Archive: Posts Tagged ‘รายได้เสริม’

การทำไข่เค็มสมุนไพร

3 comments October 3rd, 2009

การทำไข่เค็มสมุนไพร สูตรพอกเยื่อฟางข้าว
ไข่เค็มสมุนไพร พอกเยื่อฟางข้าว

ขึ้นชื่อว่า “ไข่” แล้วไม่ว่าจะเป็นไข่อะไร ก็อร่อยและได้คุณค่าอาหารไม่แตกต่างกัน แต่สำหรับยุคสมัยนี้ ไข่อย่างเดียวคงไม่เพียงพอ เพราะนอกจาก ราคาถูก คุณค่าอาหารต้องทวีคูณด้วย

อาจารย์สุภกาญจน์ พรหมขันธ์ จากสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการผลิตอาหาร คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) อีสาน วิทยาเขตสกลนคร จึงคิดค้นงานวิจัย “ผลิตไข่เค็มสมุนไพรชนิดโซเดียมต่ำพอกด้วยเยื่อฟางข้าว” ที่นอกจากเพิ่มคุณค่าทางอาหารสำหรับคนรักสุขภาพแล้ว ยังเป็นการช่วยเกษตรกรอีกทางหนึ่งด้วย เพราะปัจจุบันดินจอมปลวกที่ใช้ทำไข่เค็มนั้นเริ่มขาดแคลน เรื่อย ๆ แล้ว

อ.สุภกาญจน์ เล่าว่า ปัจจุบันดินจอมปลวกที่ใช้ทำไข่เค็มนั้นเริ่มขาดแคลนรวมถึงมีขั้นตอนการเตรียมดินที่ยุ่งยาก อีกทั้งกำไรต่ำมากเมื่อเทียบกับต้นทุนแรงงาน ดังนั้น หากสามารถนำวัสดุอื่นที่มีในท้องถิ่นและหาได้ง่ายมาพอกไข่แทนดินได้ จะช่วยเพิ่มความสะดวกให้กับผู้ผลิตและผู้บริโภคในการนำไปบริโภคและจำหน่ายโดยไม่ต้องเสียเวลาในการทำความสะอาด

“ไข่เค็ม เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการถนอมอาหารโดยใช้เกลือ เพื่อให้ไข่เก็บไว้ได้นานขึ้น อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับไข่ด้วย มีทั้งไข่เป็ดเค็ม ไข่ไก่เค็ม และไข่นกกระทาเค็ม ซึ่งไข่เค็ม เป็นอาหารที่คนไทยนิยมรับประทานกันมาก เนื่องจากมีวิธีการทำง่าย สะดวกในการรับประทาน และใช้ประกอบอาหารอื่นได้มาก เช่น ทำอาหารคาว ทำไส้ขนมเปี๊ยะ ไส้ขนมไหว้พระจันทร์ ใช้ตกแต่งอาหารบางอย่าง เป็นต้น”

สำหรับยุคนี้ “ไข่เค็ม” อย่างเดียวคงไม่พอ เพราะใคร ๆ ก็นิยมรักสุขภาพกันมากขึ้น อ.สุภกาญจน์ เล่าต่อถึงจุดเด่นของไข่เค็มสมุนไพรชนิดโซเดียมต่ำพอกด้วยเยื่อฟางข้าว ว่านอกจากขั้นตอนการทำและวัสดุในการพอกสามารถหาได้ง่ายแล้วสิ่งที่โดดเด่นอีกอย่างก็คือการใช้สมุนไพรอย่างตะไคร้ ใบมะกรูด และสมุนไพรอื่น ๆมาผสมกับเยื่อฟางข้าวสำหรับพอกไข่ซึ่งนอกจากจะลดความคาวของไข่แล้วยังได้กลิ่นสมุนไพรเวลารับประทานด้วย และที่สำคัญยังลดการใช้เกลือโซเดียมคลอไรด์โดยใช้เกลือโปแตสเซียมคลอไรด์แทน จึงถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของคนรักสุขภาพ

การทำไข่เค็มมี 2 วิธี คือไข่เค็มที่ได้จากการนำไข่เป็ดสดมาแช่ในสารละลายเกลือ ที่มีความเข้มข้นร้อยละ 20-25 เป็นเวลานาน 15-20 วัน และไข่เค็มพอก ที่เป็นวิธีการดั้งเดิมของชาวจีน และปฏิบัติต่อกันมาจนถึงทุกวันนี้ โดยใช้ดินเหนียวซึ่งปัจจุบันนิยมใช้ดินจอมปลวกผสมกับเกลือเข้มข้นร้อยละ 25-30 จนดินนิ่มสามารถปั้นเป็นก้อนได้ จึงนำดินมาพอกไข่ไว้เป็นเวลานาน 10-15 วัน ไข่เค็มพอกดินที่ขึ้นชื่อในบ้านเราได้แก่ไข่เค็มไชยา ไข่เค็มปักธงชัย เป็นต้น

แต่ “ไข่เค็มสมุนไพรชนิดโซเดียมต่ำพอกด้วยเยื่อฟางข้าว” อ.สุภกาญจน์ บอกว่า ขั้นตอนการทำนั้นเริ่มจาก การเตรียมไข่เป็ดสดโดยนำไข่เป็ดขนาดกลางที่มีอายุการเก็บไม่เกิน 1 สัปดาห์ มาล้างทำความสะอาดและเช็ดให้แห้ง คัดไข่ที่แตกและมีรอยร้าว ออก เพื่อป้องกันไข่เน่าระหว่างการพอก จากนั้นเตรียมเยื่อฟางข้าวโดยคัดคุณภาพของฟางข้าวที่ได้จากการเก็บใหม่ ๆ ที่มีอายุการเก็บรักษาไม่เกิน 3-4 เดือน ฟางข้าวจะต้องไม่ผุ ไม่ขึ้นรา และไม่มีกลิ่นเหม็นอับ นำฟางข้าวที่คัดมาตากแดดให้แห้ง เก็บใส่ถุงพลาสติกที่ปิดสนิท

ส่วน ขั้นตอนการต้มเยื่อฟางข้าว ที่ดัดแปลงจากกรรมวิธีการผลิตกระดาษสาด้วยวิธีชาวบ้านคือ ชั่งน้ำหนักฟางข้าวแห้งเติมน้ำต่อฟางข้าวในอัตราส่วน 1 ต่อ 8 และหาวัสดุหนัก ๆ มากดทับฟางข้าว แช่ทิ้งไว้ 1 คืน นำฟางข้าวที่แช่น้ำมาต้มที่อุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส นาน 40 นาที ในสารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์ (NaOH) ความเข้มข้น ร้อยละ 2 จากนั้นล้างด้วยน้ำสะอาดจนเยื่อฟางข้าวมีความเป็นกรดด่าง (pH) ประมาณ 7-7.5 จากนั้นนำเยื่อฟางข้าวที่ได้มาอบแห้งที่อุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส นาน 6-8 ชั่วโมง หรือตากแดดนาน 1 วันก็จะได้เยื่อฟางข้าวที่พร้อมใช้งานได้ตลอด โดยสามารถเก็บในถุงพลาสติกที่ปิดสนิทเพื่อใช้ในขั้นตอนต่อไป

ต่อมา ขั้นตอนการเตรียมเกลือโซเดียมคลอไรด์เริ่มจากนำไปอบในตู้อบอุณหภูมิ 50 องศาเซลเซียส นาน 3 ชั่วโมง จนเกลือแห้ง นำไปบดแล้วร่อนผ่านตะแกรงขนาด 1 มิลลิเมตร เก็บใส่ถุงพลาสติกที่ปิดสนิท เพียงเท่านี้ก็พร้อมสำหรับการผลิตไข่เค็มที่มีขั้นตอนคือ นำเยื่อฟางข้าวที่เตรียมไว้มาผสมกับน้ำ เกลือ และน้ำสมุนไพรตามต้องการจะได้เยื่อฟางข้าวที่เปียกหลังจากนั้นก็สามารถนำไปพอกหุ้มไข่เป็ดที่เตรียมเอาไว้ จากนั้นนำไข่ที่พอกเสร็จบรรจุใส่ถุงพลาสติกชนิดมีซิปเก็บไว้นาน 25 วัน เพียงเท่านี้ก็จะได้ไข่เค็มสมุนไพรชนิดโซเดียมต่ำพอกด้วยเยื่อฟางข้าวสำหรับจำหน่ายและรับประทานในครอบครัว

อ.สุภกาญจน์ บอกว่า ต้นทุนในการทำไข่เค็มสมุนไพรชนิดโซเดียมต่ำพอกด้วยเยื่อฟางข้าวนั้นอยู่ที่ฟองละประมาณ 5 บาทและสามารถขายได้ในราคาฟองละ 8 บาท ขึ้นไป

ผู้สนใจสามารถเข้าไปขอสูตรรวมถึงขอคำแนะนำในการผลิตไข่เค็มสมุนไพรชนิดโซเดียมต่ำพอกด้วยเยื่อฟางข้าวได้ตลอดที่ อ.สุภกาญจน์ สาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการผลิตอาหาร คณะทรัพยากรธรรมชาติ มทร.อีสาน วิทยาเขตสกลนคร โทร. 08-7806-6587, 08-7806-6587.

dailynews

การปลูกผักหวานป่า

2 comments July 22nd, 2009

ผักหวานป่า
การปลูกผักหวานป่าเชิงระบบ ทำให้เกษตรกรมีรายได้ตลอดทั้งปี

การปลูกผักหวานป่าเชิงระบบ คือ การปลูกพืชแบบผสมผสาน โดยมีผักหวานป่าเป็นพืชหลัก มีการปลูกพืชหลายระดับเพื่อจัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม และไม่ก่อให้เกิดปฏิสัมพันธ์ทางลบกับการเจริญเติบโตของผักหวานป่า โดยเริ่มจากปลูกไม้ผลหรือไม้ยืนต้น เช่น แคบ้าน กล้วย มะม่วง และสะเดา เป็นต้น เพื่อใช้เป็นไม้พี่เลี้ยงให้ร่มเงาที่ถาวร เนื่องจากตามธรรมชาติผักหวานป่าเจริญเติบโตได้ดีภายใต้ร่มเงาของไม้อื่น ตามด้วยการปลูกไม้ระดับกลางคือผักหวานป่าซึ่งเป็นพืชหลัก และการปลูกพืชระดับล่างเป็นพืชอายุสั้นที่ให้ผลผลิตได้เร็ว เช่น พืชผัก เป็นต้น

การเลือกพืชมาปลูกร่วมกับผักหวานป่า ต้องให้เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของผักหวานป่าด้วย โดยเฉพาะพืชที่นำมาปลูกเพื่อให้ร่มเงา ควรเป็นไม้ยืนต้น ไม่ผลัดใบ เจริญเติบโตได้ดี และมีผลผลิตที่สามารถเก็บเกี่ยวได้ ถ้าเป็นพืชตระกูลถั่วจะเป็นการดีมาก มีการกำหนดระยะปลูกให้เหมาะสมกับพืชแต่ละชนิด เพื่อป้องกันไม่ให้ต้นผักหวานป่าได้รับแสงแดดมากหรือน้อยเกินไป ส่วนพืชอายุสั้นอาจเป็นพืชผักกินใบหรือผลก็ได้ เช่น มะเขือ พริก กะเพรา ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ปลูก หรือความต้องการของตลาด

ตัวอย่างระบบการปลูกผักหวานป่า ในพื้นที่ 1 ไร่ เช่น ถ้าต้องการปลูกผักหวานป่าร่วมกับกล้วยน้ำว้า และมะเขือเปราะ เริ่มจากปลูกกล้วยเพื่อเป็นพืชให้ร่มเงา ระยะปลูก 3×3 เมตร ปลูกได้ 196 ต้น จากนั้นนำต้นกล้ามะเขือเปราะปลูกระหว่างแถวของต้นกล้วย โดยปลูกเป็นแถวคู่ ระยะปลูก 1×1 เมตร ปลูกได้ 1,040 ต้น เมื่อต้นมะเขือเปราะโตจนมีร่มเงา จึงปลูกผักหวานป่าระหว่างกึ่งกลางแถวคู่ของต้นมะเขือ ใช้ระยะปลูกระหว่างต้น 1 เมตร พื้นที่ 1 ไร่ ปลูกได้ 520 ต้น โดยในช่วงแรกผักหวานป่าจะอาศัยร่มเงาของต้นมะเขือ จนกว่าต้นกล้วยจะสามารถให้ร่มเงาได้

ต้นทุนระบบการปลูกผักหวานป่ามีความแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับประเภทของต้นพันธุ์ที่นำมาใช้ คือ ต้นพันธุ์จากการตอนกิ่งมีราคาสูงกว่าจากการเพาะเมล็ด ราคาต้นพันธุ์จากกิ่งตอนประมาณ 100 บาท/ต้น ส่วนเพาะเมล็ดราคาประมาณ 15-20 บาท/ต้น นอกจากนั้นจะเป็นต้นทุนของระบบน้ำ แรงงาน และปุ๋ย ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้ปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยคอกจากมูลสัตว์เป็นหลัก ซึ่งรายละเอียดของการลงทุน และผลตอบแทนที่ได้รับ ดังแสดงไว้ในตาราง

การปลูกผักหวานป่า 1 ระบบนี้ ทำให้เกษตรกรได้รับประโยชน์ คือ ปีแรกผลตอบแทนจากการปลูกมะเขือเปราะ ปีที่สองจากการปลูกกล้วยน้ำว้า และเมื่อเข้าสู่ปีที่สามจะได้รับผลตอบแทนจากกล้วยน้ำว้าและผักหวานป่า

การปลูกผักหวานป่าเชิงระบบ จึงเป็นระบบการปลูกพืชที่ทำให้เกษตรกรมีรายได้ตลอดทั้งปี และทุก ๆ ปี ในระหว่างรอผลผลิตจากต้นผักหวานป่า นอกจากนั้นยังเป็นการใช้ประโยชน์ของพื้นที่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่สถานีวิจัย ลำตะคอง สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) เลขที่ 333 หมู่ 12 ถนนมิตรภาพ ต.หนองสาหร่าย อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา 30130 โทร. 0-4439-0107, 0-4439-0150, 08-1999-4770 โทรสาร 0-4439-0150 E-mail:lamtakhong@tistr.or.th, momtree_k@tistr.or.th

dailynews

ใช้ท่อพีวีซีห่อผลไม้

4 comments June 11th, 2009

ที่ห่อผลไม้ จาก ท่อพีวีซี
ที่ห่อผลไม้จากท่อพีวีซีเหลือใช้ ฝีมือเกษตรกรดีเด่นเมืองตรัง

ที่ผ่านมาผลผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะผลไม้ มีหลายชนิดที่เกษตรกรต้องใช้กระดาษไปห่อเอง ไม่ว่าจะเป็นมะม่วง ฝรั่ง ชมพู่ รวมถึงส้มโอ มะยงชิด เพื่อป้องกันแมลงมาทำหลายผลผลิต

ซึ่งทำให้เกษตรกรต้องเสียเวลาที่จะต้องไปห่อผลผลิตทีละผล บางแห่งถึงกับต้องปีนขึ้นไปห่อบนต้น ขณะที่บางรายต้องเสียเงินไปจ้างคนอื่น ต่อไปปัญหานี้อาจลดลงไป เพราะล่าสุดเกษตรกรดีเด่นระดับชาติสาขาไร่นาสวนผสมตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงคน ล่าสุดจากเมืองตรัง “ไม ไกรสุทธิ์” เจ้าของสาขาไร่นาสวน ที่หมู่ 2 ต.นาชุมเห็ด อ.ย่านตาขาว จ.ตรัง สามารถผลิต “ที่ห่อผลไม้” ทำจากท่อพีวีซีที่เหลือใช้มาเป็นส่วนประกอบสำคัญ

ไม เล่าว่า บรรพบุรุษของเขายึดอาชีพการเกษตรมาตลอด มีสวนยางพารา และสวนไม้ผลพื้นเมือง อาทิ เงาะ ทุเรียน แต่เขาเห็นว่า อยากฉีกแนวอาชีพการเกษตรที่แตกจากครอบครัว คือ ทำเกษตรไร่นาผสมผสานโดยยึดหลักแนวเศรษฐกิจพอเพียง จึงไปซื้อที่ใหม่ 5 ไร่ เป็นนาร้างเก่า มาทำสวนในรูปแบบไร่นาผสมผสาน มีทั้งไม้ผล ไม้ยืนต้น พืชผักสวนครัว พืชสมุนไพร บ่อเลี้ยงปลา เป็นต้น ทำได้ 7 ปี พบกับปัญหาอย่างหนึ่งคือ แมลงวันทองมักจะทำลายผลผลิตไม้ผล ทั้งส้มโอ ฝรั่ง และมะม่วง เขาจึงใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ ซึ่งในแต่ละวันเขาห่อได้เพียงวันละ 100 ผลเท่านั้น ถือว่าเสียเวลามาก เพราะบางต้นต้องปีนขึ้นไปด้วย

กว่า 1 ปีที่ ไม พยายามหาวิธีในการที่จะผลิตเครื่องไม้เครื่องมือที่ห่อผลไม้ พร้อมกับหารือกับเจ้าหน้าที่เกษตรตำบลอย่างต่อเนื่อง ในที่สุดเขาไปเห็นปลายพีวีซีขนาดกว้างหรือเส้นผ่าศูนย์กลาง 4 นิ้ว ยาวราว 8 นิ้ว มานึกดูว่าจะหาวิธีใดบ้างที่จะประยุกต์มาทำเป็นที่ห่อผลไม้ ในที่สุดเขาสามารถคิดประดิษฐ์ “ที่ห่อผลไม้” จากท่อพีวีซีเหลือใช้ได้สำเร็จ สามารถห่อผลไม้ได้ชั่วโมงละ 100 ผล จากเดิมที่ต้องเวลา 1 วัน ถึงจะห่อผลไม้ได้ 100 ผล

สำหรับรูปแบบที่ห่อผลไม้จากท่อพีวีซี ตามแบบฉบับของ ไม นั้น คือใช้เศษหรือปลายท่อพีวีซีที่คนตัดทิ้งแล้ว มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 4 นิ้ว ยาว 8 นิ้ว จากนั้นบากปากท่อให้เป็นร่องลึก กว้างราว 2 ซม. ลึก 4 ซม. ใช้ไม้หน้าสองยาวราว 2 ฟุต บากปลายไม้ให้เป็นปางคล้ายปางหนังสติ๊ก กว้าง 2 ซม. ลึกราว 10 ซม. จากนั้นนำไม้ที่บากปลายมาผูกหรือตอกตะปูให้ติดกับท่อพีวีซี ให้ตรงกับปากท่อพีวีซีที่บากไว้ โดยให้ไม้ที่บากไว้ตั้งจุดตรงกับปลายปากท่อที่บากไว้เช่นกัน (ดูรูปประกอบ) ที่ปางของไม้ ใช้ไม้ขนาดหนา 1.8 ซม. สูงราว 4 ซม. ยาวราว 1 ฟุต หรือพอเหมาะทำเป็นลิ้นกระดิก โดยปลายไม้ด้านบนใช้ยางหนังสติ๊กผูกเชื่อมติดกับปลายไม้ที่บากด้านบน เพื่อให้ลิ้นไม้ติดขอบล่างของบากปลายปากท่อพีวีซี ส่วนปลายล่างเข้าไปในร่องบากของท่อพีวีซี ปลายไม้ที่ทำเป็นลิ้นผู้เชือกยาว 2-4 เมตร ไว้กระตุกเวลาใช้งาน ขณะที่ปลายไม้ที่ตอกติดกับท่อพีวีซีนั้น จะใช้ท่อพีวีซีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางราว 1 นิ้ว สวมติดเพื่อสำหรับใช้ไม้มาต่อให้ยาวกรณีที่จะห่อผลไม้ที่อยู่สูง

เวลาใช้เอากระดาษหนังสือพิมพ์ 1 หน้าแบ่งเป็นส่วนๆ เท่ากัน จากนั้นนำกระดาษหนังสือที่แบ่งส่วนแล้วมาแม็กทำเป็นทรงกระบอก เพื่อสวมในท่อพีวีซี แล้วนำยางเส้นวงเล็กมารัดที่ปากท่อพีวีซีเหนือลิ้นไม้ที่อยู่ในบากของท่อพี วีซี พับปลายหนังสือพิมพ์ปิดที่ปากท่อพีวีซี เวลาจะห่อผลไม้จับปลายไม้ เอาท่อพีวีซีที่มีกระดาษหนังสืออยู่ด้านในและมียางรัดปากท่อเข้าไปครอบผลไม้ ดึงเชือกที่ปลายลิ้นด้านบน ทำให้ปลายลิ้นไม้ด้านล่างไปดันยางเส้น ไปรัดกระดาษติดกับก้านผลไม้ที่เราจะห่อไว้ พอฝนกระดาษจะเปียกปลายกระดาษด้านล่างจะบรรจบเองอัตโนมัติ แค่นี้ก็เสร็จแล้ว

สำหรับที่ห่อผลไม้ทำจากท่อพีวีซีที่เหลือใช้ที่ว่านี้ ไม บอกว่า ลงทุนไม่กี่บาท โดยเฉพาะเครื่องต้นแบบไม่ได้ใช้เงินลงทุนเลย เพราะเอาของเหลือใช้ทั้งหมดมาประดิษฐ์ และวันนี้เขาก็ยังไม่ได้จดลิขสิทธิ์ เนื่องจากต้องสอนให้เกษตรกรรายอื่นนำไปผลิตใช้เองด้วย

ดลมนัส กาเจ
komchadluk

การเพาะเห็ดฟางในตะกร้า

6 comments June 7th, 2009

การเพาะเห็ดฟางในตระกร้า
เพาะเห็ดฟางในตะกร้า ทำได้ดี ที่ภูเก็ต

ไม่ว่าจะเป็นยุคใดสมัยใด ผู้คนมักให้ความสำคัญกับการรักษาสุขภาพของตนเองเป็นอันดับต้นๆ จึงทำให้มีการหันมาพึ่งพาธรรมชาติมากขึ้น หันมาปลูกผักสวนครัวแทนการปลูกไม้ดอก เพราะรู้สึกมั่นใจว่าร่างกายจะไม่รับสารเคมี นอกจากผักสวนครัวที่สามารถปลูกได้ในครัวเรือนแล้ว ยังสามารถเพาะเห็ดฟางไว้รับประทานได้อีกด้วย

ไม่ใช่สิ่งที่น่าเหลือเชื่อ เพราะผู้คนส่วนใหญ่มักจะคิดว่าการเพาะเห็ดจะต้องทำโรงเรือนใหญ่โต แต่ขณะนี้เราไม่จำเป็นต้องใช้พื้นที่มากในการเพาะเห็ดฟาง เพียงแค่มีตะกร้า 1 ใบ ก็สามารถเพาะเห็ดฟางนำมารับประทานในครัวเรือนได้แล้ว

คุณสมชาย เฮงวัชรไพบูลย์ เกษตรจังหวัดภูเก็ต บอกว่า กลุ่มส่งเสริมและพัฒนาการผลิต ได้สาธิตและแลกเปลี่ยนเรียนรู้การเพาะเห็ดฟางในตะกร้าพลาสติค เพื่อเป็นแนวทางส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรที่เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมภูเก็ต ซึ่งมีพื้นที่การเกษตรลดลง ค่าครองชีพสูง และบริเวณที่พักอาศัยมีพื้นที่ว่างไม่มาก การเพาะเห็ดฟางในตะกร้าพลาสติค จะสามารถช่วยเพิ่มรายได้ และลดรายจ่าย ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง

การเพาะเห็ดฟาง สามารถทำได้หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น การเพาะแบบกองเตี้ย การเพาะในถุง การเพาะแบบโรงเรือนอบไอน้ำ แล้วแต่สภาพความพร้อมของพื้นที่และความพร้อมของผู้เพาะ รวมทั้งวัสดุที่ใช้เพาะ ก็ใช้ได้หลากหลายอย่าง ตามที่มีในท้องถิ่น เช่น ฟางข้าว ผักตบชวา ต้นกล้วยแห้ง ไส้นุ่น เปลือกถั่ว หรือกากมันสำปะหลัง ซึ่งเป็นการนำวัสดุที่เหลือใช้ในท้องถิ่นมาเพิ่มมูลค่านั่นเอง ที่สำคัญการเพาะเห็ด นอกจากจะเป็นการผลิตอาหารในครอบครัวแล้ว ยังสามารถสร้างงาน สร้างรายได้เสริม ในช่วงว่างจากฤดูการทำนา และวัสดุที่เหลือจากการเพาะเห็ดก็สามารถนำกลับลงในแปลงนาเพื่อบำรุงดิน หรือทำเป็นปุ๋ยหมักใส่พืชผักได้อีกด้วย

การเพาะเห็ดในตะกร้า เป็นการเพาะเห็ดอีกรูปแบบหนึ่งที่ทำได้ง่าย ใช้พื้นที่น้อย ขั้นตอนไม่ยุ่งยาก สามารถทำได้ทุกครัวเรือนเพื่อบริโภค ดอกเห็ดสามารถทยอยออกได้เรื่อยๆ เป็นการลดรายจ่ายด้านอาหารในครัวเรือน และสามารถทำเป็นกิจกรรมเสริมเพื่อพักผ่อนหย่อนใจได้ด้วย โดยใช้วัสดุที่เหลือใช้จากไร่นาได้เกือบทั้งสิ้น เช่นเดียวกับการเพาะเห็ดฟางแบบอื่นๆ แต่ที่พิเศษไปกว่านั้นคือ สามารถนำก้อนเชื้อเห็ดที่เก็บดอกหมดแล้วมาใช้ได้ ทั้งเห็ดฟาง เห็ดขอนขาว เห็ดนางฟ้า และเห็ดนางรม

สำหรับวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ก็หาได้ไม่ยาก ประกอบด้วย ตะกร้าพลาสติค ขนาด 12×14 นิ้ว มีตาห่างประมาณ 2×2 เชื้อเห็ดฟางที่พร้อมเพาะ ก้อนเชื้อเห็ดเก่า ปุ๋ยหมัก หรือผักตบชวาหั่นสด ท่อนไม้ สำหรับรองก้นตะกร้า โครงไม้ไผ่แบบสุ่ม และผ้าพลาสติคคลุมสุ่ม

ส่วนวิธีเพาะ ให้เทก้อนเชื้อเห็ดเก่าออกจากถุง ขยี้ให้แตก อัดลงในตะกร้า หนาชั้นละ 3 นิ้ว ใส่อาหารเสริมจำพวกปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก หรือผักตบชวาสับ ชั้นละ 1-2 กำมือ โรยเชื้อเห็ดฟาง รดน้ำพอชุ่มแล้วทำชั้นที่ 2 และชั้นที่ 3 ต่อไปเหมือนกัน โดยชั้นที่ 3 ให้เหลือช่องว่างของตะกร้าจากปากไว้ 3 นิ้ว การเลือกเชื้อเห็ดที่ดี ควรเลือกที่มีเส้นใยเต็มถุง มีสีขาวนวล ไม่อ่อนหรือแก่เกินไป ไม่มีการปนเปื้อนของเชื้อรา และมีกลิ่นหอมของเห็ดฟาง ส่วนพื้นที่เพาะเห็ดต้องเป็นบริเวณที่ไม่มียาฆ่าแมลง น้ำไม่ท่วมขัง มีการระบายน้ำได้ดี

วิธีการดูแลไม่ยาก หลังจากบรรจุวัสดุเพาะเห็ดเรียบร้อย ให้นำตะกร้าเห็ดที่ได้ไปวางไว้ตามร่มไม้ชายคา ที่มีแสงแดดเล็กน้อยโดยเอาท่อนไม้วางรองด้านล่างกันปลวก โดยการเพาะ 1 สุ่ม ควรใช้ตะกร้า 4 ใบ วางด้านล่าง 3 ใบ ซ้อนด้านบน 1 ใบ ใช้สุ่มครอบ คลุมด้วยแผ่นพลาสติค เมื่อครบ 4 วัน ให้เปิดพลาสติคคลุมตอนเช้า หรือเย็นเพื่อให้เชื้อเห็ดรับอากาศ ประมาณ 2 ชั่วโมง แล้วปิดไว้ตามเดิม ทิ้งไว้กระทั่ง วันที่ 9-12 ดอกเห็ดฟางก็จะเกิด สามารถเก็บไปประกอบอาหารได้ ถ้าทำจำนวนมากหลายสุ่มจะเหลือจำหน่ายเป็นรายได้เสริมอย่างดีอีกด้วย โดยดอกเห็ดฟางในตะกร้าสามารถเก็บได้เรื่อยๆ จนหมดรุ่น ซึ่งสามารถเปิดพลาสติครดน้ำให้เปียกเอารุ่นที่ 2 ได้อีก พอดอกเห็ดหมดสามารถนำวัสดุที่เหลือนำไปเป็นปุ๋ยหมัก ใส่แปลงผัก หรือใส่แปลงนาได้อย่างดี หลังจากนั้น ล้างตะกร้าให้สะอาดตากแดด ประมาณ 1-2 แดด นำมาเพาะเห็ดรุ่นต่อไปได้

สภาพอากาศที่เหมาะสมในการเพาะเห็ดฟาง ประมาณ 35-37 องศาเซลเซียส เนื่องจากเห็ดฟางชอบอากาศร้อน เจริญเติบโตได้ดีทั้งในฤดูฝนและในฤดูร้อน เพราะอากาศร้อนจะช่วยเร่งการเจริญเติบโตของดอกเห็ดได้ดีอยู่แล้ว ส่วนในช่วงอากาศหนาวไม่ค่อยจะดีนัก เพราะอากาศที่เย็นเกินไปไม่เอื้ออำนวยต่อการเติบโตของดอกเห็ดฟาง สำหรับทางภาคใต้ก็สามารถจะเพาะเห็ดฟางได้ตลอดทั้งปี ถ้ามีฝนตกไม่มากเกินไปนัก จึงเห็นได้ว่า การเพาะเห็ดฟางของประเทศไทยเราสามารถเพาะได้ตลอดปี แต่หน้าหนาวผลผลิตจะลดน้อยลง เนื่องจากอุณหภูมิต่ำ จึงทำให้เห็ดฟางมีราคาสูง

เห็ดฟาง ไม่ชอบแสงแดดโดยตรง หากถูกแสงแดดมากเกินไปเส้นใยเห็ดอาจจะตายได้ง่าย จึงควรจะคลุมกองด้วยผ้าพลาสติค เพื่อพรางแสงแดด โดยดอกเห็ดฟางที่ไม่โดนแสงแดดจะจัดมีสีขาวนวลสวย ถ้าดอกเห็ดฟางโดนแดดแล้วจะเปลี่ยนจากสีขาวเป็นสีดำเร็วขึ้นกว่าปกติ

การเก็บเห็ดได้เร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับวิธีการเพาะและฤดูกาล คือ ฤดูร้อนและฤดูฝนจะเก็บเห็ดได้เร็วกว่าฤดูหนาว เพราะความร้อนช่วยเร่งการเจริญเติบโตของเห็ด นอกจากนั้น ถ้าใส่อาหารเสริมด้วยแล้ว จะทำให้เกิดดอกเห็ดเร็วกว่าไม่ใส่อีกด้วย ดอกเห็ดที่ขึ้นเป็นกระจุก มีทั้งอ่อนและแก่ ถ้ามีดอกเล็กๆ มากกว่าดอกใหญ่ ควรรอเก็บเมื่อดอกเล็กโตหรือรอเก็บชุดหลัง เก็บดอกเห็ดที่ขึ้นทั้งกระจุก โดยใช้มือจับทั้งกระจุกอย่างเบาๆ แล้วหมุนซ้ายและขวาเล็กน้อย ดึงขึ้นมาพยายามอย่าให้เส้นใยกระทบกระเทือน

ศัตรูของเห็ดฟาง คือ แมลง เช่น มด ปลวก ไรเห็ด วิธีการแก้ไข ให้ใช้สารเคมีพวก เซฟวินโรยรอบๆ กอง ห่างประมาณ 1 ศอก ควรจะโรยสารเคมีนี้ประมาณ 1 สัปดาห์ ก่อนที่จะเริ่มกองเห็ด แต่อย่าโรยภายในกอง เพราะจะมีผลต่อการออกดอก อีกทั้งยังมีสารพิษตกค้างในดอกเห็ด ซึ่งเกิดอันตรายต่อผู้บริโภคได้

นอกจากแมลงที่เป็นศัตรูของเห็ดฟางแล้ว ศัตรูอีกอย่างคือ เห็ดคู่แข่ง เป็นเห็ดที่เราไม่ได้เพาะ แต่ขึ้นมาด้วย หรือเชื้อโรคอื่นๆ ที่เป็นศัตรูของเห็ดฟาง เช่น พวกราต่างๆ วิธีแก้คือ การเก็บฟางไม่ควรให้ถูกฝน และถ้ามีราขึ้นให้หยิบฟางขยุ้มนั้นทิ้งให้ไกลกองเพาะ

“การเพาะเห็ดฟางในตะกร้า มีต้นทุนต่ำ เหมาะกับทุกบ้านเรือน เนื่องจากใช้พื้นที่น้อย ให้ผลผลิตทุกฤดูกาล ที่สำคัญเป็นพืชปลอดสารพิษ นอกจากนำผลผลิตมารับประทานในบ้านเรือนแล้ว ผลผลิตที่เหลือยังสามารถนำไปขายเป็นรายได้เสริมอย่างดี” เกษตรจังหวัดภูเก็ต กล่าว

อย่างไรก็ตาม การที่เกษตรจังหวัดภูเก็ต ได้ให้ความสำคัญต่อการเพาะเห็ดฟางในตะกร้า ส่วนหนึ่งเกิดจากก่อนหน้านี้การสร้างโรงเรือนเพาะเห็ดใกล้แหล่งเพาะปลูกที่ต้องอาศัยปุ๋ยเคมี กระทั่งมีสารเคมีตกค้างในพื้นดินจำนวนมาก จนทำให้การเพาะเห็ดในโรงเรือนได้รับสารเคมีไปด้วย การเพาะเห็ดในตะกร้าจึงเป็นทางเลือกหนึ่งในการหลีกเลี่ยงสารเคมีจากผลผลิตทางการเกษตร

เห็ดฟาง หรือเห็ดบัว ภาคอีสานเรียกว่า เห็ดเฟียง มีชื่อสามัญว่า Straw Mushroom มีถิ่นกำเนิดจากประเทศจีน เห็ดฟางเป็นเห็ดที่ขึ้นตามกองฟาง ดอกตูมมีลักษณะเป็นก้อนกลมสีขาว มีเยื่อหุ้มกระเปาะคล้ายถ้วย รองรับฐานเห็ดเรียกว่า ผ้าอ้อมเห็ด เมื่อหมวกเห็ดเจริญเติบโตเต็มที่จะกางออก คล้ายร่ม ด้านบนของหมวกเห็ดจะสีเทาอ่อน หรือเทาเข้ม ผิวเรียบและอาจมีขนละเอียดคลุมอยู่บางๆ คล้ายเส้นไหม ด้านล่างมีครีบดอกบางๆ ก้านดอกสีขาว เนื้อในแน่น ละเอียด ออกดอกทุกฤดูกาล

เห็ดฟางนำมาปรุงอาหารได้หลายอย่าง เช่น ยำเห็ดฟาง เห็ดฟางผัด ต้มยำเห็ดฟาง และแกงเลียงใส่เห็ดฟาง เป็นต้น นอกจากนี้ เห็ดฟางยังมีสรรพคุณทางยาอีกด้วย เพราะเห็ดฟางมีสาร Vovatoxin ช่วยป้องกันการเจริญเติบโตของไวรัส ที่ทำให้เกิดไข้หวัดใหญ่ ช่วยลดปัญหาเกี่ยวกับไขมันในเส้นเลือดและโรคหัวใจได้ นอกจากจะอร่อยแล้วยังมีประโยชน์ต่อร่างกายไม่น้อยเลยทีเดียว หากผู้อ่านสนใจก็สามารถทดลองเพาะเห็ดฟางในตะกร้าได้ภายในบริเวณบ้าน แต่หากอดทนรอเพาะเห็ดฟางรับประทานเองไม่ไหว คงต้องอุดหนุนเกษตรกรผู้เพาะเห็ดดีกว่า

สิริพร ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา
วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 21 ฉบับที่ 456
matichon

ปลาทับทิมในกระชัง

No comments June 5th, 2009

ทินกร สุขมารถ เกษตรกรผู้เลี้ยงปลาทับทิมในกระชัง
เลี้ยงปลาทับทิมในกระชัง อาชีพทำเงิน ทินกร สุขมารถ

ชีวิตไม่สิ้นก็ต้องดิ้นต่อไป สำหรับ ทินกร สุขมารถ เกษตรกรเลี้ยงปลาทับทิมในกระชัง ชื่อฟาร์มทินกร แห่ง ต.ท่ามะขาม อ.เมือง จ.กาญจนบุรี ปัจจุบันมีปลาทับทิมที่เลี้ยงในกระชังทั้งสิ้น 260 กระชัง ผลิตปลาออกสู่ตลาดเดือนละ 40 ตัน สร้างรายได้ให้แก่ครอบครัวประมาณ 1.5 แสนบาทต่อเดือน

“ปลาทับทิมเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่เกษตรกรนิยมเลี้ยงกันอย่างแพร่หลาย ด้วยปลาชนิดนี้เลี้ยงง่าย ทนทานต่อโรค โตเร็ว และเป็นที่ต้องการของกลุ่มผู้บริโภคที่รักสุขภาพอย่างมาก จากความต้องการบริโภคปลาที่สูงขึ้น กอปรกับมีความใฝ่ฝันที่จะเลี้ยงปลามาตั้งแต่เด็กๆ จึงตัดสินใจยึดอาชีพนี้เป็นอาชีพหลัก”

เดิมทีอาชีพหลักของทินกรคือ เลี้ยงหมู เลี้ยงไก่ หลังจากจบการศึกษาระดับชั้น ปวช.ก็มุ่งมั่นกลับมาช่วยงานที่บ้าน จนประมาณปี 2544 มีเพื่อนเกษตรกรแนะนำให้ลองเลี้ยงปลาดู จากความสนใจที่อยากจะเลี้ยงปลาตั้งแต่เด็ก และสภาพน้ำในแม่น้ำแม่กลองมีความสะอาด มีน้ำตลอดทั้งปีเนื่องจากเป็นต้นน้ำของแม่น้ำ เหมาะที่จะเลี้ยงปลา พร้อมกับบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ได้เข้ามาดำเนินการส่งเสริมการเลี้ยงปลาทับทิม จึงตัดสินใจเลี้ยงปลาดังกล่าว

“เริ่มต้นมีเงินทุน 1 แสนบาท เลี้ยงตอนแรก 8 กระชัง เช่าที่บริเวณริมแม่น้ำแม่กลองเป็นที่เลี้ยง โดยรับลูกพันธุ์จากซีพีเอฟมาอนุบาล เลี้ยงจนได้ขนาดที่ต้องการ จากนั้นจึงนำออกจำหน่าย ทุกๆ เดือนจะมีเจ้าหน้าที่ สัตวแพทย์ และนักวิชาการจากกรมประมง มาตรวจสอบคุณภาพน้ำ แนะนำวิธีการแก้ปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของโรคต่างๆ ไว้คอยให้บริการ”

ทินกร กล่าวอีกว่า ตั้งแต่เดือนเมษายน 2551 น้ำในแม่น้ำแม่กลองเริ่มมีปัญหา มีเชื้อโรคในน้ำมากขึ้น ส่งผลกระทบต่อปลา โดยเฉพาะลูกปลาในช่วงที่อนุบาลอยู่ จึงแก้ปัญหาด้วยการขุดบ่อดินคลุมผ้าพลาสติกพีอี ซึ่งสามารถควบคุมน้ำและโรคต่างๆ ได้ เพื่ออนุบาลปลา จนกระทั่งได้น้ำหนักที่ต้องการจึงนำลงบ่อเลี้ยงในแม่น้ำต่อไป การแก้ปัญหาด้วยวิธีนี้จะทำให้ปลาแข็งแรงกว่า มีอัตรารอดสูงกว่า และช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น

จากการที่ปลาทับทิมเป็นแหล่งโปรตีนสูง รสชาติอร่อย มีคุณค่าทางโภชนาสูง ประกอบกับการเลี้ยงปลาทับทิมในกระชังสะอาด ปลอดภัย ไม่มีกลิ่นโคลน ปลาชนิดนี้จึงเป็นที่ต้องการของตลาดเป็นอย่างมาก เพราะสามารถทำอาหารได้หลากหลาย ส่งผลให้ปลาทับทิมเป็นปลาเศรษฐกิจไปโดยปริยาย

นับเป็นอีกก้าวของทินกร สุขมารถ เกษตรกรที่ไม่ยอมแพ้ชีวิต พยายามเลือกหาอาชีพที่ถนัด ในที่สุดก็ประสบความสำเร็จในสิ่งที่ตัวเองชอบ ด้วยการเป็นเจ้าของฟาร์มเลี้ยงปลาทับทิม “ฟาร์มทินกร” ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 99/1 หมู่ 1 ต.ท่ามะขาม อ.เมือง จ.กาญจนบุรี โทร.08-4717-7721

รักพงษ์ ขันแก้ว
komchadluk