Archive: Posts Tagged ‘แนวโน้มสินค้าเกษตร’

พุทราพันธุ์มิ่งเฉา

No comments August 1st, 2009

พุทรา มิ่งเฉา
พุทราพันธุ์ มิ่งเฉา ที่ไต้หวัน

หลายคนยังไม่ทราบว่าไต้หวันเป็นประเทศที่มีสายพันธุ์พุทราดี ๆ มากมายหลายสายพันธุ์มีเกษตรกรไทยนำพันธุ์พุทราจากไต้หวันมาปลูกในบ้านเราจน ประสบผลสำเร็จหลายราย เนื่องจากพุทราไต้หวันมีขนาดของผลใหญ่มาก รสชาติดีและเป็นที่ต้องการของตลาด ในขณะเดียวกันที่ไต้หวันเองได้มีการพัฒนาสายพันธุ์พุทราอย่างต่อเนื่อง

อย่างกรณีของพุทราพันธุ์ “มิ่งเฉา” ซึ่งเมื่อแปลเป็นภาษาไทยเรียกว่าพันธุ์ “น้ำผึ้ง” เป็นสายพันธุ์ที่มีการปลูกมากที่สุดในไต้หวันด้วยคุณภาพที่เนื้อหวานและกรอบ มีรูปทรงเป็นรูปกระสวย ขนาดของผลใหญ่มีน้ำหนักผลเฉลี่ย 5-6 ลูกต่อ 1 กิโลกรัมแตกต่างจากพันธุ์ซุปเปอร์จัมโบ้และพันธุ์นมสดที่มีปลูกอยู่ในบ้าน เราในขณะนี้

ในเรื่องวิธีการปลูกและบำรุงรักษาพุทราพันธุ์ “มิ่งเฉา” มีหลายเรื่องที่น่าสนใจที่นำมาประยุกต์ใช้ในบ้านเราได้ อาทิ อุณหภูมิของสภาพพื้นที่ปลูกเฉลี่ยไม่ควรสูงกว่า 35 องศาเซลเซียส และอุณหภูมิต่ำสุดเฉลี่ยจะต้องไม่เกิน 5 องศาเซลเซียส สภาพดินที่ใช้ปลูกพุทราที่ไต้หวันจะให้ความสำคัญในเรื่องของอินทรียวัตถุมาก โดยเฉพาะการใส่ปุ๋ยคอก ค่าของความเป็นกรดและด่างของดินเฉลี่ย 6-6.5 (pH=6-6.5) เหมาะสมที่สุด

ต้นพุทราไม่ชอบสภาพดินเป็นกรด ถ้า สภาพดินมีค่า pH ต่ำกว่า 5 จะต้องใส่ปูนขาวก่อนปลูก นอกจากนั้นสภาพดินควรจะมีการระบายน้ำที่ดีถึงแม้จะเป็นสภาพที่ดอนควรจะทำ แปลงแบบยกร่องลูกฟูก แปลงปลูกพุทราหลายแปลงที่มีพื้นที่ปลูกไม่มากจะมีการกางมุ้งเพื่อป้องกัน แมลง เป็นที่สังเกตว่าการปลูกพุทราไต้หวันหลังจากที่เก็บ เกี่ยวผลผลิตเสร็จในแต่ละปี จะมีการตัดกิ่งทั้งหมดทิ้งให้เหลือเพียงต้นตอและกิ่งหลัก

หลังจากนั้นจะมีการนำยอดหรือตาพันธุ์ดีมาเสียบใหม่ทุกปี สำหรับปุ๋ยเคมีที่ใช้ในการปลูกพุทราพันธุ์ “มิ่งเฉา” นั้นในช่วงแตกใบใหม่จะเน้นปุ๋ยที่มีธาตุไนโตรเจนและฟอสฟอรัส ในช่วง ติดผลจะเน้นธาตุโพแทสเซียม สำหรับการบริหารวัชพืชในแปลงปลูกพุทราจะไม่นิยมใช้สารป้องกันและกำจัดวัชพืช ทุกชนิด จะใช้วิธีการตัดหญ้าเนื่องจากที่ผ่านมาการใช้ยาฆ่าหญ้ามีผลกระทบต่อต้นพุทรา

การค้าขายผลผลิตพุทราพันธุ์นี้จะแบ่งออกเป็น 5 เกรด เกรดเอ มีน้ำหนักผลไม่ต่ำกว่า 150 กรัม และมีความหวานไม่ต่ำกว่า 13 เปอร์เซ็นต์บริกซ์, เกรดบี มีน้ำหนักผลเฉลี่ย 130-150 กรัม ความหวานเท่ากับเกรดเอ สำหรับเกรดซี มีน้ำหนักผลเฉลี่ย 110-130 กรัม, เกรดดี มีน้ำหนักผลเฉลี่ย 90-110 กรัม และเกรดสุดท้ายมีน้ำหนักผลต่ำกว่า 90 กรัมลงมา และทั้ง 3 เกรดจะต้องมีความหวานเฉลี่ยอยู่ที่ 12 เปอร์เซ็นต์ บริกซ์

ช่วงเทศกาลตรุษจีนของทุกปีจะเป็นช่วงที่คนไต้หวันนิยมบริโภคพุทรามากที่สุด และในช่วงเวลานั้นพุทราพันธุ์ “มิ่งเฉา” จะมีราคาแพงที่สุด.

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ
dailynews

การส่งออกของลำไย

No comments June 20th, 2009

ลำไย
ราคาสูง จีน ยุโรป อินโดนีเซีย รับไม่อั้น

นายกมล เกษมศุข รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ปัจจุบันพื้นที่ปลูกลำไยมีมากกว่า 1 ล้านไร่ ทำให้ผลผลิตลำไยล้นตลาดขายไม่ได้ราคา โดยเฉพาะอย่างยิ่งลำไยในฤดูซึ่งจะออกในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ของทุกปี โดยลำไยผลใหญ่สุดได้แก่ ลำไยเกรด AA จะมีราคาประมาณกิโลกรัมละ 10 บาท ลำไยเกรด A มีราคาประมาณกิโลกรัมละ 5 บาท และลำไยเกรด B มีราคาประมาณกิโลกรัมละ 3 บาทเท่านั้น

ทำให้เกษตรกรจำนวนมากประสบปัญหาการขาดทุน ส่งผลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งหาทางแก้ไข ซึ่งในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยให้กรมส่งเสริมการเกษตรหาแนวทางแก้ไข ด้วยการกระจายการผลิตลำไยให้ได้ผลผลิตตลอดทั้งปี ให้ครอบคลุมพื้นที่ร้อยละ 40 ของพื้นที่ผลิตลำไยทั้งหมด

ส่วนใหญ่การส่งออกของลำไยจะอยู่ในรูปลำไยสดช่อซึ่งมีตลาดส่งออกหลัก คือ จีน อินโดนีเซีย ฮ่องกง สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย แคนาดา เนเธอร์แลนด์ และอังกฤษ และภายหลังที่ประเทศไทยได้จัดทำข้อตกลงเปิดเขตการค้าเสรี หรือเอฟทีเอกับหลายประเทศ เป็นผลให้ลำไยได้กลายเป็นสินค้าเกษตรที่มีแนวโน้มสดใส ซึ่งคาดว่าจะสามารถผลักดันส่งออกได้เพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งการเปิดตลาดใหม่ที่น่าสนใจซึ่งผู้บริโภคมีกำลังซื้อสูง ได้แก่ สหรัฐอเมริกา กลุ่มตะวันออกกลาง และสหภาพยุโรป เป็นต้น

“กรมส่งเสริมการเกษตรจึงได้เร่งพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตลำไย นอกฤดูคุณภาพดี เพื่อลดปริมาณการกระจุกตัวของลำไยสดช่อที่จะออกสู่ตลาดในฤดูช่วงเดือน กรกฎาคม-สิงหาคมของทุกปี ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาราคาตกต่ำและส่งผลให้เกษตรกรประสบปัญหาขาดทุน ปัจจุบัน สินค้าลำไยนอกฤดูกำลังเป็นที่ต้องการของตลาดโดยเฉพาะตลาดส่งออก จึงมีเกษตรกรบางส่วนได้หันมาผลิตลำไยนอกฤดู เพื่อป้อนตลาดที่มีกำลังความต้องการสูง” นายกมล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าว

รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรเปิดเผยเพิ่มเติมด้วยว่า ในปีนี้ลำไยนอกฤดูของเกษตรกรในหลายพื้นที่ เช่นที่ อำเภอโป่งน้ำร้อน และ อำเภอสอยดาว จังหวัดจันทบุรี กำลังให้ผลผลิต โดยเฉพาะในอำเภอโป่งน้ำร้อนมีพื้นที่เพาะปลูกลำไยนอกฤดูกว่า 60,562 ไร่ ให้ผลผลิตประมาณ 49,372 ไร่ ซี่งผลผลิตทั้งหมดจะส่งออกไปจำหน่ายในประเทศจีน ร้อยละ 80 อินโดนีเซีย ร้อยละ 10 และ ทวีปยุโรป ร้อยละ 3 โดยราคารับซื้ออยู่ที่กิโลกรัมละ 25 ถึง 30 บาท

“นับเป็นความสำเร็จอีกขั้นหนึ่งของการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกร หันมาปลูกพืชที่ให้ผลผลิตนอกฤดูกาล อันนำมาซึ่งรายได้ของเกษตรกรตลอดทั้งปี และรายได้ของประเทศในการส่งออกผลผลิตภาคการเกษตรอีกด้วย” นายกมล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าว.

dailynews

สถานการณ์ราคาผลไม้

No comments June 15th, 2009

ผลไม้
ฝ่าวิกฤติผลไม้ภาคตะวันออกปี 52 แนะรัฐเสริมความแกร่งสหกรณ์

แม้ปัญหาวิกฤติผลไม้ของภาคตะวันออกในปีนี้จะรุนแรงถึงขั้นปิดถนน ประท้วงเหมือนเช่นทุกๆ ปีที่ผ่านมา ทว่ายังไม่มั่นใจ 100% ว่าจะไม่มีปัญหาดังกล่าว เนื่องจากผลผลิตผลไม้ของปีนี้ บางชนิดยังออกสู่ตลาดไม่ถึง 20% ด้วยซ้ำ โดยเฉพาะเงาะ ซึ่งอยู่ในข่ายน่าเป็นห่วงที่สุด

เห็นได้จากตัวเลขของศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ปัญหาผลไม้ภาคตะวันออก (War room) ที่กรมส่งเสริมการเกษตร จัดตั้งขึ้น ได้รายงานผลผลิตผลไม้ใน ปี 2552 ซึ่งประกอบด้วย 3 จ.ระยอง จันทบุรี และตราดนั้น ล่าสุด (8 มิ.ย.) มีตัวเลขประมาณการผลผลิตทั้งหมด 741,383 ตัน ผลผลิตออกสู่ตลาดแล้ว 507,533 ตัน คิดเป็นร้อยละ 68.46

ในจำนวนนี้แยกเป็นทุเรียน ประมาณการผลผลิต 344,507 ตัน ผลผลิตออกสู่ตลาดแล้ว 312,058 ตัน (ร้อยละ 90.58) เงาะ ประมาณการผลผลิต 225,218 ตัน ผลผลิตออกสู่ตลาดแล้ว 96,333 ตัน (ร้อยละ 42.77) มังคุด ประมาณการผลผลิต 110,616 ตัน ผลผลิตออกสู่ตลาดแล้ว 93,009 ตัน (ร้อยละ 84.08) และ ลองกอง ประมาณการผลผลิต 61,042 ตัน ผลผลิตออกสู่ตลาดแล้ว 6,133 ตัน (ร้อยละ 10.05)

“โดยภาพรวมแล้วราคาผลไม้ปี นี้ค่อนข้างดีในเกือบทุกชนิด ยกเว้นเงาะที่ยังน่าเป็นห่วง เพราะผลผลิตยังออกมาไม่ถึงครึ่ง แล้วก็เป็นไม้ผลที่เก็บไว้ได้ไม่นาน ทำให้การส่งออกค่อนข้างมีปัญหา จึงจำเป็นต้องทำตลาดในประเทศเป็นหลัก ตอนนี้ผมได้ตั้งงบประมาณไว้ 6 แสนบาท เพื่อจัดทีมไปสำรวจตลาดว่าจะมีช่องทางไหนที่พอจะระบายผลผลิตได้บ้าง”

พูลศักดิ์ ประณุทนรพาล ผู้ว่าฯ จันทบุรี เผยถึงสถานการณ์ผลไม้เมือง จันทบุรีในปีนี้ พร้อมย้ำถึงวิธีการแก้ปัญหาโดยเน้นความร่วมมือประสานงานกันอย่างใกล้ชิดของ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ กรม กองต่างๆ บริษัทเอกชน ผู้ประกอบการส่งออก เครือข่ายสหกรณ์ในพื้นที่ ตลอดจนเกษตรกรชาวสวนผลไม้ ไม่เป็นไปในลักษณะต่างคนต่างทำเหมือนในอดีตที่ผ่านมา

ผู้ว่าฯ คนเดิมเผยต่อว่าในปี 2552 นี้ ผลไม้ทั้ง 4 ชนิดของ จ.จันทบุรี ซึ่งได้แก่ ทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกองนั้น มีผลผลิตรวมกว่า 5 แสนตัน สามารถส่งออกทำรายได้เข้าประเทศประมาณ 1.5 แสนตัน คิดเป็นมูลค่าเกือบ 1 หมื่นล้านบาท แต่อย่างไรก็ตาม ผลผลิตส่วนที่เหลือยังต้องพึ่งพาตลาดภายในประเทศ โดยเน้นกลุ่มเป้าหมายปลายทางทั้งหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และประชาชนทั่วไปในพื้นที่ต่างๆ ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ช่วยกันรับประทานผลไม้ไทยเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนผลไม้ได้อีกทางหนึ่ง

ขณะที่ มงคลัตถ์ พุกะนัดด์ ประธานสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย กล่าวระหว่างนำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ตรวจสอบสถานการณ์ผลไม้ในภาคตะวันออก ยอมรับว่าขั้นตอนการขนส่งผลไม้ไปยังตลาดต่างประเทศหรือระบบโลจิสติกส์ค่อนข้างมีปัญหา เนื่องจากต้องใช้ทางเรือเป็นหลักในการขนส่ง ทำให้ผลไม้บางชนิดมีปัญหา โดยเฉพาะเงาะที่มีอายุการเก็บไว้ได้ไม่นาน ในขณะที่ทุเรียนและมังคุดนั้นไม่มีปัญหาแต่อย่างใด

“อย่างมังคุดเมื่อไปถึงญี่ปุ่นเขาจะขายเป็นลูก ลูกละ 50-60 บาท หรือทุเรียนก็ไม่อร่อยเหมือนบ้านเรา ไปถึงที่โน่นเนื้อทุเรียนก็เละ ไม่อร่อย เพราะกว่าจะเดินทางถึงต้องใช้เวลาเกือบอาทิตย์ ไหนต้องผ่านขั้นตอนการตรวจที่ด่านอีก ซึ่งต้องใช้เวลาเพิ่มขึ้น ถ้าเป็นเงาะกว่าจะไปถึงผลก็ดำหมดแล้ว นี่คือปัญหา” มงคลัตถ์กล่าวถึงปัญหาขั้นตอนการส่งออกผลไม้ไทยไปยังต่างประเทศ

เช่นเดียวกับ ขวัญเมือง บำรุงพนิชถาวร ประธานชมรมสวนมังคุดร้อยปี จ.จันทบุรี ที่มองว่าการแก้ปัญหาผลไม้ในภาคตะวันออกปีนี้ดีกว่าทุกปีที่ผ่านมา เนื่องจากมีการเตรียมความพร้อมกันมานาน แต่บังเอิญปีนี้ผลไม้เกือบ ทุกชนิดให้ผลผลิตน้อยกว่าทุกปี จึงทำให้ไม่มีปัญหาในเรื่องผลผลิตล้นตลาดและราคาตกต่ำ ส่วนตลาดต่างประเทศก็ไม่ได้แก้ปัญหาในเรื่องราคามากนัก เนื่องจากผู้ส่งออกไม่ได้เป็นผู้กำหนดราคา แต่กลับเป็นผู้รับซื้อจะเป็นผู้กำหนดราคาเองทั้งหมด

“ต้องยอมรับความจริงว่า ทุกวันนี้บ้านเราไม่มีบริษัทผู้ส่งออกผลไม้ไป ยังต่างประเทศโดยตรง แต่จะเป็นผู้รับออเดอร์จากเขาแล้วจัดส่งไปให้ตามจำนวนที่สั่ง แล้วเขาก็เป็นผู้กำหนดราคามาเท่าไหร่ ก็เท่านั้น ฉะนั้นสิ่งที่อยากเรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามาช่วยก็คือ ต้องเข้ามาดูแลล่งให้เขาเข้มแข็ง สามารถส่งออกเองได้โดยตรงหรือถ้าเป็นไปได้ก็ต้องผ่านระบบสหกรณ์ที่ต้องดิว โดยตรงกับประเทศคู่ค้านั้นๆ ถ้าเป็นอย่างนี้ทางเราจะกำหนดราคาเองได้ว่าเกรดดี ไปตลาดไหน อย่างไร เช่นถ้าเกรดดีไปญี่ปุ่น อเมริกา รองลงมาไปตลาดจีน อินเดีย แต่ทุกวันนี้มันไม่ใช่ ผู้ซื้อเป็นผู้กำหนดราคาเองทั้งหมด” ประธานชมรมสวนมังคุดร้อยปีกล่าว พร้อมย้ำว่า

ถ้ารัฐบาลพัฒนาระบบเครือข่ายสหกรณ์ให้เข้มแข็ง เสริมความแข็งเกร่งให้แก่ล่ง ซึ่งเป็นผู้รับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรในเครือข่าย จึงมั่นใจได้ว่ารัฐบาลแก้ปัญหาได้ถูกทางแล้ว จะไม่มีปัญหาในเรื่องผลไม้ล้นตลาดและราคาตกต่ำ เนื่องจากเกษตรกรชาวสวนจะเป็นผู้กำหนดเอง ทั้งในเรื่องกระบวนการผลิตและราคาจำหน่าย

“พาณิชย์”เร่งเจาะตลาดต่างแดน

พรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงมาตรการแก้ปัญหาผลไม้ของรัฐบาล ระหว่างเป็นประธานในพิธีเปิดขบวนคาราวานผลไม้เมืองจันทบุรี บริเวณจุดพักรถ ถนนมอเตอร์เวย์ (ขาเข้า) ว่า ที่ผ่านมาปัญหาที่เกษตรกรชาวสวนผลไม้มัก ประสบก็คือ ผลผลิตออกสู่ตลาดกระจุกตัวในช่วงสั้นๆ ปริมาณไม่สัมพันธ์กับความต้องการ ส่งผลทำให้ราคาตกต่ำ กระทรวงพาณิชย์ในฐานะหน่วยงานที่มีบทบาทในการส่งเสริมการตลาดทั้งในและต่าง ประเทศ ได้ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว จึงได้ดำเนินมาตรการต่างๆ ทั้งจัดกิจกรรมส่งเสริมการส่งออกเพื่อขยายตลาดในต่างประเทศ ตลอดจนส่งเสริมการบริโภคภายในประเทศให้มากยิ่งขึ้น การกระจายไปสู่ผู้บริโภคอย่างรวดเร็วและกว้างขวาง ทั้งนี้เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรขายได้ในราคาที่ดี ซึ่งจะส่งผลให้พี่น้องเกษตรกรมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ประเทศชาติก็จะมีความมั่งคั่งและมั่นคง ทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคม

“จำเป็นอย่างยิ่งที่พี่น้องเกษตรกรจะต้องปรับตัวและพัฒนาการผลิตให้มี คุณภาพได้มาตรฐานในระดับสากล ด้วยการลดการใช้สารเคมีที่เกินความจำเป็นและปรับเปลี่ยนมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์ หรือปุ๋ยชีวภาพให้มากขึ้น เพราะนอกจากจะช่วยลดต้นทุนการผลิตแล้ว ยังได้สินค้าที่มีคุณภาพและปลอดภัยต่อผู้บริโภค สามารถแข่งขันกับตลาดโลกได้ ที่สำคัญยังดีต่อสุขภาพของตัวเกษตรกรผู้ผลิตเองด้วย” รมว.พาณิชย์กล่าวย้ำ

สุรัตน์ อัตตะ
komchadluk

ประโยชน์ของมะพร้าว

2 comments June 9th, 2009

มะพร้าว
มะพร้าว พืชสารพัดประโยชน์ อุดมด้วยคุณค่า

มะพร้าว พืชชนิดหนึ่งที่เรารู้จักกันดี เราใช้ประโยชน์จากมะพร้าวได้หลายทาง เช่น น้ำและเนื้อมะพร้าวอ่อนใช้ รับประทาน เนื้อในผลแก่นำไปคั้นกะทิได้ กากที่เหลือจากคั้นกะทิยังสามารถนำไปทำอาหารสัตว์ได้ ยอดอ่อนของมะพร้าวนำมาทำอาหารได้ ใยมะพร้าวนำไปยัดฟูกหรือนำไปใช้ในการเกษตร กากมะพร้าวบดนำไปหีบหรือต้มเป็นน้ำมันมะพร้าว นำไปใช้ ในการปรุงอาหารหรือนำไปทำเครื่องสำอางก็ได้ และในปัจจุบันยังมีการผลิตไบโอดีเซลจากน้ำมันมะพร้าวอีกด้วย กะลามะพร้าวนำไปประดิษฐ์สิ่งของต่าง ๆ เช่น กระบวย โคมไฟ ฯลฯ ก้านใบหรือทางมะพร้าวใช้ทำไม้กวาด หรือนำไปสานเป็นผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจได้อีกมากมาย นอกจากนี้แล้วมะพร้าวยังจัดเป็นไม้มงคลชนิดหนึ่ง ตามความเชื่อท่านบอกว่าให้ปลูกมะพร้าวไว้ทางทิศตะวันออกของบ้านเพื่อความเป็นสิริมงคล

สำหรับประเทศไทยปลูกมะพร้าวกันทั่วประเทศ โดยปลูกมะพร้าวมากเป็นอันดับ 6 ของโลก มีผลผลิตปีละประมาณ 1,500,000 ตัน ซึ่งจังหวัดที่ปลูกมากที่สุดคือชลบุรี ราชบุรี สมุทรสาคร นครปฐม และชุมพร แต่ผลผลิตมะพร้าวน้ำหอมมีที่จังหวัดสมุทรสาครมากที่สุด เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ให้ผลผลิตแล้วเป็นส่วนใหญ่

มะพร้าวถือเป็นพืชที่ปลอดสารพิษชนิดหนึ่ง เนื่องจากเกษตรกรมีการใช้สารเคมีในการ ปลูกมะพร้าวน้อยมาก น้ำมะพร้าวอ่อนมีคุณค่าทางโภชนาการสูง ได้แก่ แคลเซียม โพแทสเซียม แมกนีเซียม วิตามินซี บี 2 บี 5 และบี 6 กรด โฟลิก กรดอะมิโน และฮอร์โมนเอสโตรเจนสูง มีน้ำตาลกลูโคสที่ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้เป็นพลังงานได้ทันทีอีกด้วย

น้ำมะพร้าวมีผลช่วยชะลอการเกิดโรคอัลไซเมอร์หรือความจำเสื่อมในสตรีวัยทอง นอกจากนี้การดื่มน้ำมะพร้าวเป็นประจำยังสามารถช่วยสมานแผล ทำให้แผลหายเร็วขึ้นกว่าปกติ และไม่ทิ้งรอยแผลเป็น ในน้ำมะพร้าวมีเอสโตรเจนอยู่ ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน ทำให้ผิวกระชับ ยืดหยุ่นและชะลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัย น้ำมะพร้าวยังสามารถกระตุ้นการเจริญเติบโตและแบ่งเซลล์ได้ดี แถมยังมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ ขับของเสียหรือสารพิษออกจากร่างกายจึงช่วยให้ผิวพรรณผ่องใส เนื่องจากน้ำมะพร้าวมีปริมาณเกลือแร่ที่จำเป็นสูง รวมทั้งมีคุณสมบัติช่วยบรรเทาความอ่อนเพลียเนื่องจากอาการท้องเสียหรือท้องร่วงได้ จึงจัดเป็น “สปอร์ต ดริ๊งค์” สามารถดื่มหลังการสูญเสียเหงื่อจากการเล่นกีฬาหรือออกกำลังกาย นอกจากนี้ในประเทศไต้หวันและจีน ยังนิยมดื่มน้ำมะพร้าวเพื่อลดอาการเมาหลังการดื่มแอลกอฮอล์อีกด้วย

นอกจากนั้น น้ำมะพร้าวอ่อน ตามตำราแพทย์แผนไทยใช้เป็นยา มีสรรพคุณช่วยลดอาการไข้สูง ปวดหัวตัวร้อน ให้บรรเทาลงได้เป็นอย่างดี รวมทั้งเป็นยาบำรุงกำลังคนไข้ให้มีเรี่ยวแรงดีขึ้น

แต่ปัจจุบัน ประเทศไทยกำลังประสบปัญหาเกี่ยวกับผลผลิต เนื่องจากพื้นที่ในการผลิตลดลงอย่างมาก เพราะเกษตรกรจำนวนมากหันไปปลูกพืชอย่างอื่นแทน เพราะการบริโภคมะพร้าวและการแปรรูปมะพร้าวยังไม่ค่อยกว้างขวางเท่าที่ควร อีกทั้งการใช้มะพร้าวเป็นพลังงานทางเลือกก็ยังไม่แพร่หลาย ทำให้ผลผลิตมะพร้าวตกค้างสต๊อกตาม “ล้ง” (คนกลางผู้รวบรวมมะพร้าว) ต่าง ๆ มีปริมาณสะสมมากจนเกิดปัญหาผลมะพร้าวเริ่มงอกเป็นต้น จำหน่ายไม่ได้ น้ำและเนื้อมะพร้าวที่แก่เกินต้องถูกทิ้งไปโดยเสียเปล่า ทำให้ปลูกแล้วไม่คุ้มกับต้นทุน ดังนั้นการแก้ปัญหาให้เกษตรกรที่หลาย ๆ หน่วยงานเห็นพ้องต้องกันว่าน่าจะได้ผลดีที่สุดคือ นอกจากจะต้องกระตุ้นการบริโภคมะพร้าวและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากมะพร้าวแล้ว ยังจำเป็นต้องส่งเสริมการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากมะพร้าวที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานทั้งในระดับครัวเรือนและระดับอุตสาหกรรม

เป็นที่น่ายินดีที่มีเอกชนรายหนึ่งในจังหวัดสมุทรสาครนำเอาเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ใช้ความร้อนและความดันสูงมาใช้ในการบรรจุและการเก็บรักษาเพื่อถนอมคุณค่าทางอาหารของน้ำมะพร้าวและน้ำสมุนไพรอื่น ๆ อีกหลายชนิดให้เก็บไว้ได้นานถึง 6 เดือนโดยไม่ต้องใช้วัตถุกันเสียและได้มีการลงทุนเพื่อผลิตในเชิงอุตสาหกรรม ในรูปแบบถ้วย ปิดสนิทที่สะดวกและราคาไม่แพง ซึ่งนอกจากจะทำให้เกิดการจ้างงานจำนวนมากในท้องถิ่นแล้ว ยังได้รับน้ำมะพร้าวใหม่ ๆ สด ๆ จากเกษตรกรชาวสวนใน อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร โดยตรงทุกวัน ซึ่ง อ.บ้านแพ้วถือว่าเป็นที่หนึ่งในหลาย ๆ แหล่งที่ปลูกมะพร้าวอ่อนที่ดีที่สุดของไทย ซึ่งทางเอกชนดังกล่าวมีการวางจำหน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงมีการวางเป็นเครื่องดื่มรับรองแบบไทย ๆ ในห้องรับรองของสายการบินหลายสาย นับเป็นตัวอย่าง ที่ดีอันหนึ่งที่ผนวกความสามารถเชิงพาณิชย์ ของภาคเอกชนมาประสานประโยชน์ให้กับภาคเกษตรกรรมได้อย่างลงตัว และคงจะดีไม่น้อยถ้าได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจังและกว้างขวางยิ่งขึ้นจากภาครัฐ

น้ำมะพร้าว น่าจะเป็นเครื่องดื่มที่เหมาะสมกับคนไทยที่หันมาใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น นอกจากจะอร่อยสดชื่น และดีต่อสุขภาพแล้ว ยังช่วยส่งเสริมค่านิยมการกินอยู่อย่างไทย เงินทองไม่รั่วไหลออกนอกประเทศ และที่สำคัญที่สุด เป็นการช่วยเพิ่มรายได้ของแรงงานไทยในท้องถิ่น และต่อลมหายใจให้กับเกษตรกรไทยชาวสวนมะพร้าวให้อยู่รอดอีกทางหนึ่งด้วย.

dailynews

มะม่วงไต้หวัน เออร์วิน และ จินหวง

No comments May 29th, 2009

มะม่วงไต้หวัน พันธุ์ เออร์วิน หรือเรียกว่า พันธุ์ เออร์วิน มะม่วงไต้หวัน พันธุ์ จินหวง หรือชื่อไทยคือ พันธุ์นวลคำ
ปลูกมะม่วงไต้หวัน พันธุ์เออร์วิน และ พันธุ์จินหวง เพื่อการส่งออก

สภาพพื้นที่ของไต้หวัน 2 ใน 3 เป็นป่ามีพื้นที่ราบสำหรับทำการเกษตรเพียง 1 ส่วนเท่านั้น มะม่วงจัดเป็นผลไม้หลักชนิดหนึ่งที่ไต้หวันได้มีการพัฒนาทั้งทางด้านสาย พันธุ์และการส่งออก ปัจจุบันมะม่วงไต้หวันได้มีการส่งออกไปหลายประเทศ อาทิ ญี่ปุ่น แคนาดา สาธารณรัฐประชาชนจีน ฟิลิปปินส์ ฮ่องกง ฯลฯ

ผลผลิตมะม่วงไต้หวันจะออกสู่ตลาดใน ช่วงเดือนมิถุนายน-สิงหาคม ของทุกปีปัจจุบัน ไต้หวันปลูกมะม่วงอยู่ 2 สายพันธุ์หลัก ๆ คือ พันธุ์จินหวง และ พันธุ์อ้ายเหวิน (พันธุ์เออร์วิน) ปัจจุบันไต้หวันมีพื้นที่ปลูกพันธุ์จินหวงประมาณ 90,000 กว่าไร่ และพันธุ์อ้ายเหวิน ประมาณ 330,000 ไร่

ก่อนอื่นจะต้องทำความเข้าใจเสียก่อนว่ามะม่วงพันธุ์จินหวงเป็นสายพันธุ์ดั้ง เดิมของไต้หวันและได้มีการนำพันธุ์มาปลูกในประเทศไทย ในหนังสือ “มะม่วงบนพื้นที่สูง” ของมูลนิธิโครงการหลวงและสถาบันวิจัยและพัฒนา พื้นที่สูง (องค์การมหาชน) ได้เขียนถึงพันธุ์มะม่วงบนพื้นที่สูงที่มูลนิธิโครงการหลวงได้นำพันธุ์จาก ต่างประเทศหลายสายพันธุ์มาทดสอบและวิจัยเพื่อค้นหาสายพันธุ์ที่เหมาะสม สำหรับพื้นที่สูง และหนึ่งในหลายสายพันธุ์ที่ได้รับการคัดเลือกว่าเป็นสายพันธุ์ที่มีคุณภาพดี แนะนำให้ ส่งเสริมปลูกเป็นพันธุ์การค้าได้คือ พันธุ์นวลคำ หรือ พันธุ์จินหวง นั่นเอง

เป็นพันธุ์ที่นำเข้าจากประเทศไต้หวัน ลักษณะผลกลมยาว ก้นผลงอนและค่อนข้างแหลม ผลมีขนาดใหญ่และมีน้ำหนักผลประมาณ 600-1,300 กรัมต่อผล รับประทานได้ทั้งดิบและสุก เมื่อผลแก่จัดจะมีรสชาติมัน และเมื่อผลสุกสีของ ผลจะมีสีเหลืองอมส้ม รสชาติหวาน ต่อมาได้มีการนำมะม่วงสายพันธุ์นี้มาปลูกในสภาพพื้นที่ราบ ของประเทศไทยทำให้ผลผลิตแก่และเก็บเกี่ยวได้ก่อนบนพื้นที่สูงและได้มีการ ตั้งชื่อสายพันธุ์ใหม่อีกหลายชื่อ มีหลายคนบอกว่ามะม่วงพันธุ์จินหวง, พันธุ์นวลคำ, พันธุ์งามเมืองย่าและพันธุ์เขียวใหญ่ น่าจะเป็นมะม่วงสายพันธุ์เดียวกัน

คนไต้หวันเรียกมะม่วงพันธุ์เออร์วินว่า “อ้ายเหวิน” และเป็นสายพันธุ์มะม่วงที่ไต้หวันมีพื้นที่ปลูกมากที่สุดเนื่องจากเป็นสาย พันธุ์ที่ถูกใจคนญี่ปุ่นและส่งออกไปขายญี่ปุ่นมากที่สุด มะม่วงสายพันธุ์นี้จัดเป็นมะม่วงที่มีผลขนาดปานกลาง น้ำหนัก 300 กรัมต่อผลโดยประมาณ รูปร่างค่อนข้างยาวรีหรือรูปไข่ ติดผลดกมาก ระยะผลดิบจะมีจุดประสีแดงบริเวณไหล่และแก้มผล ผิวผลสุกมีสีแดงประสีเลือดนก

จัดเป็นมะม่วงกินสุกเมื่อสุกเนื้อมีสีเหลืองทอง ไม่มีเสี้ยน กลิ่นไม่แรง รสชาติหวาน ความจริงแล้วมะม่วงพันธุ์เออร์วินนิยมบริโภคกันทั่วโลก เนื่องจากมะม่วงพันธุ์อ้ายเหวิน จัดเป็นมะม่วงที่มีผิวบาง ดังนั้นทุกขั้นตอนในการเก็บเกี่ยวจะต้องมีความประณีตเหมือนกับขั้นตอนการส่ง มะม่วงน้ำดอกไม้ของไทยไปยังตลาดต่างประเทศ.

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ
dailynews