Archive: Posts Tagged ‘แนวโน้มสินค้าเกษตร’

มังคุดราคาตก

1 comment May 20th, 2009

มังคุดราคาตก
มังคุดระยองตกเหลือโลละ 6บ. โดนค่าเก็บอีก 2บ.

ดิ้นหาทางรอด เก็บให้ลูกชายลูกประดู่ นำไปขายที่ทำงานสนามบินอู่ตะเภา ได้กก.ละ 15 บาท เผยต้นเดือน พ.ค.ยัง กก.ละ 100 บาท แต่มังคุดยังไม่แก่ เก็บขายไม่ได้พอเก็บขายได้ราคาก็ลดลงมาเรื่อยๆ

ผู้สื่อข่าว รายงานวันนี้ (19 พ.ค.) ว่า ราคาผลไม้ในพื้นที่ภาคตะวันออก ตกลงอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะมังคุด นายพิม วิเศษศรี อายุ 79 ปี อยู่บ้านเลขที่ 73 ม.6 ต.ตาขัน อ.บ้านค่าย จ.ระยอง ทำสวนมังคุดจำนวน 30 ไร่ กล่าวว่า ตนทำสวนผลไม้มากว่า 30 ปี ทั้งทุเรียน เงาะ มังคุด ทุเรียนราคาตกก็โค่นทิ้ง เดี๋ยวนี้มีมังคุดอย่างเดียว ช่วงต้นเดือน พ.ค.ที่ผ่านมาราคามังคุด กิโลกรัมละ 100 บาท แต่ขณะนั้นสวนมังคุดของตนผลยังไม่แก่จึงเก็บขายไม่ได้ อาทิตย์ที่ผ่านมาพอเก็บผลผลิตได้ก็เหลือ กิโลกรัมละ 25 บาท ขายได้ไม่กี่วันก็ลดลงมาเรื่อย ๆ จนขณะนี้ขายผลมังคุดในสวนแค่ กิโลกรัมละ 6 บาทเท่านั้น จึงไม่กล้าจ้างคนเก็บเพราะค่าจ้าง กิโลกรัมละ 2 บาท เท่ากับไม่เหลืออะไรเลย

“แต่เมื่อราคาในตลาดยัง กิโลกรัมละ 15 บาท จึงต้องเก็บผลมังคุดให้ลูกชาย พันจ่าเอกสมพงษ์ วิเศษศรี ทหารสนามบินอู่ตะเภานำไปขายที่ทำงาน ตอนเย็นกลับมาก็ช่วยกันเก็บช่วงเช้าก็นำไปขายที่ทำงานราคา กิโลกรัมละ 15 บาท ถ้าขายในสวนได้แค่ กิโลกรัมละ 6 บาทเท่านั้น ขณะนี้ราคามังคุดลงทุกวันขายได้ไม่พอค่าใส่ปุ๋ย จึงไม่กล้าจ้างคนเก็บ แม้ว่าทางเกษตรจังหวัดบอกว่าปีนี้มังคุดมีผลผลิตไม่มากแค่ 14,000 กว่าตัน แต่ทำไมมันถูกจริง ๆ ไม่รู้ว่าปีหน้าภาครัฐจะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือชาวสวนผลไม้บ้างหรือไม่”ชาว สวน อ.บ้านค่าย จ. ระยอง กล่าว

thairath

กระเจี๊ยบเขียว

No comments March 20th, 2009

กระเจี๊ยบเขียว
กระเจี๊ยบเขียวปลูกที่ไหนเหมาะสม

กระเจี๊ยบเขียวเป็นผักส่งออกที่สำคัญของประเทศไทย ทำรายได้ปีละมากกว่า 200 ล้านบาท มีตลาดหลักที่ประเทศญี่ปุ่น ในรูปผักสด และแช่แข็ง ผลผลิตกระเจี๊ยบเขียวที่ได้มาตรฐานแต่ละปียังมีปริมาณไม่พอเพียงต่อความต้อง การของตลาด ซึ่งปัญหาสำคัญในการผลิต ได้แก่ การระบาดของศัตรูพืช

กระเจี๊ยบเขียวเป็นพืชผักที่เจริญเติบโตได้ดีในเขตกึ่งร้อน โดยอุณหภูมิเฉลี่ยสูงสุดประมาณ 35 ํC และอุณหภูมิเฉลี่ยต่ำสุดไม่ต่ำกว่า 18 ํC จะเป็นสภาพที่เหมาะสมสำหรับการเจริญเติบโต กระเจี๊ยบเขียวเป็นพืชยืนต้น อายุประมาณ 1 ปี เจริญเติบโตได้ดีในดินเกือบทุกชนิด แต่ไม่ชอบดินที่มีน้ำแฉะขัง หรือระบายน้ำยาก และดินกรดจัด พีเอชควรอยู่ระหว่าง 6.6 -6.8 การปลูกเพื่อส่งออกตลาดญี่ปุ่นที่ผ่านมาจะมีความต้องการมากในช่วงเดือน กันยายน -พฤษภาคม ผลผลิตที่ต้องการคือที่ความยาวฝัก 7-10 เซนติเมตร

พื้นที่เหมาะสมสำหรับปลูกเพื่อการส่งออกก็มี กรุงเทพฯ ราชบุรี นครปฐม อ่างทอง หรือพื้นที่อื่น ๆ ที่สามารถขนส่งผลผลิตได้ทางเครื่องบิน เช่น เชียงใหม่ สงขลา ปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกเพื่อการส่งออกประกอบด้วย กรุงเทพฯ สมุทรสาคร ราชบุรี นครปฐม อ่างทอง สุพรรณ บุรี จันทบุรี เชียงใหม่ และสระแก้ว.

หมอเกษตร
dailynews

การผลิตกล้วยหอมทองปลอดสารพิษเพื่อการส่งออก

No comments February 26th, 2009

การผลิตกล้วยหอมทองปลอดสารพิษเพื่อการส่งออก
กล้วยหอมทองอินทรีย์ไทยยังเป็นที่ต้องการของญี่ปุ่น

วันก่อนนายชาติชาย พุคยาภรณ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมขบวนการผลิตกล้วยหอมทองปลอดสารพิษเพื่อการส่งออก ของสหกรณ์การเกษตร ท่ายาง จำกัด จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งเป็นสหกรณ์ที่สามารถส่งออกกล้วยหอมทองปลอดสารพิษไปยังประเทศญี่ปุ่น เป็นระยะเวลานานถึง 17 ปี โดยมีการดำเนินงานที่เป็นระบบ

เริ่มตั้งแต่การคัดเลือกสมาชิกเข้าร่วมโครงการ การวางแผนการผลิตให้แก่สมาชิก การจัดเจ้าหน้าที่ที่มีความรู้และความชำนาญ เข้าไปดูแลตั้งแต่การเตรียมดินสำหรับการเพาะปลูก จนถึงการเก็บผลผลิต รวมทั้งมีการประกันราคาผลิตผล ส่วนทางด้านการตลาด ได้มีการติดต่อและทำสัญญาซื้อ-ขาย ระหว่างสหกรณ์การเกษตรท่ายาง จำกัด กับสหกรณ์ผู้บริโภคโตโต้ ประเทศญี่ปุ่นโดยตรง ไม่ผ่านพ่อค้าคนกลางหรือบริษัทส่งออก ทำให้การผลิตกล้วยหอมทองปลอดสารพิษมีคุณภาพตามความต้อง การของผู้ซื้อ ซึ่งนอกจากจะส่งผลต่อการเพิ่มมูลค่าของสินค้าเกษตรแล้ว ยังเป็นการเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรได้อย่างยั่งยืนและมั่นคงอีกด้วย

ในระหว่างการตรวจเยี่ยมนายชาติชาย เปิดเผยว่า เนื่องจากขณะนี้การดำเนินงานสหกรณ์การ เกษตรหลายแห่งประสบความสำเร็จ จึงให้นโยบายกรมส่งเสริมสหกรณ์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่ง ดำเนินการพัฒนา ส่งเสริม และสนับสนุนสหกรณ์ การเกษตรที่มีความพร้อมและศักยภาพให้สู่เวทีโลก ทั้งในด้านวิชาการ การผลิต การแปรรูป การตลาด และเงินทุน โดยดูตัวอย่างสหกรณ์ที่ประสบความสำเร็จ ทั้งนี้ เพื่อพัฒนาขบวนการสหกรณ์ และสร้าง ความเข้มแข็งให้แก่สหกรณ์ต่าง ๆ อันจะส่งผลต่อการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและแรงงานของประเทศต่อไป

สำหรับ การผลิตกล้วยหอมทองปลอดสารพิษเพื่อการส่งออก ของเกษตรกรสมาชิกสหกรณ์ ท่ายาง จำกัด ก็ดำเนินการตามที่สหกรณ์ผู้บริโภค โตโต้ ประเทศญี่ปุ่น ได้กำหนดเงื่อนไขในการผลิตกล้วยหอมทอง คือจะต้องเป็นการผลิตที่ไม่ใส่ปุ๋ยเคมี และไม่ฉีดพ่นสารเคมีโดยเด็ดขาด ซึ่งจะทำ ให้ได้กล้วยที่ปราศจากสารมีพิษ ขนาดของผลผลิตกล้วยหอมทอง จะต้องมีขนาดลูกละไม่ต่ำกว่า 100 กรัม สีผิวของกล้วยไม่ช้ำ เพื่อให้เป็นไปตามความต้องการของผู้บริโภคประเทศญี่ปุ่น จะต้องไม่สุกก่อนที่ส่งไปถึงประเทศญี่ปุ่น ถ้ากล้วยสุกจะถูก ห้ามนำเข้าและต้องนำไปทิ้ง ซึ่งเป็นมาตรการในการป้องกันศัตรูพืชของประเทศญี่ปุ่น ความแก่ของกล้วยอยู่ที่ประมาณ 70% ต้องปราศจากศัตรูพืชหรือโรคแมลง ซึ่งหากเจ้าหน้าที่ด่านกักกันพืชของประเทศญี่ปุ่นตรวจพบแม้เพียงกล่องเดียว ก็ต้อง รมควันฆ่าเชื้อทั้งหมด ซึ่งจะต้องเสียค่าใช้จ่ายเพื่อการรมควัน โดยจ่ายฝ่ายละครึ่งของค่าใช้จ่ายทั้งหมด

การเพาะปลูกในแต่ละเดือน กล้วยหอมทองจะมีอายุการให้ผลผลิตนับตั้งแต่การเพาะปลูกประมาณ 9-11 เดือน เพราะฉะนั้นการเพาะปลูกจะต้องวางแผนล่วงหน้าประมาณ 1 ปี กล้วยหอมทอง 1 ไร่ ปลูกได้ประมาณ 400 ต้น จะให้ผลผลิตประมาณ 3 ตัน แต่สหกรณ์ต้องส่งออกเดือนละ 30 ตัน ดังนั้น สหกรณ์จะต้องปลูกกล้วยหอมทองถึงเดือนละ 10 ไร่ จึงจะให้ผลผลิต 30 ตัน แต่ในความเป็นจริงแล้วกล้วยหอมทองไม่สามารถให้ผลผลิตตามขนาดที่ต้องการได้ พร้อมกันทุกต้น สหกรณ์จะเลือกต้นที่มีผลผลิตที่เหมาะสมเพื่อการส่งออกเท่านั้น แต่ในพื้นที่ 1 ไร่ สามารถตัดกล้วยหอมทองได้หมดภายใน 3 เดือน เพราะฉะนั้นเพื่อให้ได้ผลผลิตตามปริมาณที่ต้องการ สมาชิกจะต้องปลูกกล้วยหอมทองประมาณ 30 ไร่ ในแต่ละเดือน

ส่วนพื้นที่ที่เหมาะสมในการปลูก คือ ต้องเป็นพื้นที่ที่ไม่มีลมแรง ถ้ามีลมแรงความเร็วประมาณ 40-50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จะทำให้เกิดความเสียหายบริเวณโคนต้นกล้วยได้ ถ้าความเร็วลมตั้งแต่ 95 กิโลเมตรต่อชั่วโมงขึ้นไป จะทำให้ ต้นกล้วยหักล้มลงทันที ดินมีความอุดมสมบูรณ์ มีแหล่งน้ำที่สามารถนำมาใช้การได้ในกรณีฝนทิ้งช่วง หรือกรณีฝนตกมากเกินไป ต้องมีทางระบายน้ำได้ด้วย อุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตไม่ควรต่ำกว่า 15 องศาเซลเซียส และไม่ควรสูงกว่า 35 องศาเซลเซียสใช้พันธุ์พื้นเมืองในการเพาะปลูก ซึ่งเป็นพันธุ์ที่ให้ผลผลิตที่สูง มีรสชาติอร่อย หอมหวาน และผลโต โดยสมาชิกได้ใช้หน่อในการขยาย พันธุ์ ซึ่งจะมีการแลกเปลี่ยนพันธุ์ระหว่างเกษตรกรด้วยกัน หรือซื้อขายหน่อพันธุ์ในอัตราหน่อละ 3-4 บาท ปลูก แบบไถเป็นร่อง โดยการใช้รถไถหรือแรงงานคน ทำเป็นร่องกว้างประมาณ 50-100 เซนติ เมตร มีความลึกประมาณ 30-50 เซนติเมตร ระยะห่างระหว่างท้องร่องของแต่ละแถว 2 เมตร การปลูกจะนำหน่อกล้วยปลูกในท้องร่อง ระยะห่างระหว่างต้นและระหว่างแถว 2×2 เมตร

การบรรจุกล่องกล้วยหอม โดยการรองด้วยโฟมอ่อน บรรจุลงกล่องกระดาษลูกฟูกแข็งขนาด 32x 50×22 เซนติเมตร กล่องละ 12 กิโลกรัม จากนั้นขนย้ายเข้าห้องเย็นที่อุณหภูมิ 15 องศาเซล เซียส เพื่อรอการขนส่งไปยังประเทศญี่ปุ่นต่อไป และปัจจุบันความต้องการซื้อกล้วยหอมทองจากญี่ปุ่นยังมีอย่างต่อเนื่องและแนว โน้มมีความต้องการเพิ่มขึ้นอีกด้วย.

dailynews

มะม่วงอาร์ทูอีทู

No comments February 23rd, 2009

มะม่วงอาร์ทูอีทู
อาร์ทูอีทู มะม่วงเพื่อการส่งออกของไทย

ในปัจจุบันมะม่วงน้ำดอกไม้จัดเป็นมะม่วงเพื่อการส่งออกโดยเฉพาะมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง มีทั้งที่ส่งขายเป็นผลสดซึ่งมีตลาดหลักอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น ราคารับซื้อมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองเกรดเอ เมื่อช่วงเดือนมกราคม 2552 ที่ผ่านมามีราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 50 บาท นอกจากการส่งออกในรูปผลสดแล้วยังมีการส่งออกแบบแช่แข็งและดรายฟรีซ เป็นต้น

ทำให้เกษตรกรผู้ปลูกมะม่วงในขณะนี้จะมุ่งเน้นในการขยายพื้นที่ปลูกน้ำดอกไม้สีทองเป็นหลัก แต่ในสภาพความเป็นจริงพ่อค้าที่มารับซื้อมะม่วงน้ำดอกไม้เพื่อการส่งออกเกือบทุกรายมักจะถามเกษตรกรว่าได้ปลูกมะม่วงพันธุ์อาร์ทูอีทูกันบ้างหรือไม่ เนื่องจากเป็นมะม่วงอีกสายพันธุ์หนึ่งที่ตลาดต่างประเทศมีความต้องการมากแต่เกษตรกรไทยยังขยายพื้นที่ปลูกกันน้อย

“อาร์ทูอีทู” เป็นสายพันธุ์มะม่วงมีถิ่นกำเนิดอยู่ที่ประเทศออสเตรเลีย คุณวารินทร์ ชิตะปัญญา นับเป็นเกษตรกรรายแรกที่ปลูกมะม่วงสายพันธุ์นี้ในเชิงการค้าและนำมาปลูกในเขตพื้นที่ต.บ้านฉาง อ.บ้านฉาง จ.ระยอง ได้ผลผลิตและคุณภาพไม่แพ้ที่ปลูกในออสเตรเลีย และได้ข้อสรุปในเบื้องต้นว่าปลูกได้ในทุกพื้นที่ที่ปลูกมะม่วงได้ในบ้านเรา มะม่วงอาร์ทูอีทู จัดเป็นมะม่วงประเภทกินสุกที่มีขนาดผลใหญ่ มีน้ำหนักผลเฉลี่ย 800 กรัม-1 กิโลกรัม เมื่อผลสุกสีของผลจะเปลี่ยนจากสีเขียวอมชมพูเป็นสีเหลืองอมแดงสวยงามสะดุดตาต่อผู้บริโภค รสชาติของมะม่วงสายพันธุ์นี้จะไม่หวานแหลมเหมือนกับมะม่วงน้ำดอกไม้ (มะม่วงอาร์ทูอีทูสุกวัดค่าความหวานได้ประมาณ 18 เปอร์เซ็นต์บริกซ์ ในขณะที่มะม่วงน้ำดอกไม้สุกวัดได้ประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์บริกซ์) จัดเป็นมะม่วงที่มีเนื้อละเอียดเนียนและไม่มีเสี้ยน ที่สำคัญไม่มีกลิ่นเหม็นขี้ไต้

เนื่องจากอาร์ทูอีทูเป็นมะม่วงที่ขนาดทรงพุ่มใหญ่ ในเรื่องของการจัดการแปลงปลูกควรจะใช้ระยะปลูก 6×6 เมตร เป็นอย่างน้อยและมีการติดตั้งระบบน้ำในแปลงปลูกให้มีประสิทธิภาพ ถ้าติดตั้งหัวมินิสปริงเกลอร์จะต้องวางอย่างน้อยต้นละ 1 หัว เป็นที่สังเกตว่าในการปลูกมะม่วงสายพันธุ์นี้ในเชิงพาณิชย์ได้มีการทดลองใช้สารแพคโคลบิวทราโซล บังคับให้มีการออกดอกและติดผลนอกฤดู ผล ปรากฏว่ามะม่วงสายพันธุ์นี้ไม่ตอบสนองต่อสารเท่าที่ควร ซึ่งแตกต่างจากการบังคับในมะม่วงน้ำดอกไม้และมะม่วงกินดิบสายพันธุ์อื่น ๆ ทำให้ผลผลิต มะม่วงอาร์ทูอีทูจะต้องปล่อยให้ออกในฤดูกาลคือผลผลิตจะออกสู่ตลาดในช่วงเดือนเมษายน ทำให้เกษตรกรหลายรายเกรงว่าราคาขายผลผลิตจะไม่ดี เนื่องจากมะม่วงปีทุกสายพันธุ์จะออกสู่ตลาดในช่วงเวลาเดียวกัน

แต่ในช่วง 2-3 ปี ที่ผ่านมาในช่วงเดือนเมษายน มะม่วงสายพันธุ์อื่น ๆ ของไทยจะมีราคาตกต่ำเหลือเพียงกิโลกรัมละ 3-5 บาท มะม่วงอาร์ทูอีทูยังขายจากสวนได้อย่างต่ำกิโลกรัมละ 30 บาท และเกือบทั้งหมดได้ซื้อเพื่อการส่งออกทั้งสิ้น.

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ
dailynews

การขยายพันธุ์มะนาว

No comments February 11th, 2009

มะนาว
เทคนิคการเพิ่มประสิทธิภาพการขยายพันธุ์มะนาวเชิงการค้า

งาน วันเกษตรแห่งชาติ ซึ่งจัดขึ้นทุกปี สลับกันไประหว่างจัดในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค โดยความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ปีที่แล้วจำได้ว่าจัดที่มหาวิทยาลัยนเรศวร ปีนี้จัดขึ้นที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน (มาถึงวันนี้ งานก็จบเรียบร้อยไปแล้ว) แม้ว่างานเกษตรแห่งชาติไม่ได้จัดที่ ม.เกษตรศาสตร์ทุกปี แต่ที่นี่เขาก็มีงานเกษตรทุกปี เรียกว่า “งานเกษตรแฟร์” หากเมื่อใดที่งานเกษตรแห่งชาติจัดขึ้นที่นี่พร้อมงานเกษตรแฟร์ก็แสดงว่า งานจะมีความหลากหลายมากขึ้น มีการแสดงนิทรรศการความรู้ทางวิชาการจากหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งหน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานภาคเอกชนมากขึ้น ปีนี้ก็เช่นกัน ใครที่ไปดูในส่วนนิทรรศการคงได้เก็บเกี่ยวความรู้มาด้วยมากมาย หากใครไม่ได้ไปก็จะเอามาฝาก…เช่น เรื่อง “เทคนิคการเพิ่มประสิทธิภาพการขยายพันธุ์มะนาวเชิงการค้า” โดยคณะผู้วิจัย ได้แก่ สามารถ เศรษฐวิทยา, กาญจน์ จันทร์ลอย, มณฑา วงศ์มณีโรจน์ และ รวี เสรฐภักดี ศูนย์วิจัยและพัฒนาไม้ผลเขตร้อน สถาบันวิจัยและพัฒนากำแพงแสน ม.เกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน นครปฐม ขออนุญาตนำข้อมูลมาเผยแพร่สู่ผู้สนใจโดยเฉพาะเกษตรกร ดังต่อไปนี้

เขาบอกว่า ราคามะนาวจะสูงขึ้นในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน ช่วงนี้จึงมีการผลิตมะนาวนอกฤดู ซึ่งการเตรียมกิ่งพันธุ์มะนาวให้เพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกรต้องมีการ วางแผนการผลิตกิ่งพันธุ์ให้ได้ต้นมะนาวที่สมบูรณ์สามารถให้ผลผลิตได้ดีตาม ความต้องการของตลาด ฉะนั้น การเพิ่มทักษะ การขยายพันธุ์มะนาว ให้เกษตรกรตั้งแต่ขั้นตอนการวางแผนการผลิต เทคนิคและวิธีการผลิต จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่เกษตรกรต้องรู้เพื่อจะได้นำไปสร้างอาชีพต่อไป

สำหรับความต้องการกิ่งพันธุ์มะนาว จะมีมากตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์-พฤษภาคม หลังจากนั้นแล้วความต้องการกิ่งพันธุ์จะลดลง อย่างไรก็ตามเกษตรกรสามารถนำกิ่งพันธุ์มะนาวที่เหลือจำหน่ายมาดูแลรักษา กิ่งพันธุ์จะขยายใหญ่ขึ้นนั่นก็หมายความว่า มันเพิ่มมูลค่าขึ้นโดยอัตโนมัติ แต่ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาก็จะเพิ่มขึ้นด้วย

วิธีการคือ การตัดชำกิ่งมะนาว การตัดชำ คือ การตัดส่วนของกิ่งพันธุ์มะนาวที่มีสภาพต้นที่สมบูรณ์ แล้วนำมาชำไว้ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมเพื่อให้เกิดรากและยอดพัฒนาเป็นพืชต้น ใหม่ โดยที่ต้นใหม่มีลักษณะเหมือนต้นแม่ทุกประการและจะช่วยร่นระยะเวลาในการออก ดอกติดผลเร็วขึ้นเมื่อเทียบกับการเพาะเมล็ด มะนาวที่ปลูกด้วยกิ่งปักชำระยะเวลา 2-3 ปีก็จะให้ผลผลิต ส่วนการเพาะด้วยเมล็ดใช้เวลามากกว่านั้น

การตัดชำกิ่งอ่อน คือ การตัดกิ่งที่เพิ่งแตกออกมาใหม่ มีลักษณะอ่อนและอวบน้ำ ความสำเร็จในการขยายพันธุ์โดยการตัดชำกิ่งอ่อนขึ้นอยู่กับอาหารและฮอร์โมน ของพืช กล่าวคือ อาหารที่มีอยู่ในกิ่งอ่อนหรือยอดของพืชไม่ใช่ปัจจัยอันสำคัญ เพราะอาหารในส่วนของพืชดังกล่าวมีไม่มากพอ ดังนั้นอาหารที่จะนำมาสร้างรากจะต้องได้จากการสังเคราะห์แสง ด้วยเหตุนี้การตัดชำกิ่งอ่อนจะต้องมีใบติด นอกจากนั้นปัจจัยอื่นๆ คือ อุณหภูมิ ความชื้น และแสงที่พอเหมาะก็เป็นองค์ประกอบที่สำคัญเช่นกัน

การตัดชำกิ่งกึ่งอ่อนกึ่งแก่ กิ่งชนิดนี้เป็นกิ่งที่มีการเจริญเติบโตเต็มที่แล้ว และมีเนื้อไม้เริ่มแข็งเหมาะแก่การผลิตมะนาวเชิงการค้า สำหรับกิ่งที่ใช้ในการตัดชำ ควรลิดใบแก่หรือใบล่างออกเหลือไว้เฉพาะใบที่เจริญเต็มที่และใบที่อยู่ด้าน ยอดประมาณ 4-5 ใบ

วิธีตัดชำกิ่งมะนาว ปฏิบัติดังนี้

1.เมื่อตัดกิ่งพันธุ์มะนาวมาแล้วควรพ่นน้ำให้แก่กิ่งพันธุ์มะนาวเป็นระยะ เพื่อช่วยลดการคายน้ำ

2.เตรียมกิ่งขนาดยาวโดยทั่วไปประมาณ 6-9 นิ้ว ขนาดของกิ่งประมาณ 1 นิ้ว โดยรอยตัดควรอยู่บนข้อและใกล้กับข้อให้มากที่สุด

3. กิ่งจะต้องมีข้อจำนวนประมาณ 3-5 ข้อ และมีใบอยู่ 4-6 ใบ

4.โคนกิ่งควรตัดเป็นรูปปากฉลามหรือฝานบวบ จะมีรอยแผลช้ำบริเวณรอยตัดให้ใช้คัตเตอร์ตัดรอยช้ำออกซ้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการออกราก

5.ใช้คัตเตอร์กรีดบริเวณโคนกิ่งในแนวตั้งความยาวประมาณ 5 เซนติเมตร 3-4 รอย

6.หลังจากนั้นนำกิ่งมะนาวแช่ลงในน้ำที่ผสมสารป้องกันเชื้อรา และเชื้อแบคทีเรีย เพื่อไม่ให้เชื้อราและเชื้อแบคทีเรียเข้าทางรอยแผล

7.นำกิ่งพันธุ์จุ่มลงในสารเร่งการเกิดรากจำพวก NAA และ IBA เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการออกรากของกิ่งพันธุ์มะนาว

8.หลังจากเตรียมกิ่งพันธุ์มะนาวเสร็จแล้ว ใช้ไม้ที่มีขนาดเล็กหรือเท่ากับขนาดของกิ่งปักชำ แทงลงในวัสดุปลูกก่อนนำกิ่งลงปักชำ เพื่อป้องกันการเกิดรอยช้ำบริเวณแผล

9.ฝังกิ่งลึก 1/2 ส่วน ของความยาวกิ่ง และที่สำคัญคือต้องกดบริเวณโคนกิ่งให้แน่น

10. ใช้วัสดุพรางแสง ในช่วง 1-2 สัปดาห์แรก และต้องบังกระบะปักชำไม่ให้มีลมมาปะทะเพื่อไม่ให้กิ่งปักชำขยับและลดการคาย น้ำของกิ่งพันธุ์มะนาว

11.สังเกตดูว่าวัสดุเพาะชำหรือน้ำที่จับบริเวณใบแห้งเกินไปหรือไม่ ถ้าแห้งเกินไปควรพ่นน้ำให้ถี่ขึ้น

จีร์ ศรชัย
dailynews