Archive: Posts Tagged ‘เกษตรอินทรีย์’

การเลี้ยงกบในกล่องโฟม

11 comments July 2nd, 2009

การเลี้ยงกบในกล่องโฟม
ใช้กล่องโฟมเลี้ยงกบระบบปิด ประหยัดเนื้อที่-ปลอดสารพิษ

หลังประสบความสำเร็จอย่างงดงามในการเลี้ยงกบคอนโด ซึ่งใช้ยางรถยนต์มาเรียงต่อกันเป็นชั้นๆ ประหยัดเนื้อที่การเลี้ยง และกบยังเติบโตได้รวดเร็ว ล่าสุด “ฉะอ้อน เผนโคกสูง” ซึ่งได้รับการยอมรับเป็นปราชญ์ชาวบ้าน ต.หนองไข่น้ำ อ.เมือง จ.นครราชสีมา คิดวิธีเลี้ยงกบแบบใหม่ “กบกล่องโฟมคอนโด” ซึ่งใช้กล่องโฟมเลี้ยง พบว่ายิ่งประหยัดพื้นที่เลี้ยง แถมสะดวกในการที่จะวางตรงไหนก็ได้ ง่ายต่อการดูแล ที่สำคัญปลอดสารพิษด้วย

ฉะอ้อนบอกว่า ก่อนหน้านี้ได้ใช้ยางรถยนต์ที่เหลือมาซ้อนกันเป็นชั้นราว 4-5 เส้น สำหรับเลี้ยงกบ พบว่าประสบผลสำเร็จได้เป็นอย่างดี กบโตเร็ว ลงทุนน้อยเพราะนำยางรถยนต์ที่เหลือใช้ ใช้พื้นที่ไม่มากนัก แต่กระนั้นก็คิดว่าน่าจะหาวิธีที่ใช้พื้นที่น้อยกว่า วางเลี้ยงตรงไหนก็ได้ที่คิดว่ามีข้อจำกัดน้อยกว่าการใช้ยางรถยนต์ จึงลองนำกล่องโฟมมาเลี้ยงทดลองเลี้ยงพบว่าดีกว่าการใช้ยางรถยนต์ตรงที่โฟม ดูแลง่ายกว่า

ส่วนการเลี้ยงกบในกล่องโฟมคอนโด ฉะอ้อนบอกว่า ก่อนอื่นต้องหากล่องโฟมขนาดกว้าง 40 ซม.ยาว 60 ซม. สูง 30 ซม. โดยหาซื้อได้จากห้างสรรพสินค้า ที่ห้างใช้ใส่ผักผลไม้มาวางจำหน่าย ราคากล่องละ 80 บาท แต่ต้องเลือกกล่องโฟมที่ใช้ในการใส่ผักและผลไม้เท่านั้น เนื่องจากกล่องโฟมเหล่านี้จะไม่ก่อให้เกิดสารพิษตกค้างเมื่อนำมาใช้เป็นสถาน ที่เลี้ยงกบ และต้องเลือกดูว่ากล่องโฟมไม่มีการรั่วซึมหรือไม่

จากนั้นนำมาทำความสะอาดและดัดแปลงโดยการเจาะรูรอบกล่องทั้ง 4 ด้านเพื่อให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก นำเทปกาวมาติดยึดฝากล่องให้พับปิดเปิดได้ แล้วเจาะรูด้านบนฝากล่อง ตัดปากขวดน้ำดื่มพลาสติก ยัดใส่ลงไปในรูที่เจาะไว้เพื่อใช้เป็นที่ให้อาหาร เมื่อหาที่วางกล่องเรียบร้อย ใส่น้ำลงไปให้สูงประมาณ 1 ซม. นำกบจากบ่ออนุบาลที่มีอายุ 2 เดือนใส่กล่องละ 100 ตัว ไปวางไว้ในโรงเรือนหรือที่ใดก็ได้ แต่ห้ามไปตั้งกลางแจ้งหรือถูกแดดเด็ดขาดเพราะจะทำให้กบร้อนตายได้

เพื่อประหยัดเนื้อที่ นำกล่องโฟมตั้งซ้อนกันไว้แต่ไม่ควรเกิน 4 ชั้น เพราะจะสะดวกต่อการให้อาหาร โดยการให้อาหารกบก็จะใช้หัวอาหารปลาดุกโตวันละ 2 มื้อ เช้า-เย็น ส่วนการเปลี่ยนถ่ายน้ำก็ควรจะเปลี่ยน 2 วันต่อครั้ง เพื่อไม่ให้น้ำสกปรก ส่วนการเปลี่ยนน้ำก็ทำได้ง่ายๆ โดยการแง้มฝากล่องแล้วเทน้ำออกจากนั้นก็นำสายยางสอดลงไปในที่ให้อาหาร ปล่อยน้ำเข้ากลับไปเหมือนเดิม จากนั้นหมั่นตรวจดูการเจริญเติบโตของกบทุก 2 สัปดาห์ และคัดแยกกบที่โตช้ากว่าตัวอื่นๆ ออก เนื่องจากหากปล่อยไว้กบจะกัดกันและเป็นแผลซึ่งอาจทำให้เกิดโรคตามมาได้

กบในกล่องโฟม

กระทั่งกบอายุได้ 4 เดือน ก็ให้แยกกบออกจนเหลือ 50-60 ตัว เนื่องจากกบจะเริ่มโต หากปล่อยไว้จะทำให้แออัดกบจะกัดกัดตายได้ จากนั้นก็ดูแลไปอีก 2 เดือน ก็สามารถจับไปขายได้แล้ว กบก็จะมีน้ำหนักอยู่ที่ตัวละ 400-500 กรัม ขายในท้องตลาดกิโลกรัมละ 150 บาท

“การเลี้ยงกบกล่องโฟมทำได้ง่าย สะดวกมาก เพราะกล่องมีน้ำหนักน้อย ง่ายต่อการเคลื่อนย้าย ยกเปลี่ยนน้ำได้สะดวก ถือเป็นการเลี้ยงระบบปิดทำให้กบปลอดจากโรค ประหยัดเนื้อที่ เพียงแต่มีพื้นที่ 4×6 ตารางวา ก็จะเลี้ยงกบได้ถึง 5,000 ตัวเลยทีเดียว” ฉะอ้อนกล่าว

นับเป็นอีกหนึ่งวิธีในการเลี้ยงกบที่ผู้สนใจสามารถนำไปทดลองเลี้ยงได้ โดยเฉพาะคนเมืองซึ่งมีเนื้อที่น้อยได้ก็สามารถใช้ประโยชน์จากการเลี้ยงกบ เพื่อสร้างรายได้เสริมอีกทางหนึ่งด้วย

ประสิทธิ์ ตั้งประเสริฐ
komchadluk

น้ำส้มสายชูจากข้าวอินทรีย์

1 comment June 25th, 2009

น้ำส้มสายชู จาก ข้าวอินทรีย์
นำข้าวอินทรีย์ผลิต “น้ำส้มสายชู” ต่อยอดผักปลอดฯ สู่ยี่ห้อ “ปลูกรัก”

“ไทย ออแกนิก ฟาร์ม” ภายใต้การนำของ กานต์ ฤทธิ์ขจร ผจก.ทั่วไป พลิกผืนนารกร้างทำเกษตรอินทรีย์ หวังคนไทยได้รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ปราศจากสารเคมี เพื่อสุขภาพที่แข็งแรงภายใต้แบรนด์ “ไร่ปลูกรัก” ล่าสุดเพิ่มไลน์ใหม่พัฒนา “สูตรน้ำส้มสายชูจากข้าวอินทรีย์” ต่อยอดผลิตภัณฑ์สู่มือผู้บริโภค

กานต์ ฤทธิ์ขจร ผจก.ทั่วไป ไทย ออแกนิก ฟาร์ม (Thai Organic Farm) ผู้ผลิตและจำหน่ายผักสดอินทรีย์ ภายใต้แบรนด์ “ไร่ปลูกรัก” กล่าวถึงการทำฟาร์มเกษตรอินทรีย์ว่า เพื่อตอบสนองในเรื่องความสะอาด ความปลอดภัย ความยั่งยืนไม่เบียดเบียนธรรมชาติ จึงได้ปรับพื้นที่นาร้างที่มีอยู่ 60 ไร่ อ.บางแพ จ.ราชบุรี พัฒนาเป็นไร่เกษตรอินทรีย์ โดยใช้ชื่อว่า “ไร่ปลูกรัก”

“ฟาร์มแห่งนี้ผลิตผักออแกนิกภายใต้มาตรฐานไอโฟม (IFOAM : International Federation of Organic Agriculture Movements) และมาตรฐานเกษตรอินทรีย์สหภาพยุโรป (EU REGULATION) นอกจากนี้ ผลิตผลของฟาร์มยังได้รับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์จากสำนักงานมาตรฐาน เกษตรอินทรีย์แห่งประเทศไทย (มกท.) ทำให้จำหน่ายได้ทั้งในและต่างประเทศ”

ถึงวันนี้ “ไร่ปลูกรัก” ดำเนินการมาเป็นปีที่ 10 กลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่มีศักยภาพในการใช้จ่าย เพราะสินค้าค่อนข้างมีราคาจากข้อจำกัดและขั้นตอนการบำรุงรักษา อีกทั้งการไม่ใช้สารเคมีในการบำรุง หรือใช้ฮอร์โมนเร่งการเติบโตทำให้ธุรกิจเกษตรอินทรีย์ไม่สามารถแข่งขันด้าน การตลาดได้มากนัก

จากปัจจัยดังกล่าว กานต์ บอกว่า “ไร่ปลูกรัก” จึงต้องการขยายตลาด โดยมุ่งเน้นผลิตภัณฑ์ผักดอง พริกดอง และผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์อื่นๆ ที่ใช้น้ำส้มสายชูหมักเป็นวัตถุดิบ เพราะปัจจุบันยังไม่มีการผลิตที่ชัดเจน และเป็นการต่อยอดผลผลิตจากผักสด ปี 2550 การผลิตน้ำส้มสายชูจากข้าวเกษตรอินทรีย์จึงเกิดขึ้นเป็นทางเลือกให้แก่กลุ่ม คนรักสุขภาพ

“การผลิตน้ำส้มสายชูจากข้าวอินทรีย์จึงเริ่มขึ้นจากการความช่วยเหลือของ โครงการสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมไทย (iTAP) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) มี รศ.วรวุฒิ ครูส่ง จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เป็นที่ปรึกษา”

กระบวนการผลิตน้ำส้มสายชูดังกล่าว กานต์ บอกว่า สำเร็จลุล่วงด้วยดี ทั้งการออกแบบและวางแผนการผลิต ตั้งแต่ขั้นตอนการหมักข้าวอินทรีย์ให้เป็นน้ำตาลด้วยเชื้อรา การหมักไวน์ข้าวอินทรีย์ด้วยหัวเชื้อยีสต์บริสุทธิ์ การหมักน้ำส้มสายชูจากไวน์ข้าวเกษตรอินทร์ด้วยหัวเชื้อน้ำส้ม โดยอาศัยระบบการหมักในถังหมักน้ำส้มสายชูต้นแบบ ขณะนี้อยู่ระหว่างขอรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) คาดว่ากลางปีนี้จะออกสู่ตลาดได้

“เราเคยนำผลิตภัณฑ์น้ำส้มสายชูที่ผลิตขึ้นไปโรดโชว์ยังต่างประเทศ ได้ผลตอบรับค่อนข้างดี โดยเฉพาะลูกค้าทางยุโรป ตอนนี้ได้สั่งออเดอร์บ้างแล้ว เนื่องจากผลิตภัณฑ์ของเรามีรสชาตินุ่มไม่บาดคอเหมือนน้ำส้มสายชูจากองุ่น หรือแอปเปิ้ลที่นิยมผลิตกันในปัจจุบัน” เจ้าของไร่ปลูกรัก กล่าว

กานต์ ยังกล่าวถึงการที่เลือกข้าวเกษตรอินทรีย์มาเป็นวัตถุดิบผลิตน้ำส้มสายชูว่า เพราะหาได้ง่ายในประเทศ ที่สำคัญยังไม่มีใครผลิต อีกทั้งแหล่งเพาะปลูกก็มีจำนวนมาก ขณะเดียวกันก็มีโครงการต่อยอดคือ การผลิตน้ำจิ้มไก่อินทรีย์สำเร็จรูป ที่เน้นใช้วัตถุดิบที่ปลูกในไร่ปลูกรักมาผลิต โดยมีนางทัศณีย์ ปิ่นแก้ว จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ เป็นที่ปรึกษาโครงการ

ไทย ออแกนิก ฟาร์ม จึงเป็นอีกตัวอย่างของเกษตรอินทรีย์ที่ประสบความสำเร็จครบวงจร แต่ตั้งแรกเริ่มที่ไม่ใช้สารเคมี ไปจนถึงการแปรรูปผักอินทรีย์เป็นเครื่องปรุงรส สอดรับนโยบาย “ครัวไทยสู่ครัวโลก” สนใจเรื่องราวรายละเอียด “ไร่ปลูกรัก” สอบถามได้ที่โทร.0-2641-5366

ธานี กุลแพทย์
komchadluk

อบรมการปลูกผักไฮโดรโพนิกส์

3 comments June 9th, 2009

การปลูกผักไฮโดรโพนิกส์
ถึงคิวเรียนปลูกผักไฮโดรฯ

ช่วงนี้ “คม ชัด ลึก ฝึกอาชีพ” พาผู้สนใจฝึกอบรมอาชีพนอกสถานที่บ่อยครั้ง ทั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อให้ผู้เรียนได้ศึกษาเรียนรู้หาประสบการณ์จากสถานที่จริงๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นอาชีพที่เกี่ยวเนื่องกับภาคเกษตรเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นเทคนิคการเพาะเห็ดโคนญี่ปุ่นหรือเห็ดยานางิ ไปเรียนกันที่ จ.ชัยภูมิ หรือการจัดสวนหย่อมสไตล์รีสอร์ท ซึ่งยกพลกันไปเรียนที่รังสิต-นครนายก คลอง 15 อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี เมื่อวันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน ที่ผ่านมา ซึ่งได้รับความสนใจผู้คนสนใจเข้าร่วมโครงการอย่างคับคั่ง

แล้วก็วันอาทิตย์ที่ 14 มิถุนายนที่จะถึงนี้ เราจะเปิดหลักสูตร “เทคนิคการปลูกผักไฮโดรโพนิกส์เพื่อธุรกิจ-แบบประหยัด” มีทั้งปลูกในโรงเรือนและในกล่องโฟมสี่เหลี่ยมที่ทำขึ้นเอง โดยหลักสูตรดังกล่าวนี้เราก็จะยกพลกันไปเรียนกันที่ “สวนแม่บัวหลวง ไฮโดรโพนิกส์” ของคุณอรรถพร สุบุญสันต์ อ.ลาดบัวหลวง จ.ปทุมธานี เพื่อจะได้เห็นของจริง ฝึกทดลองปฏิบัติกันอย่างจริงๆ จังๆ

เนื้อหาการสอนจะเน้นทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ ที่จะฝึกให้ทุกคนสามารถแปลงกล่องโฟมสี่เหลี่ยมให้กลายเป็นแปลงปลูกผักไฮโดรโพนิกส์อย่างง่ายได้ ซึ่งแปลงปลูกแบบนี้เหมาะสำหรับคนเมือง มีพื้นที่ใช้สอยน้อย เช่น คอนโดมิเนียม ทาวน์เฮ้าส์ หรือบ้านเดี่ยวที่มีเนื้อที่ใช้สอยไม่มากนัก โดยมุ่งเน้นปลูกเพื่อรับประทานกันเองในบ้าน ซึ่งการลงทุนปลูกจะใช้งบประมาณ 300-400 บาทต่อกล่องโฟม 1 ใบเท่านั้น

นอกจากได้เรียนรู้เทคการทำโรงเรือนในหลากหลายรูปแบบแล้ว วิทยากรก็ยังวิธีการปลูกผักไฮโดรฯ แต่ละชนิด ซึ่งมีทั้งผักสลัดและผักทั่วไป วิธีการป้องกันโรคและแมลงตลอดจนการคำนวณต้นทุนและมุมมองเรื่องของการวางแผนการตลาดสำหรับพืชผักประเภทนี้ด้วยสำหรับผู้ที่คิดจะลงทุนในเชิงธุรกิจ ส่วนหลักสูตรเกี่ยวกับอาหารก็มีหลายวิชาเด็ดที่ผู้สนใจไม่ควรพลาดเช่นกัน

อย่างวันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน มีเปิดสอนการทำก๋วยเตี๋ยวปลาต้มยำน้ำข้น-เย็นตาโฟทรงเครื่อง-ข้าวต้มปลา หลักสูตรเดียวมีสอนถึง 3 เมนู โดยคุณสมพล สืบสมาน เจ้าของร้านเกาเหลาเลือดหมู ย่านสวนหลวง กทม. และน้ำปั่นสุขภาพ (Smootie) เพื่อการค้า โดยสมศักดิ์ แผนสท้าน เจ้าของร้านจาโร่เม่ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ

ส่วนวันอาทิตย์ที่ 14 มิถุนายน ก็มีการทำอาหารญี่ปุ่น 3 อย่างคือ ซาซิมิ ซูชิ และมากิ ซึ่งจะเน้นการแล่ปลาดิบเป็นหลัก โดยคุณณัฐนันท์ พึ่งบูญ เจ้าของร้าน “ไรวินทร์” และสุดท้ายการทำกุยช่าย 4 ไส้ 4 รส ได้แก่ กุยช่ายเผือก หน่อไม้ และมันแกว ากร้านกุยช่ายเจ้าเก่าย่านตลาดพลู กทม. แต่หลักสูตรอาหารทั้งหมดจะเรียนที่อาคารเนชั่น ถ.บางนา-ตราด (กม.4.5) แขวงและเขตบางนา กทม.

สนใจสอบถามรายละเอียดและสำรองที่นั่งได้ที่โทร.0-2338-3356-7 พร้อมรับสิทธิ์สมาชิก “คม ชัด ลึก” ฟรี 1 เดือน

สุรัตน์ อัตตะ
komchadluk

การทำปุ๋ยหมัก

No comments June 4th, 2009

เกษตรอินทรีย์
ทำ ‘ปุ๋ยหมัก’ ใช้เอง ลดต้นทุน ตลาดต้องการผลผลิต

ล่องใต้คราวที่แล้วกับกรมส่งเสริมการเกษตร เขาพาแวะไปดู ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง สำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 5 ที่ได้จัดทำแปลงพืชผักเศรษฐกิจ เพื่อเป็นแหล่งศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ให้แก่เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร เกษตรกร และผู้สนใจทั่วไปที่เข้ามาศึกษาหาความรู้ในแปลงเรียนรู้หลายรูปแบบ ทั้ง แปลงอิฐบล็อก เพื่อปลูกผักเนื่องจากสภาพพื้นที่ ดิน และข้อจำกัดด้านแรงงาน ทำให้ต้องจัดทำแปลงอิฐบล็อกขึ้นมาปลูกผัก ซึ่งผู้ที่สนใจจะต้องนำไปดัดแปลงให้เหมาะสมกับพื้นที่ของตนเองภายใต้ความประหยัด ลดต้นทุน และเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ โดยผักที่ปลูก ประกอบด้วย ผักบุ้ง ผักกวางตุ้ง ผักกาดขาว ปลูกพืชผักในล้อยางเก่า โดยนำล้อยางรถยนต์เก่าวางริมถนนในบริเวณสำนักงานและแปลง เรียนรู้ฯ กว่า 100 ล้อ และปลูกพืชผัก ได้แก่ มะเขือ เปราะ มะเขือยาว พริก ถั่วฝักยาว และแตงกวา จัดทำซุ้มฟักแฟงและอุทยานผักพื้นบ้าน โดยนำพืชตระกูลฟักและสมุนไพร ได้แก่ น้ำเต้าจีน น้ำเต้าขาควาย ฟักเขียว แฟง ฟักเงิน ฟักทอง ขิง ข่า ตะไคร้ โหระพา มาปลูกไว้อย่างสวยงาม ปลูกไม้ผลไม้ยืนต้น ได้แก่ กล้วยน้ำว้า กล้วยหอมทอง มะละกอ และไผ่หวาน โดยปลูกบริเวณริมรั้ว และพื้นที่ว่างรอบ ๆ สำนักงาน…ฉะนั้น ใครไปเยี่ยมชมก็จะได้อะไรดี ๆ ไปใช้ในสวนในไร่ของตนเอง อย่างแน่นอน

แต่ที่น่าสนใจที่จะนำมาเสนอวันนี้คือเรื่องของ การทำปุ๋ยหมักไว้ใช้ในแปลง เนื่องจากปัจจุบันทั่วโลกหันมาบริโภคพืชผักที่ผลิตโดยระบบอินทรีย์กันมากขึ้น เกษตรกรก็ปรับตัวโดยการหันมาใช้สารอินทรีย์ในการปรับปรุงบำรุงพืชผัก มิฉะนั้นจะขายไม่ออก หากอยากจะขายออกก็ต้อง ทำตามสมัยนิยม จริงไหม

ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง สำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 5 ได้นำการทำปุ๋ยหมักสูตรต่าง ๆ มาทำและใช้ในแปลงพืชผัก และ พืชอื่น ๆ โดยมีสูตรการทำ ดังนี้

การทำโบกาฉิ ประกอบด้วย มูลสัตว์ 1 ปี๊บ แกลบดิบ 1 ปี๊บ รำละเอียด 1 ปี๊บ จุลินทรีย์ (EM) 2 ช้อนโต๊ะ กากน้ำตาล 2 ช้อนโต๊ะ น้ำ 10 ลิตร

ขั้นตอนวิธีทำ คือ

1. นำมูลสัตว์ แกลบ ผสมให้เข้ากันแล้วคลุกเคล้ากับรำละเอียด นำไปหมักในกอง

2. ผสม EM กับน้ำและกากน้ำตาลแล้วนำไปราดบนกองปุ๋ยหมักให้ทั่ว

3. กลับกองปุ๋ยหมักทุกวันแล้วปิดด้วยกระสอบป่านทิ้งไว้ 7 วัน ก็สามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อไปได้

การนำโบกาฉิไปใช้ประโยชน์

พืชผัก ใช้ประมาณ 1-3 กิโลกรัม/8 ตารางเมตร เดือนละ 1 ครั้ง หรือใช้ปรับปรุงดินทุกครั้งที่เริ่มเตรียมดินปลูกใหม่ บำรุงรักษา เพื่อลำต้นและใบแข็งแรง ถั่วฝักยาว แตงกวา ใช้ประมาณ กิโลกรัม/1 ล้อยางเดือนละ 1 ครั้ง บำรุง รักษา เพื่อลำต้นและใบแข็งแรง มะเขือ และ พริกขี้หนู ใช้ประมาณ กิโลกรัม/1 ลูกล้อยาง เดือนละ 1 ครั้ง บำรุงรักษา เพื่อลำต้นและใบแข็งแรง ฟักแฟง บวบ และ น้ำเต้า ใช้ประมาณ กิโลกรัม ต่อ 1 หลุม เดือนละ 1 ครั้ง บำรุงรักษา เพื่อ ลำต้นและใบแข็งแรง

การทำปุ๋ยหมักแห้ง 24 ชั่วโมง ประกอบ ด้วย หญ้าแห้งหรือใบไม้แห้ง 10 กิโลกรัม โบกาฉิ 5 กิโลกรัม รำละเอียด 5 กิโลกรัม จุลินทรีย์ (EM) 2 ช้อนโต๊ะ กากน้ำตาล 2 ช้อนโต๊ะ น้ำ 10 ลิตร

ขั้นตอนวิธีทำ มีดังนี้

1. นำหญ้าแห้งหรือใบไม้แห้ง โบกาฉิ ผสมให้เข้ากันแล้วคลุกเคล้า กับรำละเอียด แล้วนำไปหมักในกอง

2. ผสม EM กับน้ำและกากน้ำตาลแล้วนำไปราดบนกองปุ๋ยหมักให้ทั่ว

3. กลับกองปุ๋ยหมัก 1 ครั้ง และปิดด้วยกระสอบป่านไว้ 18 ชั่วโมง

จากนั้นก็สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ เป็นการทำปุ๋ยหมักเพียง 1 วันเท่านั้น สมกับ เป็นเกษตรกรในยุคที่มีเวลาจำกัด!

หมายเหตุ ข้อมูลจาก สมบูรณ์ เขาไข่แก้ว และ สุภา ด้วงนุ้ย.

จีร์ ศรชัย
dailynews

พันธุ์ข้าวดีเด่น

1 comment May 24th, 2009

ข้าว
กลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2552

นาย ประเสริฐ โกศัลวิตร อธิบดีกรมการข้าวเปิดเผยว่า กลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2552 เป็นของกลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวบ้านแร่ ต.แร่ อ.พังโคน จ.สกลนคร โดยกลุ่มได้มีการนำเทคโนโลยีต่าง ๆ มาปรับใช้ให้เหมาะสมกับพื้นที่ เช่น มีการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพเพื่อลดต้นทุนการผลิต มีการใช้รถเกี่ยวนวดข้าว ใช้เครื่องสีนวดข้าว การตากลดความชื้นเมล็ดพันธุ์ ใช้เครื่องสีฝัดคัดทำความสะอาดเบื้องต้น นอกจากนี้มีกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ จากภูมิปัญญาท้องถิ่นผสมผสานกับประสบการณ์และเทคโนโลยีในการผลิตเมล็ดพันธุ์ ที่เหมาะสม อีกทั้งยังได้ใช้แปลงเรียนรู้ในการแก้ไขปัญหา พัฒนาปรับปรุงเมล็ดพันธุ์ โดยใช้กระบวนการกลุ่มแบบมีส่วนร่วม

กลุ่มสามารถดำเนินการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวได้ตามเป้าหมายและตรงตามเวลาที่ กำหนด โดยสามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ได้ร้อยละ 97.5 ของเป้าหมาย ในด้านคุณภาพการจัดทำแปลงขยายพันธุ์ข้าว สามารถตรวจผ่านมาตรฐานทั้งหมด ของจำนวนเกษตรกรและพื้นที่แปลงทั้งหมด สำหรับเมล็ดพันธุ์ที่ผลิตได้มีคุณภาพดี ตามเกณฑ์มาตรฐานเมล็ดพันธุ์ซื้อคืน เป็นไปตามความต้องการของสมาชิกและที่ประชุมกลุ่ม นอกจากนี้การบริหารจัดการผลผลิตข้าวของธนาคารข้าวและการกระจายพันธุ์ข้าวใน ชุมชน กลุ่มได้จดทะเบียนจัดตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชน ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน พ.ศ. 2548 รหัสทะเบียน 4-47-05-03/1-0009 เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2550 ที่ผ่านมา

“ภายในกลุ่มมีเอกสารคำแนะนำด้านวิชาการ มีการถ่ายทอดความรู้ การฝึกอบรม การศึกษาดูงานของกลุ่มต่าง ๆ รวมทั้งมีการจัดทำแปลงศึกษาเรียนรู้การผลิตเมล็ดพันธุ์ มีการนำประสบการณ์และความรู้ที่ได้รับมาถ่ายทอดแลกเปลี่ยนเรียนรู้ตามกระบวน การกลุ่มแบบมีส่วนร่วม เพื่อนำสู่การปฏิบัติ” นายประเสริฐ กล่าว

อธิบดีกรมการข้าวกล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า ทางกลุ่มได้มีการจัดตั้งกองทุนจากการระดมหุ้น และมีการบริหารจัดการของกองทุนต่าง ๆ จำนวน 6 กองทุน ได้แก่ กองทุนเพื่อการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว กองทุนการบริหารการใช้น้ำชลประทาน กองทุนเครื่องจักรกล กองทุนปุ๋ยและปัจจัยการผลิต กองทุนปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ กองทุนสหกรณ์ผู้ใช้น้ำบ้านแร่

“กลุ่มนี้มีการส่งเสริมสนับสนุนคณะกรรมการและสมาชิกของกลุ่มให้มีโอกาสเป็น ผู้นำชุมชน เป็นประธานกรรมการกลางกลุ่มผู้ผลิตเมล็ดระดับศูนย์ และรองประธานระดับประเทศ ทั้งนี้เพื่อให้การเชื่อมโยงการทำงานที่มีประสิทธิภาพส่งผลให้กลุ่มมีความ เข้มแข็งและยั่งยืนอีกด้วย” อธิบดีกรมการข้าว กล่าวในที่สุด.

dailynews