Archive: Posts Tagged ‘รายได้เสริม’

โครงการส่งเสริมปลูกไม้โตเร็วเพื่อเป็นพลังงานทดแทน

No comments May 27th, 2009

ไม้โตเร็ว
ไม้โตเร็ว อีกทางเลือกของวิกฤติพลังงาน

ในสภาวะปัจจุบัน สถานการณ์พลังงานของประเทศกำลังอยู่ในภาวะวิกฤติ เนื่องจากการขยายทางด้านเศรษฐกิจของประเทศที่มีแนวโน้มในการใช้พลังงานเพิ่ม มากขึ้น ราคาน้ำมันมีแนวโน้มราคาสูงขึ้นเรื่อย ๆ ประกอบกับพลังงานที่ได้มาจากเชื้อเพลิงประเภทฟอสซิล ซึ่งเป็นพลังงานประเภทใช้แล้วหมดไป และคาดว่าจะหมดไปในระยะอันใกล้นี้ เป็นเหตุให้ต้องหันมาค้นคว้าและวิจัยแหล่งพลังงานเพื่อมาทดแทนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อลดใช้จ่ายด้านพลังงานให้อยู่ในระดับเหมาะสม ซึ่งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) มีนโยบายดำเนินการจัดหาพลังงานทดแทนน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีราคาสูง ก่อให้เกิดปัญหามลพิษ และเป็นสาเหตุหนึ่งของปัญหาภาวะโลกร้อน โดยการปลูกไม้โตเร็วเป็นพลังงานทดแทนในการผลิตกระแสไฟฟ้า

จากการสำรวจ การถือครองพื้นที่ป่าไม้ ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ตามแผนการจัดการทรัพยากรที่ดินและป่าไม้ระดับพื้นที่ ระหว่างปี พ.ศ. 2541-2543 พบว่ามีราษฎรถือครองพื้นที่ป่าไม้จำนวนประมาณ 340,000 คน เนื้อที่ประมาณ 5.78 ล้านไร่ และกำลังดำเนินการให้สิทธิทำกินในเขตพื้นที่ป่าไม้ (สทก.) และพื้นที่ในเขตปฏิรูปที่ดินจะได้รับการส่งเสริมการปลูกไม้ยืนต้น ไม้เศรษฐกิจ สร้างรายได้ให้เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนในเขตปฏิรูปอย่างยั่งยืน ซึ่งผลการจัดที่ดิน โดยมอบสิทธิประโยชน์ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินทั้งประเทศ 435,416 ราย จำนวน 6.39 ล้านไร่ พื้นที่เหล่านี้มีศักยภาพในการส่งเสริมปลูกไม้โตเร็วเพื่อเป็นพลังงานทดแทน ทางกรมป่าไม้จึงได้ จัดทำ “โครงการส่งเสริมปลูกไม้โตเร็วเพื่อเป็นพลังงานทดแทน

นายสมชัย เพียรสถาพร อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวถึงวัตถุประสงค์โครงการนี้ว่า เพื่อส่งเสริมการปลูกไม้โตเร็ว เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตกระแสไฟฟ้า หรือพลังงานทดแทนอื่น เพื่อสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับราษฎร รวมทั้งช่วยเพิ่มพื้นที่ป่าไม้ และลดภาวะโลกร้อน ทั้งนี้เป้าหมายเมื่อสิ้นสุดโครงการในปี 2555 จะส่งเสริมให้ปลูกไม้โตเร็วให้ได้ 1 ล้านไร่ โดยมีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 100,900 ราย ซึ่งในปี 2552 จะดำเนินการในพื้นที่ 37,000 ไร่ เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ 4,600 ราย ปี 2553 จำนวนพื้นที่ 0.25 ล้านไร่ เกษตรกร เข้าร่วมโครงการ 25,000 ราย ปี 2554 จำนวนพื้นที่ 0.30 ล้านไร่ เกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 30,000 ราย และปีสุดท้าย 2555 จำนวนพื้นที่ 0.413 ล้านไร่ จำนวนเกษตรกร 41,300 ราย ซึ่งขณะนี้มีโรงไฟฟ้าชีวมวลที่ใช้ไม้โตเร็วที่ขายไฟฟ้าเข้าระบบแล้ว จำนวน 26 ราย และที่ลงนามสัญญาแล้วแต่รอขายไฟฟ้าเข้าระบบ จำนวน 11 ราย และโรงไฟฟ้าที่ยื่นข้อเสนอแล้วแต่ยังไม่ลงนามในสัญญาจำนวน 82 ราย รวมทั้งสิ้น 119 ราย

ทั้งนี้ กรมป่าไม้จะให้การสนับสนุนกล้าไม้โตเร็ว 400 ต้นต่อไร่ สามารถเข้าร่วมโครงการได้ตั้งแต่ 1-200 ไร่ และได้รับการสนับสนุนเงินช่วยเหลือไร่ละ 500 บาท แต่มีเงื่อนไขเกษตรกรต้องปลูกและบำรุงต้น ไม้ในระยะเวลาไม่น้อยกว่า 2 ปี หากต้นไม้ได้รับความเสียหายหรือตาย ต้องดำเนินการปลูกซ่อมทันที หากเกษตรกรไม่ดำเนินการปลูกซ่อมหรือบำรุงต้นไม้ตามเงื่อนไข โดยไม่มีเหตุผลอันสมควรหรือไม่ใช่เกิดจากเหตุสุดวิสัย ผู้เข้าร่วมโครงการต้องคืนเงินพร้อมดอกเบี้ยกลับคืนให้ราชการ

ส่วนหลักประกันทางด้านรายได้ ขณะนี้มีการรับซื้อไม้โตเร็วอยู่ระหว่าง 400-500 บาทต่อตัน หรือประมาณ 3,000 บาทต่อไร่ต่อปี นอกจากนี้ในยุทธศาสตร์กระทรวงพลังงานกำหนดเป้าหมายในช่วง 8 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 2546-2554 จะต้องใช้พลังงานทดแทนเพิ่มขึ้นจาก 0.5% ของการใช้พลังงานทั้งหมดในปัจจุบัน เป็น 8% ในอีก 8 ปีข้างหน้า ให้เพิ่มการรับซื้อไฟฟ้า 1,700 เมกะวัตต์ ภายในปี 2555-2563 ซึ่งการผลิตไฟฟ้าขนาด 1 เมกะวัตต์ ต้องใช้ไม้เป็นเชื้อเพลิงปีละ 15,000 ตัน ใช้พื้นที่ปลูกประมาณ 2,250 ไร่ต่อปี หากรอบหมุนเวียนการตัดฟัน 3 ปี จะใช้พื้นที่ปลูกประมาณ 6,750 ไร่ ถ้าจะผลิตกระแสไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 1,700 เมกะวัตต์ เราต้องปลูกต้นไม้เพิ่มขึ้นประมาณ 11,475,000 ล้านไร่

สำหรับไม้โตเร็วที่ส่งเสริมให้มีการปลูกคือ กระถินยักษ์, ยูคาลิปตัส, กระถินเทพา, กระถินลูกผสม และ กระถินณรงค์ ซึ่งผู้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการสามารถไปติดต่อได้ที่ สำนักจัด การทรัพยากรป่าไม้ สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้สาขา หรือ ศูนย์ประสานงานทรัพยากรป่าไม้ประจำ จังหวัด โดยผู้ที่จะเข้าร่วมโครงการจะต้องเป็นเจ้าของที่ดินหรือมีสิทธิใช้ประโยชน์ ในที่ดินโดยชอบด้วยกฎหมาย เช่น โฉนดที่ดิน, นส 3., ส.ป.ก. 4-01 หรือที่ดินอื่น ๆ ซึ่งมีเอกสารการอนุญาตอย่างถูกต้อง หากเป็นผู้เช่าหรือผู้เช่าซื้อที่ดินจะต้องมีหลักฐานสัญญาเช่าหรือเช่าซื้อ ที่ดินนั้น ต้องมีสัญชาติไทย และเป็นบุคคลที่บรรลุนิติภาวะตามกฎหมาย.

dailynews

ต้นไทม์

1 comment May 20th, 2009

ไทม์
ไทม์ ครัวฝรั่งขาดไม่ได้

ไม้ต้นนี้ เป็นพืชสมุนไพรชนิดหนึ่งที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศสหรัฐอเมริกาและยุโรปทั่วไป แต่ไม่ทราบว่ามีสรรพคุณดีมากแค่ไหน ส่วนใหญ่ในครัวของชาวฝรั่งจะมี “ไทม์” ที่เป็นชนิดแห้ง หรือชนิดสดติดครัวไม่ขาด เหมือนกับครัวไทยไม่ขาด พริก ขิง ข่า ตะไคร้ ทำนองนั้น หรือชาวต่างชาติบางบ้านจะปลูก “ไทม์” ไว้เก็บใบไปปรุงอาหารได้เองเหมือนกับ โรสแมรี่ และออริกาโน่ที่เคยเสนอในคอลัมน์ไปแล้ว

โดย “ไทม์” จะใช้เป็นหลักในการทำ BOUQUET GARNI รวมกับใบกระวาน พาร์สลีย์ และเป็นส่วนประกอบสมุนไพรของฝรั่งชื่อ HERBES DE PROVENCE ซึ่ง “ไทม์” ยังเหมาะในการปรุงอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ ช่วยแต่งรสเนื้อวัว แกะ แพะ ซอสผัก หรือน้ำสลัดให้มีรสชาติเข้มข้นชวนรับประทานมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ในต่างประเทศยังนิยมเอา “ไทม์” ผสมกับสมุนไพรอีกหลายอย่าง หรือผสมกับโรสแมรี่ พาร์สลีย์ และออริกาโน่ ได้เป็นอย่างดีอีกด้วย “ไทม์” มีสาร “ทายมอล” อยู่มาก ซึ่งสารดังกล่าวจะช่วยในการย่อยอาหาร แก้ท้องอืด และทำให้เจริญอาหารดี ยอดและใบของ “ไทม์” ยังนำไปสกัดเป็นน้ำมันไทม์ได้รับความนิยมไปปรุงอาหารอย่างแพร่หลาย ไม่แพ้การใช้ น้ำมันมะกอก น้ำมันงา กลิ่นสดๆของ “ไทม์” ดมแล้วทำให้ดีต่อระบบทางเดินหายใจ ช่วยกระตุ้นระบบย่อย และเป็นเครื่องเทศเด็ดขาดนัก

ไทม์ หรือ (THYME) เป็นไม้ พุ่มขนาดเล็ก ลำต้นทอดเลื้อยตามหน้าดิน แตกกิ่งก้านหนาแน่น ใบมีขนาดเล็ก ออกเรียงสลับ ทั้งลำต้นและใบเป็นสีเขียวอมเทา (ดูภาพประกอบคอลัมน์) ลำต้น กิ่งก้าน และใบ มีกลิ่นหอมอ่อนๆเฉพาะตัว ขยายพันธุ์ด้วยการปักชำต้น ปัจจุบันมีต้นขายที่ตลาดนัด ไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ บริเวณโครงการ 2 แผง “ป้าแอ๊ด-คุณขวัญ” ราคาสอบถามกันเอง

การปลูกต้นไทม์ เติบโตได้ในดินทั่วไป ชอบแดด ไม่ชอบน้ำท่วมขัง ปลูกได้ทั้งแบบลงดินกลางแจ้งและปลูกลงกระถางขนาดใหญ่ ตั้งในที่แจ้ง หลังปลูกรดน้ำพอชุ่มทั้งเช้าและเย็น บำรุงปุ๋ยธรรมชาติจำพวกขี้วัว หรือขี้ควายแห้งโรยตามหน้าดินบางๆเดือนละครั้ง หรือปุ๋ยหมักชีวภาพ 2 เดือนครั้ง จะทำให้ต้น “ไทม์” แตกกิ่งก้านสาขาหนาแน่น สามารถเก็บต้น ใบ และยอด ไปใช้ประโยชน์ ตามที่กล่าวข้างต้นได้ หรือปลูกจำนวนมากๆตัดยอดตากแดดจนแห้งสนิทบรรจุถุงพลาสติกนำไปจำหน่ายให้ โรงแรมใหญ่ๆ หรือร้านอาหารฝรั่งสร้างรายได้เสริมดีไม่แพ้ โรสแมรี่ และออริกาโน่ ครับ.

นายเกษตร
thairath

การทำปลาดุกเส้น

1 comment May 20th, 2009

การทำ ปลาดุกเส้น
รวมกลุ่มแปรรูป ปลาดุกเส้น อาชีพเสริมรายได้ชุมชนบ้านหวาย

การได้มาซึ่งหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ของหมู่บ้านหวาย ต.สามัคคี จ.ยโสธร ไม่เพียงการยึดแนวทางการดำเนินชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงอย่างจริงจังแล้ว การรวมกลุ่มของชาวบ้านในการทำอาชีพเสริมที่หลากหลาย กลายเป็นจุดเด่นของหมู่บ้านในทันที

“ใน ต.สามัคคี มีหลายหมู่บ้าน หลายชุมชนที่รวมกลุ่มกันสร้างอาชีพเสริมตามที่เขาถนัด อย่างเช่นกลุ่มทำลวดหนาม กลุ่มทำนกแขวน กลุ่มซิ้นหลอดหรือเนื้อแดดเดียว แต่ที่เด่นเห็นจะหนีไม่พ้นกลุ่มทำปลาดุกเส้น เพราะเป็นผลิตภัณฑ์ดีเด่นของจังหวัดและที่รู้จักกันไปทั่ว” วีระวัฒน์ วงศ์ว่องไว นายอำเภอเลิงนกทาเผยจุดเด่นของชุมชนต้นแบบ

โดยมี พิจิตร สามารถ ประธานกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านหวาย เจ้าของผลิตภัณฑ์ปลาดุกเส้นชื่อดังแห่งเมืองยโสธรเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญ ในการดำเนินกิจกรรมของกลุ่ม ซึ่งเธอเล่าว่ากลุ่มทำปลาดุกเส้นนี้จัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2545 มีสมาชิกเริ่มแรก 15 คน จากนั้นก็ขยายเครือข่ายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ปัจจุบันมีสมาชิกทั้งสิ้น 22 คน เป็นคนในหมู่บ้านทั้งหมด

พิจิตร เผยต่อว่า แนวความคิดในการตั้งกลุ่มทำปลาดุกเส้นนั้นเกิดจากการส่งเสริมการเลี้ยงปลา ดุกในนาข้าว เมื่อปริมาณปลาดุกจำนวนมาก จึงคิดหาทางแปรรูปมาทำเป็นปลาดุกเส้น โดยหมู่บ้านส่งตัวแทนกลุ่ม 6 คน ไปอบรมวิธีการแปรรูปปลาดุกจาก จ.นครพนม ก่อนนำความรู้มาถ่ายทอดให้แก่สมาชิกในกลุ่ม

“ขั้นตอนการทำเริ่มจากการนำปลาดุกขนาดย่อมๆ มาแล่เนื้อออกเป็นริ้วๆ คลุกเคล้าด้วยสมุนไพรหลายชนิด จากนั้นนำไปหมักไว้ 1 คืน ก่อนนำผึ่งแดด 1-2 แดด จากนั้นก็นำไปทอดหรืออบไมโครเวฟให้สุก สามารถรับประทานได้เลย หรือไม่ก็นำไปบรรจุหีบห่อส่งจำหน่ายต่อไป จุดเด่นของมันอยู่ที่การใช้สมุนไพรเป็นส่วนผสมนี่แหละ อย่างเช่นขมิ้นชันเพื่อลดกลิ่นคาว”

เจ้าของผลิตภัณฑ์ปลาดุกเส้น เผยรายละเอียดต่อไปว่า สำหรับวัตถุดิบหลักก็คือปลาดุกนั้นหาได้ไม่ยาก เพราะเลี้ยงกันทั่วไปในนาข้าว และข่อบ่อเลี้ยงใกล้บ้าน ปัจจุบันราคาซื้อขายจะอยู่ที่กิโลกรัมละ 40-50 บาท ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดของปลาดุกด้วย ซึ่งจำนวนปลาดุก 1 กิโลกรัมนั้น จะสามารถทำปลาดุกเส้นได้ 6 ขีด โดยจะสามารถเพิ่มมูลค่าปลาดุกได้หลายเท่าตัว ปัจจุบันการจำหน่ายจะจำหน่ายเป็นกล่อง กล่องเล็กราคา 50 บาท ถ้าเป็นกล่องใหญ่ราคา 100 บาท และสามารถเก็บไว้ได้นานประมาณ 1 เดือน ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ปลาดุกเส้นสร้างรายได้ให้กลุ่มปีละไม่ต่ำกว่า 1 แสนบาท

“จะทำทุกเดือน เดือนหนึ่งประมาณ 4-5 ครั้ง ขึ้นอยู่กับปริมาณการสั่ง แต่ละครั้งก็ทำประมาณ 20-30 กิโล ส่วนตลาดหลักจะส่งขายตามโรงเรียนต่างๆ สถานที่ราชการในตัวอำเภอ หรือออกงานเทศกาลต่างๆ ทั้งในจังหวัดและพื้นที่ใกล้เคียง มีบ้างที่พ่อค้าจากกรุงเทพฯ สั่งเข้ามา คนส่วนใหญ่รู้จักผลิตภัณฑ์ของเราก็เมื่อตอนไปออกงานที่เมืองทองฯ เพราะเราไปเกือบทุกปี” พิจิตร เผย

ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ปลาดุกเส้นฝีมือสมาชิกกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้าน หวายกลายเป็นผลิตภัณฑ์เด่นของ จ.ยโสธร ที่ได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคทั่วประเทศ รับประกันจากรางวัลโอท็อประดับ 2 ดาวเป็นเครื่องการันตี สนใจผลิตภัณฑ์ปลาดุกเส้นติดต่อได้ที่ประธานกลุ่ม โทร. 08-9847-8313 ได้ตลอดเวลา

สุรัตน์ อัตตะ
komchadluk

การทำกรงนก

1 comment April 30th, 2009

กรงนกปรอดหัวจุก และ กรงนกเขา
22 ปี กรงนก เกาะแก้ว วันนี้ สินค้าโกอินเตอร์

หากย้อนถึงเมื่อปี 2530 หรือ 22 ปีที่แล้ว หลังจาก นายสุดใจ ผองทอง ชาวบ้าน ต.เกาะแก้ว อ.โคกสำโรง จ.ลพบุรี วัย 63 ปี ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นปราชญ์ชาวบ้าน ได้รวบรวมเพื่อนบ้านตั้งกลุ่มราษฎรผู้ผลิตกรงนกเขาและกรงนกปรอด อบต.เกาะแก้ว

แม้จากวันนั้นถึงวันนี้พวกเขาจะทำกรงนกเขาและกรงนกปรอดเป็น อาชีพเสริมหลังจากทำไร่ทำนา แต่รายได้ของพวกเขาก็ไม่เป็นรองจากอาชีพหลัก เฉลี่ยแล้วสมาชิกทั้ง 29 คน มีรายได้จากผลิตกรงนกขายตกเดือนละ 7,000-10,000 บาทต่อครอบครัว

นายบุญธรรม ปาลสาร รองประธานกลุ่มราษฎรผู้ผลิตกรงนกเขาและกรงนกปรอด อบต.เกาะแก้ว ย้อนอดีตว่า ก่อนที่ชาวบ้าน 2 หมู่ คือ หมู่ 6 และหมู่ 11 ของ อบต.เกาะแก้ว จะรวมจะตั้งกลุ่มราษฎรผู้ผลิตกรงนกเขาและกรงนกปรอด อบต.เกาะแก้วนั้น เกิดจากนายสุดใจได้นกเขาใหญ่มา 1 ตัว ขันเสียงไพเราะมาก แต่นายสุดใจไม่มีเงินที่จะซื้อกรงนกเขาที่สวยๆ จึงทำเอง 1 กรง ใช้เวลาทำ 1 อาทิตย์ เห็นว่าสวยจึงทำขายที่ตลาด 6 กรง ปรากฏว่าขายได้หมดในราคากรงละ 80 บาท พร้อมกันนั้นพ่อค้าสั่งทำมาขายอีก นายสุดใจจึงทำขายเรื่อยๆ ชาวบ้านเห็นว่านายสุดใจมีรายได้ดี ก็ขอให้ช่วยสอนวิธีทำให้

“คุณสุดใจนิสัยดี ไม่หวงวิชา สอนให้พวกเราทำกรงนกขายกัน เมื่อทุกคนทำเป็นคุณสุดใจก็รวบรวมชาวบ้านที่สนใจทำกรงนกมาตั้งกลุ่มราษฎรผู้ ผลิตกรงนกเขาและกรงนกปรอด อบต.เกาะแก้ว ขึ้นมาเมื่อปี พ.ศ.2530 ช่วงแรกมีสมาชิก 21 ราย แต่เพิ่มขึ้นเป็น 29 ราย ทำกรงนกขายตั้งแต่นั่นมาจนถึงปัจจุบัน” นายบุญธรรม กล่าว

ด้านนายสุดใจเล่าว่า เดิมเป็นชาว ต.ป่าตาล อ.เมือง จ.ลพบุรี ได้ย้ายไปทำไร่และปักหลักที่บ้านเกาะสัมพันธ์ตา หมู่ 11 ต.เกาะแก้ว มาหลายสิบปีแล้ว หลังจากทำไร่ก็ทำกรงนกเขาและกรงนกปรอดขาย พบว่ามีรายได้ดี จึงเห็นความสำคัญของการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ คือ สามารถเพิ่มรายได้ให้แก่ครอบครัวอีกทางหนึ่ง จึงพยายามสอนเพื่อนบ้าน เพื่อต้องการให้ทุกคนมีรายได้เสริม ที่สำคัญปัจจุบันการทำกรงนกถือเป็นงานหัตถกรรม ที่นอกจากจะสร้างรายได้เสริมแล้ว ยังถือเป็นการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เป็นเอกลักษ์ของหมู่บ้านด้วย

“ช่วงแรกๆ ที่เราตั้งกลุ่มได้ขอรับการสนับสนุนจาก อบต.เกาะแก้ว พอรวมกลุ่มแล้วเราขายผลิตภัณฑ์ได้เดือนละราว 32,500 บาท ลงทุนค่าวัสดุอุปกรณ์ราว 5,500 บาท ปัจจุบันผลิตภัณฑ์กรงนกเขาและกรงนกปรอดของเรา ถือเป็นผลิตภัณฑ์หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ ที่ประสบผลสำเร็จ มีการพัฒนาหลากหลาย สามารถนำส่งขายทั้งในและต่างประเทศ อย่างมาเลเซีย อินโดนีเซีย ส่งผลให้สมาชิกมีรายได้เพิ่มเดือนละ 7,000-10,000 บาทต่อครอบครัว” นายสุดใจกล่าว

การทำ กรงนกหัวจุก และ กรงนกเขา

การทำกรงนกทั้ง 2 ชนิดนี้ ทำจากไม้ไผ่ สานด้วยเถาวัลย์พันแทนหวาย ที่หัวจุกใช้ไม้เนื้อแข็งกลึงให้สวยงาม ซึ่งกรงนกเขาสูง 40 ซม. กว้าง 30 ซม. ส่วนกรงนกปรอด สูง 50 ซม. กว้าง 30 ซม. ขายในราคาตั้งแต่กรงละ 80-1,500 บาท กรงนกขนาดเล็กเป็นของที่ระลึกกรงละ 50 บาท

ส่วนนายทะเนตร์ เอี่ยมโต นายก อบต.เกาะแก้ว บอกว่า กรงนกเขาและนกปรอดถือเป็นผลิตภัณฑ์ที่โโดดเด่นของ อ.โคกสำโรง อีกผลิตภัณฑ์หนึ่ง กลุ่มผู้ผลิตกรงนกเขาและนกปรอดนั้น สามารถสร้างรายได้เสริมให้ครอบครัวได้เป็นอย่างดี เพราะชาวบ้านผลิตแล้วไม่ต้องหาตลาด มีพ่อค้ามารับซื้อถึงหมู่บ้าน บางคนที่ชอบเลี้ยงนกเขา ชอบกรงสวยงามก็จะมาสั่งทำ กรงมีราคาตั้งแต่ 1,500-3,000 บาท ทำให้สมาชิกแต่ละครอบครัวมีรายได้เสริมเป็นอย่างดี

นับเป็นที่ประสบผลสำเร็จกลุ่มหนึ่ง นอกจากจะสร้างรายให้สมาชิกแล้ว ยังสร้างชื่อเสียงให้ท้องถิ่นด้วย

สรศักดิ์ ทับทิมพราย
komchadluk

น้ำข้าวกล้องงอก

1 comment April 28th, 2009

น้ำข้าวกล้องงอก
ผลิต ‘น้ำข้าวกล้องงอก’ เพื่อสุขภาพ

“ข้าวกล้อง” ถือว่ามีคุณค่ามีคุณประโยชน์ต่อร่างกายผู้บริโภคมากมาย แต่ของเก่าย่อมตกไปเมื่อมีของใหม่เข้ามา ฉะนั้นขณะนี้ “ข้าวกล้องงอก” จึงอยู่ในความสนใจของผู้รักสุขภาพอย่างแรง! ตอนนี้จึงมีผู้คนหันมาทำมาหากินกับข้าวกล้องงอกกันมากมาย รวมถึงการแปรรูปจากข้าวกล้องงอกเป็นอย่างอื่นด้วย เช่นสตรีผู้นี้แปรรูปข้าวกล้องงอกเป็น “น้ำข้าวกล้องงอก” ขายดิบขายดีทำให้มี รายได้เป็นกอบเป็นกำ เธอคือ พัชรี อินปา

พัชรี อินปา หนึ่งในเกษตรกรบ้านดอนมูล ต.ศรีภูมิ อ.ท่าวังผา จ.น่าน ที่เดิมนั้นเลี้ยงปลาเป็นอาชีพ ครั้นเมื่อเกิดอุทกภัยเสียหายไปกว่า 2 แสนบาทไม่ได้ทำให้พัชรีท้อถอยกลับฮึดสู้ คิดแล้วคิดอีกจึงหันมาทำน้ำข้าวกล้องเพื่อสุขภาพซึ่งในฐานะผู้ยึดอาชีพผลิต น้ำข้าวกล้องจำหน่ายในชุมชนมานานระยะหนึ่งพบว่าการผลิตน้ำข้าวกล้องต้อง อาศัยการงอกของข้าวกล้องและข้าวก่ำ (ข้าวก่ำ คือข้าวที่เป็นสีแดงเข้มหรือน้ำตาลเข้ม ก่ำเป็นภาษาอีสานหมายถึง ดำ คล้ำ) ในปริมาณสูงมากจึงจะคุ้มค่ากับการลงทุน ข้าวที่นำไปสีจะต้องเป็นข้าวเปลือกใหม่ที่ผ่านการสีไม่เกิน 2 สัปดาห์ และที่สำคัญข้าวที่สีต้องสีแล้วได้ข้าวที่มีจมูกข้าวติดอยู่ที่ปลายเมล็ด ข้าว จึงจะสามารถนำมาทำให้งอกได้ความงอกในเปอร์เซ็นต์ที่สูง ซึ่งเมื่อนำไปแปรรูปเป็นน้ำข้าวกล้องงอกแล้วจะได้น้ำข้าวกล้องงอกที่มีคุณ ประโยชน์ต่อผู้บริโภคอย่างสูง

พัชรีเล่าว่า ได้นำข้าวกล้องจากโรงสีพระราชทานฯไปทดลองแช่ดูความงอก พบว่า การงอกของข้าวกล้องมีถึง 90 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่าคุ้มค่ากับการลงทุน เพราะความงอกที่มีมากทำให้ไม่เกิดการสูญเสีย ต้นทุนที่ผลิตได้จึงต่ำ ทำให้ธุรกิจการทำน้ำข้าวกล้องงอกเกิดขึ้นได้และคิดว่าอยู่รอดด้วย

ปัจจุบันพัชรี ยึดอาชีพจำหน่ายน้ำข้าวกล้องงอกหน้าตลาดสดเทศบาลอำเภอท่าวังผา จ.น่าน ซึ่งแต่เดิมจะขายเฉพาะน้ำถั่วเหลืองเท่านั้น ปัจจุบันเพิ่มความหลากหลายในการจำหน่ายให้ผู้บริโภคได้เลือกสรร คือสูตรน้ำข้าวกล้องอย่างเดียว น้ำถั่วเหลือง+จมูกข้าว+งาขาว+ใบเตย และน้ำถั่วเหลือง+จมูกข้าว+งาดำ เฉลี่ยวันละ 4 หม้อเบอร์ 40 โดยจำหน่ายถุงละ 5 บาท มีรายได้ประมาณ 1,000 กว่าบาทต่อวัน ซึ่งนอกจากจะเป็นการสร้างรายได้ที่ดีแล้วยังช่วยให้ผู้บริโภคได้คุณค่าทาง อาหารอย่างแท้จริง

ข้าวกล้องงอก

สำหรับข้าวกล้องงอก มีคุณประโยชน์ คือข้าวกล้องงอกจะมีสาร “กาบา” (GABA) มากกว่าข้าวกล้องปกติ 15 เท่า สามารถป้องกันการทำลายสมอง และโรคสูญเสียความทรงจำ หรืออัลไซเมอร์ได้ ดังนั้น จึงมีการนำสารกาบามาใช้ในวงการแพทย์เพื่อการรักษาโรคเกี่ยวกับระบบประสาท ต่าง ๆ เช่น โรควิตกกังวล โรคนอนไม่หลับ โรคลมชัก เป็นต้น

กล่าวถึงข้าวกล้องที่ได้มาจากโรงสีข้าวพระราชทานแล้ว ขอเล่าถึงโรงสีข้าวพระราชทานด้วย คือ นายสน คำอินทร์ ประธานกรรมการโครงการโรงสีข้าวพระราชทานฯ เล่าให้ฟังว่า โรงสีข้าวพระราชทานแห่งนี้ได้เริ่มจดทะเบียนเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2551 นับเป็นโรงสีข้าวพระราชทานแห่งแรกของภาคเหนือ มีสมาชิก 1,017 ราย ประกอบด้วย 12 กลุ่ม ใน ต.ศรีภูมิ บริหารจัดการให้บริการสีข้าวให้กับสมาชิกที่รวมตัวกันมีการบริหารจัดการ คล้ายรูปแบบสหกรณ์เปิดโอกาศให้ถือหุ้น หุ้นละ 10 บาท คนละไม่เกิน 10,000 หุ้น โดยโครงการฯแบ่งออกเป็น 2 ระยะ ระยะที่ 1 มีจำนวนสมาชิกบ้านดอนมูล หมู่ที่ 2 103 ราย มี พื้นที่เพาะปลูก 322.50 ไร่ ได้ผลผลิตพันธุ์ กข 6 133,630 กิโลกรัม ผลผลิต กข 10 145,957 กิโลกรัม ระยะที่ 2 ขยายผลสู่หมู่บ้านดอนตันหมู่ที่ 4, 10 และ 12 มีจำนวนสมาชิก 170 ราย ครอบคลุมพื้นที่เพาะปลูก จำนวน 573.5 ไร่ และในอนาคตให้จุดนี้เป็นโครงการนำร่องขยายต่อสู่ตำบลอื่น ๆ และอำเภออื่น ๆ ในจังหวัดน่านต่อไป

นอกจากนี้ในฐานะประธานกรรมการโรงสีข้าวพระราชทานฯ นายสนยังกล่าวถึงศักยภาพโรงสีข้าวแห่งนี้ว่า สามารถช่วยสร้างความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นให้กับชุมชน ซึ่งนับจากโรงสีข้าวพระราชทานแห่งนี้เริ่มเปิดทำการในเดือนพฤศจิกายน 2551 ถึงปัจจุบันเกษตรกรสามารถนำข้าวเปลือกที่เกษตรกรปลูกในโครงการกองทุนข้าวมา สี ซึ่งโรงสีนี้นับว่าเป็นโรงสีชุมชนที่สามารถสีแปรรูปจากข้าวเปลือกเป็นข้าว สารได้คุณภาพดี คือ มีข้าวเต็มเมล็ดสูง (เปอร์เซ็นต์ข้าวต้นสูง) ไม่แพ้โรงสีใหญ่ทั่วไป รวมทั้งมีขนาดเล็ก กะทัดรัด ไม่เปลืองพื้นที่ มีความคล่องตัวสูงต่อการใช้งาน ลงทุนต่ำ สะดวก รวดเร็ว ที่สำคัญโรงสีชุมชนต้องสามารถสีข้าวตามความต้องการของตลาดได้อย่างหลากหลาย เนื่องจากมีการสีข้าวด้วยแรง กระทำที่นุ่มนวลจึงทำให้ยังคงรักษาจมูกข้าวไว้ได้ในเปอร์เซ็นต์ที่สูง.

dailynews