ปลากัดปลอดเชื้อ หลายคนยังไม่ทราบว่า “ปลากัด” ของไทยมีมูลค่าในการส่งออกอยู่ในลำดับที่ 1 ใน 3 ของปลาสวยงามส่งออกตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543-2550 แต่ปัญหาหนึ่งของการผลิตปลากัดเพื่อการส่งออก คือ การติดเชื้อแบคทีเรีย โดยเฉพาะโรควัณโรคในปลา ซึ่งพบว่ามีการแพร่ระบาดในปลาสวยงาม เช่น ปลากัด ปลาเทวดาและปลาออสก้า เป็นต้น ต้นเหตุของโรคเกิดจากเชื้อมัยโคแบคทีเรียม ซึ่งเชื้อนี้สามารถพบในไรแดง ลูกน้ำ ไส้เดือนฝอย ฯลฯ จากการปนเปื้อนของเชื้อโรคดังกล่าวในกลุ่มอาหารมีชีวิตที่ได้มาในข้างต้น ทำให้ปลากัดที่เลี้ยงด้วยอาหารดังกล่าวมีโอกาสติดเชื้อและการแพร่ระบาดของ โรคนี้แพร่ไปได้ง่าย จากการสุ่มตรวจตัวอย่างปลาสวยงามดังกล่าว พบว่าประมาณ 90% ของตัวอย่างปลาพบเชื้อมัยโคแบคทีเรียม โดยที่ปลาไม่แสดงอาการป่วย เมื่อปลากัดเป็นโรคนี้ยังไม่มีวิธีการรักษา ดังนั้นการศึกษาการผลิตปลากัดปลอดเชื้อจึงเป็นแนวทาง หนึ่งในการป้องกันการระบาดของโรคติดเชื้อนี้ คุณเต็มดวง สมศิริ และคณะ จากสถาบันวิจัยสุขภาพสัตว์น้ำจืด ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดระยอง จึงได้เริ่มโครงการทดลองผลิตปลากัดปลอดเชื้อโดยการเลี้ยงจากการควบคุมการ ผลิตไรแดง จากหัวน้ำเขียวคลอเรลล่าที่ปลอดเชื้อ มีการควบคุมสุขอนามัยฟาร์มโดยการฆ่าเชื้อใน น้ำและอุปกรณ์ในระบบการเพาะเลี้ยงด้วยคลอรีน รวมทั้งคัดเลือกพ่อ-แม่พันธุ์ปลากัดที่ผ่านการทดสอบว่าไม่มีการปนเปื้อนของ เชื้อมัยโคแบคทีเรียม จากการทดลองพบว่าเมื่อนำปลากัดมาเพาะพันธุ์ทั้งหมด 3 รุ่น พบว่าลูกปลากัดจำนวน 29 ครอกจาก 30 ครอก [...]

 

“ปลาดุกไฟฟ้ายักษ์” เป็นปลาที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในทวีปแอฟริกา ปัจจุบันในธรรมชาติจะพบเฉพาะในแม่น้ำคองโกเท่านั้น ไม่พบในประเทศไทย จัดเป็นปลาที่ชอบอาศัยอยู่ในน้ำนิ่งหรือน้ำไหลเอื่อย ๆ ชอบอาศัยตามโพรงหิน โพรงไม้และตามรากไม้จมน้ำที่มีแสงผ่านได้น้อยหรือเป็นน้ำหมักที่มีการสะสมของสารอินทรีย์ เช่น ใบไม้ทับถมกันและมีอุณหภูมิของน้ำเฉลี่ย 23-28 องศาเซลเซียส ลักษณะรูปร่างของปลาดุกไฟฟ้ายักษ์จะมีรูปร่างกลมและยาวคล้ายไส้กรอก ไม่มีครีบหลังแต่จะมีครีบไขมันขนาดใหญ่ ที่อยู่ค่อนไปทางส่วนท้ายของลำตัวติดกับครีบหาง คุณชวิน ตันพิทยคุปต์ หนึ่งในผู้ที่มีประสบการณ์ในการเลี้ยงปลาแปลกและสวยงาม ทั้งในและต่างประเทศได้ย้ำว่าปลาดุกไฟฟ้ายักษ์ไม่พบในแหล่งน้ำในประเทศไทย ใครที่ซื้อมาเลี้ยงเป็นปลาแปลกและปลาสวยงามแล้วเบื่อ ห้ามปล่อยลงสู่แหล่งน้ำไทยอย่างเด็ดขาด ลักษณะเด่นของปลาชนิดนี้จะมีอวัยวะที่สร้างไฟฟ้าเรียงตัวอยู่บริเวณด้านข้างของลำตัว สามารถสร้างกระแสไฟฟ้า ที่รุนแรงได้ถึง 350 โวลต์ โดยกระแสไฟฟ้าดังกล่าวใช้เป็นอาวุธป้องกันตัวและฆ่าเหยื่อที่จะจับกิน บริเวณลำตัวมีสีเทา มีจุดประสีดำขนาดใหญ่และเล็กกระจายอยู่ทั่วลำตัว จัดเป็นปลาที่ค่อนข้างดุร้ายจึงไม่ควรเลี้ยงรวมกับปลาชนิดอื่น แม้แต่เลี้ยงรวมด้วยกันจะพบปัญหากัดกันเอง อาหารหลักของปลาดุกไฟฟ้ายักษ์คือปลาเล็ก ๆ ทุกชนิด แต่จัดเป็นปลาที่เคลื่อน ที่ช้า ไม่ว่องไว ดวงตามีขนาดเล็กและใช้การได้ไม่ดีนัก วิธีการล่าเหยื่อจะใช้กระแสไฟฟ้าช็อตให้ปลาหมดสติหรือตายทันทีแล้ว ค่อยกลืนกินเป็นอาหาร คุณชวินยังบอกว่าหลายคนจะไม่สามารถแยกความแตกต่างระหว่างปลาดุกไฟฟ้ายักษ์กับปลาดุกไฟฟ้า กับปลาดุกธรรมดา ข้อแตกต่างที่สำคัญประการแรกก็คือขนาดและการเจริญเติบโต ปลาดุกไฟฟ้าธรรมดาที่อาศัยอยู่ในธรรมชาติจะเจริญเติบโตได้เต็มที่มีความยาวของลำตัวได้ถึง 1 เมตร เรียกได้ว่าตัวใหญ่ที่สุดในบรรดาปลาดุกไฟฟ้าทุกชนิด แต่เมื่อนำมาเลี้ยงในตู้เป็นปลาสวยงาม จะเจริญเติบโตช้ามากจากประสบการณ์ของคุณชวินเคยพบมาโตเต็มที่ไม่เกิน 12 นิ้ว ในขณะที่ปลาดุกไฟฟ้ายักษ์เมื่อนำมาเลี้ยงในตู้พบว่าเจริญเติบโตเร็วมากขณะนี้มีคนเลี้ยงได้ขนาดลำตัวถึง 50-60 เซนติเมตรก็มี สำหรับข้อแตกต่างปลีกย่อยอื่น [...]

 

เลี้ยงนวลจันทร์ทะเลเชิงพาณิชย์ อีกหนึ่งทางเลือกชาวประมงชายฝั่ง กว่า 30 ปีที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งประจวบคีรีขันธ์ได้รวบรวมลูกปลา นวลจันทร์ทะเลจากธรรมชาติมาทดลองเลี้ยงไว้ในบ่อดินเพื่อรวบรวมไว้เป็นพ่อแม่ พันธุ์ พร้อมทั้งร่วมกับกองพัฒนาอุตสาหกรรมสัตว์น้ำในการพัฒนาการแปรรูปผลิตภัณฑ์ ปลานวลจันทร์ทะเลในรูปแบบต่างๆ อาทิ ปลานวลจันทร์รมควัน ปลาก้างนิ่ม ปลาต้มเค็ม-ต้มหวานบรรจุกระป๋อง ซึ่งได้รับการยอมรับว่ามีรสชาติดีและสะดวกในการบริโภค แต่เนื่องจากเกษตรกรไม่มีการเลี้ยงอย่างต่อเนื่องจึงยังไม่สามารถพัฒนาผล ผลิตไปสู่เชิงพาณิชย์ได้ “ตอนนี้มีกำลังดูอยู่ 2 แนวทางคือส่งเสริมให้ชาวบ้านเลี้ยงแล้วนำมาแปรรูปเองเพื่อพัฒนาเป็นโอท็อป ของจังหวัด ทำแบบครบวงจรไปเลย เพราะถ้าขายปลาเป็นๆ ราคาจะถูกมาก จึงต้องนำมาแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม หรือไม่ก็ส่งเสริมให้มีการเลี้ยงเชิงพาณิชย์ป้อนโรงงานอุตสาหกรรมแปรรูป เพื่อการส่งออก เพราะปลาชนิดนี้เป็นที่ต้องการของต่างประเทศมากโดยเฉพาะไต้หวัน จีนและประเทศในแถบยุโรป” จินตนา นักระนาด ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่ง จ.ประจวบคีรีขันธ์ กล่าวถึงแนวทางการส่งเสริมเลี้ยงปลานวลจันทร์ทะเลแก่ชาวบ้าน โดยเน้นในพื้นที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ เป็นหลัก เนื่องจากปลาชนิดนี้พบมากในบริเวณแถบชายฝั่งทะเลของ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ทำให้ง่ายในการส่งเสริมเป็นอาชีพ สร้างรายได้ให้แก่ชาวบ้าน สอดรับกับนโยบายของกรมประมงที่มุ่งเน้นการพัฒนาการเพาะเลี้ยงปลานวลจันทร์ ทะเลอย่างจริงจังตั้งแต่ปี 2551 เป็นต้นมา โดยมีหน่วยงานต่างๆ ภายใต้สำนักวิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งได้ให้ความร่วมมือในการพัฒนาอาหาร สำหรับพ่อแม่พันธุ์ ตลอดจนเทคนิคการเพาะฟักและอนุบาล โดยมีศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งประจวบคีรีขันธ์เป็นหน่วยงานหลักในการ ผลิตไข่และลูกปลาแรกฟักให้แก่ศูนย์วิจัยต่างๆ และสถานีอื่นๆ นำไปทดลองอนุบาลและส่งเสริมการเพาะเลี้ยงให้แก่เกษตรกรที่สนใจต่อไป ผู้อำนวยการศูนย์คนเดิมระบุอีกว่า สาเหตุที่เกษตรกรไม่นิยมเลี้ยงในช่วงที่ผ่านมาเนื่องจากราคารับซื้อปลาชนิด นี้ในท้องตลาดมีราคาต่ำเฉลี่ยระหว่าง [...]

 

การผลิตพันธุ์ปูแสม สภาพแวดล้อมในปัจจุบันของป่าชายเลนไทยอยู่ในสภาพเสื่อมลงอย่างต่อเนื่อง มีการบุกรุกทำลายป่าชายเลนซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของปูแสมทำให้ปริมาณ ของ ปูแสมในธรรมชาติลดน้อยลงไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดผู้บริโภค ปูแสมรุ่นใหม่ ที่เกิดจากธรรมชาติทดแทนปูรุ่นเก่าไม่ทันการ แพร่กระจายของปูแสมในธรรมชาติพบได้ตั้งแต่ หมู่เกาะฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และอ่าวไทยและพบได้ทุกจังหวัดริมอ่าวไทยตั้งแต่ จ.ตราด ไปจนถึง จ.นราธิวาส ในธรรมชาติปูแสมจะกินใบไม้และซากสัตว์ที่ผุเปื่อยเป็นอาหาร ขณะนี้นับเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งสุราษฎร์ธานี ได้มีโครงการศึกษาและผลิตลูกพันธุ์ปูแสมเพื่อเน้นการอนุรักษ์ โดยผลิตลูกพันธุ์ปูแสมปล่อยเสริมลงในแหล่งน้ำธรรมชาติ นอกจากนั้นยังได้ค้นคว้าและวิจัยเพื่อพัฒนาการเพาะเลี้ยงปูแสมในเชิงพาณิชย์ ต่อไป เช่น การศึกษาการเลี้ยงปูแสมในบ่อผ้าใบโดยใส่ต้นโกงกางเป็นที่กำบัง, การศึกษาการเลี้ยงปูแสมในบ่อดิน ฯลฯ ทางศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งสุราษฎร์ธานีได้ทำการผลิตลูกพันธุ์ปูแสม โดยการรวบรวมแม่พันธุ์ปูแสมไข่นอกกระดอง คัดเลือกเฉพาะแม่พันธุ์ปูแสมที่มีไข่สีน้ำตาลหรือดำ นำมาเพาะฟัก ใส่ในถังขนาด 150 ลิตร ที่บรรจุ น้ำทะเลสะอาดและผ่านการฆ่าเชื้อด้วยคลอรีนเรียบร้อยแล้ว ให้อากาศแบบหัวทรายตลอดเวลา จากไข่ปูแสมสีน้ำตาล, ดำ ใช้เวลา 1-3 วัน แม่ปูก็จะฟักไข่ออกเป็นตัวอ่อนระยะ Zoea หลังจากนั้นทำการแยกตัวอ่อนไปอนุบาลต่อในบ่อซีเมนต์ อนุบาลจนถึงระยะ Young Crab และในระยะนี้จะให้อาหารด้วยปลาสดบด จนลูกปูได้ขนาด 0.5-1 เซนติเมตร นำไปเลี้ยงในบ่อดินหรือปล่อยคืนสู่ธรรมชาติต่อไป ในปี พ.ศ. 2551 [...]

 

ส่งเสริมเลี้ยงปลาซิวข้างขวานเล็ก สู่ตลาดปลาสวยงามนานาชาติ ปลาซิวข้างขวานเล็ก เป็นปลาน้ำจืดมี ถิ่นกำเนิดในประเทศเขตร้อน ทั้งไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย และเกาะสุมาตรา ซึ่งประเทศไทยพบที่ภาคใต้และภาคตะวันออก โดยพบมากที่สุด คือ ที่อำเภอย่านตาขาว และอำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง จัดเป็น ปลาที่มีสีสันสวยงามมีสารพัดสีในตัว คือ บริเวณ ลำตัวซึ่งมีลักษณะแบนข้างจะเป็นสีน้ำตาลอมเขียว แต่จะมีช่วงกลางลำตัว เป็นสีน้ำตาลอมแดง ส่วนครีบหางเป็นสีส้ม หรือสีแดงอ่อน แต่ ลักษณะเด่นและเป็นที่มาของชื่อปลาซิวข้างขวาน นี้ คือ แถบสามเหลี่ยมสีดำเล็ก ๆ คล้ายรูปขวาน ตอนกลางลำตัวไปทางด้านหาง ปลาซิวข้างขวานเล็ก จัดเป็นปลาที่มีความสวยงามทางเศรษฐกิจชนิดหนึ่ง เพราะขายได้ราคา ดี เป็นที่ต้องการของตลาด และมีมูลค่าการส่งออกสูงขึ้นอย่างหต่อเนื่อง แต่ที่ผ่านมาปลาซิวข้างขวานเล็กที่จำหน่ายและส่งออกจะเป็นปลาที่จับได้จาก ธรรมชาติ เนื่องจากสามารถจับได้ง่าย ประกอบกับสภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรม และบางพื้นที่ได้ทำการขุดลอกคลอง ทำให้แหล่งวางไข่ของปลาถูกทำลาย จึงเป็นเหตุให้เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์อย่างยิ่ง ล่าสุดเกี่ยวกับเรื่องนี้ ดร.วิมล จันทรโรทัย รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า กรมประมง ในฐานะหน่วยงานที่มีหน้าที่ดูแลทรัพยากรสัตว์น้ำให้คงอยู่ จึงมีนโยบายในการเพาะพันธุ์ปลา ซิวข้างขวานเล็กเพื่อปล่อยกลับคืนสู่แหล่งน้ำธรรมชาติเป็นการอนุรักษ์พันธุ์ ปลาชนิดนี้ไม่ [...]

© 2012 ข่าวเกษตร Suffusion theme by Sayontan Sinha