Archive: Posts Tagged ‘เทคโนโลยีการเกษตร’

เปิดตัวเวบไซต์รับจองกล้าไม้สักสายพันธุ์เสาชิงช้าอย่างเป็นทางการ

6 comments August 1st, 2009

งานแถลงข่าวเปิดตัวเว็บไซต์รับจองกล้าไม้ตามโครงการปลูกต้นสักสายพันธุ์เสาชิงช้าอย่างเป็นทางการ
งานแถลงข่าวเปิดตัวเว็บไซต์รับจองกล้าไม้ตามโครงการปลูกต้นสักสายพันธุ์เสาชิงช้าอย่างเป็นทางการ ณ ห้องรัตนโกสินธุ์ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เมื่อวันพุธที่ 29 กรกฎาคม 2552

กรมป่าไม้ กทม. ไบโอเทค เปิดตัวเว็บไซต์รับจองกล้าไม้ตามโครงการปลูกต้นสักสายพันธุ์เสาชิงช้าอย่างเป็นทางการ ณ ห้องรัตนโกสินธุ์ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร
เมื่อวันพุธที่ 29 กรกฎาคม 2552 โดยมีนายสุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พร้อมด้วย ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นายศักดิ์สิทธิ์ ตรีเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รศ.ดร.ศักรินทร์ ภูมิรัตน ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ร่วมแถลงข่าวเปิดตัวเว็บไซต์ดังกล่าว

รายงานโดย : ส่วนประชาสัมพันธ์และเผยแพร่
วันที่ : 29 กรกฎาคม 2552

เปิดให้ประชาชนทั่วไปและหน่วยงานต่าง ๆ จองกล้าไม้สักสายพันธุ์เสาชิงช้าได้แล้วที่เวบไซต์

http://www.klasakmongkol.org/main.php

ค้นพบยีนควบคุมความหอมในข้าว

No comments July 28th, 2009

ยีนควบคุมความหอมในข้าว
นักวิจัย มก. เจ๋ง พบยีนความหอมในข้าว

นักวิจัยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ค้นพบยีนควบคุมความหอมในข้าว มีประโยชน์อย่างยิ่งต่อประเทศไทยในการปกป้องการนำยีนความหอมไปใช้ประโยชน์ในเชิงการค้า และสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการควบคุมการผลิตสารหอมในข้าว ซึ่งนำไปสู่การปรับปรุงพันธุ์ข้าว

ผลงานการค้นพบที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาพันธุ์ข้าวดังกล่าวนี้ เป็นของ รศ.ดร.อภิชาติ วรรณวิจิตร และคณะวิจัยจากหน่วยปฏิบัติการค้นหาและใช้ประโยชน์ยีนข้าว ศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าว มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ร่วมกับศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

รศ.ดร.อภิชาติ วรรณวิจิตร เผยว่า การวิจัยค้นหายีนความหอมของข้าวขาวดอกมะลิ เริ่มทำการทดลองในปี 2537 ที่ศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าว มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ขั้นตอนแรก การหาตำแหน่งยีนข้าวว่าอยู่โครโมโซมแท่งที่เท่าไร โดยใช้เวลาในการวิจัยประมาณ 4 ปี เพราะตำแหน่งที่อยู่ของยีนตัวนี้คือโครโมโซมแท่งที่ 8 มีอาณาเขตที่ยีนตัวนี้อยู่ที่ประมาณ 4.5 ล้านเบส ซึ่งก็กว้างมาก จากนั้นได้ดำเนินการต่อเนื่องอีก 3 ปี โดยร่วมกับนานาชาติในการถอดรหัสจีโนมของข้าวญี่ปุ่น ทำให้ได้ข้อมูลของสาธารณะเข้ามาในการวิจัย จึงลดขนาดพื้นที่การทำงานลงได้มาก

“เราได้แสดงให้เห็นว่าชิ้นส่วนของสารพันธุกรรม ซึ่งมีขนาดไม่กี่ร้อยเบสที่อยู่ในข้าวที่ไม่หอม เช่น ข้าวนิปปอนบาร์เลย์ หรือข้าวญี่ปุ่น ก็ผลิตสารหอมได้ปริมาณเท่ากับข้าวหอมมะลิ แต่รับประทานอร่อยไม่เหมือนกัน เป็นการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ว่า ชิ้นส่วนของสารพันธุกรรมชิ้นนี้มีความสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการสร้างสารหอม เราก็มาศึกษาในองค์ความรู้ว่ามันทำอย่างไร มีปฏิกิริยาเคมีอย่างไร ขั้นตอนการผลิตอย่างไร”

รศ.ดร.อภิชาติ เผยต่อว่า การถอดรหัสพันธุกรรมของข้าวขาวดอกมะลิ 105 โดยพบยีนควบคุมความหอมในข้าวที่มีความโดดเด่น คือมีกลิ่นหอมคล้ายใบเตย หรือกลิ่นข้าวโพดคั่ว โดยสารที่ทำให้เกิดความหอมในต้นและเมล็ดข้าว เรียกว่า 2 AP หรือ CS 2 AP ซึ่งเป็นสารที่ยังไม่เคยมีผู้ใดค้นพบมาก่อน โดยกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ไทยชุดนี้ ได้ค้นพบยีนความหอมเป็นครั้งแรกในเดือนสิงหาคม 2547 ซึ่งได้ยื่นจดสิทธิบัตรและได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการจากสำนักงานสิทธิบัตร และเครื่องหมายการค้าแห่งสหรัฐอเมริกา เมื่อวันจันทร์ที่ 15 มกราคม 2551 ที่ผ่านมา

“การค้นพบยีนความหอมในข้าวนี้จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย เพราะทำให้เข้าใจสิ่งที่เราไม่เข้าใจมาก่อนว่าทำไมปลูกข้าวในสภาพนี้ถึงไม่หอม เราประสบปัญหานี้มาตลอด การวิจัยครั้งนี้เราจะได้รู้ว่ายีนตัวนี้มันทำงานตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมที่เครียด เช่น อากาศเย็น ดินเค็มมาก ความแห้งแล้ง ยีนนี้ก็จะทำงานมากขึ้น ถ้าควบคุมการทำงานตรงนี้ได้ก็ทำให้ข้าวมีกลิ่นหอมมากขึ้น”

หัวหน้าทีมวิจัยคนเดิมยังระบุด้วยว่า เทคโนโยลีการควบคุมการทำงานของยีนควบคุมความหอม CS 2 AP นี้ สามารถนำไปใช้ปรับปรุงข้าวที่ปราศจากกลิ่นหอมสายพันธุ์อื่นๆ ได้ รวมถึงสามารถนำยีนตัวนี้ไปใช้ผลิตสารหอมกับพืชอื่นๆ ที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ และมีกลไกการทำงานของยีนที่คล้ายคลึงกันกับข้าวได้ เช่น ข้าวสาลี ข้าวโพด และมะพร้าว เป็นต้น การค้นพบนี้จะช่วยป้องกันไม่ให้มีการพัฒนาข้าวหอมแปลงพันธุ์ (Genetically Modified Organism) ขึ้นอีก ซึ่งจะช่วยให้ข้าวหอมไทยสามารถดำรงพันธุ์อยู่ได้อีกยาวนาน

ความสำเร็จในการวิจัยของทีมนักวิจัยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และสวทช.ในครั้งนี้ จึงนับเป็นการเปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของวงการวิจัยด้านข้าวของประเทศไทยให้เป็นที่ประจักษ์ในระดับโลกและส่งเสริมให้เกิดการวิจัยที่ก้าวหน้ายิ่งขึ้นไป

komchadluk

การเลี้ยงเป็ดในโรงเรือนระบบปิด

3 comments July 23rd, 2009

การเลี้ยงเป็ดในโรงเรือนระบบปิด
ใช้เทคโนฯ เลี้ยงเป็ดระบบปิด อีกก้าวธุรกิจ เอส.ที.ดี.เจริญฟาร์ม
การใช้โรงเรือนระบบปิด หรืออีแวป ในการเลี้ยงสัตว์ปีกอย่างเช่น ไก่ แม้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่สำหรับการเลี้ยงเป็ดกระทงเพิ่งมีเป็นครั้งแรก หลังบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ นำเทคโนโลยีการเลี้ยงจากอิสราเอลมาใช้กับบริษัทคู่ค้าเลี้ยงเป็ดในโรงเรือน และใช้ระบบคอมพิวเตอร์ควบคุมการเลี้ยงในทุกขั้นตอนและสามารถตรวจสอบย้อนกลับ ได้ จนเป็นที่ยอมรับจากลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ

“เราลงทุนกับธุรกิจนี้ประมาณ 85 ล้าน กู้จากธนาคาร 30% และเงินส่วนตัวอีก 70% มีทั้งหมด 16 โรงเรือน โรงเรือนละ 12,000 ตัว รวม 192,000 ตัว ทางซีพีเอฟมีการประกันราคาเป็ดของเราเอาไว้ที่กิโลกรัมละ 47.67 บาท โดยมีต้นทุนต่อตัว 95 บาท รายได้เมื่อหักค่าใช้จ่ายแล้วจะได้กำไรตัวละ 2 บาท คาดจะสามารถคืนทุนได้ภายใน 7 ปี”

อนุชา จิรายุสกมล ผู้บริหารทายาทรุ่นที่ 2 ของ เอส.ที.ดี.เจริญฟาร์ม เลขที่ 1 หมู่ 7 ต.บ่อทอง อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี มองโอกาสทางธุรกิจในการเลี้ยงเป็ดกระทงด้วยระบบโรงเรือนปิด โดยก่อนที่จะเข้าร่วมเป็นบริษัทคู่ค้าของซีพีเอฟ ได้รับความเสียหายในการเลี้ยงเป็ดไม่ต่ำกว่า 5% เนื่องจากเป็นการเลี้ยงแบบฝากทุ่ง แต่หลังจากที่เข้ารับคำแนะนำและร่วมเซ็นสัญญากับซีพีเอฟ ทำให้อัตราความเสียหายลดลงไม่เกิน 2.5%

เขายอมรับว่า การตัดสินใจลงทุนฟาร์มเลี้ยงเป็ดในครั้งนี้เป็นเพราะมองเห็นโอกาสอันดีใน ธุรกิจและเชื่อมั่นในเทคโนโลยีการเกษตรที่ซีพีเอฟถ่ายทอดให้อย่างไม่ปิดบัง ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงเป็ดด้วยคอมพิวเตอร์ การปฏิบัติตามหลักเอลนิมอล เวลแฟร์ ระบบการป้องกันโรค รวมถึงการติดตามให้คำปรึกษา ตลอดจนการประกันราคาผลผลิต ทำให้ฟาร์มเลี้ยงเป็ดมีความเสี่ยงน้อยลง

สำหรับวิธีการเลี้ยงนั้นจะมีการส่งอาหารจากไซโลเก็บอาหารเป็ดความจุ 7 ตัน จำนวน 2 ใบต่อ 1 โรงเรือนตลอดเวลา เพื่อให้เป็ดมีการเจริญเติบโตเร็ว โดยมีพนักงานคอยดูแลโรงเรือนละ 1 คน และพนักงานทั่วไปอีกจำนวน 27 คน ซึ่งระยะเวลาในการเลี้ยงจะแบ่งเป็น 4 ระยะ โดยระยะแรกใช้เวลา 6-7 วัน หรือ 8-9 วัน โดยจะมีพนักงานคอยให้อาหาร 3 เวลาและมีการสุ่มตรวจน้ำหนัก ส่วนระยะที่ 2 ใช้เวลา 30 วัน มีพนักงานเข้าไปตรวจภายในโรงเรือนเพียงแค่วันละ 2 ครั้ง คือ เช้าและเย็น

ส่วนระยะที่ 3 ใช้เวลา 10-14 วัน ซึ่งเป็นระยะที่เป็ดได้รับการฉีดวัคซีน โดยผู้เลี้ยงต้องมีการตรวจเช็กดูว่าเป็ดมีการแพ้วัคซีนที่ฉีดให้หรือไม่ จากนั้นจึงเข้าสู่ระยะสุดท้าย ใช้เวลาประมาณ 30-40 วัน ซึ่งเป็นระยะที่อันตรายที่สุดของการเลี้ยงเป็ด เพราะหากเป็ดเกิดป่วยหรือได้รับความเสียหายก็จะทำให้ผู้เลี้ยงขาดทุนทันที

ขณะที่ ดวงมนู ลีลาวณิชย์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโสด้านกิจการไก่กระทงและเป็ดกระทง บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ระบุว่าซีพีเอฟถือผู้นำในธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารที่มีเทคโนโลยีการ ผลิตชั้นสูง มีมาตรฐานในระดับสากลและด้วยแนวคิดการสร้างงานสร้างอาชีพให้แก่เกษตรกร ตลอดจนผลักดันให้เกิดผู้ประกอบการรุ่นใหม่ส่งวงการปศุสัตว์ไทย ทำให้ซีพีเอฟมุ่งเน้นการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่บริษัทมีอยู่ให้แก่เกษตรกรและ ผู้ประกอบการ สร้างผลผลิตป้องโรงงานแปรรูป

“ในอดีตที่ผ่านมาซีพีเอฟมีการส่งเสริมการเลี้ยงเป็ดสู่เกษตรกรรายย่อย เป็นจำนวนมาก โดยใช้วิชาการและเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วยพัฒนาปรับปรุงกระบวนการเลี้ยง ภายใต้โครงการซีพีเอฟพัฒนาสู่ระบบฟาร์มปิดตั้งแต่ 10 ปีที่แล้ว เมื่อเกิดวิกฤติไข้หวัดนกในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ฟาร์มของเกษตรกรเหล่านี้จึงไม่มีปัญหาได้รับผลกระทบแต่อย่างใด” ดวงมนู กล่าว

ปัจจุบันซีพีเอฟมีผลผลิตเป็ดกระทงทั้งหมดจำนวน 4 แสนตัวต่อสัปดาห์ เป็นผลผลิตที่เกิดจากฟาร์มเป็นของบริษัทเองจำนวน 10 ฟาร์ม ฟาร์มของเกษตรกรรุ่นใหม่อีก 10 ฟาร์มและอีกส่วนหนึ่งเป็นเป็ดจากฟาร์มของเกษตรกรรายย่อยที่เลี้ยงในโรงเรือน ระบบปิดนั่นเอง

สุรัตน์ อัตตะ
komchadluk

การเลี้ยงไส้เดือนดิน

1 comment July 15th, 2009

การเพาะเลี้ยงไส้เดือนดินสำหรับผลิตปุ๋ยอินทรีย์
เพาะเลี้ยงไส้เดือนดินผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพ

“ไส้เดือนดิน” จัดอยู่ในกลุ่มผู้ย่อยสลายซากอินทรีย์ในระบบนิเวศ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ตามที่อยู่อาศัยและนิสัยในการกินอาหารคือ ไส้เดือนดินที่อาศัยอยู่ตามผิวดินหรือใต้ซากอินทรีย์ และไส้เดือนดินที่อาศัยอยู่ใต้ดินโดยการขุดรูอยู่ โดยไส้เดือนดินที่อยู่ตามผิวดินหรือใต้ซากอินทรีย์จะมีประสิทธิภาพในการย่อยสารอินทรีย์ในดินได้ดีกว่า และมีการขยายพันธุ์ที่รวดเร็วกว่าด้วย โดยทั่วไปในธรรมชาติไส้เดือนดินมีอายุที่ยาวนาน ตั้งแต่ 4-10 ปีขึ้นอยู่กับชนิดของไส้เดือนดิน แต่เมื่อนำมาเพาะเลี้ยงมักพบว่าไส้เดือนดินมีอายุสั้นลง โดยทั่วไปจะมีอายุเฉลี่ยไม่เกิน 2 ปี

สภาพแวดล้อมเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเจริญเติบโตของไส้เดือนดิน ประกอบด้วย 1.ความชื้น ไส้เดือนดินแต่ละชนิดจะเจริญเติบโตได้ดีในความชื้นที่แตกต่างกัน เช่น ความชื้นที่เหมาะสมต่อไส้เดือนดินที่อาศัยอยู่ใต้ดินคือ 40-70% ส่วนไส้เดือนดินที่อาศัยใต้กองมูลสัตว์หรือซากอินทรีย์จะเจริญเติบโตได้ดีที่ความชื้น 70-80% เป็นต้น 2.อุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของไส้เดือนดิน อยู่ในช่วง 15-28 องศาเซลเซียส โดยไส้เดือนดินในเขตร้อนจะทนต่ออุณหภูมิสูงได้ดีกว่าไส้เดือนดินในเขตอบอุ่น 3.ความเป็นกรด-ด่างของดินมีผลต่อไส้เดือนดิน โดยทั่วไปความเป็นกรด-ด่างที่เหมาะสมต่อไส้เดือนดินอยู่ในช่วง 6.0-8.0 อย่างไรก็ตามพบว่าไส้เดือนดินบางชนิดสามารถอาศัยอยู่ในสภาพที่เป็นกรดจัดได้ (3.7-4.7) 4.ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ไส้เดือนดินจะสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ในดินที่มีความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ระหว่าง 0.01-11.5% ถ้ามีปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อยู่สูงกว่าที่กำหนดจะเป็นอันตรายต่อไส้เดือนดิน

จากลักษณะการกินอาหาร (ซากอินทรีย์) และการอยู่อาศัยของไส้เดือนดิน ทำให้มีประโยชน์ต่อดินในแง่ของการย่อยสลายซากอินทรีย์ในดิน ทำให้ดินมีธาตุอาหารและสาร ต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช รวมทั้งการเคลื่อนที่ไปหาอาหารของไส้เดือนดินเป็นการไชชอนดิน ทำให้ดินมีความร่วนซุย มีการระบายของน้ำและการแพร่กระจายของอากาศในดินได้ดี จึงเป็นประโยชน์ต่อสิ่งมีชีวิตในดินไม่ว่าจะเป็นพืช จุลินทรีย์ และสัตว์ขนาดเล็กอื่น ๆ

วัตถุประสงค์ของการนำไส้เดือนดินมาเพาะเลี้ยงในประเทศไทย มีจุดมุ่งหมายอยู่ 2 ประการคือ ประการแรกเป็นอาหารสัตว์ ประการที่สอง คือนำมาใช้ย่อยสลายวัสดุเหลือทิ้งจากภาคการเกษตรและอาหารเพื่อผลิตเป็นปุ๋ยอินทรีย์ เช่น เศษผัก ผลไม้หรือมูลสัตว์ เป็นต้น

วิธีการเพาะเลี้ยงไส้เดือนดินสำหรับผลิตปุ๋ยอินทรีย์มีด้วยกันหลายชนิด โดยสามารถเลือกได้ตามความเหมาะสมดังนี้

1. การเลี้ยงไส้เดือนดินในภาชนะต่าง ๆ เช่น กระถางปลูกต้นไม้ ลังไม้ หรือบ่อซีเมนต์เป็นต้น เป็นการเลี้ยงขนาดเล็ก และทำได้ทุกครัวเรือน ใช้พื้นที่น้อย การดูแลง่าย แต่ปริมาณปุ๋ยอินทรีย์ที่ได้ก็น้อยตามขนาดของภาชนะที่เลี้ยง

2. การเลี้ยงไส้เดือนดินในภาชนะเป็นชั้น ๆ เช่น ชั้นไม้ หรือชั้นตู้พลาสติก เป็นต้น เป็นการเลี้ยงที่ใช้พื้นที่จำกัดได้ดี แต่มีข้อจำกัดคือต้องใช้แรงงานในการจัดการค่อนข้างมากและสิ้นเปลืองเวลา

3. การเลี้ยงไส้เดือนดินแบบแปลง กลางแจ้ง เป็นการเลี้ยงไส้เดือนดินที่ใช้เทคนิคง่าย ๆ ด้วยการตั้งกองอาหารเป็นแปลงสำหรับ เลี้ยงไส้เดือนดิน คลุมอาหารของไส้เดือนดินด้วยฟางและตาข่าย สำหรับป้องกันสัตว์มาคุ้ยเขี่ย แต่มีข้อจำกัดตรงที่ไส้เดือนดินสามารถเลื้อยหนีออกได้ง่ายเมื่อสภาวะไม่เหมาะสม เช่น อาหารหมดหรือน้ำท่วม เป็นต้น

4. การเลี้ยงไส้เดือนดินในโรงเรือน เป็นการเลี้ยงที่นิยมสำหรับฟาร์มเกษตรกรส่วนใหญ่ เพราะสามารถจัดการสภาพแวดล้อมต่าง ๆในการเลี้ยงไส้เดือนดินได้ง่าย เช่น การก่อบล็อกสำหรับทำซองหรือคอกเลี้ยงไส้เดือนดิน โรงเรือนจะมีขนาดเล็กหรือใหญ่ขึ้นอยู่กับต้นทุนของผู้เลี้ยงไส้เดือนดินเป็นหลัก

5. การผลิตไส้เดือนดินแบบอัตโนมัติ เป็นการเลี้ยงไส้เดือนดินอย่างเป็นระบบ ทำให้จัดการได้ง่าย แต่มีข้อจำกัดตรงที่ต้นทุนสูงมาก ดังนั้นต้องมีการศึกษาพันธุ์ที่เหมาะสม เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงที่สุด

ปุ๋ยอินทรีย์ที่ได้จากไส้เดือนดินมีอยู่ 2 ชนิดคือ ปุ๋ยอินทรีย์ชนิดแห้งและปุ๋ยอินทรีย์ชนิดน้ำ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของวัตถุดิบหรืออาหารที่ใช้ โดยทั่วไปถ้าเป็นจากเศษพืชหรือผักจะได้ปุ๋ยอินทรีย์ทั้งชนิดน้ำและแห้ง แต่มีปริมาณน้อย ส่วนมูลสัตว์จะได้ปริมาณปุ๋ยอินทรีย์ที่มากกว่า แต่ไม่ได้ปุ๋ยอินทรีย์ชนิดน้ำ

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สถานีวิจัยลำตะคอง วว. เลขที่ 333 หมู่ 12 ถนนมิตรภาพ ต.หนองสาหร่าย อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา 30130 โทร. 0-4439-0107, 0-4439-0150 , 08-1999-4770 โทรสาร 0-4439-0150 อีเมล lamtakhong@tistr.or.th, momtree_k@tistr.or.th

dailynews

ประโยชน์ของทุเรียน

No comments July 14th, 2009

ทุเรียน
ทุเรียน ราชาผลไม้ ให้ประโยชน์มากกว่าที่คิด

ช่วงนี้ผลไม้ออกสู่ตลาดมากมาย ที่เห็น ๆ โดดเด่นเป็นสง่าดูเหมือนจะเป็นทุเรียน ในวัยเยาว์ได้กลิ่นทุเรียนทีไรต้องหันหน้าหนีอย่างฉับพลัน พลางคิดว่า คนเรารับประทานทุเรียนเข้าไปได้อย่างไรกันหนอ กลิ่นฉุนเฉียวอย่างรุนแรงซะขนาดนั้น ต่างกับปัจจุบันที่สามารถรับประทานได้วันละลูกขนาดกลาง ๆ ยิ่งรับประทานในที่ลับตาคนยิ่งอร่อยเพราะจะได้ลุยได้เต็มที่!

ทุเรียนได้ชื่อว่าเป็นราชาแห่งผลไม้ ทุเรียนมีมากกว่า 30 ชนิด มีอย่างน้อย 9 ชนิดที่รับประทานได้ ทุเรียนมีสายพันธุ์ประมาณ 100 สายพันธุ์ให้ผู้บริโภคเลือกรับประทาน ในประเทศไทยพบทุเรียนอยู่ 5 ชนิด มิใช่ว่าจะมีแต่เพียงเนื้อนุ่ม รสชาติอร่อยเพียงอย่างเดียว คุณค่าอย่างอื่นของทุเรียนก็มีด้วยไม่ว่าจะเป็น คาร์โบไฮเดรต ใยอาหาร ไขมัน โปรตีน น้ำ เบต้าแคโรทีน วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 ไนอะซิน วิตามินซีแคลเซียม เหล็ก ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม

นอกจากนั้นทุเรียนยังเป็นผลไม้ที่มีน้ำตาลสูงทั้งยังอุดมไปด้วยกำมะถันและคอเลส เตอรอล ไม่เหมาะสำหรับผู้ป่วยเบาหวานเพราะหากกินเข้าไประดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นอย่างรวดเร็วยังทำให้ร้อนในและรู้สึกไม่สบายเนื้อไม่สบายตัว

ในตำราสมุนไพรไทย กล่าวไว้ว่า ส่วนต่าง ๆ ของทุเรียนสามารถนำมาใช้เป็นยาได้ โดยใบมีรสขม, เย็นเฝื่อน มีสรรพคุณแก้ไข้, แก้ดีซ่าน, ขับพยาธิ และทำให้หนองแห้ง เนื้อทุเรียนมีรสหวาน, ร้อน มีสรรพคุณให้ความร้อน, แก้โรคผิวหนัง, ทำให้ฝีแห้ง และขับพยาธิ เปลือกทุเรียนมีรสฝาดเฝื่อนใช้สมานแผล, แก้น้ำเหลืองเสีย, พุพอง, แก้ฝี, ตาน, ซาง, คุมธาตุ, แก้คางทูม และไล่ยุงและแมลง ส่วนรากมีรสฝาดขมใช้แก้ไข้และแก้ ท้องร่วง

คนในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แถวบ้านเรา ลาว เขมร พม่า นี่แหละ เชื่อว่าทุเรียนมีคุณสมบัติให้ความร้อนซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะเหงื่อออกมากกว่าปกติ วิธีโบราณที่จะลดผลกระทบจากความร้อนนี้คือรินน้ำลงในเปลือกทุเรียนหลังจากเนื้อถูกรับประทานแล้วและดื่มน้ำนั้น อีกวิธีคือรับประทานทุเรียนไปพร้อมกับมังคุดซึ่งถูกคิดว่ามีคุณสมบัติให้ความเย็น มีความเชื่อโบราณที่ห้ามผู้หญิงมีครรภ์หรือคนที่มีความดันเลือดสูงรับประทานทุเรียน

ในบางที่เชื่อว่าทุเรียนจะเป็นอันตรายเมื่อรับประทานร่วมกับกาแฟหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ อันนี้บ้านเราเองก็เชื่อ เขาว่า ห้ามกินเหล้ากับทุเรียน เพราะมัน “ร้อน” ทั้งคู่ เดี๋ยวหลับไม่ตื่น ฟื้นไม่มี…คือบางทีรับประทานทุเรียนเพียงอย่างเดียวก็อาจตายได้ หากรับประทานมากเกินไป ไม่รู้จักความพอดี ฉะนั้น อะไร ที่มันมากเกินไปมันก็ไม่ดี เดินสายกลางดีกว่าพระท่านสอนไว้

เรื่องนี้สิสำคัญ สำหรับบางคนนะ คือ ชาวชวาเชื่อว่าทุเรียนมีคุณสมบัติกระตุ้นความต้องการทางเพศเขาบอกว่า “ทุเรียนตก โสร่งถกขึ้น” อุ๊ย…มิน่าล่ะ!

นอกจากนี้แล้ว ทุเรียนยังสามารถนำไปแปรรูปและทำอาหารได้หลากหลายชนิด เช่น ทุเรียนกวนอันนี้ก็อร่อย ทุเรียนกรอบก็มี แยมทุเรียนก็ได้ นอกจากอาหารหวานแล้ว อาหารคาวก็นำทุเรียนมาทำได้ ก็ทุเรียนอ่อนไงนำมาแกงได้

เปลือกทุเรียนที่เราเคยเห็นเขาทิ้งเขาขว้างหลังจากที่ปอกเปลือกให้เราแล้ว เชื่อไหมว่า เขาสามารถนำเปลือกทุเรียนมาทำเป็นกระดาษได้ โดยนักวิจัยจากกลุ่มวิจัยพัฒนาการแปรรูปผลิตผลเกษตร สำนักวิจัยและพัฒนาวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลิตผลเกษตร กรมวิชาการเกษตร

เปลือกทุเรียนเมื่อแปรรูปเป็นกระดาษแล้วมีคุณภาพเด่นเฉพาะตัว คือให้เส้นใยนุ่มและเหนียวกว่าเนื้อกระดาษสา สามารถนำไปผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ได้หลายชนิด นอกจากนี้ยังสามารถผสมเส้นใยของผัก ผลไม้ต่าง ๆ กับเปลือกทุเรียนในการทำกระดาษ จะทำให้ได้กระดาษ ที่มีคุณสมบัติโดดเด่นเฉพาะตัวต่างกันไป เช่น เปลือกมังคุดได้สีม่วงธรรมชาติ เปลือกแก้วมังกรจะได้กระดาษสีม่วงธรรมชาติและผิวสัมผัสนุ่ม ใบเตยจะได้กระดาษที่มีกลิ่นหอมและมีสีเขียว หากสนใจทำกระดาษจากเปลือกทุเรียนน่าจะสอบถามได้ที่ ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี จ.จันทบุรี

มิใช่แต่กรมวิชาการเกษตรเท่านั้น ที่อื่นเขาก็ทำกัน เช่น นักศึกษาจาก ภาควิชาเทคโนโลยี การพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ทำกระดาษจากเยื่อเปลือก ทุเรียนขึ้น มีลวดลายในตัวจากหนามทุเรียน โดดเด่นไม่เหมือนใคร คุณภาพดีเหมาะแก่การนำมาทำเป็นบรรจุภัณฑ์

ผู้ที่สนใจอยากทราบรายละเอียดเพิ่มเติมของกระดาษเปลือกทุเรียนคุณภาพสูงสามารถติดต่อได้ที่ ภาควิชาเทคโนโลยีการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ มจธ.

จีร์ ศรชัย
dailynews