Archive: Posts Tagged ‘สุกร’

ไข้หวัดหมู

1 comment April 27th, 2009

ทั่วโลก ป้องกันภัย ไข้หวัดหมู

ทั่วโลกผวา”ไข้หวัดหมู”"ฮู”เตือนภัยเข้าขั้นภาวะฉุกเฉิน จังโก้ตาย81-ติดเชื้อพันกว่ายันไทยไร้ปัญหาสั่งคุมเข้ม!

ทั่วโลกผวามหันตภัยไวรัสร้ายสายพันธุ์ใหม่ “ไข้หวัดหมู” จังโก้สังเวยไปแล้ว 81 ศพ พบผู้ติดเชื้ออีกกว่า 1,300 คน ส่วนสหรัฐพบติดเชื้อ 10 คน “ฮู” เตือนอันตรายเข้าขั้นภาวะฉุกเฉิน หลายประเทศเริ่มคุมเข้มสนามบิน ยันประเทศไทยไร้ “ไข้หวัดหมู” รมว.สธ. สั่งสำนักระบาดวิทยาติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด ปลัด สธ.แจง ไม่ติดต่อจากการทานเนื้อหมู แพร่เชื้อเหมือนไข้หวัดใหญ่ในคน แนะผู้ที่ต้องไปเม็กซิโก-อเมริกา รับคำแนะนำจากกระทรวงฯ

ตามที่มีรายงานการแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่และปอดบวมในประเทศเม็กซิโก ตั้งแต่กลางเดือน มี.ค. และทวีความรุนแรงมากขึ้นใน รอบสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยมีผู้ป่วยรวม 854 ราย เสียชีวิต 59 ราย จากการเก็บตัวอย่างผู้ป่วยรวม 50 ราย ส่งตรวจพบว่า 17 ราย เกิดจากเชื้อ ไข้หวัดใหญ่ชนิด เอ สายพันธุ์ เอช 1 เอ็น 1 (H1N1) ซึ่งเป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ของคน ที่มีสารพันธุกรรมของเชื้อไข้หวัดใหญ่ในหมูผสมอยู่ด้วย ต่อมายังพบผู้ป่วยด้วยเชื้อเดียวกันนี้อีก 7 ราย ในรัฐแคลิฟอร์เนียและเทกซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีชายแดนติดกับประเทศเม็กซิโก แต่ ไม่มีผู้เสียชีวิต ทำให้เกิดความกังวลว่าอาจเกิดการระบาดใหญ่ขยายตัวไปประเทศอื่น ๆ

เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว เมื่อวันที่ 26 เม.ย. นายวิทยา แก้วภราดัย รมว.สาธารณสุข กล่าวว่า ขอยืนยันให้ประชาชนคนไทยสบายใจว่า จนถึงขณะนี้ประเทศไทยยังไม่พบเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ดังกล่าว และจากการเฝ้าระวังโรคของสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ตั้งแต่ต้นปี 2552-ปัจจุบัน พบผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่ 3,159 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิต ซึ่งไม่แตกต่างกับช่วงเวลาเดียวกันในปี 2551 อย่างไรก็ตาม ได้สั่งการให้สำนักระบาดวิทยาติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด รวมทั้งเตรียมความพร้อมรับมือ ทั้งด้านการตรวจวินิจฉัย การดูแลรักษาพยาบาลผู้ป่วย การเตรียมเครื่องมือและเวชภัณฑ์ ตลอดจนการเดินทางระหว่างประเทศ โดยประสานงานกับองค์การอนามัยโลกและศูนย์ป้องกันควบคุมโรคแห่งชาติ สหรัฐอเมริกา อย่างใกล้ชิดด้วย

นพ.ปราชญ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า เชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่นี้ มีการแพร่ติดต่อเช่นเดียวกับโรคไข้หวัดใหญ่ในคนโดยทั่วไป คือเชื้อที่อยู่ในเสมหะ น้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วย แพร่ไปยังผู้อื่นโดยการไอหรือจามรดกันในระยะใกล้ชิด หรือติดจากมือและสิ่งของที่มีเชื้อปนเปื้อนอยู่ และเชื้อจะเข้าสู่ร่างกายทางจมูกและตา เช่น การแคะจมูก การขยี้ตา ไม่ติดต่อ จากการรับประทานเนื้อหมู ผู้ป่วยจะมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ คือ มีไข้สูง ปวดเมื่อยตามร่างกาย ไอ มีน้ำมูก หากป่วยและมีอาการดังกล่าวควรสวมหน้ากากอนามัย และหลีกเลี่ยงการไปในที่ชุมชน หรือสถานที่แออัด ประชาชนทั่วไปควรรักษาสุขภาพให้แข็งแรง โดยรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

ทั้งนี้ ข้อมูลเบื้องต้นจากการสอบสวนโรคบ่งชี้ว่า ไข้หวัดใหญ่เอช 1 เอ็น 1 เป็นการติดต่อจากคนสู่คนและทำให้มีผู้เสียชีวิต ซึ่งองค์การอนามัยโลกกำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และกำลังพิจารณาให้คำแนะนำเรื่องการเดินทางระหว่างประเทศ ดังนั้น ผู้ที่มีแผนการเดินทางไปยังประเทศเม็กซิโก รวมทั้งรัฐแคลิฟอร์เนียและเทกซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา จึงควรติดตามสถานการณ์และคำแนะนำจากกระทรวงสาธารณสุขอย่างใกล้ชิดต่อไป

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการเริ่มแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดหมูในประเทศเม็กซิโก ว่า จะนำเรื่องเข้าที่ประชุมปัญหาในเชิงนโยบายในวันที่ 27-29 เม.ย.นี้

ด้านสำนักข่าวต่างประเทศเอพี เอเอฟ พี และรอยเตอร์ พร้อมใจกันรายงานว่า องค์การอนามัยโลก (ฮู) ที่สำนักงานใหญ่ในนครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ออกประกาศเตือนทั่วโลก อันตรายจากโรคไข้หวัดหมู ที่กำลังระบาดที่ประเทศเม็กซิโกและประเทศสหรัฐอเมริกา เข้าขั้นภาวะฉุกเฉิน ด้านสาธารณสุข โดยนางมาร์กาเร็ต ชาน ผอ.องค์การอนามัยโลก ได้กล่าวเรียกร้องให้ทุกประเทศเพิ่มมาตรการเฝ้าระวังการระบาดของโรคไข้หวัด หมู ซึ่งจะทำให้เกิดอาการไข้ และปอดอักเสบอย่างรุนแรง อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญต่างเห็นพ้องกันว่า ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมก่อนการตัดสินใจปรับระดับเตือนภัยไข้หวัดหมู ซึ่งปัจจุบันอยู่ในระดับ 3 จากทั้งหมด 6 ระดับ

ด้านนายโฆเซ่ อังเกล กอร์โดวา รัฐมน ตรีสาธารณสุขเม็กซิโก เผยเมื่อวันเสาร์ว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากโรคไข้หวัดหมูในประเทศ คาดว่าถึง 81 รายแล้ว โดย 20 รายในจำนวนดังกล่าวได้รับการยืนยัน และล่าสุดได้รับรายงานมีผู้ติดเชื้อเพิ่มอีก 13 คน ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา ทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อไข้หวัดหมูในเม็กซิโกขณะนี้เพิ่มขึ้นเป็น 1,324 ราย ขณะเดียวกันรัฐบาลเม็กซิโกได้สั่งปิดการเรียนการสอน โรงเรียนทุกแห่งในเขตเมืองหลวงกรุงเม็กซิโกซิตี รวมทั้งพื้นที่โดยรอบ และในเขตรัฐซันลุยส์โปโตซี ทางภาคกลางของประเทศ โดยจะปิดการเรียนชั่วคราวไปก่อน จนกว่าจะถึงวันที่ 6 พ.ค. ซึ่งจะมีการประเมินสถานการณ์ใหม่อีกครั้ง

ส่วนสถานการณ์ที่สหรัฐ มีรายงานผู้ติดเชื้อไข้หวัดหมู 6 ราย ในเขตรัฐแคลิฟอร์เนีย และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขรัฐแคนซัสแถลงยืนยัน ผู้ติดเชื้อไข้หวัดหมูเพิ่มอีก 2 ราย โดยหนึ่ง ในจำนวนนี้เพิ่งเดินทางกลับจากเม็กซิโก ด้านสาธารณสุขรัฐเทกซัสได้มีคำสั่งให้โรงเรียนทุกแห่งในเมืองซานอันโตนิโอ ปิดการเรียนการสอนโดยไม่มีกำหนด ภายหลังพบนักเรียนมีอาการติดเชื้อไข้หวัดหมูเป็นรายที่ 3 ทั้งนี้ ข้อมูลของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐ ระบุว่าเชื้อไวรัสไข้หวัดหมูเกิดจากสุกรที่ล้มป่วย การติดเชื้อเกือบทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อมนุษย์สัมผัสสุกรที่ติดเชื้อ และการแพร่ระบาดครั้งนี้นับเป็นครั้งแรก ที่มีการตรวจพบการรวมตัวกันของไข้หวัดหมู ไข้หวัดนกและไข้หวัดมนุษย์ในสุกร โดยไข้หวัดหมูสายพันธุ์ใหม่มีอาการเหมือนไข้หวัดใหญ่ แต่จะมีอาการท้องร่วง และอาเจียนมากกว่าการเป็นไข้หวัดใหญ่ธรรมดา

ส่วนสาธารณสุขทั่วเอเชียตื่นตัวรับมือไข้หวัดหมู โดยสนามบินในหลายประเทศ อาทิ ฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น ฮ่องกง มาเลเซียและนิวซี แลนด์ ได้ดำเนินมาตรการกักตัวผู้โดยสารเครื่องบินที่เดินทางมาจากเม็กซิโก และมีอาการไข้ไว้ก่อนเพื่อตรวจสอบตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก.

dailynews

หมูดำซีพี คูโรบูตะ

No comments January 27th, 2009

แม่พันธุ์ สุกร พันธุ์ คูโรบูตะ (Kurobuta)
คูโรบูตะหมูดำพันธุ์ใหม่ สุกรเนื้อนุ่มสู่ความอร่อยลิ้น

ขบวนการผลิตอันเป็นจุด “ต้นน้ำ” ถือว่ามีส่วนช่วยยกระดับให้อาหารได้มาตรฐานคุณภาพ ถูกสุขอนามัย

กลุ่มผู้เลี้ยงสัตว์ในประเทศไทย ต่างให้ความสำคัญในการ วิจัยพัฒนาสายพันธุ์สัตว์ อาทิ ปลา ไก่ กุ้ง และ หมู อย่างต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งก็เพื่อ เป็นทางเลือกสำหรับเกษตรกรผู้เลี้ยง อีกทั้งให้ การซื้อขายผลิตภัณฑ์ได้ราคาดี สามารถ ขยายลู่ทางการส่งออก ทั้งตลาดภายในและต่างประเทศให้กว้างมากขึ้น

ดร.สัจจา ระหว่างสุข รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านการปรับปรุงพันธุ์สุกร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์ อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ. บอกกับ “หลายชีวิต” ว่า จากกระแสตื่นตัวในเรื่อง “อาหารปลอดภัย” (Food Safety) ของผู้บริโภคในปัจจุบันที่มีมากขึ้น อีกทั้งเป็นการยกระดับสาย พานผลิตให้ก้าวเข้าสู่ “ครัวของโลก” (Kitchen of the World)

ดังนั้น ตลอดเวลาที่ผ่านมากว่า 30 ปี ซีพีเอฟ.ได้มุ่งคัดเลือก สุกรสายพันธุ์ดี เพื่อนำมาพัฒนา ปรับปรุงอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด กระทั่งได้ “พ่อแม่พันธุ์แท้ซีพีเอฟ.” ที่มีลักษณะ พันธุกรรมดี ให้ลูกดก เลี้ยงง่าย โตเร็ว แข็งแรง ตรงกับความต้องการกลุ่มผู้เลี้ยงสุกรขุน

พ่อพันธุ์ สุกร พันธุ์ คูโรบูตะ (Kurobuta)

นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญด้านการควบคุม ป้องกันโรค ซึ่งเราจะมีระบบติดตามสุขภาพอย่างสม่ำเสมอเพื่อเฝ้าระวัง โดยเฉพาะ PRRS (โรคทางระบบสืบพันธุ์และระบบทางเดินหายใจ) ซึ่งหากเกิดการระบาดขึ้น จะสร้างความเสียหายต่ออุตสาหกรรม จำต้องใช้ยารักษาจำนวนมาก อีกทั้งยังส่งผลทำให้อัตราการเจริญเติบโตช้ากว่าสุกรที่ปลอดโรค

ฉะนี้ จึงมุ่งผลิตสุกรปลอดโรค PRRS ตั้งแต่ ฟาร์มระดับทวดพันธุ์ ไปจนถึงฟาร์มสุกรขุน และเมื่อเลี้ยงดูในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม จะส่งผลให้พันธุกรรมพัฒนาได้อย่างเต็มที่…

และหนึ่งในจำนวนนี้ก็คือ หมูดำซีพี คูโรบูตะ (Kurobuta) เป็นอีกหนึ่งสายพันธุ์ที่ได้พัฒนาปรับปรุง พันธุ์ จนกระทั่งเป็นผู้นำในประเทศที่สามารถผลิตเนื้อชนิดนี้เป็นผลสำเร็จ…

คูโรบูตะ มีลักษณะ ขนสีดำ เป็นส่วนใหญ่ แซมสีขาวบางช่วง เมื่อโตเต็มที่ จุดเด่นอยู่ที่ ไขมันจะแทรกในชั้นกล้ามเนื้อแดง โดย ผู้เลี้ยงไม่จำเป็นต้องใช้ยาหรือสารเร่งใดๆ นับว่าตรงกับตามความต้อง การของผู้บริโภคในปัจจุบัน

สำหรับเนื้อน้องหมู “สายพันธุ์ไทย สไตล์พี่ยุ่น” นิยมนำมาปรุงเป็นอาหารได้หลากหลาย แต่ นิยมมากที่สุด คือชาบู ชาบู (shabu shabu) เนื้อกระทะญี่ปุ่น (teppanyaki) และ สเต็ก (steak) ซึ่งหลายคนที่ได้ “เปิบ” ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า เนื้อนุ่ม รสชาติมีความชุ่มฉ่ำกว่าสุกรทั่วไป

ลักษณะเนื้อของหมูพันธุ์คูโรบูตะ

ด้วยคุณภาพของเนื้อที่ไม่เหมือนใคร จึงทำให้ บรรดาครัวไฮโซ ภัตตาคาร ร้านค้า ทั้งในและต่างประเทศ ต้องการ “หมูดำ” เพื่อสำหรับมาใช้เป็นวัตถุดิบปรุงอาหาร แต่ทว่าปัจจุบันในบ้านเรายังไม่สามารถผลิตได้เพียงพอต่อความต้องการ

ฉะนั้น เกษตรกรรายใดที่สนใจคิดจะเลี้ยง หรือเปิบเจ้า “คูโรบูตะ” หมูสัญชาติไทยสายพันธุ์ใหม่ สามารถกริ๊งกร๊างถามไถ่รายละเอียดกันได้ที่ โทร. 0-2625-7344-5, 0-2631-0641, 0-2638-2713 ในวันและเวลาราชการ.

เพ็ญพิชญา เตียว

สุกรพันธุ์เชียงใหม่ 1

No comments November 11th, 2008

พ่อพันธุ์ สุกรพันธุ์เชียงใหม่ 1
สุกรพันธุ์ เชียงใหม่1 ทางเลือกของ…คนเลี้ยงหมู

ปัจจุบันคนไทยสนใจเรื่องสุขภาพ และเริ่มกลัวเกรงในโรคภัยไข้เจ็บ โดยเฉพาะ “ไขมันอุดตันในเส้นเลือด” ที่มีสาเหตุมาจาก “การกิน” ทำให้พิถีพิถันเลือก “เปิบ” อาหาร โดยเน้นว่าจะต้องปลอดสารปนเปื้อน ยาปฏิชีวนะให้มากที่สุด

ส่งผลให้คนเลี้ยง “หมู” ต้องปรับทิศเปลี่ยนทาง จากเดิมที่ชอบ “แอบ” ใช้สารเร่งเนื้อแดงผสมลงอาหาร และเอาไปให้หมูกิน เพื่อเวลาส่ง “ฉี” (ฆ่า) เนื้อจะได้สี “แดง” ชั้น “ไขมัน” น้อยน่า “หม่ำ” ค่านิยมเหล่านี้เริ่ม “ลดน้อยถอยลง”

…ส่วนหนึ่งก็ด้วยการที่ภาครัฐออกมารณรงค์ส่งเสริม ให้คนไทยได้กิน “อาหารที่ปลอดภัย” พร้อมกับทำให้ชาวฟาร์มหมูมีสามัญสำนึก หรือหากยังไม่เกิดก็มีหวังต้องจบเห่ และเจ๊งไม่เป็นท่าอย่างแน่นอน…

และ…เพื่อเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของเกษตรกรผู้เลี้ยง กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้วิจัยสร้าง “สุกรพันธุ์เชียงใหม่ 1” ขึ้น

นายประภาษ มหินชัย นักวิชาการสัตวบาล 8 ว. (ปรับปรุงพันธุ์สัตว์) ศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์เชียงใหม่ บอกกับ “หลายชีวิต” ว่า หลังจากผู้บริโภคเกิดกระแสตื่นตัวในเรื่องโทษของอาหารที่มีไขมัน ซึ่งหากกินมากๆ จะทำให้เกิดไขมันอุดตันในเส้นเลือด อ้วน และหลายโรคเกิดขึ้นได้ง่าย

….เมื่อคนที่พิสมัย “หมูสามชั้น” รู้ถึงผล “เสีย” มากกว่า “ดี” ต่างเริ่มลดนิสัย “ตามใจปาก” หันมามองเนื้อที่มีไขมันน้อย ห้วงระยะเวลาคาบหนึ่งฟาร์มผู้เลี้ยงจึงหันมาขุนหมูในทิศทางที่ผิดๆ ด้วยการใช้ “สารเร่ง” เพื่อให้ชั้นไขมันน้อยลง เนื้อหมูมีสีแดงสดสวยน่ากินมากขึ้น

ฉะนี้…เพื่อเป็นการแก้ปัญหาระยะยาว จึงเริ่มพัฒนาสุกรที่มีค่าพันธุกรรม โดยในระยะแรก เริ่มผสมข้ามระหว่างพ่อพันธุ์ดูรอค หรือ “เปียแตรง” ผสมกับแม่พันธุ์ลูกผสมสองสาย “ลาร์จไวท์ แลนด์เรซ” ตามที่ “หลายชีวิต” เคยนำเสนอไปแล้วนั้น

เพื่อให้ได้พ่อพันธุ์สุกรดูรอค ที่คุณสมบัติเยี่ยม ช่วงเวลานี้ก็ยังมีการพัฒนาสายพันธุ์อย่างต่อเนื่อง ด้วยการรวมเอาลักษณะเด่นของสุกร ดูรอคสามสายพันธุ์คือ แคนาดา ที่อัตราการเจริญเติบโต โครงสร้างใหญ่ ขาแข็งแรงลำตัวยาว

พันธุ์เบลเยียม ให้กล้ามเนื้อเด่นชัด ปริมาณเนื้อแดงมาก และสายพันธุ์เดนมาร์ก ซึ่งมีอัตราการเจริญเติบโตประสิทธิภาพการเปลี่ยนอาหารดี ทำการคัดเลือกปรับปรุงโดยนำเอาวิทยาการสมัยใหม่เข้ามาช่วยประเมินค่าการผสม พันธุ์ (Estimating Breeding Value, EBV) หรือการประเมินค่าทางพันธุกรรมที่สามารถ่ายทอดไปยังรุ่นลูก (Genotype) แบบไร้อคติที่ดีที่สุด

หรือจะกล่าวให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ เป็นเทคนิควิธีการรวมจุดเด่นของแต่ละสายพันธุ์ กระทั่งออกมาเป็นหมู “เชียงใหม่” แล้วคัดลูกสุกรชั่วอายุที่ 1 (G1) เข้าทดสอบสมรรถภาพ (performance test) เพศผู้ 50 ตัว เพศเมีย 150 ตัว เป็นพ่อและแม่พันธุ์ เพื่อผลิตสุกรชั่วอายุที่ 2 (G2) โดยการผสมพันธุ์ภายใน (inter se mating) ได้สุกร G2 คัดเลือกสุกร G2 ขึ้นทดสอบพันธุ์ เพศผู้ 50 ตัว เพศเมีย 150 ตัว คัดเลือกไว้ทำพันธุ์ จำนวนเพศผู้ 10 ตัว เพศเมีย 50 ตัว เพื่อผลิตเป็นสุกร G3, G4 และ G5

จากนั้นดำเนินการทดสอบ Homogeneity of Variance ใน G4 และ G5 เพื่อสรุปความสม่ำเสมอของพันธุกรรมที่ได้ นำไปส่งเสริมให้กับเกษตรกรเลี้ยง เพื่อเข้าสู่สายพาน การผลิตอาหารปลอดภัย ตามนโยบายของรัฐบาลที่วางไว้ถูกต้องตามแบบ “เป๊ะ” เพื่อใช้ทำหน้าที่ขยายเผ่าพันธุ์รุ่นลูก ส่งเลี้ยงต่อเป็น “หมูขุน” ที่ มีอัตราการเจริญเติบโต ประสิทธิภาพการเปลี่ยนอาหารดี มีลักษณะรูปร่างภายนอกที่สวยงาม มัดกล้ามเนื้อเด่นชัด โครงสร้างขาแข็งแรง ลำตัวยาว ความหนาไขมันสันหลังน้อย มีความสม่ำเสมอในการถ่ายทอดลักษณะจากรุ่นสู่รุ่น อย่างไม่ค่อยผิดเพี้ยนจากต้นสายพันธุ์

เกษตรกรรายใดสนใจ “หมูอ้วน” สายพันธุ์ใหม่ ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร.0-5331-1709, 08-1885-8879 ในวันและเวลาราชการ.

เพ็ญพิชญา เตียว

เนื้อหมูอนามัยซีพีเอฟ

No comments November 6th, 2008

เนื้อหมูอนามัย

“เนื้อหมูอนามัย” สินค้าตัวใหม่ค่ายซีพีเอฟ

หลังจาก ซีพีเอฟ ใช้เวลาในการปรับปรุงสายพันธุ์สุกรมายาวนานกว่า 30 ปี ในที่สุดก็ได้ “สุกรพันธุ์แท้ของซีพีเอฟ” ที่มีลักษณะเด่นคือ เลี้ยงง่าย โตเร็ว แข็งแรง เนื้อมีความนุ่มกว่าเนื้อสุกรปกติกว่า 30%

เพื่อเตรียมนำมาผลิตสินค้าตัวใหม่ “เนื้อสุกรอนามัยซีพีเอฟ” ในขณะนี้

ดร.สัจจา ระหว่างสุข รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านการปรับปรุงพันธุ์สุกร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ เปิดเผยว่า จากการที่ซีพีเอฟได้ทุ่มเทด้านการพัฒนาพันธุ์และการปรับปรุงสายพันธุ์สุกร มากว่า 30 ปี จนได้สุกรพันธุ์แท้ของซีพีเอฟแล้ว มีลักษณะเด่นคือ เลี้ยงง่าย โตเร็ว แข็งแรง เนื้อมีความนุ่มกว่าเนื้อสุกรปกติกว่า 30% ส่วนวิธีการเลี้ยงของซีพีเอฟ จะเลี้ยงในระบบโรงเรือนปิดปรับอากาศด้วยการระเหยน้ำ หรือที่เรียกว่าระบบอีแว็ป ที่มีระบบควบคุมและป้องกันโรคอย่างเข้มงวด เพื่อผลิตเนื้อสุกรอนามัยซีพีเอฟ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ของ ซีพีเอฟ โดยเน้นในเรื่องเนื้อสุกรที่สะอาด ปลอดภัยและเหมาะกับผู้บริโภคที่รักสุขภาพ

“จากความต้องการของผู้บริโภคที่นิยมรับประทานเนื้อสุกรที่มีไขมัน บาง และมีเนื้อแดงมาก เป็นที่มาของการปรับปรุงพันธุ์สุกรจนกระทั่งสามารถผลิตสุกรสายพันธุ์ใหม่ที่ มีลักษณะเด่นคือ มีไขมันแทรกในชั้นกล้ามเนื้อมากขึ้น ส่งผลให้เนื้อมีความนุ่มกว่าเนื้อสุกรปกติกว่า 30% ทำให้มีรสชาติอร่อยถูกปากผู้บริโภค โดยซีพีเอฟจะเป็นผู้นำในประเทศที่สามารถผลิตเนื้อสุกรชนิดนี้ได้สำเร็จ ทั้งนี้กำลังเตรียมออกผลิตภัณฑ์ใหม่จากสายพันธุ์สุกรที่ได้พัฒนาขึ้น โดยเน้นฐานลูกค้าผู้พึงพอใจกับการบริโภคเนื้อที่มีความนุ่ม (tenderness) และชุ่มฉ่ำ (juiciness) เป็นหลัก” ดร.สัจจากล่าว

“ซีพีเอฟนั้น ถือเป็นเป็นผู้นำในธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหาร ฉะนั้นต้องมุ่งมั่นผลิตอาหารคุณภาพอย่างครบวงจร ตั้งแต่ต้นทางจนถึงมือผู้บริโภค เพราะซีพีเอฟได้ทำการค้นคว้าพัฒนาด้านการผลิตสัตว์จนได้กระบวนการเลี้ยง สัตว์ที่มีประสิทธิภาพ โดยยึดหลักการ 5 หัวใจการเลี้ยงสัตว์มาตลอดคือ เป็นสัตว์ที่มีสายพันธุ์ที่ดี ต้องเลี้ยงสัตว์ด้วยอาหารคุณภาพดี มีสารอาหารครบถ้วนและปราศจากสารปนเปื้อนหรือตกค้าง ฟาร์มที่เลี้ยงต้องมาตรฐานฟาร์มที่กรมปศุสัตว์กำหนด เพราะเราใช้เวลาถึง 20 ปี ในการศึกษาและพัฒนาระบบการเลี้ยงมาอย่างต่อเนื่อง” ดร.สัจจากล่าว

ผลิตไบโอแก๊สจากขี้หมู

1 comment October 10th, 2008

ฟาร์มสุกร

หลังจากที่ใช้เวลาศึกษาเรื่องการนำมูลสุกรมาเป็นพลังงานทดแทนกว่า 10 ปี ในที่สุดฟาร์มสุกรปลอดโรค “พี อาร์ อาร์ เอส” หรือ “ฟาร์มกาญจนบุรี” ซึ่งเป็นฟาร์มขนาดใหญ่บนพื้นที่ 306 ไร่ ของบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ

ที่ อ .ห้วยกระเจา จ. กาญจนบุรี ก็สามารถผลิตไบโอแก๊สจากมูลสุกรมาใช้ผลิตกระแสไฟฟ้ามาใช้เอง คิดมูลค่าถึง 1.9 แสนบาทต่อเดือน แถมยังสามารถลดน้ำเสีย กลิ่น และแมลงได้ดีด้วย

สมควร ชูวรรธนะปกรณ์ รองกรรมการผู้จัดการบริหารซีพีเอฟ ผู้เชี่ยวชาญด้านสุกร เล่าว่า ฟาร์มสุกรแต่ละแห่ง จะมีของเสียออกมาจากระบบการเลี้ยงเป็นจำนวนมากในทุกๆ วัน หากปราศจากการจัดการที่ดี ปล่อยให้ของเสียเหล่านี้ย่อยสลายในพื้นที่เปิด มีเทนและคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นแก๊สเรือนกระจก จะลอยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ รวมทั้งน้ำเสีย กลิ่น และแมลง นอกจากนี้ ยังเป็นปัญหากับสภาพแวดล้อมของชุมชนข้างเคียงด้วย ทางซีพีเอฟเองได้ใช้เวลากว่า 10 ปีศึกษาเรื่องการนำมูลสุกรมาเปลี่ยนเป็นพลังงาน โดยได้ดำเนินการอย่างจริงจังและต่อเนื่อง จึงสามารถบริหารจัดการของเสียจากฟาร์มเลี้ยงสุกรให้เกิดประโยชน์สูงสุด กลายเป็นระบบบำบัดของเสียภายในฟาร์มที่มีการดำเนินการอย่างเป็นระบบ

รอง กรรมการผู้จัดการบริหารซีพีเอฟบอกอีกว่า นอกจากนี้ฟาร์มกาญจนบุรี มีการพัฒนาระบบไบโอแก๊สให้มีระบบชักกากเพิ่มเติม ทำให้สามารถชักเอากากตะกอนในบ่อหมักออกได้ ตรงนี้จะช่วยแก้ปัญหากากตะกอนเต็มเร็วเกินไป และยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายจากการที่จะต้องเปิดพลาสติกคลุมปากบ่อ ทั้งยังช่วยลดมลภาวะ เช่น ลดกลิ่น ลดปัญหาแมลงวัน และแก้ปัญหาน้ำเสียที่เกิดจากการใช้น้ำภายในฟาร์มได้

นับเป็น ตัวอย่างสำหรับการพัฒนาฟาร์มสุกรของไทยในอนาคต ที่เลี้ยงสุกรเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง เพราะไม่เพียงให้แก๊สเป็นพลังงานทดแทนเท่านั้น แต่ยังมีผลพลอยได้เป็นกากมูลสุกรใช้เป็นปุ๋ยปรับปรุงบำรุงดิน รวมทั้งน้ำที่ผ่านการบำบัดแล้วหมุนเวียนมาใช้ในแปลงเกษตรได้อีกด้วย