ปลาช่อนทะเล เลี้ยงง่าย โตเร็ว ตลาดเปิดกว้าง
ตลาดปลาช่อนทะเลมีทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ด้วยว่ารสชาติเนื้อของปลาชนิดนี้อร่อยไม่ต่างไปจากปลาเศรษฐกิจทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นปลากะพงและปลาเก๋า
คนญี่ปุ่นนิยมบริโภคเนื้อปลาชนิดนี้ มาก ซึ่งส่วนใหญ่จะนำไปทำซาเซมิหรือกินกันอย่างสดๆ เนื่องจากเนื้อเป็นสีขาว จึงเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวาง
ปลาช่อนทะเล (Rachycentron canadum) หรือที่รู้จักในชื่อ black kingfish, black salmon, ling, lemon fish, crabeaters, aruan tasek และอื่นๆ เป็นปลาทะเล จัดอยู่ในกลุ่ม perciform เป็นปลาเพียงชนิดเดียวในครอบครัว Rachycentridae
ในธรรมชาติปลาช่อนทะเลเป็นปลาผิวน้ำ กินปู หมึก ปลา เป็นอาหาร โดยปกติเป็นปลาที่อยู่เดี่ยวๆ ยกเว้นในช่วงผสมพันธุ์จะมารวมกันตามแนวหิน ซากปรักหักพัง ท่าเรือ แนวก่อสร้าง บางครั้งยังอพยพไปปากแม่น้ำและป่าชายเลนเพื่อหาอาหาร
ข้อมูลจากกรมประมงระบุไว้ว่า ปลาตัวผู้จะสมบูรณ์เพศเมื่ออายุ 2 ปี ส่วนในตัวเมียอายุ 3 ปี ซึ่งการผสมพันธุ์วางไข่จะรวมกลุ่มบริเวณชายฝั่ง ในช่วงเดือนเมษายน-กันยายน โดยใช้เวลา 1-2 สัปดาห์
ปลาชนิดนี้วาง ไข่ผิวน้ำ ซึ่งจะล่องลอยเป็นอิสระตามกระแสน้ำจนกว่าฟักเป็นตัว ในช่วงสัปดาห์แรกลูกปลายังไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ รอจนกว่าตาและปากได้พัฒนา
ปลาช่อนทะเลในวัยเจริญพันธุ์มีหางแบบเว้าลึก (fork) หรือแบบเสี้ยวพระจันทร์ (lunate) ส่วนของครีบมีสีน้ำตาลเข้ม เป็นปลาที่ไม่มีถุงลม
ส่วน หัวแบน ตามีขนาดเล็ก ขากรรไกรล่างยื่นยาวกว่าขากรรไกรบนเล็กน้อย มีฟันแบบ villiform อยู่บนขากรรไกร ลิ้น และเพดานปาก ลำตัวเรียบมีเกล็ดขนาดเล็ก ลำตัวมีสีน้ำตาลเข้มแล้วจางเป็นสีขาวบริเวณส่วนท้อง ด้านข้างลำตัวมีแถบสีน้ำตาลเข้มเป็นแนวยาว 2 แถบ ซึ่งจะเห็นแถบได้ชัดในช่วงฤดูผสมพันธุ์วางไข่ ครีบหลังอันแรกเป็นหนามแหลมสั้น เรียงแยกกันเป็นอิสระ 6-9 อัน
ประเทศ เวียดนาม ประสบความสำเร็จในการเพาะขยายพันธุ์ปลาชนิดนี้มาก และสามารถส่งสินค้าไปยังตลาดต่างประเทศได้ อาทิ สหรัฐอเมริกา และจีน เป็นต้น
ส่วนประเทศไทยนั้นก็สามารถเพาะขยายพันธุ์ปลาช่อนทะเลได้ เหมือนกัน แต่ส่วนใหญ่อยู่ในบ่อทดลองของกรมประมง ยังไม่มีการส่งเสริมเลี้ยงกันอย่างแพร่หลาย
ปลาช่อนทะเล เป็นปลาที่โตเร็ว ภายในเวลา 1 ปี จะมีน้ำหนักตัว 3-4 กิโลกรัมั้และ 8-10 กิโลกรัม ภายใน 2 ปี
ที่ ชุมชนบางพัฒน์ ตำบลบางเตย อำเภอเมือง จังหวัดพังงา เดิมมีการเลี้ยงปลาช่อนทะเลกันค่อนข้างมาก แต่เดี๋ยวนี้มีน้อย เนื่องจากประสบกับปัญญหาคลื่นยักษ์ถล่มในช่วงสึนามิ ทำให้กระชังพังเสียหาย และหลายคนไม่มีเงินลงทุนเพียงพอ ประกอบกับปลาชนิดนี้กินอาหารเก่งด้วย
คุณ โหยบ วาหะรักษ์ โทร. (084) 744-4344 ผู้เลี้ยงปลาช่อนทะเลในกระชัง เล่าย้ำว่า “เดิมปลาชนิดนี้เลี้ยงไว้ดูเล่นในกระชังเท่านั้น แต่มีนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นมาเห็นและถ่ายรูปกลับไป ปรากฏว่าหลังจากนั้นมีการสั่งซื้อเข้ามา ทำให้ชาวบ้านที่นี่ตื่นตัวเลี้ยงกันมาก กลายเป็นสัตว์เศรษฐกิจตัวใหม่แทนปลาเก๋า ปลากะพงไปเลย แต่เมื่อมีสึนามิเกิดขึ้น ความเสียหายก็มาเยือน ปลาช่อนทะเลที่เลี้ยงไว้ในกระชังก็ไปกับกระแสน้ำทั้งหมด”
กระชัง เลี้ยงปลาช่อนทะเลของคุณโหยบก็ไม่แตกต่างกับเพื่อนบ้าน เดิมเลี้ยงไว้ 5-6 กระชัง และปลาเก๋า ปลากะพงอีกนับสิบๆ กระชัง เสียหายทั้งหมด
คุณโหยบ เริ่มต้นใหม่หลังคลื่นลมสงบ โดยสร้างกระชังเลี้ยงปลาเก๋าและปลากะพงเป็นหลัก ส่วนปลาช่อนทะเลเป็นงานเสริมเพียง 1-2 กระชัง ด้วยว่ายังมีเงินลงทุนค่อนข้างน้อยนั่นเอง
“ผมเริ่มต้นใหม่ แต่ก็มีความหวัง เพราะว่าจับปลาขายแต่ละครั้งได้กำไรหลายหมื่นบาท โดยเฉพาะปลาช่อนทะเล เนื่องจากเจริญเติบโตเร็ว และอาหารที่ให้ปลากินนั้นก็สามารถออกวางอวนจับปลาธรรมชาติมาได้ส่วนหนึ่ง ทำให้ประหยัดต้นทุนการเลี้ยงได้เยอะเลย” คุณโหยบ กล่าว
กระชังเลี้ยง ปลาของคุณโหยบอยู่หลังบ้าน ทุกๆ วัน จะนำอาหารไปให้ปลากินวันละ 1 ครั้ง พร้อมกับตรวจดูสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้น อาทิ สุขภาพปลา และกระชังเลี้ยงปลาแข็งแรงหรือไม่ ฯลฯ หากตรวจพบก็จะรีบหาหนทางแก้ไขปัญหาในทันที
“เราปล่อยทิ้งไปไม่ได้ เพราะว่าลงทุนในการเลี้ยงปลาแต่ละรุ่นมันสูง เกิดความเสียหายขึ้น หมดทั้งเงินและกำลังใจ ผมอยากให้ประสบความสำเร็จทุกรุ่น ดังนั้น ทุกอย่างที่เกิดขึ้นเรามองข้ามไม่ได้เลย”
กระชังเลี้ยงปลาของเขาคุณโหยบทำด้วยไม้เนื้อแข็ง ขนาดกว้าง 3 เมตร ยาว 3 เมตร และลึก 2 เมตร โดยใช้โฟมเป็นทุ่นรองรับน้ำหนัก
ปล่อยปลาช่อนทะเลลงเลี้ยง 50 ตัว ต่อกระชัง ส่วนปลาเก๋าและปลากะพง 100-150 ตัว ต่อกระชัง
“เหตุที่เราปล่อยปลาช่อนทะเลน้อยกว่า เพราะว่ามันเป็นปลาที่โตเร็ว เลี้ยงเพียง 2 ปี ก็ได้น้ำหนักมากขึ้น 8-10 กิโลกรัม ในขณะที่ปลาเก๋าและปลากะพงมีน้ำหนักเพียง 1 กิโลกรัมเศษ ต่อปี เท่านั้นเอง”
พันธุ์ ปลาที่นำมาปล่อยเลี้ยงในกระชังนั้น ส่วนใหญ่จับมาจากธรรมชาติเกือบทั้งหมด โดยคุณโหยบให้เหตุผลว่า แข็งแรงกว่าปลาที่เพาะขยายพันธุ์จากโรงเพาะฟัก เนื่องจากไม่มีการขนย้ายและสภาพน้ำที่เลี้ยงก็ไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ทำให้สุขภาพปลาทุกตัวแข็งแรงมาก
กล่าวสำหรับปลาช่อนทะเลนั้น หากจับจากธรรมชาติไม่เพียงพอ คุณโหยบก็เปิดรับซื้อจากเพื่อนบ้านด้วย ในราคาตัวละ 80-100 บาท (ขนาดความยาว 8-10 นิ้ว) ซึ่งส่วนใหญ่จับได้พร้อมกับปูม้า ที่ชาวบ้านออกไปวางอวนทุกวัน
หลังจากปล่อยปลาช่อนทะเลลงเลี้ยงในกระชัง 3 วัน คุณโหยบก็จะหาอาหารให้กิน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นพวกปลาข้างเหลือง ปลาทู หรือปลาเป็ด
“ช่วงแรกๆ เราจะสับอาหารหรือปลาข้างเหลืองให้เป็นชิ้นเล็กๆ ก่อน เพราะว่าปลาช่อนปากยังไม่ใหญ่ โดยให้กินอาหารละ 3-5 กิโลกรัม ต่อวัน แต่เมื่อย่างเข้าเดือนที่สอง ก็สับอาหารให้ชิ้นใหญ่ และเพิ่มปริมาณมากขึ้น เป็น 10 กิโลกรัม ต่อกระชัง”
เดือนที่สาม เพิ่มปริมาณอาหารเป็น 12 กิโลกรัม ต่อกระชัง และเดือนที่สี่ เป็น 15 กิโลกรัม หลังจากนั้น ปรับอาหารขึ้นเล็กน้อย เฉลี่ยเดือนละ 1 กิโลกรัม
“ปลาพวกนี้กินอาหารเยอะ มีเท่าไรหมด ดังนั้น ผมจะให้กินเพียงประทังชีวิตและเจริญเติบโตไปเรื่อยๆ ซึ่งเมื่ออาหารครบ 1 ปี ก็จะได้น้ำหนักอยู่ที่ประมาณ 4-5 กิโลกรัม ต่อตัว และกินอาหารวันละ 20 กิโลกรัม ต่อวัน เท่านั้น”
เลี้ยงครบ 2 ปี ได้น้ำหนักเฉลี่ยอยู่ที่ 10 กิโลกรัม ต่อตัว โดยกินอาหารวันละ 25-30 กิโลกรัม ต่อวัน
“จริงๆ แล้ว เราเลี้ยงปลาช่อนทะเล 1 ปี โดยให้อาหารเต็มที่ คือกินจนอิ่ม ก็สามารถเจริญเติบโตได้น้ำหนักเป็น 10 กิโลกรัม เหมือนกัน แต่ในความเป็นจริงนั้นผมทำไม่ได้ เพราะว่าเงินทุนหมุนเวียนมีน้อย จึงค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป บางวันก็ออกไปหาอาหารปลาตามท้องทะเลเอง หากไม่เพียงพอก็ขอซื้อจากเพื่อนบ้านในกิโลกรัมละ 12 บาท ซึ่งสูงกว่าเมื่อก่อนไปประมาณ 5-6 บาท เนื่องจากน้ำมันแพง ทำให้พวกปลาเล็ก ปลาน้อย แพงตามไปด้วย ดังนั้น ต้นทุนหลักๆ ของการเลี้ยงปลาช่อนทะเลนั้นอยู่ที่อาหาร ใครอยากยึดอาชีพหรือเลี้ยงปลาชนิดนี้ต้องคำนึงถึงเรื่องนี้ให้ดีก่อน” คุณโหยบ กล่าว
คุณโหยบ เลี้ยงปลาช่อนทะเลมาหลายรุ่นแล้ว แต่ละรุ่นส่วนใหญ่ประสบความสำเร็จ ทั้งนี้ไม่เพียงเจริญเติบโตดีเท่านั้น แต่ยังปราศจากจากโรคระบาดด้วย
“ปลาช่อนทะเล ตลาดเปิดกว้างทั้งในและนอกประเทศ แต่บางครั้งถ้าผลผลิตจากทะเลออกสู่ตลาดมาก ก็ทำให้ราคารับซื้อร่วงลงมาเหมือนกัน แต่ต้องอดทนเลี้ยงต่อไป ซึ่งส่วนใหญ่ผมจะขายอยู่ที่ 130 บาท ต่อกิโลกรัม หากไม่ได้ราคานี้ผมไม่ขาย เลี้ยงต่อไป ยิ่งเลี้ยง ยิ่งโต ยิ่งได้ผลตอบแทนดี ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับตัวเราเอง” คุณโหยบ กล่าวทิ้งท้าย