Archive: Posts Tagged ‘วิธีดูแลกล้วยไม้’

การปลูกกล้วยไม้บนพื้นดิน

No comments January 28th, 2009

กล้วยไม้
หากเป็นกล้วยไม้ซึ่งตามธรรมชาติพบขึ้นอยู่บนพื้นดิน เท่าที่มีประสบการณ์มาแล้วจากการปฏิบัติ ถ้าเป็นกล้วยไม้ซึ่งมีหัวอยู่ใต้พื้นผิวดินจะมีนิสัยผลัดใบในช่วงฤดูแล้ง

และ อีกกลุ่มหนึ่งจะให้ดอกในฤดูแล้งซึ่งอยู่ระหว่างทิ้งใบหมด เช่น ชนิดต่างๆ ในสกุลยูโลเฟีย (Eulophia) อีกกลุ่มหนึ่งให้ดอกช่วงกลางฤดูฝน ที่ส่วนต้นและใบเจริญเติบโตพ้นพื้นดินแล้ว เช่นชนิดต่างๆ ในสกุลเพคไทลิส และ ฮาเบนาเรีย (Pecteilis and Habenaria) หรือภาษาไทยเรียกว่า นางอั้ว นางกราย ท้าวคูลู ซึ่งเป็นชื่อในวรรณคดีไทยเรื่องหนึ่ง

โดยเฉพาะกล้วยไม้ดิน ที่ช่วงฤดูแล้งจะไม่ปรากฏส่วนใดบนผิวดินให้เห็นเลย ขณะที่กลุ่มแรกในฤดูฝนเราจะเห็นใบสีเขียวสด และเมื่อถึงช่วงฤดูแล้ง เราจะไม่เห็นใบแต่จะเปลี่ยนเป็นเห็นช่อดอกแทน ถ้าปลูกรวมกันเป็นกลุ่มจะสะท้อนให้เห็นภาพของดอกที่ออกมาปกคลุมผิวดินอย่าง หนาแน่น แต่กรณีของเอื้องพร้าว ในฤดูแล้งจะเห็นทั้งใบและช่อดอกยาวๆ

ดังนั้น การปลูกกล้วยไม้ซึ่งมีธรรมชาติขึ้นอยู่บนพื้นดิน จึงควรพิจารณาหลายแง่มุม เช่น การปลูกในสวนพฤกษศาสตร์ เพื่อวัตถุประสงค์ในด้านการศึกษาค้นคว้า หากมีการส่งเสริมให้ผู้มาชมได้รับความรู้ด้วยก็คงใช้ศิลปะการตกแต่งเลียนแบบ ธรรมชาติเพื่อความสวยงามร่วมด้วย

ส่วนการปลูกปฏิบัติก่อนอื่นควรพิจารณาพื้นดินซึ่งเป็นฐานการปลูก ให้มีความเหมาะสมชัดเจนเสียก่อน เพราะกล้วยไม้ในกลุ่มที่พบขึ้นบนพื้นดินพวกหนึ่งอาศัยดินโดยตรงโดยเฉพาะชนิด ซึ่งมีหัวอยู่ใต้ดิน

อีกพวกหนึ่งขึ้นอยู่บนพื้นผิวดินที่หยั่งรากลงบนชั้นของใบไม้ผุ ซึ่งตกทับถมอยู่บนพื้นค่อนข้างหนา แม้พวกที่ขึ้นอยู่ตามซอกหินเช่นกัน การพิจารณาสิ่งเหล่านี้ให้ละเอียดรอบคอบจะช่วยให้สามารถตัดสินใจในการปลูก ปฏิบัติได้ใกล้เคียงกับความต้องการ อันเป็นธรรมชาติของกล้วยไม้แต่ละชนิดให้มากที่สุด ดังนั้นการศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับลักษณะและนิสัยอันถือเป็นธรรมชาติของกล้วย ไม้แต่ละสกุลแต่ละชนิด จึงเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ

อนึ่ง การนำกล้วยไม้มาปลูกเลียนแบบธรรมชาติ หากหวังผลสำเร็จในระยะยาวด้วย ไม่ว่าจะใช้กล้วยไม้พันธุ์ธรรมชาติหรือพันธุ์ผสม ควรเริ่มต้นจากขนาดรุ่นๆ แทนที่จะนำเอาต้นขนาดใหญ่และมีอายุมากพอสมควรมาปลูก

ทั้งนี้ เนื่องจากต้นขนาดรุ่นๆ มีความแข็งแรงและมีพลังในการเจริญเติบโตสูงกว่า อีกทั้งมีช่วงที่จะให้ดอกในอนาคตยาวนาน หลังจากปลูกแล้วเมื่อถึงขนาดโตเต็มที่ย่อมให้ดอกดกมากยิ่งขึ้น

ระพี สาคริก

กล้วยไม้ดิน

No comments October 28th, 2008

กล้วยไม้ดิน

เมื่อกล่าวถึงกล้วยไม้ประเภทที่เราเรียกว่า “กล้วยไม้ดิน” ก็จะมีพืชอีกจำพวกคือ ขิง ข่า กระชาย ที่เมื่อพิจารณาอย่างผิวเผิน อาจพบว่ามีลักษณะทั่วไปคล้ายกล้วยไม้ดินมาก หรือมองอีกด้านอาจกล่าวว่า กล้วยไม้ดิน คล้ายพืชจำพวกขิงข่าก็น่าจะได้

กล้วยไม้ประเภทนี้ รากมีลักษณะและคุณสมบัติเก็บสะสมอาหารเอาไว้ใช้สนับสนุนการเจริญเติบโตในฤดูกาลถัดไป รวมถึงการสืบพืชพันธุ์ด้วย

ในบ้านเรามีกล้วยไม้กลุ่มนี้เป็นเรือนร้อยชนิด มีการกระจายพันธุ์อยู่ในทุกภาค แม้มีสภาพแวดล้อมของฝนฟ้าอากาศในแต่ละฤดูที่ไม่เหมือนกัน

หลักในการดำเนินชีวิตของกล้วยไม้กลุ่มนี้คือ การเปลี่ยนแปลงภายในตัวเองอย่างเป็นวัฏจักร เริ่มจากรูปลักษณะและระบบรากอันถือเป็นพื้นฐานสำคัญที่สุด

ในบ้านเราสภาพภูมิอากาศ จะพบว่าภาคเหนือเส้นศูนย์สูตรโลกจะอยู่ห่างมากกว่าฤดูแล้ง โดยสังเกตการเริ่มต้นจากช่วงอากาศเย็นไปสู่อากาศร้อน ส่วนภาคใต้มีอุณหภูมิตลอดทั้งปีไม่ต่างกันมากนัก

ดังนั้น เมื่อพูดถึงนิสัยอันเป็นธรรมชาติของกล้วยไม้ดินโดยทั่วไป เราจะพบว่าเป็นประเภทผลัดใบมากกว่า ช่วงฤดูเจริญเติบโตของต้นและใบที่โผล่ขึ้นมาจากพื้นดินให้คนเห็นได้ จะอยู่ระหว่างฤดูกาลที่เริ่มมีความชื้นสูงขึ้นหรือช่วงต้นฤดูฝน นอกจากนั้นบริเวณพื้นที่ซึ่งอยู่ห่างเส้นศูนย์สูตรของโลกมากกว่า จะมีช่วงแสงสว่างตอนกลางวันยาวกว่าตอนกลางคืน

เราจึงพบว่า การเจริญเติบโตของต้นและใบจนกระทั่งออกดอก ส่วนหนึ่งอยู่ระหว่างนี้ ซึ่งช่วงนี้เองกล้วยไม้มีการใช้อาหารที่เก็บสะสมไว้ในหัวซึ่งฝังอยู่ในพื้น ดินตลอดช่วงฤดูแล้งที่ผ่านพ้นมา

หลังจากต้นและใบเจริญเติบโตเต็มที่ตามพลังของอาหารที่เก็บสะสมไว้ในหัวแล้วก็จะให้ดอกก่อนถึงช่วงฤดูแล้ง ซึ่งติดตามมาอีกรอบ

หลังหมดดอกแล้ว จะเป็นช่วงที่ภายในพื้นดินมีหัวเกิดขึ้นใหม่เพื่อเก็บสะสมอาหารไว้ใช้ในรอบปีต่อไป ส่วนหัวเดิมจะฝ่อในที่สุด

มีข้อสังเกตอย่างหนึ่งที่ขอนำมากล่าวไว้ด้วยคือ หากพบว่ากล้วยไม้ชนิดใดขึ้นตามธรรมชาติในบริเวณที่มีความแตกต่างของสภาพแวด ล้อมอย่างกว้างขวาง เช่น ภาคเหนือจรดภาคใต้ แสดงว่ากล้วยไม้ชนิดนี้ปลูกให้เจริญงอกงามได้ไม่ยาก แม้การปฏิบัติอาจคลาดเคลื่อนไปบ้างก็สามารถอยู่ได้ ส่วนชนิดไหนที่พบตามธรรมชาติ อยู่ในแหล่งกำเนิดแคบๆ อาจมีนิสัยค่อนข้างละเอียด ไวต่อความแตกต่างในการปฏิบัติก็เป็นได้

กล้วยไม้ประเภทกล้วยไม้ดินดังที่กล่าวมาแล้ว เราจะพบตัวอย่างได้จากกล้วยไม้ซึ่งมีปรากฏอยู่ในวรรณคดีโบราณของไทยที่เรียก ว่า ท้าวขูลูกับนาอั้ว นั่นเอง !

ระพี สาคริก

แผนส่งออก กล้วยไม้ไทย

1 comment October 27th, 2008

เจาะแผนส่งออก”กล้วยไม้ไทย” วาดฝันปีครองแชมป์ตลาดโลก

ท่ามกลางภาวะราคาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำแต่สำหรับกล้วยไม้ พืชเศรษฐกิจตัวหนึ่งของไทยกลับไม่มีปัญหา เนื่องจากตลาดยังมีความต้องการสูงทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดต่างประเทศนั้น

กล้วยไม้ไทยได้รับการยอมรับจากประเทศคู่ค้าอยู่ในระดับต้นๆ ส่งผลให้ ปัจจุบันประเทศไทยกลายเป็นแหล่งกำเนิดของกล้วยไม้หลากหลายชนิดที่มีมูลค่า การส่งออกนับพันล้านบาทในแต่ละปีด้วยเหตุนี้เองทำให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญได้ดำเนินงานโครงการผลักดันการส่งออกกล้วยไม้ใน ปี2551 และคาดว่าในอีก 4 ปีข้างหน้าหรือปี 2555 ประเทศไทยจะสามารถส่งออก กล้วยไม้ได้มูลค่า 1 หมื่นล้านบาท ขณะเดียวกันจะยกระดับให้ประเทศไทยเป็น ศูนย์กลางการผลิตกล้วยไม้เขตร้อนของโลกและให้กล้วยไม้ไทยเป็นจุดดึงดูดการ ท่องเที่ยว

“ในปี 2551 คาดว่าพื้นที่ปลูกกล้วยไม้ตัดดอกจะขยายตัวเพิ่ม ขึ้นเป็น 21,757 ไร่ส่วนการส่งออกคาดว่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้นทั้งการส่งออกดอก กล้วยไม้และต้นกล้วยไม้ เนื่องจากมีหลายปัจจัยที่เอื้อ เช่น จีนซึ่งเป็น ตลาดกล้วยไม้ที่สำคัญแห่งหนึ่งของไทย หรือประเทศที่เป็นตลาดใหม่ อย่าง อินเดีย และประเทศในยุโรปตะวันตกก็เริ่มมีความต้องการกล้วยไม้มากขึ้นตาม ลำดับ” สมชายชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมวิชาการเกษตรพูดถึงสถานการณ์ตลาด กล้วยไม้ไทยในต่างแดน โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของ การผลิตกล้วยไม้ให้มีคุณภาพเพื่อการส่งออก จึงได้มอบหมายให้กรมวิชาการ เกษตร โดยสถาบันวิจัยพืชสวนจัดทำระบบการจัดการคุณภาพ GAP สำหรับกล้วยไม้ เพื่อรับรองแปลงเกษตรกรที่ปฏิบัติตามแผนการควบคุมการผลิตกล้วยไม้ ให้ผลิต กล้วยไม้ที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานเป็นที่น่าพอใจของคู่ค้าและผู้บริโภค ขณะ เดียวกันสามารถผลิตกล้วยไม้ที่ตรงตามพันธุ์ มีคุณภาพและได้มาตรฐานตามที่ กำหนดและปลอดศัตรูพืช โดยผู้ที่ผ่านขั้นตอนการพิจารณาระบบ GAP แล้ว กรม วิชาการเกษตรจะมอบเครื่องหมายสัญลักษณ์ Q ให้

ปัจจุบันประเทศไทยเป็นแหล่งกำเนิดของกล้วยไม้หลากหลายชนิดที่มีค่าสามารถทำ รายได้จากการส่งออกไม่ต่ำกว่าปีละ 3,000 ล้านบาท และสามารถส่งออกเป็น อันดับ 2 ของโลก ในอนาคตคาดว่าอีกประมาณ 3-4 ปี จะสามารถทำรายได้ ถึง 1 หมื่นล้านบาท โดยส่งออกในรูปแบบของไม้ตัดดอกไม้ต้น ไม้ขวด ตลอดจน ผลิตภัณฑ์จากดอกกล้วยไม้ อธิบดีกรมวิชาการเกษตรเผย

ที่ผ่านมาสถาบันวิจัยพืชสวนได้ประชาสัมพันธ์เชิญชวนผู้ประกอบการและ เกษตรกรที่มีโรงเรือนกล้วยไม้ให้เข้ามาขอจดทะเบียนGAP ล่าสุดมีเกษตรกรให้ ความสนใจยื่นขอจดทะเบียนดังกล่าวแล้วกว่า 100 ราย และขณะนี้อยู่ระหว่างการ พิจารณาสอดรับกับมุมมอง สุชาติวิจิตรานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันพืชสวน ยอมรับว่า สถาบันวิจัยพืชสวนในฐานะเป็นหน่วยงานหลักในการประสานนโยบายกับ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องซึ่งขณะนี้ได้เร่งดำเนินการศึกษาและวิจัยแก้ไขปัญหา ที่เป็นอุปสรรคต่างๆ โดยเฉพาะในเรื่องของระบบการขนส่ง เพื่อให้สะดวกสบายและ รวดเร็วมากขึ้น อีกทั้งเพื่อผลักดันให้มีการส่งออกเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

นอกจากนี้ยังได้พัฒนากล้วยไม้พื้นถิ่นที่มีศักยภาพทางการค้ากล้วยไม้ต้นที่ สำคัญ ได้แก่ กล้วยไม้สกุลรองเท้านารี สกุลซิมบิเดีย สกุลสปาโทกลอททิส และ สกุลฮาบินาเรีย จนสามารถเปิดตลาดกล้วยไม้เพิ่มอย่างต่อเนื่อง และสามารถ สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

ส่วนผู้ประกอบธุรกิจส่งออก กล้วยไม้พันธพัฒน์คุ้มวิเชียร ใน ฐานะผู้จัดการสวนกล้วยไม้แอร์ออคิด& แลบ มองว่าปัญหาการส่งออกกล้วยไม้ ไทยขณะนี้ส่วนหนึ่งมาจากสภาวะเศรษฐกิจโลกที่ไม่ดี ทำให้การส่งออกกล้วยไม้มี ปัญหาตามไปด้วย โดยเฉพาะความผันผวนของราคาน้ำมันที่เป็นตัวแปรหลักในการส่ง ออก นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้รัฐบาลประกันราคากล้วยไม้และเร่งทำโรดโชว์ใน ต่างประเทศบ่อยๆ ซึ่งจะช่วยในการขยายตลาดเพิ่มขึ้น จะได้ไม่จำกัดอยู่แค่ ตลาดอเมริกา จีน ไต้หวัน ญี่ปุ่นและยุโรปไม่กี่ประเทศ

“ปัจจัยอีกตัวที่ธุรกิจส่งออกกล้วยไม้บ้านเรามีปัญหา เพราะการรวม ตัวของผู้ปลูกกล้วยไม้ไทยยังไม่เข้มแข็งพอ ดำเนินกิจการในลักษณะต่างคนต่าง ทำ ทำให้อำนาจการต่อรองมีน้อย ขณะเดียวกันภาครัฐก็ยังไม่ค่อยให้ความสำคัญ สักเท่าไรเมื่อเทียบกับพืชเศรษฐกิจตัวอื่น” ผู้จัดการสวนกล้วยไม้แอร์ ออคิด & แลบ กล่าวย้ำกล้วยไม้นับเป็นพืชเศรษฐกิจอีกตัวของประเทศที่ ควรได้รับการส่งเสริมภาครัฐอย่างจริงจัง เพราะเป็นพืชตัวเดียวในขณะนี้ก็ว่า ได้ที่ไม่มีปัญหาในเรื่องราคา แต่กลับไม่มีตลาดรองรับอย่างเพียงพอ

แนะวิธีดูแลกล้วยไม้ปลอดโรค

ชมพูนุทจรรยาเพศ นักสัตววิทยา8 สำนักวิจัยพัฒนา อารักขาพืช กรมวิชาการเกษตรแนะนำเกษตรกรควรให้ความสนใจและดูแลสวนกล้วยไม้ ให้ปลอดจากเชื้อรา แบคทีเรีย และหอยทาก โดยระบุว่าเนื่องจากสวนกล้วยไม้ส่วน ใหญ่มีความชื้นสูง มักพบหอยทากบกเข้าทำลายตาและหน่อดอกหรือใบ ถึงแม้ว่าความ เสียหายจะไม่มากนัก แต่ถ้าไม่มีการจัดการใดๆ ประชากรหอยจะเพิ่มสูงขึ้น จนก่อให้เกิดความเสียหายมากขึ้น นอกจากนี้หอยยังปล่อยเมือกไว้เป็นแนวตามทาง เดินอาจจะเป็นสาเหตุให้เกิดเชื้อราซ้ำได้ และประการสำคัญคือการที่หอยปะปนไป กับกล้วยไม้ที่ส่งไปต่างประเทศ เป็นสาเหตุให้ถูกเผาทำลาย นอกเหนือจากการ ต้องสูญเสียเงินจำนวนมหาศาลแล้ว ยังทำให้ไทยเสื่อมเสียชื่อเสียง

“จะเห็นได้ว่าหอยทากเป็นศัตรูของกล้วยไม้อีกประเภทหนึ่งที่ เกษตรกรจะต้องกำจัดให้สิ้นซาก หากเกษตรกรไม่ให้ความสนใจดูแลก็จะส่งผลกระทบ ต่อการส่งออกกล้วยไม้ของไทย และจะเป็นผลเสียต่อชื่อเสียงของไทยในอนาคต ด้วย ซึ่งเท่าที่ผ่านมาประเทศคู่ค้ามักพบหอยทากติดไปกับกล้วยไม้ ซึ่งจะทำ ให้เกิดความเสียหาย และถูกขึ้นบัญชีดำ ทำให้การส่งออกกล้วยไม้ไทยได้รับผล กระทบตามมาอีกด้วย” เจ้าหน้าที่คนเดิมกล่าวทิ้งท้าย

สุรัตน์ อัตตะ