Archive: Posts Tagged ‘โรงเรือนอีแวป’

การเลี้ยงไก่ไข่ในโรงเรือนระบบปิด

1 comment June 18th, 2009

การเลี้ยงไก่ไข่ในโรงเรือนระบบปิด
สาธิตเลี้ยงไก่ไข่ระบบปิด ก้าวใหม่โครงการห้วยองคตฯ

หลังจากที่ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ให้การส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงไก่แก่เกษตรกรรายย่อยรายละ 4,000 ตัว ตามโครงการห้วยองคต อันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ ต.สมเด็จเจริญ อ.หนองปรือ จ.กาญจนบุรี ทำให้ผู้ร่วมโครงการมีรายได้ถึงปีละกว่า 2 แสนบาท

ล่าสุด ซีพีเอฟ ได้สร้างศูนย์เรียนรู้เพื่อการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ โดยทำการสาธิตการเลี้ยงไก่ไข่จำนวน 200 ตัว ในระบบโรงเรือนปิดปรับอากาศ เพื่อให้เกษตรกรผู้สนใจได้เข้าชมกระบวนการผลิต โดย ซีพีเอฟ จะเป็นผู้สนับสนุนพันธุ์สัตว์ อาหาร ยา วัคซีน ในการเลี้ยงรุ่นแรก พร้อมทั้งอบรมความรู้ให้เจ้าหน้าที่ผู้ดูแลโครงการด้วย คาดว่าจะสามารถสร้างรายได้ให้เกษตรกรได้อีกทางหนึ่ง

นายเกษม วิไลประสงค์ ผู้แทนซีพีเอฟ บอกว่า ผลจากการติดตามโครงการส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงไก่ไข่แก่เกษตรกรรายย่อย รายละ 4 พันตัวที่ ต.สมเด็จเจริญ อ.หนองปรือ จ.กาญจนบุรี ที่ซีพีเอฟให้การส่งเสริมนั้น พบว่าประสบผลสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ เนื่องจากสามารถสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรมากกว่า 2 แสนบาทต่อปี นอกจากนั้นยังมีการส่งเสริมการเลี้ยงไก่พื้นเมืองพันธุ์ดี เป็นพันธุ์เวียดนาม และการเลี้ยงแพะด้วย ทำให้เกษตรกรมีรายได้เสริมในส่วนนี้

ล่าสุด ซีพีเอฟ ได้สร้างศูนย์เรียนรู้เพื่อการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ โดยทำการสาธิตการเลี้ยงไก่ไข่จำนวน 200 ตัว ในระบบโรงเรือนปิดปรับอากาศ เพื่อให้เกษตรกรผู้สนใจได้เข้าชมกระบวนการผลิต โดยซีพีเอฟจะให้การสนับสนุนพันธุ์สัตว์ อาหาร ยา วัคซีน ในการเลี้ยงไก่ไข่รุ่นแรก พร้อมทั้งอบรมความรู้ให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ดูแลโครงการ มีสัตวบาลเข้าไปให้คำแนะนำวิธีการเลี้ยงที่ถูกต้องตามหลักวิชาการและเป็น มาตรฐานเดียวกับซีพีเอฟ รวมทั้งให้ความรู้ในการบริหารจัดการด้านการตลาด เพื่อให้สามารถมีทุนมาจัดสรรเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับการเลี้ยงในรุ่นต่อไป คาดว่าต่อไปจะมีผู้สนใจโครงการในระดับหนึ่ง เนื่องจากจะเป็นการสร้างรายได้ให้แก่เกษตรอีกทางหนึ่งด้วย

ด้าน นายสันทัด ผลดก เกษตรกรที่ร่วมโครงการสาธิตการเลี้ยงไก่ไข่รายหนึ่ง บอกว่า เดิมทีมีโรงเรือนเลี้ยงไก่อยู่แล้ว เป็นโรงเรือนที่คุณพ่อและคุณแม่ร่วมโครงการที่ ซีพีเอฟ ส่งเสริมการเลี้ยงไก่เนื้อรุ่นแรกเมื่อ 10 ปีก่อน โดยทางซีพีเอฟให้การสนับสนุนด้านเงินทุนในการสร้างโรงเรือน อาหาร ยา วัคซีน พันธุ์ไก่ในการเลี้ยงรุ่นแรก แต่ด้วยกาลเวลาผ่านไปคุณพ่อกับคุณแม่อายุมากขึ้น ประกอบกับคุณพ่อต้องเข้ารับการผ่าตัดหัวใจ จึงมอบให้เขาเข้ามาดูแลโรงเรือนแทน ปัจุจบันนี้ทางครอบครัวมีรายได้จากการเลี้ยงไก่ในฟาร์มไม่ต่ำกว่า 1 แสนบาทต่อรุ่น

“โครงการส่งเสริมการเลี้ยงไก่ของซีพีเอฟ นอกจากคนในพื้นที่จะมีรายได้จากการเลี้ยงไก่แล้ว ยังสร้างอาชีพที่ต่อเนื่องจากการเลี้ยงไก่ไข่อีกส่วนหนึ่ง คือ อาชีพรับจ้างคัดไข่ อาชีพรับจ้างขนส่งไข่ไก่ อาหารไก่ เสมียนฟาร์ม และผู้รักษาความปลอดภัย ส่งผลให้เกิดการจ้างงานและสร้างรายได้ ตรงนี้สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ให้มีความเป็นอยู่ที่ดี ขึ้นด้วย” นายสันทัด กล่าว

สำหรับผู้ที่สนใจศึกษาการเลี้ยงไก่ไข่ในระบบโรงเรือนปิดปรับอากาศนั้น สามารถเข้าชมและเรียนรู้ได้ที่ โครงการห้วยองคต อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ต.สมเด็จเจริญ อ.หนองปรือ จ.กาญจนบุรี

รักพงษ์ ขันแก้ว
komchadluk

ระบบอีแว้ปในฟาร์มไก่ไข่

1 comment January 30th, 2009

ฟาร์มไก่ไข่
ฟาร์มไก่ไข่ยุคใหม่กับการใชัระบบอีแว้ป

ท่ามกลางสภาวะความผันผวนทางเศรษฐกิจ ทำให้หลายคนไม่มั่นใจในการจับจ่ายใช้สอยในสิ่งที่ไม่จำเป็น แม้แต่เรื่องของปากท้องยังต้องมีการจัดสรรปันส่วนให้รัดกุมมากยิ่งขึ้น ทำให้ผู้ผลิตได้รับผลกระทบตามไปด้วย ดังเช่นเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ต้องแบกรับภาระการขาดทุน แม้ว่าต้นทุนวัตถุดิบจะลดลงก็ตาม แต่ด้วยผลผลิตไข่ไก่ที่มีออกมาเกินความต้องการของตลาดทำให้ราคาตกต่ำลงอย่าง ต่อเนื่อง

แม้กระนั้นเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ก็ไม่ได้หยุดนิ่งที่จะพัฒนาการเลี้ยงไก่ ไข่ โดยให้ความสำคัญเรื่องเทคโนโลยีและอุปกรณ์ที่ทันสมัย มีการปรับปรุงโรงเรือนและยังเน้นเรื่องการป้องกันโรคอย่างเข้มงวด เพื่อให้มีประสิทธิภาพการผลิตที่ดียิ่งขึ้น

เสาวลักษณ์ เหลืองเรณู เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ชาวสิงห์บุรี เป็นอีกคนหนึ่งที่นำเทคโนโลยีทันสมัยมาใช้ ซึ่งก่อนที่จะประสบความสำเร็จในการเลี้ยงไก่ไข่ดังเช่นทุกวันนี้ เคยประกอบอาชีพรับเหมาก่อสร้างมาก่อน แล้วจึงหันมาเลี้ยงเป็ดเทศและไก่เนื้อแบบอิสระ แต่ระยะหลังราคาแกลบที่ใช้ในการเลี้ยงกลับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเสี่ยงต่อการขาดทุน จึงหันมาเลี้ยงไก่ไข่เนื่องจากให้ผลผลิตทุกวันและยังเป็นการลงทุนในครั้งแรก เท่านั้น ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ มีโครงการส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงไก่ไข่แก่เกษตรกรรายย่อย จึงตัดสินใจเข้าร่วมโครงการโดยได้ปรับเปลี่ยนระบบการเลี้ยงทั้งหมดให้เป็น ระบบการจัดการอันทันสมัย ทั้งระบบการเก็บไข่อัตโนมัติด้วยสายพาน การให้อาหารอัตโนมัติ รวมทั้งการกวาดมูลไก่โดยใช้ระบบสายพาน และเลี้ยงไก่ไข่ในระบบปรับอากาศด้วยการระเหยของน้ำ หรือ Evaporative Cooling System (อีแว้ป) ซึ่งช่วยเพิ่มผลผลิตได้เป็นอย่างมาก ทำให้ทองใบฟาร์มประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีในการเลี้ยงไก่ไข่

“เมื่อปี 2548 เริ่มต้นเลี้ยงไก่ไข่ 26,000 ตัว แต่ต้องประสบปัญหาน้ำท่วมโรงเรือน เนื่องจากฟาร์มอยู่ใกล้บริเวณแม่น้ำ จึงย้ายมาอยู่ที่ฟาร์มในปัจจุบันที่หมู่ 3 ต.ท่างาม อ.อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี พร้อมทั้ง ปรับเปลี่ยนระบบการเลี้ยงให้ทันสมัยมากยิ่งขึ้นและสร้างโรงเรือนขนาดความจุ 36,000 ตัว เพิ่มอีก 1 หลัง รวมแล้วเลี้ยงไก่ไข่ทั้งสิ้น 62,000 ตัว โดยระบบการเลี้ยงของฟาร์มเป็นระบบอัตโนมัติทั้งหมด ซึ่งช่วยลดจำนวนแรงงานลงได้มาก จากแต่ก่อนเลี้ยงไก่ในจำนวนเดียวกันนี้ต้องใช้แรงงานมากถึง 15 คน แต่เมื่อหันมาใช้เครื่องจักรระบบอัตโนมัติมาแทนทำให้ปัจจุบันใช้แรงงานเพียง 6 คน สำหรับขั้นตอนการแพ็กไข่ไก่และการทำความสะอาดโรงเรือนเท่านั้น ที่สำคัญจะเน้นเรื่องสุขอนามัยของไก่และความสะอาดโรงเรือนเป็นหัวใจสำคัญ” เสาวลักษณ์กล่าว

ส่วนวิธีการเลี้ยงไก่ไข่เริ่มจากการนำไก่สาวอายุ 17 สัปดาห์ ย้ายเข้าฟาร์ม โดยไก่จะใช้เวลาปรับตัวจากการเลี้ยงพื้นธรรมดาเป็นแบบขึ้นกรงในสัปดาห์แรก หลังจากนั้นจะเริ่มให้ไข่ที่ขนาดฟองเล็กน้ำหนักไม่ถึง 40 กรัม เรียกว่าไข่ไก่สาว จนกระทั่งไก่ให้ไข่น้ำหนัก 40 กรัมขึ้นไป จึงจะเริ่มนับเป็นสัปดาห์ที่หนึ่งในการให้ผลผลิต ซึ่งทางบริษัทจะรับประกันราคาไข่ฟองละ 2.20 บาท หากมีไข่บุบหรือแตกจะรับซื้อในราคาฟองละ 0.80 บาท ส่วนแม่ไก่ปลดนั้นก็ไม่ต้องกังวลเพราะทางบริษัทจะรับซื้อคืนในราคาตัวละ 100 บาทต่อรุ่น จึงไม่มีความเสี่ยงด้านการตลาด นอกจากจะได้รายได้จากการขายไข่ไก่และแม่ไก่ปลดแล้ว ยังมีรายได้จากการขายมูลไก่สด โดยขายในราคาถังละ 9 บาท ขายได้วันละ 120 ถัง จึงมีรายได้กว่า 1,000 บาทต่อวัน นอกจากจะเป็นรายได้เสริมแล้วยังช่วยลดปัญหากลิ่นรบกวนจากมูลไก่อีกด้วย

เสาวลักษณ์ บอกอีกว่า ขณะนี้กำลังดำเนินการก่อสร้างระบบไบโอแก๊สเพื่อใช้ในฟาร์มซึ่งคาดว่าจะ สามารถลดค่าไฟฟ้าลงได้ถึง 70% จากเดิมที่เคยเสียค่าไฟฟ้าเดือนละ 66,000 บาท จะลดลงเหลือเพียงเดือนละ 10,000 บาท เท่านั้น โดยโครงการนี้ได้รับการสนับสนุนเงินทุนก่อสร้างจำนวน 500,000 บาท จาก ม.เชียงใหม่

หัวใจของการเลี้ยงไก่ไข่ให้ประสบความสำเร็จ คือต้องใส่ใจในการเลี้ยงที่ถูกต้องเพราะไก่เป็นสิ่งมีชีวิตต้องการความรัก และการดูแลเอาใจใส่เช่นเดียวกับมนุษย์ อีกประการคือ ระบบการจัดการภายในฟาร์มต้องดี เพราะหากเลี้ยงไก่ออกมาดี มีคุณภาพย่อมสะท้อนถึงการดูแลเอาใจใส่ที่ดี ถึงเวลานั้นความสำเร็จคงไม่ไกลเกินความเป็นจริง เสาวลักษณ์ กล่าวทิ้งท้าย.

โรงเรือนระบบหน้าต่างรถเมล์

No comments December 1st, 2008

Cooling Pad หรือ รังผึ้ง สำหรับโรงเรือนอีแวป ระบบหน้าต่างรถเมล์
คุมอุณหภูมิลดกลิ่นฟาร์ม สร้างโรงเรือนหน้าต่างรถเมล์

Evaporative Cooling System หรือ อีแวป (ระบบทำความเย็นแบบ “ระเหย”) ซึ่งนำมาใช้กับฟาร์มเลี้ยงไก่ไข่เพื่อยกระดับ “เข้าสู่มาตรฐาน มีความปลอดภัย เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” และ “ป้องกันไม่ให้ เกิดโรคระบาด” อันเป็นที่นิยมกันในสังคมปศุสัตว์นั้น แต่ต่อมาก็พบว่าระบบ Evaporative Cooling System ยังมีข้อบกพร่องกับ สภาพอากาศทั่วโรงเลี้ยงไม่สม่ำเสมอ

ฉะนี้ อาจารย์สรยุทธ วินิจฉัย คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น จึงคิดค้นเทคนิควิธีแก้ปัญหาดังกล่าวนี้ด้วยการนำทฤษฎี “หน้าต่างรถเมล์” มาประยุกต์ใช้ โดยนำไปวิจัยและทดลองกับบริษัท ศรีวิโรจน์ ฟาร์ม จำกัด จนได้ผลเป็นที่พอใจจึงได้นำมาเผยแพร่

ทฤษฎีหน้าต่างรถเมล์ ก็คือการกระจายลม เพิ่มตำแหน่งของ Cooling Pad ตาม ความยาวของโรงเรือน และติดตั้งอุปกรณ์ควบคุมลมผ่านเครื่องดังกล่าว เป็นการระบายอากาศด้วยระบบ Fuzzy logic Control ซึ่งจะช่วยทำให้อุณหภูมิ ความชื้น มีความเหมาะสมตลอดโรงเรือน

อาจารย์สรยุทธ เล่าให้ฟังว่า จากการสังเกตระบบทำความเย็นเพื่อใช้ ควบคุมอุณหภูมิภายในโรงเรือนแบบเก่านั้น พบว่า ลมที่ผ่านเข้ามาในโรงเรือน กว่าจะถึงท้ายเล้ามีการสะสมของเสียมามากมาย ทั้ง ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ แอมโมเนีย กลิ่นเหม็น และ ความร้อน

ฉะนี้จึง เพิ่มช่องทางเข้าของลมบริเวณด้านข้างโรงเรือน เพื่อ ให้อากาศใหม่ๆ เข้าไปสม่ำเสมอ หรือใกล้เคียงกัน ตลอดทั้งโรงเรือน วิธีนี้ เหมือนกับลมที่เข้าทางหน้าต่างรถเมล์มาประยุกต์ใช้ และจากการเก็บข้อมูลได้ผลว่า อุณหภูมิภายในโรงเรือนทั้งด้านหน้า และ ท้ายเล้า ลดลงจากเดิม 2-3 องศาเซลเซียส ปริมาณการแอมโมเนียอยู่ระหว่าง 0-2 ppm จากเดิม (ระบบเก่า) มีปริมาณ 10 ppm ส่วนออกซิเจนภายในเล้า วัดได้ 20.05-20.07 ppm

จากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว เป็นผลให้น้ำหนักไข่เฉลี่ยเป็นไปตามมาตรฐานของสายพันธุ์ ส่วนสุขภาพสัตว์แม้อากาศภายนอกมีการเปลี่ยนแปลง ก็ไม่ทำให้เจ็บป่วยง่าย

ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า เมื่อ มีการกระจายลมเข้า มีอากาศบริสุทธิ์ในปริมาณเหมาะสมตลอดความยาวของโรงเรือน สัตว์เลี้ยงภายในฟาร์มก็จะมีสุขภาพแข็ง แรง เป็นโรคได้ยาก ส่งผลให้ปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ระบบดังกล่าวยังสามารถปรับปริมาณลม ในแต่ละส่วนได้ตามช่วงอายุสัตว์แต่ละฤดูกาล

อีกทั้งการใช้งานยังมีความเหมาะสมในเมืองร้อนชื้น ที่มีอุณหภูมิสูงสุดถึง 45 องศาเซลเซียส แต่ไม่ควรต่ำกว่า 10 องศาเซลเซียส ซึ่งนอกจากการควบคุมสภาพอากาศในโรงเรือน จัดการของนายสัตวแพทย์ สัตวบาล ผู้เลี้ยงก็มีความสำคัญเช่นกัน และการออกแบบ นำไปใช้ ไม่ควรคาดเดาและทำเองโดยขาดการแนะนำเพราะจะส่งผลเสียหาย ไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน

เกษตรกร เจ้าของฟาร์มรายใดสนใจโรงเรือนระบบหน้าต่างรถเมล์ ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่ม เติมได้ที่ โทร.0-4336-2006, 08-9699-8261 เวลาราชการ.

เพ็ญพิชญา เตียว

การเลี้ยงไก่ไข่ในระบบ EVAP

No comments December 1st, 2008

ภายนอก โรงเรือนอีแวป
เลี้ยงไก่ไข่ด้วยอีแวป…ทำไบโอแก๊สลดค่าใช้จ่าย

แม้ว่าการเลี้ยงไก่ไข่ที่ทำอยู่ขณะนี้ จะดูเสมือนเลี้ยงให้คนอื่น ไก่ที่กำลังเลี้ยงอย่างเอาใจใส่อยู่ขณะนี้พอวันหนึ่งมันไข่ออกมา ไข่นั้นมิใช่ไข่ของมัน มิใช่ไข่ของเรา แต่เป็นไข่ของบริษัทที่เรารับจ้างเขาเลี้ยง พอถึงวันนั้นก็ต้องดีใจเพราะมั่นใจได้ว่า ไม่ขาดทุนอย่างแน่นอนเพราะมีการประกันราคาไข่ไก่ไว้ ซึ่งนอกจากไข่แล้ว ทางบริษัทเขายังรับซื้อแม่ไก่ที่ปลดระวางด้วย

ที่อยากบอกเล่าในวันนี้ที่สำคัญคือเรื่อง การทำไบโอแก๊ส… การเลี้ยงไก่ (และ/หรือสัตว์ชนิดอื่น ๆ) นอกจากจะขายไข่ได้แล้ว ยังได้ประโยชน์มากกว่านั้นอีกคือ การนำเอาแก๊สที่จะต้องสูญเปล่าหากปล่อยทิ้งไป มาทำให้เกิดประโยชน์โภชผลมากกว่านั้น คือ การทำไบโอแก๊ส (Bio Gas) หากไม่ทำไบโอแก๊สแล้ว ก็จะเกิดมลพิษ ณ บริเวณนั้นและรอบ ๆ แต่หากทำ นอกจากจะไม่ก่อให้เกิดมลพิษแล้วยังก่อให้เกิดประโยชน์อย่างยิ่งแก่เจ้าของ ฟาร์ม

อย่าง คุณเจียดฉพร บุญรักศรพิทักษ์ เจ้าของธนโชติฟาร์ม อยู่บ้านเลขที่ 99 หมู่ 5 ต.ท่างาม อ.อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี ที่เริ่มต้นเลี้ยงไก่เมื่อปี 2550 ที่ผ่านมากับโครงการส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงไก่ไข่แก่เกษตรกรรายย่อยของ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ซึ่งคุณเจียดฉพรมีโรงเรือนเลี้ยงไก่ 1 โรง มีไก่ 36,000 ตัว โรงเรือนเป็นระบบปิดปรับอากาศด้วยการระเหยของน้ำ หรือ Evaporative cooling system (EVAP) คุณเจียดฉพรทำไบโอแก๊สแบบ Plug Flow แล้ว สามารถลดค่าให้จ่ายได้มาก เช่น ค่าไฟฟ้าก่อนที่จะทำไบโอแก๊สนั้นสูงมาก แต่หลังจากที่ทำระบบนี้แล้วค่าไฟฟ้าลดลง

คุณเจียดฉพร เล่าให้ฟังว่า เงินลงทุนทำ ไบโอแก๊สนั้นมีทั้งเงินส่วนตัวและเงินสนับสนุนจากทางราชการ บ่อนี้ลงทุนไม่รวมเครื่องปั่นไฟประมาณ 1.2 ล้านบาท มีขนาด 700 คิว ม.เชียงใหม่ช่วยประมาณ 900 บาทต่อคิว ไก่รุ่นที่ผ่านมามีรายได้จากการขายมูลไก่ที่ชักกากตากแห้งได้กิโลกรัมละ 3 บาท คิดเป็นตันละ 3,000 บาท ถ้าคิดเป็นเดือนจะมีรายได้เฉลี่ยประมาณ 6,000 บาท ในส่วนมูลไก่สดที่ไม่ได้ลงบ่อจะขายได้ประมาณ 6,000 บาท เฉลี่ยแล้ว มูลไก่ทั้งหมดจะได้เป็นเงิน 12,000 บาท

เมื่อทำไบโอแก๊สแล้ว จากเดิมเสียค่าไฟฟ้า 45,000 บาทต่อเดือน แต่ปัจจุบันเหลือ ประมาณ 18,000 บาท …เห็นได้ว่าจ่ายถูกลงกว่าเดิมถึง 60%

สำหรับเหตุผลที่ตัดสินใจทำไบโอแก๊สประการแรกคือเรื่องของการตระหนักถึงสิ่งแวดล้อม เนื่องจากการเลี้ยงไก่ย่อมต้องมีกลิ่นจากมูลไก่ซึ่ง อาจรบกวนชุมชนโดยรอบได้ ประกอบกับได้เงินลงทุนจึงหันมาใช้ไบโอแก๊ส โดยทาง ม.เชียงใหม่ มีวิศวกรมาดูแลถึงความเหมาะสมในการใช้ไบโอแก๊สให้เหมาะกับขนาดของฟาร์ม ซึ่งทาง ม.เชียงใหม่ มีงบประมาณให้เฉพาะแค่ 700 คิวเท่านั้น ถ้าเกษตรกรต้องการเพิ่มขนาดโรงเรือนให้ใหญ่กว่านี้ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเอง ซึ่งในอนาคตที่นี่อาจเพิ่มขนาดบ่อให้เหมาะสมตามจำนวนไก่ด้วย

ระบบการจัดการเรื่องของมูลไก่ มีระบบการเก็บโดยใช้สายพานและมีท่อลำเลียงเพื่อปล่อยลงไปยังบ่อหมัก โดยมูลไก่สดจะมีเกษตรกรมารับซื้อ ที่เหลือประมาณ 4 ตันจะลงบ่อทำไบโอแก๊สโดยมูลไก่ที่ได้และกากที่เหลือจากบ่อหมักจะได้ประมาณ 2 ตัน ซึ่งกากที่หายไปจะถูกย่อยเป็นน้ำ น้ำที่ได้จะไม่มีกลิ่นและไม่มีความเค็มจะมีค่า NPK ที่สูงสามารถนำมารดน้ำต้นไม้และนำมาทำการเกษตรได้ สำหรับมูลไก่ที่ชักกากขึ้นมานั้นเป็นปุ๋ยที่ดี ไม่มีกลิ่น แต่มีประโยชน์สำหรับต้นไม้ สามารถจำหน่ายได้เช่นกัน

ภายใน โรงเรือน ไก่ไข่

เห็นได้ชัดเจนว่าการเลี้ยงไก่ด้วยระบบที่มีคุณภาพ ผลผลิตที่ได้ย่อมมีคุณภาพ และหากในฟาร์มมีการทำไบโอแก๊สด้วยแล้วก็จะไร้ปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อม ชาวบ้านที่อยู่รายรอบฟาร์มก็จะเป็นมิตรที่ดีต่อฟาร์มเพราะเป็นฟาร์มที่ปลอด กลิ่น ปลอดแมลงวัน ที่สำคัญยังเป็นการลดต้นทุนอีกด้วย.

จีร์ ศรชัย