Archive: Posts Tagged ‘สมุนไพร’

สรรพคุณทางยาของอ้อยแดง

No comments June 9th, 2010

อ้อยแดง

อ้อยแดง หรือ SUGARCANE, SACCHARUM OFFICINARUM LINN. อยู่ในวงศ์ GRAMINEAE เป็นอ้อยที่นิยมปลูกกันตามหัวไร่ปลายนามาแต่โบราณแล้ว เพื่อใช้ประโยชน์ทางยาเท่านั้น เนื่องจากเปลือกต้นของ “อ้อยแดง” มีรสขม และ น้ำที่ได้ก็ไม่หวานแหลมนัก หากปลูกเพื่อปอกเปลือกแล้วควั่นเป็นข้อขายไม่มีคนซื้อรับประทานอย่างแน่นอน ลำต้นสูง 2-5 เมตร เปลือกต้นเป็นสีม่วงแดงจนเกือบดำ มีไขสีขาวปกคลุม ไม่แตกกิ่งก้าน ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ รูปรียาว ปลายแหลม โคนเรียว และเป็นกาบหุ้มลำต้น ผิวใบจะเป็นสีม่วงอ่อนปนสีม่วงเทา ดูแปลกตามาก

ดอก ออกเป็นช่อที่ปลายยอด ดอกเป็นสีขาว “ผล” ขนาดเล็ก มักเป็นผลแห้ง ไม่แตกอ้า ภายในมีเมล็ด ขยายพันธุ์ด้วยวิธีปักชำต้น มีชื่อเรียกอีก คือ อ้อยขม และ อ้อยดำ ชาวจีนนิยมใช้ “อ้อยแดง” ทั้งต้นผูกติดหน้ารถยนต์ที่จะนำตัวเจ้าสาวไปส่งให้บ้านเจ้าบ่าว ถือว่าเป็นมงคลกับคู่แต่งงานเป็นยิ่งนัก ซึ่งอ้อยมีหลายสายพันธุ์ จะมีความแตกต่างกันที่ความสูงของต้น ความยาวระหว่างข้อ และสีของลำต้น แต่ละพันธุ์ยังมีรสชาติต่างกันอีกด้วย

ประโยชน์ทางยา ตำรายาไทย ใช้ลำต้นเป็นยาขับปัสสาวะ โดยใช้ลำต้นสด 70-90 กรัม หรือลำต้นแห้ง 30-40 กรัม หั่นเป็นชิ้นเล็กต้มกับน้ำจนเดือด แบ่งดื่มวันละ 2 ครั้ง ก่อนอาหาร แก้ไตพิการ หนองใน ขับนิ่ว และยังใช้ขับเสมหะได้ด้วย ตำรายาโบราณบอกว่า เอาทั้งต้นของ “อ้อยแดง” แบบสด หรือเผาไฟนำไปหีบหรือคั้นเอาเฉพาะน้ำ ซึ่งมีรสหวานขม มีกลิ่นหอมเมื่อถูกเผา กินเป็นยา แก้เสมหะ หืด ไอ แก้ไข้สัมปะชวน ทั้งต้นควั่นตากแห้งต้มน้ำกินแก้ปัสสาวะพิการ แก้นิ่ว ขัดเบา ช้ำรั่วได้ ตา ของ “อ้อยแดง” จะมีรสขมกว่าเปลือกเยอะ นิยมนำไปปรุงเป็นยาแก้ตัวร้อน ดับพิษตานซางในเด็ก และบำรุงธาตุ ทำให้เกิดกำลังดีมาก ใครต้องการต้น “อ้อยแดง” ไปปลูก ลองติดต่อ “คุณพร้อมพันธุ์” ตามสถานที่ที่กล่าวข้างต้น อาจจัดหาให้ได้ครับ.

นายเกษตร

ต้นเร่วหอม

No comments April 2nd, 2010

เร่วหอม
เร่วหอม พืชสมุนไพรมากสรรพคุณ

“เร่วหอม” พืชสมุนไพรเศรษฐกิจมากคุณค่า สามารถสกัดได้เป็น ทั้งน้ำมันหอมระเหย เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์อาหารได้อีกหลากหลายชนิด โดยนำเทคนิคการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อมาช่วยการขยายพันธุ์เร่วที่มีคุณภาพ เพื่อให้ทันกับความต้องการของตลาดยาสมุนไพรและตลาดสินค้าส่งออก

นางมณฑา วงศ์มณีโรจน์ และทีมงานนักวิจัยฝ่ายปฏิบัติการวิจัยและเรือนปลูกพืชทดลอง สถาบันวิจัยและพัฒนามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน และทีมงานนักวิจัยสถานีวิจัยวนเกษตรตราด สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ร่วมกันพัฒนาการผลิตต้นกล้าเร่วหอม โดยใช้เทคนิคการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อมาช่วยในการขยายพันธุ์ เนื่องจากเร่วหอมเป็นพืชสมุนไพรที่ เหง้ามีกลิ่นหอมและมีน้ำมัน หอมระเหยเป็นองค์ประกอบ จึงเป็นพืชที่มีศักยภาพในการนำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ เพื่อให้มีการใช้ประโยชน์อย่างกว้างขวางมากขึ้น โดยทำการปลูกแบบระบบการปลูกพืชเพื่อให้มีวัตถุดิบเพียงพอและสอดคล้องกับความต้องการของตลาด ลดการเข้าไปขุดเหง้าเร่วหอมจากป่ามาขาย

สำหรับวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเร่วหอมนั้น เริ่มจากการฟอก ฆ่าเชื้อเนื้อเยื่อเร่วหอม โดยนำหน่ออ่อนที่ใบยังไม่ คลี่ออกยาวประมาณ 5-6 นิ้ว มาล้างให้ สะอาด ลอกกาบใบออกเพื่อนำไปฟอกฆ่าเชื้อด้วยน้ำยาคลอร็อก 10% นาน 10 นาที และ 5 นาที ล้างน้ำให้สะอาด 2 ครั้ง จากนั้นให้สูตรอาหารที่เหมาะสมในการ ขยายพันธุ์ตามลำดับขั้นตอนของอายุเนื้อเยื่ออ่อน

เมื่อมีการแตกหน่อใหม่ที่สมบูรณ์แล้วได้นำไปทดลองปลูกที่สถานีวิจัยวน เกษตรตราด จ.ตราด พบว่าเร่วหอมเจริญเติบโตได้ดี ทั้งที่ปลูกในร่มเงาของสวนยางพารา สวนผลไม้ที่มีร่มเงาประมาณ 50-60% สำหรับการเก็บเกี่ยวเพื่อจำหน่าย เมื่อเร่วหอมมีอายุประมาณ 3 ปี มีกิ่งเหง้าขนาด 1-2 ต่อต้นกอ สามารถขุดแยก เหง้าแล้วนำไปขายได้กิโลกรัมละ 25-30 บาท และเมื่อแยกเหง้าแล้วสามารถปล่อยให้เหง้าในดินแตกหน่อเพื่อเติบโตต่อไปได้อีกด้วย

การนำเร่วหอมไปใช้ประโยชน์ อาทิ ผลใช้เป็นเครื่องเทศ ใช้ปรุงยาขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ จุกเสียด รากมีกลิ่นหอม ใช้เป็นยาเส้น ยาหอมเย็น เครื่องปรุงน้ำก๋วยเตี๋ยวเนื้อ แกงเลียง แกงป่า ผัดเผ็ด และน้ำต้มเนื้อ เหง้ามีกลิ่นหอมและมีน้ำมันหอมระเหยเป็นองค์ประกอบ รับประทานสดหรือใช้ต้มน้ำซุปก๋วยเตี๋ยว

นับได้ว่าเร่วเป็นพืชที่มีศักยภาพชนิดหนึ่ง ที่ผ่านมาพบว่ามีการส่งเร่วเป็นสินค้าออกจำนวนกว่า 200,000 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่ากว่า 30 ล้านบาท ซึ่งตลาดที่มีความ ต้องการอย่างมาก ได้แก่ ฮ่องกง จีน ญี่ปุ่น และ เกาหลีใต้ เพราะนอกจากจะบริโภคในระดับครัวเรือนแล้ว ยังนำมาทำเป็นส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์น้ำมันหอมระเหย เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์อาหาร

ดังนั้น จึงมีความจำเป็นในการศึกษาเพื่อพัฒนาศักยภาพของเร่วให้เป็นพืชสมุนไพรเศรษฐกิจของประเทศ เพื่อการแข่งขันด้านการส่งออกต่อไป.

สรรพคุณของบอระเพ็ด

2 comments April 1st, 2010


บอระเพ็ด กับสรรพคุณทางยา

ในตำรายาแผนไทย ระบุสรรพคุณของ “บอระ-เพ็ด” เอาไว้คือ เถา หรือต้น ใช้เป็นยาแก้ไข้ ขับเหงื่อ แก้กระหายน้ำ แก้ร้อนใน โดยเอาเถาหรือต้นสดขนาดยาวประมาณ 2 คืบมือผู้ใหญ่ หรือประมาณ 30-40 กรัม ต้มเอาเฉพาะน้ำดื่ม หรือต้มเคี่ยวกับน้ำ 3 ลิตร จนเหลือ 1 ลิตร ดื่มก่อนอาหารวันละ 2 ครั้ง เช้ากับเย็น หรือเมื่อมีอาการไข้จะช่วยให้หายไข้และเนื้อเย็นได้ นอกจากนั้น ยังใช้เป็นยาขมช่วยเจริญอาหารได้ด้วย ผลแก้เสมหะเป็นพิษ รากแก้ไข้พิษอย่างแรง ไม่มีการระบุว่าแก้โรคเบาหวานเลย แต่หากใครรับประทาน “บอระเพ็ด” แล้วเชื่อว่าทำให้เบาหวานหายได้ก็ต้องพิจารณาดู

มีคนจำนวนมากที่ชอบเรื่องเกี่ยวกับสมุนไพรขอให้ช่วยเสนอสรรพคุณของ “บอระเพ็ด” ว่าเป็นอย่างไร เพราะในปัจจุบันได้ยินคนพูดกันมากว่า “บอระเพ็ด” แก้โรคเบาหวานให้หายขาดได้ จึงอยากทราบว่าสรรพคุณที่แท้จริงในตำรายาแผนไทยระบุไว้แบบไหน ซึ่งผมเคยเขียนถึง “บอระเพ็ด” ไปหลายครั้งแล้ว แต่ไม่เคยแจ้งว่าแก้โรคเบาหวานได้ อาจเป็นไปได้ว่าเถาหรือต้น “บอระเพ็ด” มีรสขมจัดจึงเชื่อว่ากินแล้วแก้โรคเบาหวานได้

ปัจจุบัน องค์การเภสัชกรรมได้นำเอา “บอระเพ็ด” ไปผลิตเป็นทิงเจอร์บอระเพ็ด เพื่อใช้แทน TIN CTURE GENTIAN ซึ่งเป็นส่วนผสมของยาธาตุที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศและการทดลองในสัตว์พบว่าน้ำสกัดจากเถา “บอระเพ็ด” สามารถลดไข้ได้ บอระเพ็ด หรือ TINOSPORA CRISPA (L.) MIERS EX HOOK.FET THOMS อยู่ในวงศ์ MENISPERMACEAE เป็นไม้เถาเลื้อย มีลักษณะต้นคล้ายต้นชิงช้าชาลีมาก จะแตกต่างกันที่เถามีขนาดใหญ่กว่า มีปุ่มปมมากกว่า เถาหรือต้นมีรสขมกว่า และจะไม่มีปุ่มใกล้ฐานใบ ต้นหรือเถาสามารถเลื้อยได้ไกลกว่า 5 เมตร ใบเดี่ยวออกเรียงสลับตามลำต้นเป็นกระจุก 1-3 ใบ ก้านใบยาว สีเขียว ใบเป็นรูปหัวใจ ปลายแหลม โคนเว้าลึก

ดอก ออกเป็นช่อตามเถาหรือลำต้น ดอกขนาดเล็ก สีเหลืองอมเขียว มีกลีบดอก 4 กลีบ มีเกสรตัวผู้ 6 อัน ปลายเกสรเป็นตุ่มเห็นชัดเจน “ผล” กลม รสขม ดอกออกตลอดปี ขยายพันธุ์ด้วยการปักชำต้น นิยมปลูกเพื่อใช้เป็นยาตามบ้าน ตามสวนสมุนไพรทั่วไป มีขายที่ ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ โครงการ 3 แผง “เจ๊ติ่ม” ราคาสอบถามกันเองครับ.

นายเกษตร

สูตรสมุนไพร บำรุงไต สายตา แก้เพลีย

No comments December 28th, 2009

สมุนไพร กระชาย ตะไคร้ อัญชัน
กระชาย ตะไคร้ อัญชัน บำรุงไต สายตา แก้เพลีย

สูตรดังกล่าวมีวิธีทำง่ายๆ คือ เอากระชายสด 50 กรัม ตะไคร้สด 50 กรัม และดอกอัญชันสด 30 กรัม ต้มกับน้ำ กะโดยสายตาจนเดือดแล้วดื่มขณะอุ่นทุกวัน วันละ 3-4 ครั้ง ครั้งละครึ่งแก้ว หรือดื่มแทนน้ำ

ต้มดื่มติดต่อกัน 3-6 เดือน จะช่วยบำรุงไตสำหรับไตปกติให้แข็งแรง ไม่ใช่ดื่มเพื่อรักษาโรคไต บำรุงสายตาแก้ตาแห้ง บำรุงกำลังและแก้อาการอ่อนเพลีย ร่างกายกระชุ่มกระชวยดีมาก

กระชาย หรือ BOESENBERGIA ROTUNDA LINN. อยู่ในวงศ์ ZINGIBERACEAE ประโยชน์ เหง้าและรากมีน้ำมันหอมระเหย เช่น CINEOL, BORNEOL, ใช้แต่งกลิ่นอาหารและแก้บิด

ตะไคร้ CYMBOPOGON CITRATUS (NEES) STAPF. ชื่อสามัญ LEMON GRASS อยู่ในวงศ์ GRAMINAE ประโยชน์ ทั้งต้นเป็นเครื่องเทศ ทำเครื่องดื่ม เป็นยาขับปัสสาวะ ขับลม แก้ท้องอืดเฟ้อ สารสำคัญคือน้ำมันหอมระเหยซึ่งส่วนใหญ่ประกอบด้วยสาร CITRAL และ GERANIOL

อัญชัน หรือ CLITORIA TERNATEA LINN. ชื่อสามัญ BLUE PEA, BUTTERFLY PEA วงศ์ LEGUMINOSAE ประโยชน์ ดอกใช้แต่งสีขนม ใช้ทดสอบความเป็นกรด-ด่างแทนกระดาษ “ลิตมัส” น้ำคั้นจากดอกทาทำให้ผมขึ้นและคิ้วดก ซึ่งจะได้ผลดีในเด็ก

นายเกษตร

การทำไข่เค็มสมุนไพร

3 comments October 3rd, 2009

การทำไข่เค็มสมุนไพร สูตรพอกเยื่อฟางข้าว
ไข่เค็มสมุนไพร พอกเยื่อฟางข้าว

ขึ้นชื่อว่า “ไข่” แล้วไม่ว่าจะเป็นไข่อะไร ก็อร่อยและได้คุณค่าอาหารไม่แตกต่างกัน แต่สำหรับยุคสมัยนี้ ไข่อย่างเดียวคงไม่เพียงพอ เพราะนอกจาก ราคาถูก คุณค่าอาหารต้องทวีคูณด้วย

อาจารย์สุภกาญจน์ พรหมขันธ์ จากสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการผลิตอาหาร คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) อีสาน วิทยาเขตสกลนคร จึงคิดค้นงานวิจัย “ผลิตไข่เค็มสมุนไพรชนิดโซเดียมต่ำพอกด้วยเยื่อฟางข้าว” ที่นอกจากเพิ่มคุณค่าทางอาหารสำหรับคนรักสุขภาพแล้ว ยังเป็นการช่วยเกษตรกรอีกทางหนึ่งด้วย เพราะปัจจุบันดินจอมปลวกที่ใช้ทำไข่เค็มนั้นเริ่มขาดแคลน เรื่อย ๆ แล้ว

อ.สุภกาญจน์ เล่าว่า ปัจจุบันดินจอมปลวกที่ใช้ทำไข่เค็มนั้นเริ่มขาดแคลนรวมถึงมีขั้นตอนการเตรียมดินที่ยุ่งยาก อีกทั้งกำไรต่ำมากเมื่อเทียบกับต้นทุนแรงงาน ดังนั้น หากสามารถนำวัสดุอื่นที่มีในท้องถิ่นและหาได้ง่ายมาพอกไข่แทนดินได้ จะช่วยเพิ่มความสะดวกให้กับผู้ผลิตและผู้บริโภคในการนำไปบริโภคและจำหน่ายโดยไม่ต้องเสียเวลาในการทำความสะอาด

“ไข่เค็ม เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการถนอมอาหารโดยใช้เกลือ เพื่อให้ไข่เก็บไว้ได้นานขึ้น อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับไข่ด้วย มีทั้งไข่เป็ดเค็ม ไข่ไก่เค็ม และไข่นกกระทาเค็ม ซึ่งไข่เค็ม เป็นอาหารที่คนไทยนิยมรับประทานกันมาก เนื่องจากมีวิธีการทำง่าย สะดวกในการรับประทาน และใช้ประกอบอาหารอื่นได้มาก เช่น ทำอาหารคาว ทำไส้ขนมเปี๊ยะ ไส้ขนมไหว้พระจันทร์ ใช้ตกแต่งอาหารบางอย่าง เป็นต้น”

สำหรับยุคนี้ “ไข่เค็ม” อย่างเดียวคงไม่พอ เพราะใคร ๆ ก็นิยมรักสุขภาพกันมากขึ้น อ.สุภกาญจน์ เล่าต่อถึงจุดเด่นของไข่เค็มสมุนไพรชนิดโซเดียมต่ำพอกด้วยเยื่อฟางข้าว ว่านอกจากขั้นตอนการทำและวัสดุในการพอกสามารถหาได้ง่ายแล้วสิ่งที่โดดเด่นอีกอย่างก็คือการใช้สมุนไพรอย่างตะไคร้ ใบมะกรูด และสมุนไพรอื่น ๆมาผสมกับเยื่อฟางข้าวสำหรับพอกไข่ซึ่งนอกจากจะลดความคาวของไข่แล้วยังได้กลิ่นสมุนไพรเวลารับประทานด้วย และที่สำคัญยังลดการใช้เกลือโซเดียมคลอไรด์โดยใช้เกลือโปแตสเซียมคลอไรด์แทน จึงถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของคนรักสุขภาพ

การทำไข่เค็มมี 2 วิธี คือไข่เค็มที่ได้จากการนำไข่เป็ดสดมาแช่ในสารละลายเกลือ ที่มีความเข้มข้นร้อยละ 20-25 เป็นเวลานาน 15-20 วัน และไข่เค็มพอก ที่เป็นวิธีการดั้งเดิมของชาวจีน และปฏิบัติต่อกันมาจนถึงทุกวันนี้ โดยใช้ดินเหนียวซึ่งปัจจุบันนิยมใช้ดินจอมปลวกผสมกับเกลือเข้มข้นร้อยละ 25-30 จนดินนิ่มสามารถปั้นเป็นก้อนได้ จึงนำดินมาพอกไข่ไว้เป็นเวลานาน 10-15 วัน ไข่เค็มพอกดินที่ขึ้นชื่อในบ้านเราได้แก่ไข่เค็มไชยา ไข่เค็มปักธงชัย เป็นต้น

แต่ “ไข่เค็มสมุนไพรชนิดโซเดียมต่ำพอกด้วยเยื่อฟางข้าว” อ.สุภกาญจน์ บอกว่า ขั้นตอนการทำนั้นเริ่มจาก การเตรียมไข่เป็ดสดโดยนำไข่เป็ดขนาดกลางที่มีอายุการเก็บไม่เกิน 1 สัปดาห์ มาล้างทำความสะอาดและเช็ดให้แห้ง คัดไข่ที่แตกและมีรอยร้าว ออก เพื่อป้องกันไข่เน่าระหว่างการพอก จากนั้นเตรียมเยื่อฟางข้าวโดยคัดคุณภาพของฟางข้าวที่ได้จากการเก็บใหม่ ๆ ที่มีอายุการเก็บรักษาไม่เกิน 3-4 เดือน ฟางข้าวจะต้องไม่ผุ ไม่ขึ้นรา และไม่มีกลิ่นเหม็นอับ นำฟางข้าวที่คัดมาตากแดดให้แห้ง เก็บใส่ถุงพลาสติกที่ปิดสนิท

ส่วน ขั้นตอนการต้มเยื่อฟางข้าว ที่ดัดแปลงจากกรรมวิธีการผลิตกระดาษสาด้วยวิธีชาวบ้านคือ ชั่งน้ำหนักฟางข้าวแห้งเติมน้ำต่อฟางข้าวในอัตราส่วน 1 ต่อ 8 และหาวัสดุหนัก ๆ มากดทับฟางข้าว แช่ทิ้งไว้ 1 คืน นำฟางข้าวที่แช่น้ำมาต้มที่อุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส นาน 40 นาที ในสารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์ (NaOH) ความเข้มข้น ร้อยละ 2 จากนั้นล้างด้วยน้ำสะอาดจนเยื่อฟางข้าวมีความเป็นกรดด่าง (pH) ประมาณ 7-7.5 จากนั้นนำเยื่อฟางข้าวที่ได้มาอบแห้งที่อุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส นาน 6-8 ชั่วโมง หรือตากแดดนาน 1 วันก็จะได้เยื่อฟางข้าวที่พร้อมใช้งานได้ตลอด โดยสามารถเก็บในถุงพลาสติกที่ปิดสนิทเพื่อใช้ในขั้นตอนต่อไป

ต่อมา ขั้นตอนการเตรียมเกลือโซเดียมคลอไรด์เริ่มจากนำไปอบในตู้อบอุณหภูมิ 50 องศาเซลเซียส นาน 3 ชั่วโมง จนเกลือแห้ง นำไปบดแล้วร่อนผ่านตะแกรงขนาด 1 มิลลิเมตร เก็บใส่ถุงพลาสติกที่ปิดสนิท เพียงเท่านี้ก็พร้อมสำหรับการผลิตไข่เค็มที่มีขั้นตอนคือ นำเยื่อฟางข้าวที่เตรียมไว้มาผสมกับน้ำ เกลือ และน้ำสมุนไพรตามต้องการจะได้เยื่อฟางข้าวที่เปียกหลังจากนั้นก็สามารถนำไปพอกหุ้มไข่เป็ดที่เตรียมเอาไว้ จากนั้นนำไข่ที่พอกเสร็จบรรจุใส่ถุงพลาสติกชนิดมีซิปเก็บไว้นาน 25 วัน เพียงเท่านี้ก็จะได้ไข่เค็มสมุนไพรชนิดโซเดียมต่ำพอกด้วยเยื่อฟางข้าวสำหรับจำหน่ายและรับประทานในครอบครัว

อ.สุภกาญจน์ บอกว่า ต้นทุนในการทำไข่เค็มสมุนไพรชนิดโซเดียมต่ำพอกด้วยเยื่อฟางข้าวนั้นอยู่ที่ฟองละประมาณ 5 บาทและสามารถขายได้ในราคาฟองละ 8 บาท ขึ้นไป

ผู้สนใจสามารถเข้าไปขอสูตรรวมถึงขอคำแนะนำในการผลิตไข่เค็มสมุนไพรชนิดโซเดียมต่ำพอกด้วยเยื่อฟางข้าวได้ตลอดที่ อ.สุภกาญจน์ สาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการผลิตอาหาร คณะทรัพยากรธรรมชาติ มทร.อีสาน วิทยาเขตสกลนคร โทร. 08-7806-6587, 08-7806-6587.

dailynews