Archive: Posts Tagged ‘หมู’

ไข้หวัดหมู

1 comment April 27th, 2009

ทั่วโลก ป้องกันภัย ไข้หวัดหมู

ทั่วโลกผวา”ไข้หวัดหมู”"ฮู”เตือนภัยเข้าขั้นภาวะฉุกเฉิน จังโก้ตาย81-ติดเชื้อพันกว่ายันไทยไร้ปัญหาสั่งคุมเข้ม!

ทั่วโลกผวามหันตภัยไวรัสร้ายสายพันธุ์ใหม่ “ไข้หวัดหมู” จังโก้สังเวยไปแล้ว 81 ศพ พบผู้ติดเชื้ออีกกว่า 1,300 คน ส่วนสหรัฐพบติดเชื้อ 10 คน “ฮู” เตือนอันตรายเข้าขั้นภาวะฉุกเฉิน หลายประเทศเริ่มคุมเข้มสนามบิน ยันประเทศไทยไร้ “ไข้หวัดหมู” รมว.สธ. สั่งสำนักระบาดวิทยาติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด ปลัด สธ.แจง ไม่ติดต่อจากการทานเนื้อหมู แพร่เชื้อเหมือนไข้หวัดใหญ่ในคน แนะผู้ที่ต้องไปเม็กซิโก-อเมริกา รับคำแนะนำจากกระทรวงฯ

ตามที่มีรายงานการแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่และปอดบวมในประเทศเม็กซิโก ตั้งแต่กลางเดือน มี.ค. และทวีความรุนแรงมากขึ้นใน รอบสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยมีผู้ป่วยรวม 854 ราย เสียชีวิต 59 ราย จากการเก็บตัวอย่างผู้ป่วยรวม 50 ราย ส่งตรวจพบว่า 17 ราย เกิดจากเชื้อ ไข้หวัดใหญ่ชนิด เอ สายพันธุ์ เอช 1 เอ็น 1 (H1N1) ซึ่งเป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ของคน ที่มีสารพันธุกรรมของเชื้อไข้หวัดใหญ่ในหมูผสมอยู่ด้วย ต่อมายังพบผู้ป่วยด้วยเชื้อเดียวกันนี้อีก 7 ราย ในรัฐแคลิฟอร์เนียและเทกซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีชายแดนติดกับประเทศเม็กซิโก แต่ ไม่มีผู้เสียชีวิต ทำให้เกิดความกังวลว่าอาจเกิดการระบาดใหญ่ขยายตัวไปประเทศอื่น ๆ

เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว เมื่อวันที่ 26 เม.ย. นายวิทยา แก้วภราดัย รมว.สาธารณสุข กล่าวว่า ขอยืนยันให้ประชาชนคนไทยสบายใจว่า จนถึงขณะนี้ประเทศไทยยังไม่พบเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ดังกล่าว และจากการเฝ้าระวังโรคของสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ตั้งแต่ต้นปี 2552-ปัจจุบัน พบผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่ 3,159 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิต ซึ่งไม่แตกต่างกับช่วงเวลาเดียวกันในปี 2551 อย่างไรก็ตาม ได้สั่งการให้สำนักระบาดวิทยาติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด รวมทั้งเตรียมความพร้อมรับมือ ทั้งด้านการตรวจวินิจฉัย การดูแลรักษาพยาบาลผู้ป่วย การเตรียมเครื่องมือและเวชภัณฑ์ ตลอดจนการเดินทางระหว่างประเทศ โดยประสานงานกับองค์การอนามัยโลกและศูนย์ป้องกันควบคุมโรคแห่งชาติ สหรัฐอเมริกา อย่างใกล้ชิดด้วย

นพ.ปราชญ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า เชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่นี้ มีการแพร่ติดต่อเช่นเดียวกับโรคไข้หวัดใหญ่ในคนโดยทั่วไป คือเชื้อที่อยู่ในเสมหะ น้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วย แพร่ไปยังผู้อื่นโดยการไอหรือจามรดกันในระยะใกล้ชิด หรือติดจากมือและสิ่งของที่มีเชื้อปนเปื้อนอยู่ และเชื้อจะเข้าสู่ร่างกายทางจมูกและตา เช่น การแคะจมูก การขยี้ตา ไม่ติดต่อ จากการรับประทานเนื้อหมู ผู้ป่วยจะมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ คือ มีไข้สูง ปวดเมื่อยตามร่างกาย ไอ มีน้ำมูก หากป่วยและมีอาการดังกล่าวควรสวมหน้ากากอนามัย และหลีกเลี่ยงการไปในที่ชุมชน หรือสถานที่แออัด ประชาชนทั่วไปควรรักษาสุขภาพให้แข็งแรง โดยรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

ทั้งนี้ ข้อมูลเบื้องต้นจากการสอบสวนโรคบ่งชี้ว่า ไข้หวัดใหญ่เอช 1 เอ็น 1 เป็นการติดต่อจากคนสู่คนและทำให้มีผู้เสียชีวิต ซึ่งองค์การอนามัยโลกกำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และกำลังพิจารณาให้คำแนะนำเรื่องการเดินทางระหว่างประเทศ ดังนั้น ผู้ที่มีแผนการเดินทางไปยังประเทศเม็กซิโก รวมทั้งรัฐแคลิฟอร์เนียและเทกซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา จึงควรติดตามสถานการณ์และคำแนะนำจากกระทรวงสาธารณสุขอย่างใกล้ชิดต่อไป

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการเริ่มแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดหมูในประเทศเม็กซิโก ว่า จะนำเรื่องเข้าที่ประชุมปัญหาในเชิงนโยบายในวันที่ 27-29 เม.ย.นี้

ด้านสำนักข่าวต่างประเทศเอพี เอเอฟ พี และรอยเตอร์ พร้อมใจกันรายงานว่า องค์การอนามัยโลก (ฮู) ที่สำนักงานใหญ่ในนครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ออกประกาศเตือนทั่วโลก อันตรายจากโรคไข้หวัดหมู ที่กำลังระบาดที่ประเทศเม็กซิโกและประเทศสหรัฐอเมริกา เข้าขั้นภาวะฉุกเฉิน ด้านสาธารณสุข โดยนางมาร์กาเร็ต ชาน ผอ.องค์การอนามัยโลก ได้กล่าวเรียกร้องให้ทุกประเทศเพิ่มมาตรการเฝ้าระวังการระบาดของโรคไข้หวัด หมู ซึ่งจะทำให้เกิดอาการไข้ และปอดอักเสบอย่างรุนแรง อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญต่างเห็นพ้องกันว่า ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมก่อนการตัดสินใจปรับระดับเตือนภัยไข้หวัดหมู ซึ่งปัจจุบันอยู่ในระดับ 3 จากทั้งหมด 6 ระดับ

ด้านนายโฆเซ่ อังเกล กอร์โดวา รัฐมน ตรีสาธารณสุขเม็กซิโก เผยเมื่อวันเสาร์ว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากโรคไข้หวัดหมูในประเทศ คาดว่าถึง 81 รายแล้ว โดย 20 รายในจำนวนดังกล่าวได้รับการยืนยัน และล่าสุดได้รับรายงานมีผู้ติดเชื้อเพิ่มอีก 13 คน ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา ทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อไข้หวัดหมูในเม็กซิโกขณะนี้เพิ่มขึ้นเป็น 1,324 ราย ขณะเดียวกันรัฐบาลเม็กซิโกได้สั่งปิดการเรียนการสอน โรงเรียนทุกแห่งในเขตเมืองหลวงกรุงเม็กซิโกซิตี รวมทั้งพื้นที่โดยรอบ และในเขตรัฐซันลุยส์โปโตซี ทางภาคกลางของประเทศ โดยจะปิดการเรียนชั่วคราวไปก่อน จนกว่าจะถึงวันที่ 6 พ.ค. ซึ่งจะมีการประเมินสถานการณ์ใหม่อีกครั้ง

ส่วนสถานการณ์ที่สหรัฐ มีรายงานผู้ติดเชื้อไข้หวัดหมู 6 ราย ในเขตรัฐแคลิฟอร์เนีย และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขรัฐแคนซัสแถลงยืนยัน ผู้ติดเชื้อไข้หวัดหมูเพิ่มอีก 2 ราย โดยหนึ่ง ในจำนวนนี้เพิ่งเดินทางกลับจากเม็กซิโก ด้านสาธารณสุขรัฐเทกซัสได้มีคำสั่งให้โรงเรียนทุกแห่งในเมืองซานอันโตนิโอ ปิดการเรียนการสอนโดยไม่มีกำหนด ภายหลังพบนักเรียนมีอาการติดเชื้อไข้หวัดหมูเป็นรายที่ 3 ทั้งนี้ ข้อมูลของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐ ระบุว่าเชื้อไวรัสไข้หวัดหมูเกิดจากสุกรที่ล้มป่วย การติดเชื้อเกือบทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อมนุษย์สัมผัสสุกรที่ติดเชื้อ และการแพร่ระบาดครั้งนี้นับเป็นครั้งแรก ที่มีการตรวจพบการรวมตัวกันของไข้หวัดหมู ไข้หวัดนกและไข้หวัดมนุษย์ในสุกร โดยไข้หวัดหมูสายพันธุ์ใหม่มีอาการเหมือนไข้หวัดใหญ่ แต่จะมีอาการท้องร่วง และอาเจียนมากกว่าการเป็นไข้หวัดใหญ่ธรรมดา

ส่วนสาธารณสุขทั่วเอเชียตื่นตัวรับมือไข้หวัดหมู โดยสนามบินในหลายประเทศ อาทิ ฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น ฮ่องกง มาเลเซียและนิวซี แลนด์ ได้ดำเนินมาตรการกักตัวผู้โดยสารเครื่องบินที่เดินทางมาจากเม็กซิโก และมีอาการไข้ไว้ก่อนเพื่อตรวจสอบตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก.

dailynews

เลี้ยงหมูขุนอย่างมืออาชีพ

No comments March 11th, 2009

ฟาร์มหมูขุน
เลี้ยงหมูขุนอย่างมืออาชีพ เพิ่มรายได้ใช้ทุกอย่างเป็นประโยชน์

หลายคนที่ เดินทางไปทำงานต่างประเทศ กว่าจะเก็บเงินได้ซักก้อน ต้องทนอาบเหงื่อต่างน้ำกันอยู่นานโข ฉะนั้น การใช้สอยลงทุนประกอบอาชีพก็ต้องคิดแล้วคิดอีก เพื่อให้เม็ดเงินได้งอกผลิดอกออกมาอย่างคุ้มค่าเหนื่อย

นางสาวสุวารี เอี่ยมรำ ชาวบ้านลำโพง ต.พุดซา อ.เมือง จ.นครราชสีมา ก็เป็นหนึ่งในจำนวนนี้ เธอเล่าว่าหลังจากทำงานที่ประเทศญี่ปุ่นนานถึง 6 ปี เมื่อกลับมาอยู่บ้านยังไม่รู้จะทำอาชีพอะไรถึงจะไม่เสี่ยงกับเงินที่เก็บ สะสมมา สังเกตเห็นว่าเพื่อนบ้านที่อยู่ติดกันเขาเลี้ยงสุกรขุนมีรายได้ที่เข้ามาแน่ นอน แล้วสนใจจึงเริ่มศึกษาความเป็นไป กระทั่งรู้ว่าอาชีพนี้มีรายได้ที่แน่นอน มั่นคง แล้วเชื่อว่า “เราต้องทำได้” จึงตัดสินใจร่วมโครงการส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงสุกรขุนของบริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ

และเพื่อให้ขบวนการเลี้ยงซึ่งนับว่าจุดแรกหรือเป็น “ต้นน้ำ” แห่งการผลิตได้มาตรฐาน ถูกสุขอนามัย อีกทั้งไม่เปลืองแรงงานจึงเลือกใช้เทคโนโลยีทันสมัย อย่างการสร้างโรงเรือนจะใช้ “ระบบปิด” ปรับอากาศด้วย การระเหยของน้ำ หรือ Evaporative cooling system (EVAP) ที่สามารถควบคุมอุณหภูมิภายในโรงเรือนให้เหมาะกับช่วงอายุของสุกร ซึ่งที่นี่จะรับหมูขุนได้ทั้งหมดจำนวน 550 ตัว

ส่วนการให้อาหารจะเป็นแบบ Auto-feed คือ ให้ผ่านระบบอุปกรณ์อัตโนมัติ ที่นอกจากช่วยให้สุกรได้รับอาหารน้ำเพียงพอ ยัง ทำให้การเจริญเติบโตเป็นไปอย่างสม่ำเสมอ สุขภาพสมบูรณ์ แข็งแรง แต่ก็ต้องมีระบบป้องกันที่ดี ซึ่งถ้าบุคคลภายนอกจะเข้าบริเวณฟาร์ม ต้องผ่านการฆ่าเชื้อก่อน เพื่อให้การเลี้ยงเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ปลอดจากโรค

โดยเริ่มแรก ซีพีเอฟจะส่งลูกสุกรหย่านมอายุ 18 วัน อาหารสัตว์ รวมทั้งปัจจัยการผลิตต่างๆมาให้ เรามีหน้าที่ดูแลทั้งความสะอาดคอก ที่ถือเป็นเรื่องสำคัญ อาหาร น้ำ ต้องมีสม่ำเสมออย่าให้ขาด อีกทั้งอุณหภูมิต้องสังเกตว่าไม่ควรร้อนหรือเย็นเกินไป เพราะจะส่งผลต่อการเจริญเติบโตและสุขภาพของสุกร กระทั่งสุกรอายุ 24 สัปดาห์ หรือที่น้ำหนัก 95-110 กิโลกรัม บริษัทจะรับซื้อทั้งหมด

บ่อหมักก๊าซชีวภาพ

ตลอดระยะเวลาที่เข้าร่วมโครงการหากเจอปัญหา ก็จะปรึกษากับเจ้าหน้าที่ซึ่งจะมาดูแลให้คำแนะนำบ่อยครั้ง อย่างไรก็ตาม เพื่อให้สายป่านแห่งอาชีพนี้ไปได้อีกยาวนาน สุวารีจึงให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมบริเวณรอบๆ ด้วยการปรับพื้นที่สร้างบ่อบำบัดมูลสุกรและน้ำเสีย “ระบบไบโอแก๊ส” ซึ่งเป็นการนำมูลสุกรเข้าสู่ระบบบ่อหมักแก๊สชีวภาพ แบบ Plug Flow ขนาด 250 คิว

สามารถผลิตไฟฟ้าใช้ในระบบโรงเรือนเลี้ยงสุกร โดยเข้าร่วมโครงการของ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งจะได้รับเงินสนับสนุนค่าก่อสร้างและติดตั้งระบบจากรัฐ 60 เปอร์เซ็นต์ ทำให้แต่ละเดือนจ่ายค่ากระแสไฟฟ้าเพียง 4,000 บาท ลดลงจากที่แต่ก่อนต้องเสียเดือนละ 12,000 บาท

สุวารี บอกว่า นอกจากประหยัด เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แต่ละคอกยังมีรายได้เสริมจากการขายมูล (ขี้) หมูตากแห้ง ประมาณ 28,000 บาท ซึ่งนับว่าไม่น้อยทีเดียวในภาวะเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

สำหรับเกษตรกรรายใดสนใจเข้าร่วมโครงการสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 08-4825-9815.

เพ็ญพิชญา เตียว
thairath

การเลี้ยงหมูขุน

40 comments March 7th, 2009

หมูขุน
เลี้ยงหมูขุน รายย่อย-รายได้ก็ใช่ย่อย

ช่วงเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ มนุษย์เงินเดือน คนทำงานบริษัท หรือคนจากพื้นที่เกษตรที่เข้ามาทำงานในเมือง อาจต้องบ่ายหน้าออกสู่จังหวัด ต่าง ๆ แล้วมองหาอาชีพทางการเกษตรทำกันแทนอาชีพเดิม ซึ่งในยุคนี้ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่อาชีพทางการเกษตรก็ใช่ว่าต้องขะมุกขะมอม เสมอไป ไม่เว้นแม้แต่อาชีพ “เลี้ยงหมู”

ปัจจุบันการเลี้ยงหมูหรือสุกรได้มีการพัฒนามากขึ้น มีการเลี้ยงในโรงเรือนแบบปิด การให้อาหารก็เป็นแบบอัตโนมัติ ทำให้เกษตรกรเลี้ยงและดูแลสุกรง่ายขึ้น โดยทางบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ก็มีโครงการส่งเสริมอาชีพเกษตรกรรายย่อย มีการถ่ายทอดความรู้ในการ “เลี้ยงหมูขุน” การจัดการ จัดสร้างโรงเรือนระบบปิด ติดเครื่องให้อาหารอัตโนมัติให้กับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ อย่างเช่น ราย “สุวารีฟาร์ม” ฟาร์มเลี้ยงหมูขุนที่มี สุวารี เอี่ยมรำ ดูแลฟาร์มเพียงคนเดียว ซึ่งทีม “ช่องทางทำกิน” ได้ไปสัมผัสมา

สุวารี เอี่ยมรำ เกษตรกรรายย่อยผู้เลี้ยงหมูขุน ที่เข้าร่วมโครงการส่งเสริมอาชีพฯ มา 3 ปี เล่าว่า ก่อนที่จะมาทำอาชีพเกษตรกรเลี้ยงหมูนั้น เดิมไปทำงานเป็นพนักงานบริษัทอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่นกับสามี หลังจากที่ตั้งท้องก็ตัดสินใจเดินทางกลับมาตั้งหลักที่เมืองไทย พอกลับมาอยู่บ้านก็พยายามมองหาอาชีพที่เป็นธุรกิจของตัวเองทำ จนได้ไปเห็นเพื่อนที่เป็นเกษตรกรเลี้ยงหมูแล้วมีรายได้ดี จึงคิดว่าน่าจะลองเลี้ยงดู เพราะคิดว่าน่าจะสร้างรายได้ที่ดี อีกทั้งก็มีความชอบในอาชีพเกษตรกรเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงตัดสินใจเป็นเกษตรกรเลี้ยงหมู

หลังจากตัดสินใจแล้วว่าจะเลี้ยงหมู จึงไปปรึกษาและศึกษาการทำฟาร์มกับทางซีพีเอฟเพื่อขอเข้าร่วมโครงการส่งเสริม เกษตรกรรายย่อย และหลังจากที่ผ่านคุณสมบัติตามที่โครงการกำหนดไว้ ก็ตกลงทำทันที

“ที่เลือกเข้าโครงการนี้ก็เพราะเห็นว่าเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร มีเทคโนโลยีที่ทันสมัย โดยเฉพาะด้านการเลี้ยงสุกร มีการดูแล ส่งสัตวบาลเข้ามาดูแลตลอด ให้ความรู้ในเรื่องการเลี้ยง การจัดการ”

สำหรับเกษตรกรที่สามารถเข้าร่วมโครงการนี้ได้ จะต้องมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ดังนี้คือ มีที่ดิน 5 ไร่ และพื้นที่จะต้องผ่านเกณฑ์การตรวจสอบว่าเหมาะสมด้วย โดยพื้นที่เลี้ยงหมูนั้นชุมชนโดยรอบต้องยอมรับ มีแหล่งน้ำเพียงพอ ซึ่งพื้นที่ 5 ไร่ต้องมีเงินทุน 2,500,000 บาท ที่สำคัญคือจะต้องมีใจรักในอาชีพนี้ด้วย

เจ้าของฟาร์มเล่าต่อว่า เงินทุน 2,500,000 บาท จะใช้สร้างโรงเรือนระบบปิด ปรับอากาศด้วยการระเหยของน้ำ หรืออีแวป (Evaporative cooling system) ขนาด 9 x 107 x 2 เมตร พื้นทำเป็นคอนกรีต ผนังคอนกรีต แบ่งออกเป็นคอก จำนวน 11 คอก จุหมูได้คอกละ 50 ตัว สามารถเลี้ยงหมูได้ทั้งหมด 550 ตัว ต่อ 1 รุ่น ส่วนระบบการให้อาหารจะติดไซโล หรือเครื่องจ่ายอาหารอัตโนมัติ ขนาด 7.5 ตัน 1 ลูก

เมื่อทำการสร้างโรงเรือนเรียบร้อย ก็เริ่มนำเอาลูกหมูมาเข้า โดยลูกหมูที่เอาเข้ามาจะมีอายุ 18 วัน เป็นลูกหมูที่เพิ่งหย่านม ลูกหมูที่นำเข้ามาจะต้องใช้ไฟอบเพื่อให้ความอบอุ่น ประมาณ 1 เดือน

การให้อาหารก็ให้ตามปกติ เช้า-เย็น ปริมาณที่ให้ก็ขึ้นอยู่กับขนาดของหมู ถ้าหมูเล็กก็จะให้อาหารวันละประมาณ 500 กิโลกรัมต่อรุ่น หมูใหญ่ขึ้นก็เพิ่มปริมาณอาหารมากขึ้นเรื่อย ๆ

ส่วนการดูแลทำความสะอาด ภายในโรงเรือนจะต้องเน้นเรื่องความสะอาดเป็นอย่างมาก ช่วงหมูยังเล็กการทำความสะอาดก็ยังไม่หนัก แต่เมื่อหมูเริ่มโตต้องทำเพิ่มเป็นวันละ 3 ครั้ง ต้องกวาดมูลทิ้ง เปลี่ยนน้ำ ดูแลอาหารวันละ 2 เวลา เช้า-เย็น และต้องควบคุมอุณหภูมิภายในโรงเรือน เฉลี่ยที่ 28 องศาฯ

ที่สำคัญไม่ควรอาบน้ำให้หมู เพราะจะทำให้สุขภาพหมูแย่

สุวารีบอกต่อไปว่า หมู 1 รุ่นจะใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 24 สัปดาห์ หมูจะได้น้ำหนักตามที่ต้องการ ซึ่งทางซีพีเอฟจะส่งพนักงานมาจับ โดยใน 1 รุ่น หมู 550 ตัว ถ้าดูแลเลี้ยงดูดี หลังหักค่าไฟฟ้าเดือนละ 4,000 บาท และค่าแรงอีกเดือนละประมาณ 5,000 บาท ก็จะเหลือรายได้ประมาณ 170,000 บาทต่อรุ่น

กับค่าอาหารเลี้ยงหมูนั้น ถ้าอยู่ในโครงการนี้จะไม่เสีย ทางโครงการจะจัดการให้ โดยรายได้ของเกษตรกรจะมาจากน้ำหนักหมูที่เพิ่มขึ้นจากการเลี้ยงดู ขณะที่ค่าไฟนั้นถ้าในฟาร์มมีระบบผลิตไบโอแก๊ส ก็อยู่ที่เดือนละประมาณ 4,000 บาท แต่ถ้าไม่มีก็จะตกประมาณเดือนละ 12,000 บาท

ใครที่สนใจขอเยี่ยมชมฟาร์มเลี้ยงหมูขุน สุวารีฟาร์ม ก็ลองติดต่อสอบถามกับสุวารีที่ โทร. 08-4825-9815 ส่วนถ้าใครต้องการสอบถามเพิ่มเติมเรื่องการ “เลี้ยงหมูขุน” ด้วยการใช้เทคโนโลยี-อุปกรณ์ทันสมัยเข้ามาช่วยเลี้ยง ตามโครงการส่งเสริมอาชีพเกษตรกรรายย่อยของซีพีเอฟ ก็ติดต่อสอบถามไปที่ โทร. 0-2675-9909.

คู่มือลงทุน…เลี้ยงหมูขุน

ทุนเบื้องต้น ขึ้นอยู่กับขนาด-ปริมาณการเลี้ยง
ทุนหมุนเวียน ประมาณ 50,000 บาท/550 ตัว
รายได้ ประมาณ 170,000 บาท/550 ตัว
แรงงาน 1-2 คนขึ้นไป
ตลาด เข้าโครงการมีบริษัทรับซื้อถึงฟาร์ม
จุดน่าสนใจ เข้าโครงการจะดูแลง่าย-รายได้ดี

บดินทร์ ศักดาเยี่ยงยงค์
dailynews

หมูดำซีพี คูโรบูตะ

No comments January 27th, 2009

แม่พันธุ์ สุกร พันธุ์ คูโรบูตะ (Kurobuta)
คูโรบูตะหมูดำพันธุ์ใหม่ สุกรเนื้อนุ่มสู่ความอร่อยลิ้น

ขบวนการผลิตอันเป็นจุด “ต้นน้ำ” ถือว่ามีส่วนช่วยยกระดับให้อาหารได้มาตรฐานคุณภาพ ถูกสุขอนามัย

กลุ่มผู้เลี้ยงสัตว์ในประเทศไทย ต่างให้ความสำคัญในการ วิจัยพัฒนาสายพันธุ์สัตว์ อาทิ ปลา ไก่ กุ้ง และ หมู อย่างต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งก็เพื่อ เป็นทางเลือกสำหรับเกษตรกรผู้เลี้ยง อีกทั้งให้ การซื้อขายผลิตภัณฑ์ได้ราคาดี สามารถ ขยายลู่ทางการส่งออก ทั้งตลาดภายในและต่างประเทศให้กว้างมากขึ้น

ดร.สัจจา ระหว่างสุข รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านการปรับปรุงพันธุ์สุกร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์ อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ. บอกกับ “หลายชีวิต” ว่า จากกระแสตื่นตัวในเรื่อง “อาหารปลอดภัย” (Food Safety) ของผู้บริโภคในปัจจุบันที่มีมากขึ้น อีกทั้งเป็นการยกระดับสาย พานผลิตให้ก้าวเข้าสู่ “ครัวของโลก” (Kitchen of the World)

ดังนั้น ตลอดเวลาที่ผ่านมากว่า 30 ปี ซีพีเอฟ.ได้มุ่งคัดเลือก สุกรสายพันธุ์ดี เพื่อนำมาพัฒนา ปรับปรุงอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด กระทั่งได้ “พ่อแม่พันธุ์แท้ซีพีเอฟ.” ที่มีลักษณะ พันธุกรรมดี ให้ลูกดก เลี้ยงง่าย โตเร็ว แข็งแรง ตรงกับความต้องการกลุ่มผู้เลี้ยงสุกรขุน

พ่อพันธุ์ สุกร พันธุ์ คูโรบูตะ (Kurobuta)

นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญด้านการควบคุม ป้องกันโรค ซึ่งเราจะมีระบบติดตามสุขภาพอย่างสม่ำเสมอเพื่อเฝ้าระวัง โดยเฉพาะ PRRS (โรคทางระบบสืบพันธุ์และระบบทางเดินหายใจ) ซึ่งหากเกิดการระบาดขึ้น จะสร้างความเสียหายต่ออุตสาหกรรม จำต้องใช้ยารักษาจำนวนมาก อีกทั้งยังส่งผลทำให้อัตราการเจริญเติบโตช้ากว่าสุกรที่ปลอดโรค

ฉะนี้ จึงมุ่งผลิตสุกรปลอดโรค PRRS ตั้งแต่ ฟาร์มระดับทวดพันธุ์ ไปจนถึงฟาร์มสุกรขุน และเมื่อเลี้ยงดูในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม จะส่งผลให้พันธุกรรมพัฒนาได้อย่างเต็มที่…

และหนึ่งในจำนวนนี้ก็คือ หมูดำซีพี คูโรบูตะ (Kurobuta) เป็นอีกหนึ่งสายพันธุ์ที่ได้พัฒนาปรับปรุง พันธุ์ จนกระทั่งเป็นผู้นำในประเทศที่สามารถผลิตเนื้อชนิดนี้เป็นผลสำเร็จ…

คูโรบูตะ มีลักษณะ ขนสีดำ เป็นส่วนใหญ่ แซมสีขาวบางช่วง เมื่อโตเต็มที่ จุดเด่นอยู่ที่ ไขมันจะแทรกในชั้นกล้ามเนื้อแดง โดย ผู้เลี้ยงไม่จำเป็นต้องใช้ยาหรือสารเร่งใดๆ นับว่าตรงกับตามความต้อง การของผู้บริโภคในปัจจุบัน

สำหรับเนื้อน้องหมู “สายพันธุ์ไทย สไตล์พี่ยุ่น” นิยมนำมาปรุงเป็นอาหารได้หลากหลาย แต่ นิยมมากที่สุด คือชาบู ชาบู (shabu shabu) เนื้อกระทะญี่ปุ่น (teppanyaki) และ สเต็ก (steak) ซึ่งหลายคนที่ได้ “เปิบ” ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า เนื้อนุ่ม รสชาติมีความชุ่มฉ่ำกว่าสุกรทั่วไป

ลักษณะเนื้อของหมูพันธุ์คูโรบูตะ

ด้วยคุณภาพของเนื้อที่ไม่เหมือนใคร จึงทำให้ บรรดาครัวไฮโซ ภัตตาคาร ร้านค้า ทั้งในและต่างประเทศ ต้องการ “หมูดำ” เพื่อสำหรับมาใช้เป็นวัตถุดิบปรุงอาหาร แต่ทว่าปัจจุบันในบ้านเรายังไม่สามารถผลิตได้เพียงพอต่อความต้องการ

ฉะนั้น เกษตรกรรายใดที่สนใจคิดจะเลี้ยง หรือเปิบเจ้า “คูโรบูตะ” หมูสัญชาติไทยสายพันธุ์ใหม่ สามารถกริ๊งกร๊างถามไถ่รายละเอียดกันได้ที่ โทร. 0-2625-7344-5, 0-2631-0641, 0-2638-2713 ในวันและเวลาราชการ.

เพ็ญพิชญา เตียว

เนื้อหมูอนามัยซีพีเอฟ

No comments November 6th, 2008

เนื้อหมูอนามัย

“เนื้อหมูอนามัย” สินค้าตัวใหม่ค่ายซีพีเอฟ

หลังจาก ซีพีเอฟ ใช้เวลาในการปรับปรุงสายพันธุ์สุกรมายาวนานกว่า 30 ปี ในที่สุดก็ได้ “สุกรพันธุ์แท้ของซีพีเอฟ” ที่มีลักษณะเด่นคือ เลี้ยงง่าย โตเร็ว แข็งแรง เนื้อมีความนุ่มกว่าเนื้อสุกรปกติกว่า 30%

เพื่อเตรียมนำมาผลิตสินค้าตัวใหม่ “เนื้อสุกรอนามัยซีพีเอฟ” ในขณะนี้

ดร.สัจจา ระหว่างสุข รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านการปรับปรุงพันธุ์สุกร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ เปิดเผยว่า จากการที่ซีพีเอฟได้ทุ่มเทด้านการพัฒนาพันธุ์และการปรับปรุงสายพันธุ์สุกร มากว่า 30 ปี จนได้สุกรพันธุ์แท้ของซีพีเอฟแล้ว มีลักษณะเด่นคือ เลี้ยงง่าย โตเร็ว แข็งแรง เนื้อมีความนุ่มกว่าเนื้อสุกรปกติกว่า 30% ส่วนวิธีการเลี้ยงของซีพีเอฟ จะเลี้ยงในระบบโรงเรือนปิดปรับอากาศด้วยการระเหยน้ำ หรือที่เรียกว่าระบบอีแว็ป ที่มีระบบควบคุมและป้องกันโรคอย่างเข้มงวด เพื่อผลิตเนื้อสุกรอนามัยซีพีเอฟ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ของ ซีพีเอฟ โดยเน้นในเรื่องเนื้อสุกรที่สะอาด ปลอดภัยและเหมาะกับผู้บริโภคที่รักสุขภาพ

“จากความต้องการของผู้บริโภคที่นิยมรับประทานเนื้อสุกรที่มีไขมัน บาง และมีเนื้อแดงมาก เป็นที่มาของการปรับปรุงพันธุ์สุกรจนกระทั่งสามารถผลิตสุกรสายพันธุ์ใหม่ที่ มีลักษณะเด่นคือ มีไขมันแทรกในชั้นกล้ามเนื้อมากขึ้น ส่งผลให้เนื้อมีความนุ่มกว่าเนื้อสุกรปกติกว่า 30% ทำให้มีรสชาติอร่อยถูกปากผู้บริโภค โดยซีพีเอฟจะเป็นผู้นำในประเทศที่สามารถผลิตเนื้อสุกรชนิดนี้ได้สำเร็จ ทั้งนี้กำลังเตรียมออกผลิตภัณฑ์ใหม่จากสายพันธุ์สุกรที่ได้พัฒนาขึ้น โดยเน้นฐานลูกค้าผู้พึงพอใจกับการบริโภคเนื้อที่มีความนุ่ม (tenderness) และชุ่มฉ่ำ (juiciness) เป็นหลัก” ดร.สัจจากล่าว

“ซีพีเอฟนั้น ถือเป็นเป็นผู้นำในธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหาร ฉะนั้นต้องมุ่งมั่นผลิตอาหารคุณภาพอย่างครบวงจร ตั้งแต่ต้นทางจนถึงมือผู้บริโภค เพราะซีพีเอฟได้ทำการค้นคว้าพัฒนาด้านการผลิตสัตว์จนได้กระบวนการเลี้ยง สัตว์ที่มีประสิทธิภาพ โดยยึดหลักการ 5 หัวใจการเลี้ยงสัตว์มาตลอดคือ เป็นสัตว์ที่มีสายพันธุ์ที่ดี ต้องเลี้ยงสัตว์ด้วยอาหารคุณภาพดี มีสารอาหารครบถ้วนและปราศจากสารปนเปื้อนหรือตกค้าง ฟาร์มที่เลี้ยงต้องมาตรฐานฟาร์มที่กรมปศุสัตว์กำหนด เพราะเราใช้เวลาถึง 20 ปี ในการศึกษาและพัฒนาระบบการเลี้ยงมาอย่างต่อเนื่อง” ดร.สัจจากล่าว