Archive: Posts Tagged ‘สัตว์น้ำ’

การให้อาหารปลาทอง

2 comments November 30th, 2010

การเลี้ยงปลาทองที่ถูกต้อง
การเลี้ยงปลาทองที่ถูกต้อง

มีการเปรียบเปรยกันว่า “ปลาทองนั้นมีลีลาในการแหวกว่ายน้ำพลิ้วไหวดั่งชายกิโมโนของสาวญี่ปุ่นยามโบกสะพัด” ซึ่งมีความหมายว่าในส่วนของช่วงโคนหางหรือที่เรียกว่าตะโพกของปลาทองนั้นในตอนที่ว่ายน้ำนั้นดูสวยงาม ดูปราดเปรียวและมีชีวิตชีวา หลายคนยังไม่ทราบว่าชาติแรกที่ทำการเลี้ยงปลาทองและเพาะผสมพันธุ์คือ ชาวจีน เมื่อช่วงระหว่างปี พ.ศ.1704-2093 ซึ่งนิยมเลี้ยงในหมู่ของขุนนางในราชสำนัก

คุณสมเกียรติ นาคโคตร ชาวจังหวัดนนทบุรี มีประสบการณ์ในการเลี้ยงปลาทองมานานได้เล่าถึงการเลี้ยงปลาทองในบ้านเราว่าปลาทองที่นิยมเลี้ยงจะแบ่งออกเป็น 2 สายพันธุ์คือ ปลาทองพันธุ์หัวสิงห์ที่ได้ฉายาว่า “ราชาแห่งปลาทอง” ลักษณะเด่นตรงบริเวณหัวจะมีก้อนเนื้อหุ้มอยู่คล้ายกับสวมหัวโขน ในขณะที่อีกสายพันธุ์หนึ่งคือปลาทองพันธุ์ออเรนดา ซึ่งมีลักษณะลำตัวค่อนข้างยาว ครีบหางอ่อนช้อยเป็นพวง

คุณสมเกียรติได้มีคำแนะนำสำหรับมือใหม่ที่เริ่มเลี้ยงปลาทองที่ถูกต้องและให้ปลาทองมีสุขภาพที่แข็งแรง มีสีสันสดใส ประการแรกจะดูที่สถานที่เลี้ยงและภาชนะที่ใช้เลี้ยง ซึ่งโดยทั่วไปภาชนะที่นิยมเลี้ยงจะเป็นอ่างซีเมนต์และตู้กระจกสี่เหลี่ยม ถ้าเลี้ยงในตู้กระจกควรเลือกขนาดของตู้กระจกที่มีความจุของน้ำอย่างน้อย 40 ลิตร ซึ่งจะใช้เลี้ยงปลาทองขนาดกลางได้ประมาณ 12 ตัว เพื่อให้มีที่ว่างมากพอที่จะตกแต่งพันธุ์ไม้และติดตั้งปั๊มอากาศ ส่วนการเลี้ยงปลาทองในอ่างซีเมนต์ซึ่งเลี้ยงอยู่นอกบ้านจะต้องคำนึงถึงแสงสว่างจะต้องเป็นสถานที่ไม่อับแสง ถ้าแสงมากเกินไปควรใช้ตาข่ายพรางแสงประมาณ 60% ปิดปากบ่อสภาพของบ่อเลี้ยงควรสร้างให้ลาดเอียงเพื่อสะดวกในการเปลี่ยนถ่ายน้ำในแต่ละครั้ง ศัตรูของปลาที่สำคัญคือ แมวและนก เป็นต้น

ส่วนการให้อาหารแก่ปลาทองแนะนำว่าให้ อาหารสำเร็จรูปวันละ 1-2 ครั้ง อาหารเสริมจะให้ลูกน้ำและหนอนแดง ในการดูความอ้วนและความแข็งแรงของตัวปลาจะต้องมองที่ความกว้างของลำตัวและจะต้องสังเกตโคนหางร่วมกัน ลักษณะปลาที่ตัวใหญ่หรืออ้วนนั้นให้สังเกตบริเวณโคนหางจะใหญ่แข็งแรงและมีความสมดุลกับตัวปลาและเมื่อมองจากมุมด้านบนสังเกตจากความกว้างของลำตัวจะต้อง มีความอ้วนหนาและบึกบึนมีโคนหางที่ใหญ่แข็งแรงนอกจากนั้นจะต้องดูการเรียงแถวของเกล็ดควรจะมีการเรียงเป็นแนวเดียวกัน ไม่กระจัดกระจายออกจากแถวเมื่อมองดูแล้วมีความเป็นระเบียบเรียบร้อยและเนียนตา สีบนตัวปลาจะต้องมีสีสดเข้มมองดูแล้วสะดุดตาไม่ว่าลำตัวจะมีสีแดงหรือสีขาว

ความสำเร็จของการเลี้ยงปลาทองจะดูได้จากลักษณะโดยรวมของปลาทั้งส่วนหัว, ลำตัว และหาง.

ฟาร์มหอยนางรม

No comments May 15th, 2010

ฟาร์ม หอยนางรม
ฟาร์มสเตย์หอยนางรม: แหล่งทำเงินรักษ์ธรรมชาติ

ในการดำเนินกิจการการเกษตรประเภทต่าง ๆ ในปัจจุบันนี้ มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการนำวิวัฒนาการทางเทคโนโลยี รูปแบบเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์และความแปลกใหม่มาสู่กิจการเพื่อความทันสมัยและก้าวล้ำไปในทิศทางที่ดีขึ้นกว่าอดีตแต่คงความเป็นเอกลักษณ์ของเกษตรกรไว้อย่างมีคุณค่า

แหล่งเลี้ยงหอยนางรมและหอยแครงที่ตั้งอยู่บริเวณอ่าวบ้านดอน อ.กาญจนดิษฐ์ จ.สุราษฎร์ธานี จะห่างจากชายฝั่งประมาณ 3 กิโลเมตร มีเกษตรกรหลายรายดำเนินกิจการหนึ่งในนั้นก็มีนายสมชาย สินมา โดยเมื่อเร็ว ๆ นี้ นายพิสันต์ ประทานชวโน รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นายสุทธา สายวาณิชย์ ผอ.สำนักส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นและวิสาหกิจชุมชน นายสมพร อรุณรัตน์ พัฒนาการจังหวัดสุราษฎร์ธานี และคณะ ได้เข้าไปเยี่ยมชมกิจการของฟาร์ม

โดยฟาร์มแห่งนี้ เป็นหนึ่งในอีกหลาย ๆ ฟาร์มที่ดำเนินการเลี้ยงหอยนางรม หอยแครง และหอยแมลงภู่ ในบริเวณอ่าวบ้านดอน ที่มีเนื้อที่กว่าแสนไร่ ครอบคลุม 5 อำเภอของ จ.สุราษฎร์ธานี มีเกษตรกรที่เลี้ยงหอยนางรม หอยแครง หอยแมลงภู่ มากกว่า 300 ราย โดยแต่ละรายนั้นจะมีการปลูกสร้างขนำ (กระท่อม) กลางทะเลไว้คอยดูแล เฝ้ารักษาหอยนางรม หอยแครง และหอยแมลงภู่ไม่ให้พวกมิจฉาชีพเข้ามา ขโมยในยามวิกาล

นายสมชาย เล่าถึงการเลี้ยงหอยนางรมไว้อย่าง น่าสนใจว่า หอยนางรมดำรงชีวิตอยู่ได้โดยการดูดน้ำรอบ ๆ ตัวเข้าไปทางด้านหนึ่งและปล่อยทิ้งออกอีกด้านหนึ่ง อาหารและก๊าซออกซิเจนจะเข้าไปพร้อมกับน้ำ อาหารของหอยนางรม ได้แก่ แพลงก์ตอนพืชและแพลงก์ ตอนสัตว์ที่ล่องลอยอยู่ในน้ำ การเลี้ยงหอยนางรมนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำให้สภาพน้ำ อากาศนั้นคงที่และบริสุทธิ์เพื่อที่จะให้หอยนางรมมีความสมบูรณ์มากที่สุดและเป็นที่ต้องการของตลาด

โดยทั่วไปแล้วการเลี้ยงก็ใช้วิธีการเลี้ยงในกระบะไม้ การเลี้ยงโดยใช้แท่งซีเมนต์ การเลี้ยงโดยใช้หลักไม้ การเลี้ยงโดยใช้หลอดหรือท่อซีเมนต์ และการเลี้ยงแบบพวงอุบะแขวน ซึ่งในแต่ละฟาร์มนั้นมีวิธีการที่เลี้ยงแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับขนาดพื้นที่และความเชี่ยวชาญของเกษตรกรผู้เลี้ยง โดยฟาร์มของตนนั้นจะมีการเลี้ยงในหลายรูปแบบและมีการอนุรักษ์ธรรมชาติและระบบนิเวศในชุมชนควบคู่กันไปด้วยเพื่อผลผลิตจากฟาร์มและสังคมที่เราอาศัยอยู่

นายสมชาย เล่าต่อว่า ในปี 45 ได้เกิดแนวความคิดที่จะพัฒนาปรับรูปแบบการทำฟาร์มหอยมาเป็นสถานที่เรียนรู้ พักผ่อนหย่อนใจ ภายใต้คำขวัญ “ชิมหอยนางรม ชมขนำกลางทะเล พักฟาร์มสเตย์ มนต์เสน่ห์อ่าวบ้านดอน” โดยวัตถุประสงค์ในการพัฒนาฟาร์มเลี้ยงหอยธรรมดามาเป็นฟาร์มสเตย์นั้น เพื่อเป็นที่พักผ่อนแห่งใหม่ พร้อมกับเป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงของการทำอาชีพต่าง ๆ ของชาวประมง อีกทั้งยังเป็นแหล่งเรียนรู้อาชีพประมงกับสิ่งแวดล้อมป่าชายเลนให้กับนักเรียน นิสิต นักศึกษา และองค์กรต่าง ๆ ที่สนใจ

สำหรับรูปแบบการจัดกิจกรรมนั้น ได้มีการนำเยาวชนในท้องถิ่นมาเป็นมัคคุ เทศก์น้อยเพื่อเป็นผู้นำนักท่องเที่ยวชมการสาธิตการเลี้ยงหอยนางรม หอยแมลงภู่ และหอยแครง ขั้นตอนการเลี้ยงจนถึงการเก็บเกี่ยว, การแกะหอยเพื่อการบริโภค รวมถึงการนำนักท่องเที่ยวทำกิจกรรมการวาง อวนเพื่อดักปลา, ปู, กุ้ง, การช้อนปลากระบอก การคราดหอยแครง นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมการปลูกป่าชายเลนด้วย.

อรุณี วิทิพย์รอด-นพปฏล รัตนพันธ์

การเพาะเลี้ยงไรน้ำนางฟ้าสิรินธรในกระชังและในบ่อดิน

No comments May 4th, 2010

ไรน้ำนางฟ้าสิรินธร
การเพาะเลี้ยงไรน้ำนางฟ้าสิรินธร

ปัจจุบันมีการใช้ไรน้ำนางฟ้าเป็นอาหารคุณภาพสูงสำหรับเร่งสีในการผลิตปลาหมอสีครอสบรีดเพื่อการส่งออกและยังมีการทดลองใช้ไรน้ำนางฟ้าสิรินธรเป็นอาหารสำหรับเลี้ยงกุ้งก้ามกราม พบว่ากุ้งก้ามกรามอายุ 6 เดือนที่ได้รับไรน้ำนางฟ้าสิรินธรเป็นอาหาร 100% เป็นเวลา 2 เดือน มีการเจริญเติบโตและอัตรารอดสูงที่สุด ทำให้ในขณะนี้ได้มีการพัฒนาใช้ประโยชน์จากไรน้ำนางฟ้าเพื่อใช้ทดแทนอาร์ทีเมียและไรน้ำชนิดอื่น ๆ ในอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของประเทศไทย

สาขาวิชาประมง คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสานร่วมกับ สาขาวิชาชีววิทยาคณะ วิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยมี ผศ.ดร.โฆษิต ศรีภูธร และ ศ.ดร.ละออศรี เสนาะเมือง เป็นผู้ทำการวิจัยและพัฒนารูปแบบที่เหมาะสมและการจัดการการเพาะเลี้ยงไรน้ำนางฟ้าเชิงพาณิชย์ในประเทศไทยในพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ จ.ขอนแก่น, สกลนคร, มหาสารคามและกาฬสินธุ์ ได้พัฒนาระบบการเลี้ยงไรน้ำนางฟ้าไทยและไรน้ำนางฟ้าสิรินธร ซึ่งจัดเป็นไรน้ำที่มีขนาดใหญ่ที่พบในประเทศไทย

การเลี้ยงไรน้ำนางฟ้าไทยในบ่อดินที่ระดับความหนาแน่น 1 ล้านตัวต่อไร่และในกระชังที่ระดับความหนาแน่น 2,500 ตัวต่อตาราง เมตร สำหรับการเลี้ยงไรน้ำนางฟ้าสิรินธรในบ่อดินจะใช้ความหนาแน่น 2 ล้านตัวต่อไร่และในกระชังที่ระดับความหนาแน่น 5,000 ตัวต่อตารางเมตร พบว่าสามารถพัฒนาการเลี้ยงไรน้ำทั้ง 2 ชนิดได้ในทุกจังหวัดที่ได้กล่าวมา โดยการเลี้ยง ในบ่อดินจะให้ผลผลิตรวมสูงกว่าการเลี้ยง ในกระชัง แต่การเลี้ยงในกระชังพบข้อดีตรงที่การจัดการและเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ง่ายกว่าในบ่อดิน

ปัจจุบันได้มีตัวอย่างเกษตรกรที่มีการเลี้ยงไรน้ำนางฟ้าสิรินธรในบ่อดินร่วม กับการอนุบาลลูกปลาน้ำจืดเศรษฐกิจ หลายชนิด พบว่าลูกปลาที่อนุบาลในบ่อดินร่วมกับไรน้ำนางฟ้านั้นลูกปลามีการเจริญเติบโตดีและอัตรารอดตายสูงมาก อีกทั้งสามารถลดการใช้อาหารสำเร็จรูปในการอนุบาลลูกปลาได้มากกว่า 50% ส่วนวิธีการเลี้ยงไรน้ำในบ่อดินพบว่าการใช้มูลไก่ในอัตรา 70 กิโลกรัมร่วมกับปุ๋ยเคมีสูตร 16-20-0 ในอัตรา 10 กิโลกรัม ต่อไร่ต่อสัปดาห์ จะได้ผลผลิตไรน้ำนางฟ้าสิรินธรสูงที่สุดคือเฉลี่ย 50-80 กิโลกรัม ต่อไร่

แต่ถ้าในบางช่วงเวลาที่ปุ๋ยเคมีมีราคาแพงสามารถใช้ปุ๋ยมูลไก่เพียงอย่างเดียวได้ นอกจากนั้นยังพบว่าไรน้ำนางฟ้าสิรินธรจะเลี้ยงได้ตลอดทั้งปียกเว้นในช่วงที่มีอากาศหนาวจัด โดยการเลี้ยงในช่วงฤดูร้อนไรน้ำนางฟ้าสิรินธรจะมีการเจริญเติบโตดีกว่าฤดูฝนและฤดูหนาวตามลำดับ.

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

โรคเหงาหลับในปลา

No comments December 24th, 2009

ปลา และ ปลิง

โรคเหงาหลับในปลา จัดเป็นโรค ที่สร้างความเสียหายให้กับเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงปลาอย่างมากในปัจจุบัน เนื่องจากยังไม่มียาหรือ สารเคมีที่สามารถใช้ในการกำจัดหรือรักษาโรคนี้ให้หายขาดได้ สาเหตุของโรคเกิดจากปรสิตเซลล์เดียวที่มีแส้ในเลือดของปลาน้ำจืด

ดร.ฐิติพร หลาวประเสริฐ จากสถาบันวิจัยสุขภาพน้ำจืด สำนักวิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด กรมประมง ได้แสดง ผลวิจัยโดยการตรวจปรสิตในเลือดของ ตัวอย่างปลาน้ำจืดที่รวบรวมได้จากแหล่งน้ำ ธรรมชาติ ในบริเวณภาคกลางของประเทศไทย ได้แก่ จ.สุพรรณบุรี, พระนครศรีอยุธยา, นครปฐม, ราชบุรี, สิงห์บุรี และชัยนาท เป็นต้น พบปรสิตที่เป็นสาเหตุของโรคเหงาหลับในปลา จำนวน 9 ชนิด คือ ตะเพียนขาว, ดุกอุย, บู่ทราย, หมอไทย, กระดี่นางฟ้า, สลิด, กระดี่หม้อ, กะสง และปลาช่อน ส่วนปลาที่ไม่พบปรสิตเลยคือ ปลาสร้อยหลอด

ผลจากการวิจัยยังพบว่าปลาบู่ทรายมีความชุกชุมของปรสิตมากที่สุด และรองลงมาคือปลาช่อนและปลา กะสงตามลำดับ มีการตรวจพบปรสิตเซลล์ เดียวที่มีแส้ครั้งแรกในปลาทองต่อมาพบ ในปลาไนและพบในปลาคาร์ปที่นำเข้ามา จากประเทศเยอรมนี ในประเทศไทยมีการตรวจพบปรสิตชนิดนี้ในเลือดของปลาน้ำ จืดหลายชนิด เช่น ปลาแรด, ปลานิล, ปลาดุกบิ๊กอุย และปลาช่อน แต่ในขณะนั้นยัง ไม่มีการศึกษาวิจัยอย่างจริงจัง

ดร.ฐิติพร ยังได้บอกถึงวิธีการป้องกันโรคนี้เริ่มต้นจะต้องมีการจัดฟาร์มที่ดี โดยการกำจัดปลิงซึ่งเป็นพาหะของปรสิต ชนิดนี้ในระบบเพาะเลี้ยง ในปัจจุบัน การเพาะพันธุ์ปลาน้ำจืดหลายชนิดในบ้าน เรา เช่น ปลาช่อน, ปลาบู่, ปลาไหลนา, ปลาหลด และปลากระดี่ เป็นต้น ยังมีความจำเป็นจะต้องอาศัยพ่อ-แม่พันธุ์ปลาจากธรรมชาติ

จากข้อมูลเบื้องต้นมีรายงานว่าในสภาวะที่ปลามีความอ่อนแอและมีปรสิตเซลล์เดียวที่มีแส้อยู่ในเลือด ปรสิตชนิดนี้ จะสามารถเพิ่มจำนวนได้อย่างรวดเร็วและมีผลกระทบต่อสุขภาพของปลา จากผลงานวิจัยนี้ทำให้ทราบว่าปลาน้ำจืดจากแหล่ง น้ำธรรมชาติของประเทศไทยมีโอกาสพบปรสิตเซลล์เดียวมีแส้ได้มากกว่า 50% ซึ่งเมื่อรวบรวมปลามาเตรียมการเพาะพันธุ์ในโรงเพาะฟัก ปลาจะแสดงอาการของโรคในเวลาต่อมา เช่น ไม่กินอาหาร เซื่องซึมลอยหัวและตายในที่สุด เมื่อนำปลาดังกล่าวมาตรวจวินิจฉัยโรคพบว่า ปลามีอาการเหงือกซีด ตาโปนและมีปรสิตเซลล์เดียวที่มีแส้เป็นจำนวนมาก ลักษณะกลไกการก่อให้เกิดโรคนี้ เกิดจากการที่ปรสิตใช้สารอาหารและก๊าซออกซิเจนในกระแสเลือดของปลาเป็นแหล่งพลังงาน ในขณะเดียวกันก็ผลิตสารฮีโมไลซินซึ่งเป็นพิษต่อเม็ดเลือดแดง มีผลทำให้เม็ดเลือดแดงแตก เมื่อจำนวนของเม็ดเลือดแดงมีจำนวนน้อยลงปลาจะเริ่มอ่อนแอ เกิดอาการโลหิตจาง ระบบหมุนเวียนเลือดล้มเหลวและตายใน ที่สุด

ดังนั้นในการรวบรวมปลาจากแหล่งน้ำธรรมชาติเพื่อมาใช้เป็นพ่อ-แม่พันธุ์จะต้องระมัดระวังไม่ให้ปลาเกิดความเครียดหรืออ่อนแอและควรกำจัดพาหะ คือ ปลิงดูดเลือดไม่ให้ปนเปื้อนมากับปลา.

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

โรคของปลากัด

No comments November 17th, 2009

ปลากัด
ปลากัดปลอดเชื้อ

หลายคนยังไม่ทราบว่า “ปลากัด” ของไทยมีมูลค่าในการส่งออกอยู่ในลำดับที่ 1 ใน 3 ของปลาสวยงามส่งออกตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543-2550 แต่ปัญหาหนึ่งของการผลิตปลากัดเพื่อการส่งออก คือ การติดเชื้อแบคทีเรีย โดยเฉพาะโรควัณโรคในปลา ซึ่งพบว่ามีการแพร่ระบาดในปลาสวยงาม เช่น ปลากัด ปลาเทวดาและปลาออสก้า เป็นต้น

ต้นเหตุของโรคเกิดจากเชื้อมัยโคแบคทีเรียม ซึ่งเชื้อนี้สามารถพบในไรแดง ลูกน้ำ ไส้เดือนฝอย ฯลฯ จากการปนเปื้อนของเชื้อโรคดังกล่าวในกลุ่มอาหารมีชีวิตที่ได้มาในข้างต้น ทำให้ปลากัดที่เลี้ยงด้วยอาหารดังกล่าวมีโอกาสติดเชื้อและการแพร่ระบาดของ โรคนี้แพร่ไปได้ง่าย จากการสุ่มตรวจตัวอย่างปลาสวยงามดังกล่าว พบว่าประมาณ 90% ของตัวอย่างปลาพบเชื้อมัยโคแบคทีเรียม โดยที่ปลาไม่แสดงอาการป่วย เมื่อปลากัดเป็นโรคนี้ยังไม่มีวิธีการรักษา ดังนั้นการศึกษาการผลิตปลากัดปลอดเชื้อจึงเป็นแนวทาง หนึ่งในการป้องกันการระบาดของโรคติดเชื้อนี้

คุณเต็มดวง สมศิริ และคณะ จากสถาบันวิจัยสุขภาพสัตว์น้ำจืด ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดระยอง จึงได้เริ่มโครงการทดลองผลิตปลากัดปลอดเชื้อโดยการเลี้ยงจากการควบคุมการ ผลิตไรแดง จากหัวน้ำเขียวคลอเรลล่าที่ปลอดเชื้อ มีการควบคุมสุขอนามัยฟาร์มโดยการฆ่าเชื้อใน น้ำและอุปกรณ์ในระบบการเพาะเลี้ยงด้วยคลอรีน รวมทั้งคัดเลือกพ่อ-แม่พันธุ์ปลากัดที่ผ่านการทดสอบว่าไม่มีการปนเปื้อนของ เชื้อมัยโคแบคทีเรียม จากการทดลองพบว่าเมื่อนำปลากัดมาเพาะพันธุ์ทั้งหมด 3 รุ่น พบว่าลูกปลากัดจำนวน 29 ครอกจาก 30 ครอก ไม่มีเชื้อดังกล่าว ทำให้สรุปได้ในเบื้องต้นว่าพ่อ-แม่พันธุ์ปลากัดที่ปลอดเชื้อสามารถผลิตลูก ปลากัดปลอดเชื้อได้ผลเป็นที่น่าพอใจ

เป็นที่สังเกตว่าอาหารธรรมชาติมีชีวิตสำหรับปลาในเขตร้อนพบว่าไรแดงเป็น แหล่งโปรตีนที่ดีที่สุดของลูกปลา มีปริมาณโปรตีนสูงถึง 70% และการเพาะเลี้ยงไรแดงในประเทศไทยส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดนิยมใช้ปุ๋ยมูล สัตว์ เช่น หมูและไก่ ทำให้เชื้อโรคต่าง ๆ ที่อาจปะปนมากับมูลสัตว์ เมื่อนำ ไรแดงจากการเลี้ยงด้วยอาหารดังกล่าวมีโอกาสที่มีเชื้อโรคติดมาซึ่งรวมถึง เชื้อมัยโค แบคทีเรียมด้วย การเพาะเลี้ยงไรแดงที่ใช้ปุ๋ยเคมีเพื่อเร่งการเจริญของน้ำเขียวเพื่อเป็น อาหารของไรแดง พบว่ามีสุขอนามัยดีกว่า แต่มีต้นทุนในการผลิตสูงกว่าและผลผลิตไรแดงต่อพื้นที่ยังต่ำกว่าการเลี้ยง ด้วยมูลสัตว์

ปัจจุบันเกษตรกรส่วนใหญ่ยังไม่ สามารถผลิตลูกปลากัดปลอดเชื้อได้ เนื่องจากศักยภาพของฟาร์มยังไม่มีความพร้อม รวมทั้งตัวเกษตรกรเองยังไม่มีความเข้มงวดในการปฏิบัติงานตามระบบ อย่างไรก็ตามทางศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดระยอง มีวัตถุประสงค์ในการผลิตลูกปลากัดปลอดเชื้อเพื่อผลิตพันธุ์ปลากัดได้คุณภาพ ,ลดการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อมัยโคแบคทีเรียม และส่งเสริมให้เกษตรกรเพาะเลี้ยงปลากัดที่ได้คุณภาพเพื่อการส่งออก.

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ
dailynews