Archive: Posts Tagged ‘อาชีพเสริม’

การเลี้ยงเม่นแคระ

No comments November 24th, 2010

การเลี้ยงเม่นแคระ

“เม่นแคระ” ที่คนไทยได้นำมาเลี้ยงเป็นสัตว์สวยงามในขณะนี้ไม่ว่าจะเป็นสายพันธุ์แอฟริกันหรือยุโรป ยังมีผู้เลี้ยงอีกเป็นจำนวนมากยังขาดความรู้ความเข้าใจในการเลี้ยงโดยเฉพาะเรื่องพฤติกรรมเกี่ยวกับความเป็นอยู่

เช่น เม่นแคระจัดเป็นสัตว์ที่ชอบหากินตามลำพัง ดังนั้นการเลี้ยงไม่ควรรวมกันเป็นฝูง เม่นแคระมีนิสัยชอบหลบหนี ดังนั้นสถานที่เลี้ยงควรมีผิวผนังเรียบเพื่อให้ปีนป่ายไม่ได้ ภายในกรงเลี้ยงควรมีวัสดุปูรองนอนในพื้นกรงเพื่อให้เม่นแคระได้ใช้มุดขุดเล่นคล้ายสภาพความเป็นจริงตามธรรมชาติ ในการเลี้ยงเม่นแคระเหมือนกับเลี้ยงหนูแฮมสเตอร์ควรหาวงล้อให้เขาถีบหรือวิ่งปั่น เหล่านี้เป็นต้น

คุณศิวกร อีนด้วง ชาวปทุมธานีได้อธิบายถึงลักษณะและพฤติกรรมของเม่นแคระเป็นสัตว์ที่มีใบหน้าแหลมคล้ายหนูหรือตัวแรคคูน แต่จมูกเล็ก จมูกมักจะขยับกระดุกกระดิกไปมาเหมือนกำลังสูดดมพบกลิ่นผิดปกติ ลำตัวมีหนามแหลม และมีสีสันที่หลากหลาย ตั้งแต่สีพื้นดำ หน้าดำ จมูกดำ ตาดำ ลำตัวและขน สีชอล์ก ส้ม น้ำตาล เทา ขาว หน้าขาวหรือสลับกันตามปริมาณของความหนาแน่นของสีขนนั้นไปจนถึงขาวแบบเผือกตาแดงก็มี

จากที่ได้กล่าวมาแล้วในข้างต้นว่าเม่นแคระเป็นสัตว์ที่หากินในเวลากลางคืน จะตื่น ทั้งกลางวันและกลางคืนคล้ายกับแมว เจ้าของผู้เลี้ยงจึงเล่นได้ตลอด เชื่องและเข้ากับผู้เลี้ยงได้ง่าย ผู้ที่เลี้ยงเม่นแคระยังต้องทำความเข้าใจในเรื่องของพฤติกรรมที่เม่นแคระแสดงความเจ็บปวดหรือไม่พึงพอใจ เช่น ร้องด้วยความกลัวหรือหวีดเสียงดัง แล้วม้วนตัวกลม ขนแหลมตั้งชัน ฯลฯ

ถ้าพบว่าเม่นแคระมีท่าเดินเหย่งขาแสดงว่ามีอาการเจ็บขา ถ้าเจ็บปวดในปากมักจะมีน้ำลายไหลเยิ้ม เคี้ยวอาหารลำบากหรือคาบเหยื่อไม่อยู่และไม่กินอาหาร ในเรื่องของการให้อาหารเม่นแคระผักและผลไม้ ควรจะปลอดสารพิษ ไม่ควรทิ้งอาหารไว้ข้ามวันถ้าเม่นแคระกินไม่หมดโดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนผักและผลไม้เน่าเสียง่าย ผลไม้ที่แนะนำเช่น แอปเปิ้ล, ชมพู่ ฯลฯ หากเป็นผักควรจะมีกากใยอาหารสูง ควรหลีกเลี่ยงผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวและผลไม้ที่มีเปลือกแข็ง เนื่องจากถ้ากินมากอาจจะพบปัญหาเรื่องลำไส้อุดตันได้

เม่นแคระยังจัดว่ามีความเป็นสัตว์ป่า ดังนั้นถ้าผู้เลี้ยงได้เม่นแคระที่ถูกจับมาจากป่าที่ไม่คุ้นกับคน มักจะไม่ค่อยทนต่อความเครียด เมื่อมีการจับต้องมักจะป้องกันตัวเองและส่งเสียงร้องหรือขู่ แต่ถ้าเลี้ยงเม่นแคระที่เกิดจากการเพาะขยายพันธุ์มักจะไม่แสดงอาการหวาดระแวงหรือตกใจหวาดกลัว

แต่มีหลายอย่างที่มีความแตกต่างจากหนู คือ เม่นแคระเป็นสัตว์ที่ค่อนข้างขี้ระแวงหากมีอะไรที่ผิดปกติ เช่น สิ่งของใหม่ กลิ่นแปลก ก็จะแสดงอาการต่อต้านหรือหลบเลี่ยงและผู้เลี้ยงมักจะพบว่าเม่นแคระชอบเล่นน้ำลายแล้วเอามาป้ายขนตัวเองอยู่เสมอ.

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

การเลี้ยงปลาคาร์ป

No comments December 23rd, 2009

ปลาคาร์ป
การเลี้ยงปลาคาร์ปในปัจจุบัน

จริงอยู่ราคาซื้อ-ขายปลาคาร์ปจะดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับสภาพเศรษฐกิจเป็นสำคัญ เพราะปลาสวยงามชนิดนี้จะเป็นของฟุ่มเฟือยก็ว่าได้

สำหรับ คุณประหยัด สิงห์บุปผา ชาวจังหวัดปทุมธานี มีอาชีพเลี้ยงและจำหน่ายปลาคาร์ปมานานกว่า 10 ปี ได้บอกถึงเสน่ห์ของปลาคาร์ป ผู้เลี้ยงสามารถสร้างมูลค่าของปลาเพิ่มได้ไม่ยาก โดยเฉพาะปลาคาร์ปที่เลี้ยงยิ่งนานปีและมีความสวยงาม ตัวใหญ่จะเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวางในหมู่คนไทยที่มีฐานะดี ถึงแม้สภาวะเศรษฐกิจไทยจะถดถอยลงไปแต่ฟาร์มเพาะเลี้ยงปลาคาร์ป ยังมีจำนวนมาก

ปัจจุบันฟาร์มที่เลี้ยงปลาคาร์ปในประเทศไทยจะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ ฟาร์มของคนที่มีฐานะและมีเงินลงทุนมาก จะต้องมีการสร้างฟาร์มด้วยบ่อซีเมนต์และมีระบบกรองน้ำที่ดีมีประสิทธิภาพ และมักจะนิยมสั่งซื้อพันธุ์ปลาคาร์ป เกรด A จากต่างประเทศมาเลี้ยง อีกกลุ่มหนึ่งจัดเป็นฟาร์มระดับชาวบ้านที่มุ่งเพาะขยายพันธุ์เพื่อผลิตลูกปลาขายเป็นหลัก ไม่เน้นการคัดสายพันธุ์มากนัก เนื่องจากเน้นตลาดล่างหรือตลาดซื้อปลาสวยงามทั่ว ๆ ไป อย่างไรก็ตามผลผลิตลูกปลาบางฟาร์มของกลุ่มนี้ส่งออกลูกปลาคาร์ปไปยังตลาดต่างประเทศอีกด้วย สำหรับฟาร์มของคุณประหยัดจะเลี้ยงปลาคาร์ปในบ่อดิน แต่มีการเอาใจใส่ในเรื่องของคุณภาพน้ำที่จะต้องมีความสะอาดอาหารที่ใช้เลี้ยงจะใช้อาหารเม็ดประเภทปลากินพืช เช่น อาหารปลาดุก

คุณประหยัดบอกว่าในการคัดเลือกลูกปลาคาร์ป ออกจำหน่ายจะเริ่มต้นจากลูกปลาที่ขนาดความยาวของลำตัว 3 นิ้วขึ้นไป โดยแบ่งเกรดการขายออกเป็น 3 ระดับ เกรดเอ ปลาคัดสวยพิเศษขนาดลำตัว 3 นิ้วขึ้นไป จะมีราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 100 บาทขึ้นไป, เกรดบี จะจำหน่ายตัวละ 10 บาทและเกรดซีจะขายเป็นปลาถุงราคาตัวละ 6 บาท สำหรับปลาคาร์ปเกรดเอที่มีสีและลักษณะของลำตัวสวยและมีขนาดลำตัวยาวกว่า 50 เซนติเมตร ราคาขายอาจจะถึงหลักหมื่นก็มี ทุกวันนี้คุณประหยัดจะบรรจุปลาคาร์ปหลากสีสันโดยบรรจุถุงละ 30 ตัว นำไปจำหน่ายที่ตลาดนัดจตุจักรทุกวันตลาดขายลูกปลาคาร์ปของคุณประหยัดจะอยู่ภายในประเทศเป็นหลักคือขายส่งให้พ่อค้าปลาสวยงามตามต่างจังหวัด ตลาดยังพอไปได้เนื่องจากปลาคาร์ปยังจัดเป็นปลาสวยงามที่เลี้ยงง่ายและค่อนข้างทนต่อทุกสภาพแวดล้อม

สำหรับเรื่องของการผสมพันธุ์ปลาคาร์ปไม่ใช่เรื่องยุ่งยาก แม่ปลาหลังจากฉีดฮอร์โมนจะถูกนำมาปล่อยในบ่อปูนซีเมนต์ขนาดความกว้างของบ่อ 2.50 เมตร,ยาว 3 เมตรและมีระดับความสูงของน้ำ 50 เซนติเมตร ภายในบ่อมีพ่อพันธุ์อยู่แล้ว และมีท่อออกซิเจนและเชือกฟางฝอยเพื่อให้ไข่ปลายึดติด เพราะธรรมชาติของไข่ปลาคาร์ปเป็นไข่ลอย สัดส่วนของการปล่อยพ่อ-แม่พันธุ์ในบ่อขนาดนี้จะปล่อยแม่พันธุ์ จำนวน 2 ตัวและพ่อพันธุ์ จำนวน 5 ตัว.

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

การเพาะปลาทอง

No comments November 17th, 2009

ปลาทอง
มือใหม่หัดเพาะปลาทอง

คุณมาโนช ลักษณะกิจ ชาวเชียงใหม่ได้ให้คำแนะนำสำหรับผู้ที่สนใจหรือมือใหม่ที่จะหัดเพาะ ปลาทองจะต้องมีการเตรียมใจกับเรื่องอะไรบ้าง อาทิ เมื่อเพาะออกมาแล้วมีที่เลี้ยงหรือไม่ เนื่องจากในการรีดไข่ปลาในแต่ละครั้งนั้น ถ้าแม่ปลาที่มีความสมบูรณ์เต็มที่จะให้ลูกได้ไม่ต่ำกว่า 2,000-4,000 ตัว มีที่เลี้ยงเพียงพอกับการอนุบาลต่อไปหรือไม่

ในการอนุบาลลูกปลาทองจะต้องมีการเอาใจใส่ดูแลเป็นอย่างดี ถ้าขาดตกบกพร่องในขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่ง จะมีผลต่อการเจริญเติบโตของลูกปลาได้ อีกทั้งอาหารจะต้องมีการให้อย่างสม่ำเสมอและน้ำที่ใช้เลี้ยงจะต้องคอย เปลี่ยนถ่ายให้สะอาดอย่างตลอดเวลา

หลักการสำคัญในการเพาะปลาทองนั้น คุณมาโนช บอกว่า พ่อแม่พันธุ์ที่จะใช้ในการผสมพันธุ์นั้น แนะนำให้ใช้ตัวผู้ 2 ตัว ต่อตัวเมีย 1 ตัว เนื่องจากน้ำเชื้อตัวผู้เพียงตัวเดียวจะไม่เพียงพอกับไข่ปลาตัวเมียที่ สมบูรณ์เพียงตัวเดียว ถ้าเป็นการผสมพันธุ์แบบธรรมชาติ เราจะปล่อยให้พ่อ-แม่พันธุ์ได้ผสมพันธุ์กันเอง ตัวผู้จะไล่ตอดตัวเมียเพื่อให้ไข่หลุดออกมาจากท้องตัวเมีย หลังจากนั้นจะทำการฉีดน้ำเชื้อเข้าผสมไข่ที่หลุดออกมา ในบ่อผสมพันธุ์ควรจะมีพันธุ์ไม้น้ำ เช่น สาหร่ายหรืออาจจะใช้เชือกฟางฉีกเป็นฝอยเพื่อให้ไข่ปลาเกาะติด (เชือกฟางหรือสาหร่ายจะสามารถป้องกันการกินไข่ของพ่อแม่ปลาทองได้) พ่อแม่ปลาทองจะเก็บกินไข่ที่ตกอยู่ที่พื้นหรือที่โล่งจนหมด

สำหรับวิธีการผสมพันธุ์เทียม ให้สังเกตดูท้องตัวเมียจะป่อง ๆ แสดงว่าจะเริ่มไข่แล้ว หากไข่ที่สุกเต็มที่ตัวเมียจะขับเมือกคาว ๆ ออกมาพร้อมไข่ ให้เตรียมกะละมังขาวใส่น้ำสะอาด (ปราศจากคลอรีน) มาเตรียมเพื่อทำการรีดไข่ นำแม่พันธุ์มาอยู่ในกะละมัง พยายามจับเบา ๆ อย่า ให้แม่ปลาทองตกใจ จากนั้นให้นำพ่อปลาทองมาใส่รวมกัน เมื่อแม่ปลาหายตื่นตกใจให้เริ่มทำการรีดไข่ปลา

โดยปกติแล้วน้ำเชื้อของตัวผู้จะต้อง ออกแรงฉีดมากกว่าตัวเมีย เนื่องจากไข่ของตัวเมียแค่แม่ปลาสะบัดตัวก็หลุดออกมาแล้ว ในการรีดไข่จะต้องมีเทคนิคตรงที่ขณะที่รีดจะต้องวนมือเป็นวงกลมตามกะละมัง ด้วย เพื่อให้ไข่มีการกระจายตัวอย่างสม่ำเสมอเพื่อเปอร์เซ็นต์การฟักจะสูงขึ้น ด้วย จากนั้นประมาณ 10-15 นาที ให้นำกะละมังไปล้างน้ำสะอาดอีกครั้ง เราจะพบไข่ปลาที่มีสีเหลืองใส ติดหนึบอยู่บริเวณก้นกะละมัง นำกะละมังนั้นไปแช่ในอ่างแล้วเปิดออกซิเจนให้แรงให้ออกซิเจนเพียงพอสำหรับ ไข่ปลาที่กำลังจะฟัก

หลังจากนั้นอีกประมาณ 3-4 วัน ลูกปลาตัวน้อยก็จะเริ่มดีดตัวออกมาจากไข่ ลูกปลาจะออกช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับอุณหภูมิของน้ำด้วย ถ้าอุณหภูมิของน้ำค่อนข้างเย็น ลูกปลาจะออกช้าซึ่งเป็นผลดี เพราะการที่ลูกปลาอยู่ในไข่นานจะทำให้การพัฒนาเป็นตัวมีความสมบูรณ์มากยิ่ง ขึ้น.

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ
dailynews

การเลือกซื้อปลาหมอสี

2 comments November 17th, 2009

ปลาหมอสี
การเลือกซื้อปลาหมอสี

ปัจจุบัน “ปลาหมอสี” จัดเป็นปลาสวยงามที่คนไทยนิยมนำมาเลี้ยงมากที่สุดชนิดหนึ่ง นอกจากจะเป็นปลาที่มีความสวยงามแล้ว ในเรื่องของการเลี้ยงดูจัดเป็นปลาสวยงามชนิดหนึ่งที่เลี้ยงง่ายและเป็นปลา ที่มีความอดทนสูง กินอาหารง่าย

ไม่ว่าจะเป็นอาหารสด ลูกกุ้ง ไรทะเล ไส้เดือน หรือที่สะดวกที่สุดคือ อาหารสำเร็จรูป จุดสำคัญของการเลี้ยงปลาหมอสีคือการถ่ายน้ำ อาทิตย์หนึ่งให้ถ่าย น้ำออก 10% เพื่อเปลี่ยนสภาพของน้ำให้ ดีขึ้นหรืออย่างน้อยที่สุดจะต้องมีการถ่ายน้ำเดือนละครั้ง นอกจากนั้นผู้เลี้ยงควรจะต้องรู้จักลักษณะนิสัยของปลาหมอสีซึ่งจัดเป็นปลา ที่ค่อนข้างรักถิ่น หวงที่อยู่และมีความก้าวร้าว เมื่อมีปลาตัวอื่นหลงเข้าไปในถิ่นหรือพื้นที่ที่ปลาหมอสีได้สร้างอาณาจักร เอาไว้จะโดนไล่กัดทันที และนี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ไม่ควรเลี้ยงปลาหมอสีรวมกันหลายตัวภายในตู้เดียว กัน

คุณปกเกล้า วณิตย์ธนาคม คนเมืองชาละวัน จังหวัดพิจิตร เริ่มต้นเลี้ยงปลาหมอสีด้วยความชอบส่วนตัว เริ่มจากเลี้ยงไว้ดูเล่น จนปัจจุบันสนใจเลี้ยงอย่างจริงจังสามารถเพาะพันธุ์ปลาหมอสีออกจำหน่ายได้ คุณปกเกล้า บอกว่า พ่อ-แม่พันธุ์ที่จะนำมาเพาะจะต้องมีอายุตั้งแต่ 1 ปี ขึ้นไป แม่ปลาหมอสี 1 ตัวจะให้ลูกได้เฉลี่ย 500-1,000 ตัว และช่วงฤดูการเพาะจะทำในช่วงฤดูร้อนเท่านั้น เนื่องจากปลาหมอสีไม่ชอบสภาพอากาศเย็น (ฤดูหนาว จะไม่เพาะเลย เนื่องจากเปอร์เซ็นต์การ ติดน้อยมากหรือถ้าติดโอกาสจะรอดก็ยากมาก) ในช่วงฤดูฝนก็พอเพาะได้แต่จะต้องใช้ฮีทเตอร์ช่วย ในการเลือกซื้อปลาหมอสีมาเลี้ยงนั้น คุณป๊อปได้มีวิธีการแนะนำ ดังนี้

เริ่มจากพิจารณาที่ลูกตาของปลาจะต้องมีลูกตาใส ไม่เป็นสีขาวขุ่น มองหน้าตรงแล้วระดับของตาสองข้างควรจะเท่ากัน ส่วนของครีบบนคือส่วนของกระโดงบนควรมีระดับความสูงไล่ระดับจากต่ำไปหาสูง เมื่อดูจากส่วนหัวของปลานั้น กระโดงจะเริ่ม ที่บริเวณใกล้ ๆ กับลูกตา ของปลา ถ้าเป็นปลาหมอสีที่มีลักษณะที่ดีส่วนของหางควรจะกางแผ่ได้เต็มที่ ข้อหางไม่คด ส่วนของลำตัวโดยทั่วไปแล้ว คนไทยมักจะนิยมเลี้ยงปลาหมอสีที่มีลักษณะลำตัวสั้นและกว้างมากกว่าปลาที่มี ลักษณะลำตัวยาวและแคบ โหนกหรือหัวที่โหนกนูนของปลา ควรจะดูว่าโหนกของปลาที่จะซื้อมาเลี้ยงนั้นได้สมดุลซ้าย-ขวา หรือไม่ ลวดลายบนลำตัวปลาหมอสีนับเป็นลักษณะเด่นและสร้างความสวยงามให้ตัวปลามากที่ สุดอย่างหนึ่ง ซึ่งจะขึ้นอยู่กับประเภทของปลาเป็นสำคัญ บางพื้นที่ปลา ที่มีลำตัวแดงอาจจะขายดีกว่าปลามุกที่มีเกล็ดเงา

สรุปถึงวิธีการเลือกซื้อปลาหมอสีมาเลี้ยงในตู้เป็นปลาสวยงามนั้นให้ดูลักษณะ 3 ประการ คือ ดูทรง ดูสีและดูหัว เป็นปลา ที่มีทรงสั้น ลำตัวมีสีแดงสดและหัวใหญ่ขนาดลูกกอล์ฟหรือลูกส้มเช้งหรือส้มเขียวหวาน.

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ
dailynews

ปลาซิวข้างขวานเล็ก

No comments July 24th, 2009

ปลาซิวข้างขวานเล็ก
ส่งเสริมเลี้ยงปลาซิวข้างขวานเล็ก สู่ตลาดปลาสวยงามนานาชาติ

ปลาซิวข้างขวานเล็ก เป็นปลาน้ำจืดมี ถิ่นกำเนิดในประเทศเขตร้อน ทั้งไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย และเกาะสุมาตรา ซึ่งประเทศไทยพบที่ภาคใต้และภาคตะวันออก โดยพบมากที่สุด คือ ที่อำเภอย่านตาขาว และอำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง จัดเป็น ปลาที่มีสีสันสวยงามมีสารพัดสีในตัว คือ บริเวณ ลำตัวซึ่งมีลักษณะแบนข้างจะเป็นสีน้ำตาลอมเขียว แต่จะมีช่วงกลางลำตัว เป็นสีน้ำตาลอมแดง ส่วนครีบหางเป็นสีส้ม หรือสีแดงอ่อน แต่ ลักษณะเด่นและเป็นที่มาของชื่อปลาซิวข้างขวาน นี้ คือ แถบสามเหลี่ยมสีดำเล็ก ๆ คล้ายรูปขวาน ตอนกลางลำตัวไปทางด้านหาง

ปลาซิวข้างขวานเล็ก จัดเป็นปลาที่มีความสวยงามทางเศรษฐกิจชนิดหนึ่ง เพราะขายได้ราคา ดี เป็นที่ต้องการของตลาด และมีมูลค่าการส่งออกสูงขึ้นอย่างหต่อเนื่อง แต่ที่ผ่านมาปลาซิวข้างขวานเล็กที่จำหน่ายและส่งออกจะเป็นปลาที่จับได้จาก ธรรมชาติ เนื่องจากสามารถจับได้ง่าย ประกอบกับสภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรม และบางพื้นที่ได้ทำการขุดลอกคลอง ทำให้แหล่งวางไข่ของปลาถูกทำลาย จึงเป็นเหตุให้เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์อย่างยิ่ง

ล่าสุดเกี่ยวกับเรื่องนี้ ดร.วิมล จันทรโรทัย รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า กรมประมง ในฐานะหน่วยงานที่มีหน้าที่ดูแลทรัพยากรสัตว์น้ำให้คงอยู่ จึงมีนโยบายในการเพาะพันธุ์ปลา ซิวข้างขวานเล็กเพื่อปล่อยกลับคืนสู่แหล่งน้ำธรรมชาติเป็นการอนุรักษ์พันธุ์ ปลาชนิดนี้ไม่ ให้สูญพันธุ์ และพัฒนาการเลี้ยงให้เป็นปลาเศรษฐกิจส่งออกเพื่อทดแทนการจับจากธรรมชาติ โดยได้มอบหมายให้ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดตรัง ศึกษาและทดลองเพาะขยายพันธุ์กระทั่งประสบความสำเร็จและปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ อย่างต่อเนื่อง

นายสันติชัย รังสิยาภิรมย์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนา ประมงน้ำจืดตรัง เปิดเผยว่า ศูนย์ฯ ได้ทดลองเพาะพันธุ์ปลาซิวข้างขวานด้วยวิธีเลียนแบบธรรมชาติ และสามารถอนุบาลลูกปลา โดยการใช้อาหารธรรมชาติมีชีวิต อาหารสำเร็จรูปได้อย่างมีประสิทธิภาพ และพัฒนาสายพันธุ์จนมีสีสันสวยงามมากขึ้น

ทางด้าน นายสุชาติ ไกรสุรสีห์ นักวิชาการประมงชำนาญการ ผู้ทำการวิจัยในเรื่องนี้ ได้กล่าวว่า การเพาะพันธุ์ปลาซิวข้างขวานเล็ก มี 2 วิธี คือ 1) การเพาะพันธุ์ในตู้กระจก ขนาด 45x90x45 เซนติเมตร ระดับน้ำลึก 35 เซนติเมตร ใส่พ่อแม่พันธุ์อัตราส่วน 1:1 ตัวผู้ 3 ตัว ตัวเมีย 3 ตัว โดยจัดวัสดุให้เหมือนสภาพธรรมชาติ ปลูกพรรณไม้น้ำในตู้ให้มีจำนวนเหมาะสม ใช้ระบบน้ำหมุนเวียน ให้ไร แดงเป็นอาหาร วันละ 2 ครั้ง ส่วนวิธีที่ 2) เพาะพันธุ์ในบ่อซีเมนต์ ขนาด 1x2x1 ตารางเมตร ระดับน้ำลึก 50 เซนติเมตร โดยวิธีการเหมือนกับในตู้กระจก เพียงแต่ใส่พ่อแม่พันธุ์ อัตราส่วน 1:1 ตัวผู้ 10 ตัว ตัวเมีย 10 ตัว ซึ่งทั้ง 2 วิธีนี้ เมื่อปลาวางไข่ติดกับพรรณไม้ น้ำหรือหินเกล็ด จะต้องนำพ่อแม่พันธุ์ออก เพื่อ ป้องกันพ่อแม่พันธุ์กินไข่หรือลูกตัวอ่อน ทั้งนี้ ในการคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์นั้น จะต้องมีลักษณะดี คือ อยู่ในวัยเจริญพันธุ์ มีน้ำหนักอยู่ในช่วง 0.30-0.60 กรัม ไม่มีบาดแผลหรือเป็นโรค

สำหรับผู้ที่ประกอบธุรกิจปลาสวยงาม หากหันมาเพาะพันธุ์ปลาซิวข้างขวานเอง หรือจำหน่ายปลาที่ได้จากการเพาะพันธุ์ เพื่อฟื้นฟูจำนวนปลาในธรรมชาติให้กลับคืนความอุดมสมบูรณ์เช่นเดิม ก็จะเป็นผลดีต่อวงการปลายสวยงามและระบบนิเวศของธรรมชาติได้ไม่น้อย ทั้งนี้ เกษตรกรหรือประชาชนที่สนใจจะเพาะเลี้ยงปลาซิวข้างขวานเล็ก สามารถติด ต่อขอคำแนะนำได้ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดตรังโทร. 0-7527-8164 ในวันและเวลาราชการ.

dailynews