Archive: Posts Tagged ‘เกษตรกรรม’

รายชื่อ เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2553

2 comments May 8th, 2010

เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ
๑. อาชีพทำนา นางสาวธันชพร บุญท้วม บ้านเลขที่ ๑๔ หมู่ที่ ๘ ตำบลบาง
สมบูรณ์ อำเภอองค์รักษ์ จังหวัดนครนายก
๒. อาชีพทำสวน นายบุญชอบ เอมอิ่ม บ้านเลขที่ ๑๔๗ หมู่ที่ ๕ ตำบลคลอง
กระจง อำเภอสวรรคโลก จังหวัดสุโขทัย
๓. อาชีพทำไร่ นายบุญศรี ใจเป็ง บ้านเลขที่ ๙ หมู่ที่ ๙ ตำบลแม่แฝกใหม่ อำเภอสัน
ทราย จังหวัดเชียงใหม่
๔. อาชีพไร่นาสวนผสม นายกิมฮก แซ่เตีย บ้านเลขที่ ๑๖๕ หมู่ที่ ๒ ตำบลตาลสุม
อำเภอตาลสุม จังหวัดอุบลราชธานี
๕. อาชีพเลี้ยงสัตว์ นายธนศักดิ์ คำด่าง บ้านเลขที่ ๒๐๙ หมู่ที่ ๔ ตำบลโพธิ์ตาก
อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม
๖. อาชีพเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ นายสุวิน นะวะชีระ บ้านเลขที่ 27 หมู่ที่ 8 ตำบลแห่ใต้
อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม
๗. อาชีพเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำกร่อย นายเอกพจน์ ยอดพินิจ บ้านเลขที่ ๙๙/๘๓ หมู่ที่ ๑
ตำบลบางกุ้ง อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี
๘. อาชีพปลูกสวนป่า นายบัวลอย ตุ้มสุข บ้านเลขที่ ๔๕/๒ หมู่ที่ ๘ ตำบลโคกสลุด
อำเภอบางกระทุ่ม จังหวัดพิษณุโลก
๙. อาชีพเพาะเลี้ยงปลาสวยงามและพรรณไม้น้ำ นายอนุชิต สนธิสถาพร บ้านเลขที่
๑๔/๑๗ ซอยสุขุมวิท ๕๗ แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร
๑๐. สาขาบัญชีฟาร์ม นายสุธรรม จันทร์อ่อน บ้านเลขที่ ๕๔ หมู่ที่ ๑๐ ตำบลทุ่งขวาง
อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม
๑๑. สาขาการพัฒนาที่ดินเพื่อเกษตรกรรม นายสำรอง แตงพลับ บ้านเลขที่ ๖๙/๑
หมู่ที่ ๔ ตำบลไร่ใหม่ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี
๑๒. สาขาการใช้วิชาการเกษตรดีที่เหมาะสม นางธนิดา ขุนนา บ้านเลขที่ ๘๖ หมู่ที่ ๔
ตำบลหนองหัวโพ อำเภอหนองแซง จังหวัดสระบุรี
๑๓. ที่ปรึกษากลุ่มยุวเกษตรกร นายชาตรี ต่วนศรีแก้ว บ้านเลขที่ ๙ หมู่ที่ ๕ ตำบลบาง
ระกำ อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม
๑๔. สมาชิกยุวเกษตรกร นางสาวนันธา ใหม่เจริญ บ้านเลขที่ ๗/๑ หมู่ที่ ๑๓ ตำบลโพรง
อากาศ อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา

ปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน
สาขาปราชญ์เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง นายผาย สร้อยสระกลาง อายุ ๘๐ ปี อาชีพเกษตรกร บ้านเลขที่ ๑๕๘ หมู่ที่ ๑ บ้านสระคูณ ตำบลโคกล่าม อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์.

การปลูกผักหวานป่า

2 comments July 22nd, 2009

ผักหวานป่า
การปลูกผักหวานป่าเชิงระบบ ทำให้เกษตรกรมีรายได้ตลอดทั้งปี

การปลูกผักหวานป่าเชิงระบบ คือ การปลูกพืชแบบผสมผสาน โดยมีผักหวานป่าเป็นพืชหลัก มีการปลูกพืชหลายระดับเพื่อจัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม และไม่ก่อให้เกิดปฏิสัมพันธ์ทางลบกับการเจริญเติบโตของผักหวานป่า โดยเริ่มจากปลูกไม้ผลหรือไม้ยืนต้น เช่น แคบ้าน กล้วย มะม่วง และสะเดา เป็นต้น เพื่อใช้เป็นไม้พี่เลี้ยงให้ร่มเงาที่ถาวร เนื่องจากตามธรรมชาติผักหวานป่าเจริญเติบโตได้ดีภายใต้ร่มเงาของไม้อื่น ตามด้วยการปลูกไม้ระดับกลางคือผักหวานป่าซึ่งเป็นพืชหลัก และการปลูกพืชระดับล่างเป็นพืชอายุสั้นที่ให้ผลผลิตได้เร็ว เช่น พืชผัก เป็นต้น

การเลือกพืชมาปลูกร่วมกับผักหวานป่า ต้องให้เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของผักหวานป่าด้วย โดยเฉพาะพืชที่นำมาปลูกเพื่อให้ร่มเงา ควรเป็นไม้ยืนต้น ไม่ผลัดใบ เจริญเติบโตได้ดี และมีผลผลิตที่สามารถเก็บเกี่ยวได้ ถ้าเป็นพืชตระกูลถั่วจะเป็นการดีมาก มีการกำหนดระยะปลูกให้เหมาะสมกับพืชแต่ละชนิด เพื่อป้องกันไม่ให้ต้นผักหวานป่าได้รับแสงแดดมากหรือน้อยเกินไป ส่วนพืชอายุสั้นอาจเป็นพืชผักกินใบหรือผลก็ได้ เช่น มะเขือ พริก กะเพรา ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ปลูก หรือความต้องการของตลาด

ตัวอย่างระบบการปลูกผักหวานป่า ในพื้นที่ 1 ไร่ เช่น ถ้าต้องการปลูกผักหวานป่าร่วมกับกล้วยน้ำว้า และมะเขือเปราะ เริ่มจากปลูกกล้วยเพื่อเป็นพืชให้ร่มเงา ระยะปลูก 3×3 เมตร ปลูกได้ 196 ต้น จากนั้นนำต้นกล้ามะเขือเปราะปลูกระหว่างแถวของต้นกล้วย โดยปลูกเป็นแถวคู่ ระยะปลูก 1×1 เมตร ปลูกได้ 1,040 ต้น เมื่อต้นมะเขือเปราะโตจนมีร่มเงา จึงปลูกผักหวานป่าระหว่างกึ่งกลางแถวคู่ของต้นมะเขือ ใช้ระยะปลูกระหว่างต้น 1 เมตร พื้นที่ 1 ไร่ ปลูกได้ 520 ต้น โดยในช่วงแรกผักหวานป่าจะอาศัยร่มเงาของต้นมะเขือ จนกว่าต้นกล้วยจะสามารถให้ร่มเงาได้

ต้นทุนระบบการปลูกผักหวานป่ามีความแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับประเภทของต้นพันธุ์ที่นำมาใช้ คือ ต้นพันธุ์จากการตอนกิ่งมีราคาสูงกว่าจากการเพาะเมล็ด ราคาต้นพันธุ์จากกิ่งตอนประมาณ 100 บาท/ต้น ส่วนเพาะเมล็ดราคาประมาณ 15-20 บาท/ต้น นอกจากนั้นจะเป็นต้นทุนของระบบน้ำ แรงงาน และปุ๋ย ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้ปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยคอกจากมูลสัตว์เป็นหลัก ซึ่งรายละเอียดของการลงทุน และผลตอบแทนที่ได้รับ ดังแสดงไว้ในตาราง

การปลูกผักหวานป่า 1 ระบบนี้ ทำให้เกษตรกรได้รับประโยชน์ คือ ปีแรกผลตอบแทนจากการปลูกมะเขือเปราะ ปีที่สองจากการปลูกกล้วยน้ำว้า และเมื่อเข้าสู่ปีที่สามจะได้รับผลตอบแทนจากกล้วยน้ำว้าและผักหวานป่า

การปลูกผักหวานป่าเชิงระบบ จึงเป็นระบบการปลูกพืชที่ทำให้เกษตรกรมีรายได้ตลอดทั้งปี และทุก ๆ ปี ในระหว่างรอผลผลิตจากต้นผักหวานป่า นอกจากนั้นยังเป็นการใช้ประโยชน์ของพื้นที่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่สถานีวิจัย ลำตะคอง สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) เลขที่ 333 หมู่ 12 ถนนมิตรภาพ ต.หนองสาหร่าย อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา 30130 โทร. 0-4439-0107, 0-4439-0150, 08-1999-4770 โทรสาร 0-4439-0150 E-mail:lamtakhong@tistr.or.th, momtree_k@tistr.or.th

dailynews

ปลานิลสัญจร เกษตรกรพบผู้ส่งออก

1 comment June 5th, 2009

ปลานิล
ปลานิลสัญจร เกษตรกรพบผู้ส่งออก ขยายผลผลักดันสู่การส่งออกอย่างเป็นรูปธรรม

ดร.จิราวรรณ แย้มประยูร รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมการบริหารสินค้าปลานิลและผลิตภัณฑ์ซึ่งประกอบด้วยกรมประมงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เกษตรกรผู้เลี้ยงปลานิล โรงงานผลิตอาหารปลา และโรงงานแปรรูปปลานิลได้ร่วมกันจัดทำยุทธศาสตร์การบริหารสินค้าปลานิลและผลิตภัณฑ์เพื่อการส่งออกขึ้น ในระหว่างปี พ.ศ. 2551-2554 เพื่อเป็นการเพิ่มศักยภาพการผลิตปลานิลตามมาตรฐานระบบการผลิตที่ถูกต้องในฟาร์ม และขยายช่องทางตลาดการส่งออกปลานิลให้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น

เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในการ ขับเคลื่อนการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ดังกล่าว ทางกรมประมงจึงได้กำหนดจัดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ การเพิ่มศักยภาพการผลิตปลานิลเพื่อการส่งออก “ปลานิลสัญจร เกษตรกรพบผู้ส่งออก” ขึ้นในทุกภูมิภาคของประเทศไทย โดยแล้วเสร็จไปเมื่อวันที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2552 ที่ผ่านมา ซึ่งผลของการสัมมนาทั้ง 5 ภูมิภาคนั้น ปรากฏว่าประสบความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจอย่างยิ่ง โดยมีผู้เข้าร่วมการสัมมนาทั้ง 5 ครั้งรวมกว่า 1,883 คน ประกอบด้วย เกษตรกร 1,167 คน เจ้าหน้าที่กรมประมง 493 คน ผู้แทนโรงงานแปรรูปสัตว์น้ำ 86 คน ผู้แทนสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย 21 คน และสื่อมวลชนอีก 69 คน ซึ่งในแต่ละครั้งทุกฝ่ายได้ใช้เวทีการสัมมนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ข้อมูลและความคิดเห็นระหว่างกันทำให้เกษตรกรได้รับทราบข้อมูลและสถานการณ์ที่แท้จริงจากผู้แปรรูปโดยตรง ตลอดจนมีความเข้าใจในเรื่องของการรวมกลุ่มและการสร้างเครือข่ายที่เข้มแข็ง อันจะเป็นการพัฒนาให้เกิดระบบการซื้อขายโดยตรง ระหว่างเกษตรกรและผู้แปรรูปได้ในอนาคต

“การประเมินผลการจัดสัมมนาฯ ทั้ง 5 ภูมิภาค กล่าวได้ว่าบรรลุตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้เป็นอย่างดี เนื่องจากทุกภาคส่วนให้ความร่วมมือและช่วยกันผลักดันยุทธศาสตร์ฯ อย่างเต็มที่ ส่งผลให้กรมประมงได้รับทราบข้อมูลปัญหาอุปสรรคและได้รับข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ เพื่อจะได้นำไปใช้ในการดำเนินการเพิ่มศักยภาพการผลิตปลานิลเพื่อการส่งออกต่อไป” ดร.จิราวรรณ กล่าว

รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยเพิ่มเติมด้วยว่า จากประเด็นปัญหาที่ได้รับทราบทั้งหมด กรมประมงจึงได้กำหนดแนวทางในการดำเนินการเพื่อให้บรรลุตามเป้าหมาย และวิสัยทัศน์ภายใต้ยุทธศาสตร์บริหารสินค้าปลานิลและผลิตภัณฑ์ ประกอบด้วย

1.เร่งดำเนินการให้การรับรองมาตรฐานระบบการผลิตที่ถูกต้องในฟาร์มของ ฟาร์มปลานิล

2.เพิ่มผลผลิตและส่งเสริมการเลี้ยงปลานิลพันธุ์ดี

3.พัฒนาสายพันธุ์ปลานิลให้มีความต้านทานโรค โตเร็ว และมีปริมาณ ที่เพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกร

4.ลดต้นทุนการเลี้ยงปลานิล โดยการพัฒนาสูตรอาหาร กำหนดแนวทางในการให้อาหารอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งเสริมให้มีการรวมกลุ่มเพื่อผลิตอาหาร และการใช้ประโยชน์จากเศษเหลือจากกระบวนการแปรรูป

5.ส่งเสริมให้ความรู้แก่เกษตรกร ทั้งในด้านการพัฒนามาตรฐานการเลี้ยง การป้องกันโรค และการดูแลรักษาหลังการจับ

6.จัดตั้งเครือข่ายศูนย์ข้อมูลปลานิลและ จัดทำระบบการตรวจสอบย้อนกลับสำหรับสินค้าปลานิล

7.ประสานสมาคมอาหารแช่เยือกแข็ง ไทยเพื่อคัดเลือกกลุ่มเกษตรกรที่มีความพร้อมในการจัดทำระบบการซื้อขายตรง เพื่อเป็นต้นแบบสำหรับเกษตรกรที่มีความสนใจเลี้ยงปลานิลเพื่อการส่งออก

ปลานิลเป็นปลาที่สามารถอาศัยอยู่ได้ในน้ำจืดและน้ำกร่อย มีถิ่นกำเนิดเดิมอยู่ที่ทวีปแอฟริกา พบทั่วไปตามหนองบึง ในประเทศซูดาน ยูกันดา และทะเลสาบแทนแกนยิกา ในประเทศแทนซาเนีย ปลานิลเข้าสู่ประเทศไทยครั้งแรกโดยสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ เมื่อครั้งดำรงพระอิสริยยศมกุฎราชกุมารแห่งประเทศญี่ปุ่น ซึ่งทรงจัดส่งเข้ามาทูลเกล้าฯถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2508 จำนวน 50 ตัว ครั้งนั้นได้ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ทดลองเลี้ยงปลานิลในบ่อสวนจิตรลดา เป็นหนึ่งโครงการในโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา

ผลการทดลอง ปรากฏว่าปลาเจริญเติบโตและแพร่ขยายพันธุ์ได้เป็นอย่างดี ต่อมาจึงได้พระราชทานชื่อว่า “ปลานิล” โดยมีที่มาจากชื่อแม่น้ำไนล์ ที่เป็นถิ่นที่อยู่อาศัยดั้งเดิม และพระราชทานพันธุ์ปลาดังกล่าวให้แก่กรมประมงจำนวนหนึ่ง เมื่อวันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2509 เพื่อนำไปขยายพันธุ์และแจกจ่ายแก่พสกนิกร และปล่อยลงไว้ตามแหล่งน้ำต่าง ๆ ตามที่เห็นว่าเหมาะสม เนื่องจากปลานิลมีคุณลักษณะพิเศษหลายข้อ คือ กินอาหารได้ทุกชนิด เช่น ไรน้ำ ตะไคร่น้ำ ตัวอ่อนของแมลงและสัตว์น้ำเล็ก ๆ มีขนาดลำตัวใหญ่ ความยาวประมาณ 10-30 เซนติเมตร แพร่ขยายพันธุ์ง่าย และมีรสชาติดี.

dailynews

ข้าวหอมนิล

7 comments May 21st, 2009

ข้าวพันธุ์หอมนิล
ชาวนาหนองโสนเลิกพึ่งเคมี หันปลูก ข้าวนิล ปลอดสาร

แม้ทุกปีมักจะหนีไม่พ้นปัญหาข้าวล้นตลาด ต้นข้าวเต็มไปด้วยสารเคมี แต่วันนี้ชาวนากลุ่มหนึ่งใน ต.หนองโสน อ.สามง่าม จ.พิจิตร กลับพลิกชีวิตหันมาปลูกข้าวพันธุ์หอมนิลปลอดสารพิษไว้รับประทานเอง ส่วนที่เหลือยังสามารถขายสร้างรายได้เป็นอย่างดี

นางแต๋ว สุขสวาท วัย 60 ปี ชาวนาบ้านหนองจิก ต.หนองโสน บอกว่า ปลูกข้าวพันธุ์หอมนิลไว้กว่า 5 ไร่ ขณะนี้เริ่มออกรวงให้ผลผลิต โดยจะนำข้าวไปขายให้เครือข่ายวิสาหกิจชุมชน ตำบลหนองโสน ที่รับประกันและซื้อข้าวหอมนิลถึงราคาตันละ 18,000 บาท ซึ่งมีราคาที่สูงกว่าข้าวเกือบทุกชนิด

ทั้งนี้ จะปลูกข้าวพันธุ์หอมนิลแบบปลอดสารพิษโดยไม่ใช้สารเคมี แต่จะใช้สารสกัดชีวภาพแทน ทำให้ข้าวที่ได้มาไร้สารพิษปลอมปน เกิดจากการผลิตข้าวด้วยมือของตัวเอง โดยส่วนหนึ่งเก็บไว้รับประทาน ส่วนหนึ่งก็จะนำไปจำหน่ายให้เครือข่ายวิสาหกิจชุมชน แต่สิ่งที่ได้คือมีรายได้เพิ่มขึ้น เพราะราคาสูงกว่า และลดต้นทุน เนื่องจากไม่ได้ใช้สารเคมี

“เท่าที่สังเกตดูสายพันธุ์ข้าวชนิดนี้ทนต่อโรคต่างๆ ได้ดี อย่างฤดูหนาวที่ผ่านมา ข้าวสายพันธุ์อื่นได้รับผลกระทบ แต่ข้าวสายพันธุ์หอมนิลกลับทนสภาพอากาศที่หนาวได้เป็นอย่างดี และสุขภาพก็แข็งแรง ตั้งแต่กินข้าวดังกล่าว โรคความดัน โรคเหน็บชา ที่เคยเป็นยังหายไป” ชาวนาคนเดิมเผย

ขณะที่ นายสุคล สุริยวงค์ ประธานเครือข่ายกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ตำบลหนองโสน บอกว่า สายพันธุ์ข้าวหอมนิล เป็นสายพันธุ์ข้าวเก่าแก่สายพันธุ์หนึ่งของ จ.พิจิตร ในจำนวนกว่า 30 สายพันธุ์ ที่ในขณะนี้เครือข่ายวิสาหกิจชุมชนเริ่มรวบรวมไว้และให้สมาชิกหันมาปลูกข้าว สายพันธุ์โบราณอีกครั้ง เนื่องจากเห็นว่าข้าวสายพันธุ์โบราณส่วนใหญ่ทนต่อโรค

“ข้าวหอมนิล ที่มีการเริ่มทดลองปลูกเพื่อเตรียมที่จะส่งออกไปยังต่างประเทศ โดยในขณะนี้มีพื้นที่ปลูกข้าวใน ต.หนองโสน เพิ่มขึ้นจากเดิมไม่กี่สิบไร่ จนขณะนี้มีถึงเกือบ 200 ไร่ และผลผลิตที่ได้ วิสาหกิจชุมชนก็จะรับประกันราคา เมื่อนำมาคัดเกรดก็สามารถขายต่อได้ถึงตันละ 20,000-25,000 บาท และกำลังเป็นที่นิยมรับประทานจำนวนมากเนื่องจากมีสรรพคุณทางยาเป็นอย่างดี” นายสุคลแจง

จากเหตุผลดังกล่าว ชาวนา จ.พิจิตร จึงเปลี่ยนแนวคิดจากการปลูกข้าวธรรมดารวงข้าวสีทอง เมล็ดข้าวสารสีขาว หันมาปลูก “ข้าวนิล” รวงข้าวและเมล็ดสีม่วงเข้ม ปลอดสารพิษ ลดพื้นที่การปลูกข้าวปกติในช่วงฤดูนาปรัง หันมาทำนาข้าวนิลที่ได้ราคาสูงถึงตันละ 18,000 บาท โดยการปลูกข้าวนิลด้วยวิธีใช้ปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อให้เป็นข้าวปลอดสารพิษไว้บริโภคเอง ที่เหลือจากบริโภคแล้วจึงนำมาแปรรูปเพื่อจำหน่าย

สำหรับคุณสมบัติเฉพาะตัวของข้าวหอมนิลคือ เป็นข้าวเจ้าสีดำ หรือสีม่วงเข้ม เมล็ดใส ที่ได้จากการคัดพันธุ์กลายของข้าวเหนียวดำต้นเตี้ยจากจีน ข้าวเจ้าหอมนิลสูงประมาณ 60-75 เซนติเมตร มีอายุวันเก็บเกี่ยว 95-105 วัน มีการแตกกอดี ใบและลำต้นสีเขียวปนม่วง มีหูใบ โคนต้น ดอก และเมล็ดมีสีม่วงเข้ม ให้ผลผลิตประมาณ 400-700 กิโลกรัมต่อไร่ และถือเป็นข้าวที่มีโภชนาการสูง อีกทั้งยังเป็นข้าวที่มีศักยภาพในการแปรรูปทางอุตสาหกรรมอาหารสูงอีกด้วย

สายันต์ ชูฉ่ำ
komchadluk

มังคุด

No comments May 19th, 2009

มังคุด
เครือข่าย ‘มังคุด’ เมืองจันทบุรี ทีมผู้ผลิต ‘ราชินีผลไม้’ เกรดเอ

มังคุด ผลไม้รสชาติอร่อยมากถูกปากถูกใจของใคร ๆ หลายคนหลายชาติหลายภาษาจนได้รับฉายาว่า “ราชินีแห่งผลไม้” นอกจากนำมารับประทานแล้ว ทุกวันนี้ยังมีการนำมังคุดมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ชนิดต่าง ๆ กันมากขึ้น เช่น ทำเป็นน้ำมังคุด เปลือกมังคุดยังสามารถนำมาตากแห้ง จำหน่ายไปทำสมุนไพร ครีมทาแผลสด แผลเปื่อย ครีมบำรุงผิว ฉะนั้นจึงเห็นผลิตภัณฑ์สบู่จากเปลือกมังคุดในตลาด

ข้อมูลจาก www.medplant.mahidol.ac.th บอกไว้ว่า สารสกัดน้ำต้มเปลือกผลมังคุดมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย อันเป็นสาเหตุของอาการท้องเสียสารที่พบมากที่เปลือก คือ แทนนินมีฤทธิ์ฝาดสมานจึงช่วยแก้อาการท้องเสีย นอกจากนี้สารสกัดเปลือกมังคุดมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อ แบคทีเรียอันเป็นสาเหตุของการเกิดหนอง การใช้มังคุดรักษาแผล ให้เอาเปลือกมังคุดตากแห้งฝนกับน้ำปูนใส ใช้ทาแผลพุพอง แผลเน่าเปื่อย

มังคุดเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญอีกชนิดหนึ่งของจังหวัดจันทบุรี ปีที่ผ่านมามีเงินสะพัดจากผลไม้ชนิดนี้กว่า 2,240.15 ล้านบาท ปัจจุบัน จ.จันทบุรีมีพื้นที่เพาะปลูกมังคุด ประมาณ 136,957 ไร่ ซึ่งนายโอฬาร พิทักษ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร บอกว่า ระยะ 2-3 ปีหลังนี้ ชาวสวนมังคุดยังต้องผจญปัญหาสินค้าล้นตลาดและราคาตกต่ำ เนื่องจากผลผลิตมีคุณภาพไม่ตรงตามความต้องการของตลาดและผู้บริโภค โดยเกษตรกรสามารถผลิตมังคุดคุณภาพตรงกับความต้องการของตลาดต่างประเทศได้ เพียงร้อยละ 30 เท่านั้น ส่วนที่เหลือป้อนตลาดภายในประเทศ โดยเฉพาะช่วงกลางฤดูเก็บเกี่ยว ตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคม-กลางเดือนมิถุนายนจะมีผลผลิตออกมามากจนไม่สามารถ ระบายไปสู่ ผู้บริโภคได้ทันเวลา ส่วนใหญ่จึงต้องรีบขายผลผลิต แบบคละรวมโดยไม่มีการคัดเกรด ขณะที่การขนส่งสินค้าเพื่อนำไปจำหน่ายตามจังหวัดต่าง ๆ ไม่มีระบบการจัดการที่ดี ส่งผลให้สินค้าเกิดความเสียหายและรับประทานได้เพียงบางส่วน

จากปัญหาดังกล่าว สำนักงานเกษตร จังหวัดจันทบุรี จึงจัดทำ “โครงการส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรที่มีศักยภาพ” โดยใช้แนวคิดและกระบวนการของเครือข่ายผู้ผลิตมาประยุกต์ใช้กับมังคุด มุ่งสร้างและพัฒนาความร่วมมือของกลุ่มเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับมังคุดทั้งระบบ ตั้งแต่เกษตรกร ผู้ประกอบการ อุตสาหกรรมต่อเนื่องและหน่วยงานสนับสนุนให้ร่วมมือกันในลักษณะของพันธมิตร เพื่อเพิ่มปริมาณ ผลผลิตคุณภาพ ดี ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูล ค่าสินค้าและเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันให้กับผลผลิตมังคุด นับเป็นแนวทางช่วยแก้ไขปัญหาด้านการตลาดมังคุดในระยะยาวได้

เบื้องต้นได้สนับสนุนให้ชาวสวนมังคุดในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี 7 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมือง ท่าใหม่ มะขาม โป่งน้ำร้อน นายายอาม เขาคิชฌกูฏ และ ขลุง รวมกลุ่มสร้าง “เครือข่ายมังคุดจันทบุรี” ขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิกเครือข่าย จำนวน 15 กลุ่ม 1 ผู้ประกอบการ มีเกษตรกรสมาชิก จำนวน 290 ราย ขณะเดียวกันยังได้เร่งส่งเสริมให้เครือข่ายฯ มีแลกเปลี่ยนเรียนรู้เทคโนโลยีด้านการผลิต ทั้ง ระหว่างกลุ่มต่าง ๆ ภายในเครือข่าย และกลุ่มนอกเครือข่ายในจังหวัดและต่างจังหวัด (ระยอง ตราด) เพื่อช่วยพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตมังคุดของสมาชิก และลดต้นทุนการผลิต ให้ต่ำลงจากเดิมร้อยละ 15 ซึ่งจะทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น

ด้าน นางเริงจิตร พรหมสถิต เกษตร จังหวัดจันทบุรี กล่าวว่า สำนักงานเกษตรจังหวัดฯยังได้ส่งเสริมให้เครือข่ายมังคุดจันทบุรีร่วมกันวาง แผนการผลิตให้สอดรับกับด้านการตลาด ซึ่งปีนี้คาดว่าจะได้ผลผลิตรวมไม่น้อยกว่า 2,000 ตัน โดยกลุ่มตั้งเป้าร่วมกันพัฒนาการผลิตมังคุดคุณภาพเกรดส่งออก (มังคุดผิวมัน น้ำหนัก 70 กรัมขึ้นไป) ให้ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นจากเดิมร้อยละ 30 เพิ่มเป็นร้อยละ 40 ในปี 2552 ร้อยละ 50 ในปี 2553 และเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 60 ในปี 2554 ทั้งยังวางแผนการผลิตให้มังคุดคุณภาพออกสู่ตลาดในช่วงเวลาที่เหมาะสมสอด คล้องกับความต้องการของผู้บริโภคด้วย

ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากมังคุด ของ กลุ่มเครือข่ายมังคุดจันทบุรี

ส่วนด้านการตลาดนั้น กลุ่มเครือข่าย มังคุดได้มีแผนที่จะร่วมกันจำหน่ายผลผลิตของ กลุ่มภายใต้แบรนด์ “กลุ่มเครือข่ายมังคุดจันทบุรี” โดยมุ่งป้อนสินค้าให้ตลาดทั้งภายในและต่างประเทศ

กลุ่มเครือข่ายมังคุดจันทบุรียังได้เตรียมแผนจัดแสดง และจำหน่ายผลผลิตของกลุ่มในหลายจังหวัด อาทิ สุพรรณบุรี กรุงเทพฯ ชลบุรี มุกดาหาร และนิคมอุตสาหกรรม 3 แห่ง รวม ทั้งจัดโปรโมตสินค้าที่ประเทศกัมพูชาและญี่ปุ่นด้วย เพื่อประชาสัมพันธ์มังคุดคุณภาพดีให้เป็น ที่รู้จักของผู้บริโภคทั้งภายในและต่างประเทศ เพิ่มมากขึ้น อนาคตคาดว่าจะช่วยให้เกษตรกร มีรายได้เพิ่มสูงขึ้นจากการส่งออกสินค้าคุณภาพ และช่วยลดช่องว่างปัญหาด้านการตลาดและราคาตกต่ำได้

ขนาด “มังคุด” ซึ่งได้ขึ้นชื่อว่าเป็น “ราชินีแห่งผลไม้” ยังต้องพัฒนาเรื่องคุณภาพ… เพื่อสร้างจุดขายให้โดดเด่น…ผลไม้ชนิดอื่น ๆ ที่ประสบชะตากรรมเดียวกัน ควรนำไปเป็นต้นแบบ ประยุกต์ใช้ในการผลิต…เพื่อสร้างโอกาสให้ผลไม้เมืองร้อนของไทยโกอินเตอร์ฯ เพิ่มขึ้นและโกยเงินเข้าประเทศได้อย่างไร้คู่แข่ง.

dailynews