Archive: Posts Tagged ‘เลี้ยงปลาในกระชัง’

ยกระดับปลาช่อนทะเลแข่งแซลมอน

No comments November 13th, 2008

ปลาช่อนทะเล

รวมพลังรุกยกระดับ”ช่อนทะเล” แข่งแซลมอน-หนุนตั้งกลุ่มเลี้ยง

ประมงชายฝั่งเมืองภูเก็ตเตรียมเฮ เมื่อพ่อเมืองพร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งยกระดับ “ปลาช่อนทะเล” เป็นสินค้าประจำเมืองภูเก็ต แข่งกับปลาแซลมอนของสแกนดิเนเวีย

หลังปีที่ผ่านมามียอดส่งออกตลาด ต่างประเทศกว่า 80 ตัน พร้อมหนุนส่งเสริมการรวมกลุ่มเลี้ยงในกระชัง และประสานเอกชนหาตลาดให้ โดยเน้นตลาดต่างประเทศเป็นหลัก

นายปรีชา เรืองจันทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต กล่าวถึงการส่งเสริมการเลี้ยงปลาชายฝั่ง หรือปลาน้ำลึกของ จ.ภูเก็ตว่า เป็นอีกมิติของภูเก็ต โดยขณะนี้ได้มีการส่งเสริมการเลี้ยงปลาช่อนทะเล ซึ่งมีการทดลองเลี้ยงจำนวน 3 กระชังใหญ่ แต่ละกระชังจะปล่อยปลาที่มีขนาด 40 กรัม ลงเลี้ยงในอัตราความหนาแน่น 1 หมื่นตัว จากนั้นเมื่อมีขนาดโต 0.8-1 กิโลกรัม จะแยกเลี้ยงแต่ละกระชัง กระชังละ 5,000 ตัว ระยะเวลาการเลี้ยง 7-8 เดือน มีน้ำหนัก 3-4 กิโลกรัมจึงจับขายได้ เพราะหากปล่อยนานกว่านั้นปลาจะมีขนาดใหญ่และน้ำหนักมาก ซึ่งจะทำให้เป็นภาระในการจำหน่าย

“จากที่พูดคุยกับคณะทำงาน วางแผนจะยกระดับปลาช่อนทะเลให้เป็นสินค้าประจำเมืองภูเก็ต ซึ่งอาจแข่งกับปลาแซลมอนของสแกนดิเนเวีย หรืออาจมีสเต๊กปลาช่อน ที่สู้กับปลาแซลมอนของสแกนดิเนเวียได้ เพราะเนื้อหรือว่าสิ่งต่างๆ มีประโยชน์ไม่แพ้กัน โดยทางประมงและเจ้าหน้าที่ได้มีการศึกษาสารอาหารในตัวปลาแล้วเห็นว่ามี ประโยชน์จริงๆ รวมทั้งยังส่งเสริมให้ชาวประมงนำไปประกอบอาชีพ และเป็นตัวอย่างสำหรับพื้นที่ชายฝั่งอื่นๆ ด้วย”

นายปรีชาได้ตั้งข้อสังเกตว่า การเลี้ยงปลาช่อนทะเลในกระชัง หากมองในส่วนของชาวบ้านคงไม่สามารถทำโดยลำพังได้ แต่จะต้องมีการรวมกลุ่มกัน เพราะจะต้องมีการหาตลาดมารองรับ และต้องเป็นในรูปของอุตสาหกรรม ดังนั้นจะต้องให้ภาคเอกชนเข้ามาช่วยเรื่องการหาตลาด โดยเฉพาะตลาดต่างประเทศ ดังนั้นจะต้องมีความร่วมมือระหว่างภาครัฐที่ต้องเข้าไปส่งเสริมการเลี้ยง การรวมตัวของชาวบ้าน และภาคเอกชนในการนำผลผลิตออกจำหน่าย

นายทวี จินดามัยกุล ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งภูเก็ต กล่าวว่า ปัจจุบันการเลี้ยงปลาช่อนทะเลยังมีไม่มากนัก ซึ่งขณะนี้นอกจากการทดลองเลี้ยงแล้ว ยังได้มีการศึกษาว่าจะส่งเสริมให้ชาวบ้านรวมกลุ่มกันเลี้ยงเพื่อให้เกิดเป็น อุตสาหกรรมได้อย่างไร ที่สำคัญคือ เรื่องของตลาดต้องให้มีความมั่นใจก่อน ทางกรมประมงพร้อมที่จะเข้าไปส่งเสริมและให้ความรู้อยู่แล้ว

ส่วนการตลาดนั้น นายทวีกล่าวว่า มีทั้งเยอรมนี ยุโรปและสิงคโปร์ ซึ่งปีที่แล้วได้ส่งออกไปแล้วประมาณ 82 ตัน เบื้องต้นเป็นการเปิดตลาด ต่อจากนั้นก็จะได้ส่งเสริมในส่วนของโรงงานอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก ส่วนของตลาดในประเทศนั้นยังไม่เป็นที่นิยมมากนัก เนื่องจากยังไม่เป็นที่รู้จัก โดยที่มีการวางจำหน่ายจะเป็นในส่วนของห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ เช่น แม็คโคร โลตัส ภัตตาคารใหญ่ ร้านอาหารญี่ปุ่น เป็นต้น

การเลี้ยงปลาช่อนทะเลในกระชัง

สำหรับการเลี้ยงปลาช่อนทะเลในกระชังขนาดใหญ่ในทะเลลึก เป็นโครงการนำร่องโดยความช่วยเหลือจากรัฐบาลนอร์เวย์ โดยกระชังทำด้วยท่อ HDPE เส้นผ่าศูนย์กลาง 15 เมตร เส้นรอบวง 50 เมตร ลึก 6 เมตร เลี้ยงในระดับน้ำลึก 20 เมตร ปล่อยขนาด 40 กรัม ลงเลี้ยงในอัตราความหนาแน่น 8 ตัวต่อตารางเมตร (1 หมื่นตัวต่อกระชัง) เลี้ยงด้วยอาหารเม็ด จนมีขนาดโต 0.8-1 กิโลกรัม จึงคัดขนาดเพื่อลดความหนาแน่น 50% โดยเหลือกระชังละ 5,000 ตัว ขณะนี้กำลังวิจัยจำนวน 3 กระชัง ซึ่งปลาโตเร็วเมื่อมีอายุ 7 เดือน จะมีขนาด 3-4 กิโลกรัม จึงสามารถจับไปจำหน่ายได้

สาลินี ปราบ

การเลี้ยงปลานิลในกระชัง

1 comment November 1st, 2008

การเพาะเลี้ยงปลานิลในกระชัง

ขยายผลการเพาะเลี้ยงปลานิลในกระชังสู่เกษตรกร

กว่า 30 ปีที่ปลานิลเข้ามาในประเทศ ไทย มีการเพาะขยายพันธุ์ การปรับปรุงพัฒนาสายพันธุ์ปลานิลตลอดมา โดยใช้ชื่อสายพันธุ์ในประเทศไทยว่าจิตรลดา (CHITRALADA) นอกจากนี้ ในประเทศไทยยังมีปลานิลสีแดง ซึ่งเป็นการกลายพันธุ์มาจากการผสมข้ามพันธุ์ระหว่าง ปลานิลกับปลาหมอเทศ ซึ่งนอกจากสีภายนอกที่แตกต่างจากปลานิลธรรมดาแล้ว ภายในตัวปลาที่ผนังช่องท้องยังเป็นสีขาวเงินคล้ายผนังช่องท้องของปลากิน เนื้อและสีของเนื้อปลาเป็นสีขาวชมพูคล้ายเนื้อปลาทะเล เรียกว่า “ปลานิลแดง”

การเพาะเลี้ยงปลาในกระชัง หมายถึง การเพาะพันธุ์ การอนุบาล หรือการเลี้ยงปลา ให้เพิ่มปริมาณด้านจำนวนตัวหรือเพื่อให้เจริญเติบโตมีน้ำหนักและขนาดเพิ่ม ขึ้น เพาะเลี้ยงในภาชนะที่โปร่ง น้ำสามารถลอดผ่านได้ ลอยหรือแขวนอยู่ในแหล่งน้ำ ตัวกระชังถูกยึดไม่ให้เคลื่อนที่ โดยผูกติดอยู่กับหลัก หรือโครงกระชังที่วางอยู่บนแพหรือวัสดุที่ใช้เป็นทุ่นลอยน้ำ การเลี้ยงปลาในกระชัง มีปลาและสัตว์น้ำหลายชนิดที่สามารถเลี้ยงได้ดีในกระชัง ซึ่งจากการทดลองศึกษาพบว่า ปลานิลสามารถทำได้ทุกกิจกรรมโดยไม่มีความจำเป็นต้องใช้บ่อเลย

ปัจจุบันกระชังเลี้ยงปลามีการพัฒนารูปแบบและวัสดุที่ใช้ทำกระชังไปหลากหลาย ตามแต่วัตถุประสงค์ กระชังที่ใช้เลี้ยงปลา สามารถแบ่งออกได้ 2 รูปแบบ คือ กระชังประจำที่และกระชังลอยน้ำ รูปร่างของกระชังที่ใช้เลี้ยงปลานิล โดยทั่วไปจะเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสและสี่เหลี่ยมผืนผ้า เพราะทำได้ง่าย การจัดวางก็ไม่ยุ่งยากและการถ่ายเทของน้ำได้ดี ขนาดกระชังที่ใช้ขึ้นอยู่กับความต้องการและขนาดพื้นที่ที่วางกระชัง ขนาดที่นิยมใช้ คือ 2x2x2 เมตร และขนาด 5x5x2 เมตร เพราะเมื่อนำไปวางผูกติดกับแพหรือทุ่นลอยที่มีโครงทำด้วยเหล็กแป๊บจะวางได้พอดี และเป็นขนาดที่การจัดการดูแล การจับทำได้สะดวก และทำฝาปิดด้วยเนื้ออวนเช่นเดียวกับกระชังเพื่อป้องกันนกกินปลาและป้องกัน ปลากระโดดออกนอกกระชังหรือปลาภายนอกกระโดดเข้ามาในกระชัง

ปลานิลกินอาหารในช่วงเวลากลางวันได้ดีกว่ากลางคืน และเนื่องจากปลานิลเป็นปลาที่ไม่มีกระเพาะอาหารจริงจึงกินอาหารได้ทีละน้อยและย่อยได้ช้าจึงควรให้ อาหารครั้งละน้อยแต่บ่อยครั้ง การเลี้ยงปลานิลในกระชัง ถ้าเป็นการเลี้ยงปลาเพศเดียวหรือการเลี้ยงปลานิลเพศผู้ ที่เลี้ยงแบบการพัฒนา ส่วนใหญ่จะได้ปลาที่มีอัตราการเจริญเติบโตและขนาดสม่ำเสมอ สามารถจำหน่ายสู่ท้องตลาดได้ราคาดีกว่าการเลี้ยงปลานิลรวมเพศปลานิลจะมีน้ำหนักประมาณ 2-3 ตัวต่อกิโลกรัม ซึ่งเป็นขนาดที่ตลาดต้องการ

ปัจจุบันมีการส่งออกปลานิลกันมากขึ้น ในรูปของปลาแช่แข็งทั้งตัว โดยเฉพาะการแปรรูปเป็นปลาแล่เนื้อแช่แข็ง ประเทศที่นำเข้า เช่น สหรัฐอเมริกา อิตาลี ฝรั่งเศส ออสเตรเลีย เป็นต้น แต่มีข้อแม้ว่าปลาที่เลี้ยงได้จะต้องมีขนาดโต น้ำหนักประมาณ 400 กรัมขึ้นไป และไม่มีสารตกค้างในเนื้อปลา และข้อกีดกันทางการค้าของบางประเทศ เกี่ยวกับการใช้ฮอร์โมนในการเปลี่ยนเพศปลา กลิ่นสาบหรือกลิ่นโคลนในตัวปลานิลที่เลี้ยงในบ่อดินมักจะไม่เกิดขึ้นกับการ เลี้ยงปลานิลในกระชังที่มีการเลี้ยงแบบพัฒนาดังที่กล่าวมา.

การเลี้ยงปลาช่อนทะเล

No comments October 19th, 2008

ปลาช่อนทะเล เลี้ยงง่าย โตเร็ว ตลาดเปิดกว้าง

ตลาดปลาช่อนทะเลมีทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ด้วยว่ารสชาติเนื้อของปลาชนิดนี้อร่อยไม่ต่างไปจากปลาเศรษฐกิจทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นปลากะพงและปลาเก๋า

คนญี่ปุ่นนิยมบริโภคเนื้อปลาชนิดนี้ มาก ซึ่งส่วนใหญ่จะนำไปทำซาเซมิหรือกินกันอย่างสดๆ เนื่องจากเนื้อเป็นสีขาว จึงเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวาง

ปลาช่อนทะเล (Rachycentron canadum) หรือที่รู้จักในชื่อ black kingfish, black salmon, ling, lemon fish, crabeaters, aruan tasek และอื่นๆ เป็นปลาทะเล จัดอยู่ในกลุ่ม perciform เป็นปลาเพียงชนิดเดียวในครอบครัว Rachycentridae

ในธรรมชาติปลาช่อนทะเลเป็นปลาผิวน้ำ กินปู หมึก ปลา เป็นอาหาร โดยปกติเป็นปลาที่อยู่เดี่ยวๆ ยกเว้นในช่วงผสมพันธุ์จะมารวมกันตามแนวหิน ซากปรักหักพัง ท่าเรือ แนวก่อสร้าง บางครั้งยังอพยพไปปากแม่น้ำและป่าชายเลนเพื่อหาอาหาร

ข้อมูลจากกรมประมงระบุไว้ว่า ปลาตัวผู้จะสมบูรณ์เพศเมื่ออายุ 2 ปี ส่วนในตัวเมียอายุ 3 ปี ซึ่งการผสมพันธุ์วางไข่จะรวมกลุ่มบริเวณชายฝั่ง ในช่วงเดือนเมษายน-กันยายน โดยใช้เวลา 1-2 สัปดาห์

ปลาชนิดนี้วาง ไข่ผิวน้ำ ซึ่งจะล่องลอยเป็นอิสระตามกระแสน้ำจนกว่าฟักเป็นตัว ในช่วงสัปดาห์แรกลูกปลายังไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ รอจนกว่าตาและปากได้พัฒนา

ปลาช่อนทะเลในวัยเจริญพันธุ์มีหางแบบเว้าลึก (fork) หรือแบบเสี้ยวพระจันทร์ (lunate) ส่วนของครีบมีสีน้ำตาลเข้ม เป็นปลาที่ไม่มีถุงลม

ส่วน หัวแบน ตามีขนาดเล็ก ขากรรไกรล่างยื่นยาวกว่าขากรรไกรบนเล็กน้อย มีฟันแบบ villiform อยู่บนขากรรไกร ลิ้น และเพดานปาก ลำตัวเรียบมีเกล็ดขนาดเล็ก ลำตัวมีสีน้ำตาลเข้มแล้วจางเป็นสีขาวบริเวณส่วนท้อง ด้านข้างลำตัวมีแถบสีน้ำตาลเข้มเป็นแนวยาว 2 แถบ ซึ่งจะเห็นแถบได้ชัดในช่วงฤดูผสมพันธุ์วางไข่ ครีบหลังอันแรกเป็นหนามแหลมสั้น เรียงแยกกันเป็นอิสระ 6-9 อัน

ประเทศ เวียดนาม ประสบความสำเร็จในการเพาะขยายพันธุ์ปลาชนิดนี้มาก และสามารถส่งสินค้าไปยังตลาดต่างประเทศได้ อาทิ สหรัฐอเมริกา และจีน เป็นต้น

ส่วนประเทศไทยนั้นก็สามารถเพาะขยายพันธุ์ปลาช่อนทะเลได้ เหมือนกัน แต่ส่วนใหญ่อยู่ในบ่อทดลองของกรมประมง ยังไม่มีการส่งเสริมเลี้ยงกันอย่างแพร่หลาย

ปลาช่อนทะเล เป็นปลาที่โตเร็ว ภายในเวลา 1 ปี จะมีน้ำหนักตัว 3-4 กิโลกรัมั้และ 8-10 กิโลกรัม ภายใน 2 ปี

ที่ ชุมชนบางพัฒน์ ตำบลบางเตย อำเภอเมือง จังหวัดพังงา เดิมมีการเลี้ยงปลาช่อนทะเลกันค่อนข้างมาก แต่เดี๋ยวนี้มีน้อย เนื่องจากประสบกับปัญญหาคลื่นยักษ์ถล่มในช่วงสึนามิ ทำให้กระชังพังเสียหาย และหลายคนไม่มีเงินลงทุนเพียงพอ ประกอบกับปลาชนิดนี้กินอาหารเก่งด้วย

คุณ โหยบ วาหะรักษ์ โทร. (084) 744-4344 ผู้เลี้ยงปลาช่อนทะเลในกระชัง เล่าย้ำว่า “เดิมปลาชนิดนี้เลี้ยงไว้ดูเล่นในกระชังเท่านั้น แต่มีนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นมาเห็นและถ่ายรูปกลับไป ปรากฏว่าหลังจากนั้นมีการสั่งซื้อเข้ามา ทำให้ชาวบ้านที่นี่ตื่นตัวเลี้ยงกันมาก กลายเป็นสัตว์เศรษฐกิจตัวใหม่แทนปลาเก๋า ปลากะพงไปเลย แต่เมื่อมีสึนามิเกิดขึ้น ความเสียหายก็มาเยือน ปลาช่อนทะเลที่เลี้ยงไว้ในกระชังก็ไปกับกระแสน้ำทั้งหมด”

กระชัง เลี้ยงปลาช่อนทะเลของคุณโหยบก็ไม่แตกต่างกับเพื่อนบ้าน เดิมเลี้ยงไว้ 5-6 กระชัง และปลาเก๋า ปลากะพงอีกนับสิบๆ กระชัง เสียหายทั้งหมด

คุณโหยบ เริ่มต้นใหม่หลังคลื่นลมสงบ โดยสร้างกระชังเลี้ยงปลาเก๋าและปลากะพงเป็นหลัก ส่วนปลาช่อนทะเลเป็นงานเสริมเพียง 1-2 กระชัง ด้วยว่ายังมีเงินลงทุนค่อนข้างน้อยนั่นเอง

“ผมเริ่มต้นใหม่ แต่ก็มีความหวัง เพราะว่าจับปลาขายแต่ละครั้งได้กำไรหลายหมื่นบาท โดยเฉพาะปลาช่อนทะเล เนื่องจากเจริญเติบโตเร็ว และอาหารที่ให้ปลากินนั้นก็สามารถออกวางอวนจับปลาธรรมชาติมาได้ส่วนหนึ่ง ทำให้ประหยัดต้นทุนการเลี้ยงได้เยอะเลย” คุณโหยบ กล่าว

กระชังเลี้ยง ปลาของคุณโหยบอยู่หลังบ้าน ทุกๆ วัน จะนำอาหารไปให้ปลากินวันละ 1 ครั้ง พร้อมกับตรวจดูสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้น อาทิ สุขภาพปลา และกระชังเลี้ยงปลาแข็งแรงหรือไม่ ฯลฯ หากตรวจพบก็จะรีบหาหนทางแก้ไขปัญหาในทันที

“เราปล่อยทิ้งไปไม่ได้ เพราะว่าลงทุนในการเลี้ยงปลาแต่ละรุ่นมันสูง เกิดความเสียหายขึ้น หมดทั้งเงินและกำลังใจ ผมอยากให้ประสบความสำเร็จทุกรุ่น ดังนั้น ทุกอย่างที่เกิดขึ้นเรามองข้ามไม่ได้เลย”

กระชังเลี้ยงปลาของเขาคุณโหยบทำด้วยไม้เนื้อแข็ง ขนาดกว้าง 3 เมตร ยาว 3 เมตร และลึก 2 เมตร โดยใช้โฟมเป็นทุ่นรองรับน้ำหนัก

ปล่อยปลาช่อนทะเลลงเลี้ยง 50 ตัว ต่อกระชัง ส่วนปลาเก๋าและปลากะพง 100-150 ตัว ต่อกระชัง

“เหตุที่เราปล่อยปลาช่อนทะเลน้อยกว่า เพราะว่ามันเป็นปลาที่โตเร็ว เลี้ยงเพียง 2 ปี ก็ได้น้ำหนักมากขึ้น 8-10 กิโลกรัม ในขณะที่ปลาเก๋าและปลากะพงมีน้ำหนักเพียง 1 กิโลกรัมเศษ ต่อปี เท่านั้นเอง”

พันธุ์ ปลาที่นำมาปล่อยเลี้ยงในกระชังนั้น ส่วนใหญ่จับมาจากธรรมชาติเกือบทั้งหมด โดยคุณโหยบให้เหตุผลว่า แข็งแรงกว่าปลาที่เพาะขยายพันธุ์จากโรงเพาะฟัก เนื่องจากไม่มีการขนย้ายและสภาพน้ำที่เลี้ยงก็ไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ทำให้สุขภาพปลาทุกตัวแข็งแรงมาก

กล่าวสำหรับปลาช่อนทะเลนั้น หากจับจากธรรมชาติไม่เพียงพอ คุณโหยบก็เปิดรับซื้อจากเพื่อนบ้านด้วย ในราคาตัวละ 80-100 บาท (ขนาดความยาว 8-10 นิ้ว) ซึ่งส่วนใหญ่จับได้พร้อมกับปูม้า ที่ชาวบ้านออกไปวางอวนทุกวัน

หลังจากปล่อยปลาช่อนทะเลลงเลี้ยงในกระชัง 3 วัน คุณโหยบก็จะหาอาหารให้กิน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นพวกปลาข้างเหลือง ปลาทู หรือปลาเป็ด

“ช่วงแรกๆ เราจะสับอาหารหรือปลาข้างเหลืองให้เป็นชิ้นเล็กๆ ก่อน เพราะว่าปลาช่อนปากยังไม่ใหญ่ โดยให้กินอาหารละ 3-5 กิโลกรัม ต่อวัน แต่เมื่อย่างเข้าเดือนที่สอง ก็สับอาหารให้ชิ้นใหญ่ และเพิ่มปริมาณมากขึ้น เป็น 10 กิโลกรัม ต่อกระชัง”

เดือนที่สาม เพิ่มปริมาณอาหารเป็น 12 กิโลกรัม ต่อกระชัง และเดือนที่สี่ เป็น 15 กิโลกรัม หลังจากนั้น ปรับอาหารขึ้นเล็กน้อย เฉลี่ยเดือนละ 1 กิโลกรัม

“ปลาพวกนี้กินอาหารเยอะ มีเท่าไรหมด ดังนั้น ผมจะให้กินเพียงประทังชีวิตและเจริญเติบโตไปเรื่อยๆ ซึ่งเมื่ออาหารครบ 1 ปี ก็จะได้น้ำหนักอยู่ที่ประมาณ 4-5 กิโลกรัม ต่อตัว และกินอาหารวันละ 20 กิโลกรัม ต่อวัน เท่านั้น”

เลี้ยงครบ 2 ปี ได้น้ำหนักเฉลี่ยอยู่ที่ 10 กิโลกรัม ต่อตัว โดยกินอาหารวันละ 25-30 กิโลกรัม ต่อวัน

“จริงๆ แล้ว เราเลี้ยงปลาช่อนทะเล 1 ปี โดยให้อาหารเต็มที่ คือกินจนอิ่ม ก็สามารถเจริญเติบโตได้น้ำหนักเป็น 10 กิโลกรัม เหมือนกัน แต่ในความเป็นจริงนั้นผมทำไม่ได้ เพราะว่าเงินทุนหมุนเวียนมีน้อย จึงค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป บางวันก็ออกไปหาอาหารปลาตามท้องทะเลเอง หากไม่เพียงพอก็ขอซื้อจากเพื่อนบ้านในกิโลกรัมละ 12 บาท ซึ่งสูงกว่าเมื่อก่อนไปประมาณ 5-6 บาท เนื่องจากน้ำมันแพง ทำให้พวกปลาเล็ก ปลาน้อย แพงตามไปด้วย ดังนั้น ต้นทุนหลักๆ ของการเลี้ยงปลาช่อนทะเลนั้นอยู่ที่อาหาร ใครอยากยึดอาชีพหรือเลี้ยงปลาชนิดนี้ต้องคำนึงถึงเรื่องนี้ให้ดีก่อน” คุณโหยบ กล่าว

คุณโหยบ เลี้ยงปลาช่อนทะเลมาหลายรุ่นแล้ว แต่ละรุ่นส่วนใหญ่ประสบความสำเร็จ ทั้งนี้ไม่เพียงเจริญเติบโตดีเท่านั้น แต่ยังปราศจากจากโรคระบาดด้วย

“ปลาช่อนทะเล ตลาดเปิดกว้างทั้งในและนอกประเทศ แต่บางครั้งถ้าผลผลิตจากทะเลออกสู่ตลาดมาก ก็ทำให้ราคารับซื้อร่วงลงมาเหมือนกัน แต่ต้องอดทนเลี้ยงต่อไป ซึ่งส่วนใหญ่ผมจะขายอยู่ที่ 130 บาท ต่อกิโลกรัม หากไม่ได้ราคานี้ผมไม่ขาย เลี้ยงต่อไป ยิ่งเลี้ยง ยิ่งโต ยิ่งได้ผลตอบแทนดี ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับตัวเราเอง” คุณโหยบ กล่าวทิ้งท้าย