร้อมกับมูลสัตว์ออกจากโรงเรือนไปตามแนวท่อ เพื่อนำไปรวมกับบ่อหมัก ทำให้ไม่มีมูลเหลืออยู่ในระบบการเลี้ยง…โรงเรือนจึงสะอาด ปราศจากแอมโมเนีย สุกรที่เลี้ยงไว้ จึงกินอยู่และนอนอย่างสบายทำให้สุขภาพดี

คณะกรรมาธิการ สหภาพยุโรป หรืออียู ได้เดินทางมาตรวจแล้ว ให้การยอมรับว่า ฟาร์มแห่งนี้ปลอดจากโรค PRRS ซึ่งมีเพียงแห่งเดียวในโลก

สำหรับฟาร์มกาญจนบุรี ตั้งอยู่ที่ หมู่ 4 ต.สระลงเรือ อ.ห้วยกระเจา จ.กาญจนบุรี มีพื้นที่ทั้งหมด 306 ไร่ ใช้ระบบการเลี้ยงหมูในการจัดการแบบปิด เป็นฟาร์มระดับ GP มีแม่ พันธุ์จำนวน 3,000 แม่ และพ่อพันธุ์ จำนวน 70 ตัว โดยมีกำลังการผลิตลูกสุกรปีละ 64,000 ตัว แบ่งเป็นสุกรพันธุ์ 13,200 ตัวและผลิตสุกรขุนปีละ 21,000 ตัว

นายสุเมธ เดชรักษา ผู้จัดการฝ่ายวิจัยและพัฒนา บ.กรุงเทพผลิตผลอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) บอกว่า ฟาร์มกาญจนบุรีหลังจากปลอดโรค PRRS แล้วยังได้ดำเนิน โครงการบำบัดน้ำเสียในฟาร์มสุกรด้วยระบบไบโอแก๊ส (Biogas) โดยระบายมูลสัตว์และน้ำเสียด้วยระบบท่อเข้าสู่….บ่อหมักแบบพลาสติกคลุม หรือ Cover Lagoon ซึ่งมีอยู่ 3 ระบบ คือ ระบบบ่อซีเมนต์ขนาดใหญ่ ระบบบ่อซีเมนต์ขนาดเล็กและระบบท่อแคปซูล

ผู้จัดการฝ่ายวิจัยและพัฒนา บอกอีกว่า ใน แต่ละระบบมีข้อดีข้อด้อย แตกต่างกันไปแล้วแต่การใช้งานหรือปริมาณพื้นที่กักเก็บ จากนั้นได้นำมูลสัตว์ และน้ำเสีย ผลิตเป็นไบโอ แก๊ส เพื่อนำไปเป็นเชื้อ เพลิง หมุนมอเตอร์ของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าใช้ภาย ในฟาร์ม ทำให้ประหยัดค่าไฟฟ้า 30% คิดเป็นเงินประมาณ 220,000 บาทต่อเดือน

และ….ถ้าคำนวณตัวเลขกันในระยะยาว ถือว่า คุ้มค่าต่อการลงทุน…!!!