Archive: Posts Tagged ‘ราคาสินค้าเกษตร’

ปลานิลสัญจร เกษตรกรพบผู้ส่งออก

1 comment June 5th, 2009

ปลานิล
ปลานิลสัญจร เกษตรกรพบผู้ส่งออก ขยายผลผลักดันสู่การส่งออกอย่างเป็นรูปธรรม

ดร.จิราวรรณ แย้มประยูร รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมการบริหารสินค้าปลานิลและผลิตภัณฑ์ซึ่งประกอบด้วยกรมประมงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เกษตรกรผู้เลี้ยงปลานิล โรงงานผลิตอาหารปลา และโรงงานแปรรูปปลานิลได้ร่วมกันจัดทำยุทธศาสตร์การบริหารสินค้าปลานิลและผลิตภัณฑ์เพื่อการส่งออกขึ้น ในระหว่างปี พ.ศ. 2551-2554 เพื่อเป็นการเพิ่มศักยภาพการผลิตปลานิลตามมาตรฐานระบบการผลิตที่ถูกต้องในฟาร์ม และขยายช่องทางตลาดการส่งออกปลานิลให้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น

เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในการ ขับเคลื่อนการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ดังกล่าว ทางกรมประมงจึงได้กำหนดจัดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ การเพิ่มศักยภาพการผลิตปลานิลเพื่อการส่งออก “ปลานิลสัญจร เกษตรกรพบผู้ส่งออก” ขึ้นในทุกภูมิภาคของประเทศไทย โดยแล้วเสร็จไปเมื่อวันที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2552 ที่ผ่านมา ซึ่งผลของการสัมมนาทั้ง 5 ภูมิภาคนั้น ปรากฏว่าประสบความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจอย่างยิ่ง โดยมีผู้เข้าร่วมการสัมมนาทั้ง 5 ครั้งรวมกว่า 1,883 คน ประกอบด้วย เกษตรกร 1,167 คน เจ้าหน้าที่กรมประมง 493 คน ผู้แทนโรงงานแปรรูปสัตว์น้ำ 86 คน ผู้แทนสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย 21 คน และสื่อมวลชนอีก 69 คน ซึ่งในแต่ละครั้งทุกฝ่ายได้ใช้เวทีการสัมมนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ข้อมูลและความคิดเห็นระหว่างกันทำให้เกษตรกรได้รับทราบข้อมูลและสถานการณ์ที่แท้จริงจากผู้แปรรูปโดยตรง ตลอดจนมีความเข้าใจในเรื่องของการรวมกลุ่มและการสร้างเครือข่ายที่เข้มแข็ง อันจะเป็นการพัฒนาให้เกิดระบบการซื้อขายโดยตรง ระหว่างเกษตรกรและผู้แปรรูปได้ในอนาคต

“การประเมินผลการจัดสัมมนาฯ ทั้ง 5 ภูมิภาค กล่าวได้ว่าบรรลุตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้เป็นอย่างดี เนื่องจากทุกภาคส่วนให้ความร่วมมือและช่วยกันผลักดันยุทธศาสตร์ฯ อย่างเต็มที่ ส่งผลให้กรมประมงได้รับทราบข้อมูลปัญหาอุปสรรคและได้รับข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ เพื่อจะได้นำไปใช้ในการดำเนินการเพิ่มศักยภาพการผลิตปลานิลเพื่อการส่งออกต่อไป” ดร.จิราวรรณ กล่าว

รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยเพิ่มเติมด้วยว่า จากประเด็นปัญหาที่ได้รับทราบทั้งหมด กรมประมงจึงได้กำหนดแนวทางในการดำเนินการเพื่อให้บรรลุตามเป้าหมาย และวิสัยทัศน์ภายใต้ยุทธศาสตร์บริหารสินค้าปลานิลและผลิตภัณฑ์ ประกอบด้วย

1.เร่งดำเนินการให้การรับรองมาตรฐานระบบการผลิตที่ถูกต้องในฟาร์มของ ฟาร์มปลานิล

2.เพิ่มผลผลิตและส่งเสริมการเลี้ยงปลานิลพันธุ์ดี

3.พัฒนาสายพันธุ์ปลานิลให้มีความต้านทานโรค โตเร็ว และมีปริมาณ ที่เพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกร

4.ลดต้นทุนการเลี้ยงปลานิล โดยการพัฒนาสูตรอาหาร กำหนดแนวทางในการให้อาหารอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งเสริมให้มีการรวมกลุ่มเพื่อผลิตอาหาร และการใช้ประโยชน์จากเศษเหลือจากกระบวนการแปรรูป

5.ส่งเสริมให้ความรู้แก่เกษตรกร ทั้งในด้านการพัฒนามาตรฐานการเลี้ยง การป้องกันโรค และการดูแลรักษาหลังการจับ

6.จัดตั้งเครือข่ายศูนย์ข้อมูลปลานิลและ จัดทำระบบการตรวจสอบย้อนกลับสำหรับสินค้าปลานิล

7.ประสานสมาคมอาหารแช่เยือกแข็ง ไทยเพื่อคัดเลือกกลุ่มเกษตรกรที่มีความพร้อมในการจัดทำระบบการซื้อขายตรง เพื่อเป็นต้นแบบสำหรับเกษตรกรที่มีความสนใจเลี้ยงปลานิลเพื่อการส่งออก

ปลานิลเป็นปลาที่สามารถอาศัยอยู่ได้ในน้ำจืดและน้ำกร่อย มีถิ่นกำเนิดเดิมอยู่ที่ทวีปแอฟริกา พบทั่วไปตามหนองบึง ในประเทศซูดาน ยูกันดา และทะเลสาบแทนแกนยิกา ในประเทศแทนซาเนีย ปลานิลเข้าสู่ประเทศไทยครั้งแรกโดยสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ เมื่อครั้งดำรงพระอิสริยยศมกุฎราชกุมารแห่งประเทศญี่ปุ่น ซึ่งทรงจัดส่งเข้ามาทูลเกล้าฯถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2508 จำนวน 50 ตัว ครั้งนั้นได้ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ทดลองเลี้ยงปลานิลในบ่อสวนจิตรลดา เป็นหนึ่งโครงการในโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา

ผลการทดลอง ปรากฏว่าปลาเจริญเติบโตและแพร่ขยายพันธุ์ได้เป็นอย่างดี ต่อมาจึงได้พระราชทานชื่อว่า “ปลานิล” โดยมีที่มาจากชื่อแม่น้ำไนล์ ที่เป็นถิ่นที่อยู่อาศัยดั้งเดิม และพระราชทานพันธุ์ปลาดังกล่าวให้แก่กรมประมงจำนวนหนึ่ง เมื่อวันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2509 เพื่อนำไปขยายพันธุ์และแจกจ่ายแก่พสกนิกร และปล่อยลงไว้ตามแหล่งน้ำต่าง ๆ ตามที่เห็นว่าเหมาะสม เนื่องจากปลานิลมีคุณลักษณะพิเศษหลายข้อ คือ กินอาหารได้ทุกชนิด เช่น ไรน้ำ ตะไคร่น้ำ ตัวอ่อนของแมลงและสัตว์น้ำเล็ก ๆ มีขนาดลำตัวใหญ่ ความยาวประมาณ 10-30 เซนติเมตร แพร่ขยายพันธุ์ง่าย และมีรสชาติดี.

dailynews

แก้ปัญหาราคากุ้งตกต่ำ

2 comments June 4th, 2009

กุ้ง
ชาวนากุ้งนัดชุมนุมสงขลาจี้รัฐแก้ปัญหาราคาตกต่ำ

ผู้เลี้ยงกุ้งจาก 8 จังหวัดภาคใต้ และผู้ประกอบการเกี่ยวกับการผลิตกุ้ง จะนัดชุมนุมใหญ่ที่บริเวณเชิงสะพานติณสูลานนท์ อ.เมืองสงขลา ขู่ปิดสะพานติณสูลานนท์กดดันรัฐบาล

นายครรชิต เหมะรักษ์ ประธานเครือข่ายเกษตรกรเลี้ยงกุ้งรายย่อย 8 จังหวัดภาคใต้ เปิดเผยว่า วันนี้ (4 มิ.ย.) เวลาประมาณ 13.00 น. เครือข่ายผู้เลี้ยงกุ้งจาก 8 จังหวัดภาคใต้ และผู้ประกอบการเกี่ยวกับการผลิตกุ้ง จะนัดชุมนุมใหญ่ที่บริเวณเชิงสะพานติณสูลานนท์ อ.เมือง จ.สงขลา เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาราคากุ้งตกต่ำ หลังมีความพยายามเจรจาให้รัฐบาลแก้ปัญหา แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีหน่วยงานราชการเข้ามาดูแล

นายครรชิต กล่าวว่า ราคากุ้งวันนี้ กุ้งขนาด 60 ตัวต่อกิโลกรัม ราคาอยู่ที่กิโลกรัมละ 95-97 บาท ซึ่งเกษตรกรขาดทุนกิโลกรัมละ 10-13 บาท แต่จะไม่มีการปิดการจราจร แต่หากไม่มีความชัดเจนกลุ่มเกษตรจะปิดสะพานติณสูลานนท์ กดดันรัฐบาล

ขณะที่นายสนธิ เตชานันท์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เชื่อว่าสถานการณ์จะไม่รุนแรง และรัฐบาลน่าจะแก้ปัญหาได้ แต่หากมีการปิดสะพานสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน เจ้าหน้าที่จะเข้าควบคุมสถานการณ์โดยทันที

thairath

มะม่วงไต้หวัน เออร์วิน และ จินหวง

No comments May 29th, 2009

มะม่วงไต้หวัน พันธุ์ เออร์วิน หรือเรียกว่า พันธุ์ เออร์วิน มะม่วงไต้หวัน พันธุ์ จินหวง หรือชื่อไทยคือ พันธุ์นวลคำ
ปลูกมะม่วงไต้หวัน พันธุ์เออร์วิน และ พันธุ์จินหวง เพื่อการส่งออก

สภาพพื้นที่ของไต้หวัน 2 ใน 3 เป็นป่ามีพื้นที่ราบสำหรับทำการเกษตรเพียง 1 ส่วนเท่านั้น มะม่วงจัดเป็นผลไม้หลักชนิดหนึ่งที่ไต้หวันได้มีการพัฒนาทั้งทางด้านสาย พันธุ์และการส่งออก ปัจจุบันมะม่วงไต้หวันได้มีการส่งออกไปหลายประเทศ อาทิ ญี่ปุ่น แคนาดา สาธารณรัฐประชาชนจีน ฟิลิปปินส์ ฮ่องกง ฯลฯ

ผลผลิตมะม่วงไต้หวันจะออกสู่ตลาดใน ช่วงเดือนมิถุนายน-สิงหาคม ของทุกปีปัจจุบัน ไต้หวันปลูกมะม่วงอยู่ 2 สายพันธุ์หลัก ๆ คือ พันธุ์จินหวง และ พันธุ์อ้ายเหวิน (พันธุ์เออร์วิน) ปัจจุบันไต้หวันมีพื้นที่ปลูกพันธุ์จินหวงประมาณ 90,000 กว่าไร่ และพันธุ์อ้ายเหวิน ประมาณ 330,000 ไร่

ก่อนอื่นจะต้องทำความเข้าใจเสียก่อนว่ามะม่วงพันธุ์จินหวงเป็นสายพันธุ์ดั้ง เดิมของไต้หวันและได้มีการนำพันธุ์มาปลูกในประเทศไทย ในหนังสือ “มะม่วงบนพื้นที่สูง” ของมูลนิธิโครงการหลวงและสถาบันวิจัยและพัฒนา พื้นที่สูง (องค์การมหาชน) ได้เขียนถึงพันธุ์มะม่วงบนพื้นที่สูงที่มูลนิธิโครงการหลวงได้นำพันธุ์จาก ต่างประเทศหลายสายพันธุ์มาทดสอบและวิจัยเพื่อค้นหาสายพันธุ์ที่เหมาะสม สำหรับพื้นที่สูง และหนึ่งในหลายสายพันธุ์ที่ได้รับการคัดเลือกว่าเป็นสายพันธุ์ที่มีคุณภาพดี แนะนำให้ ส่งเสริมปลูกเป็นพันธุ์การค้าได้คือ พันธุ์นวลคำ หรือ พันธุ์จินหวง นั่นเอง

เป็นพันธุ์ที่นำเข้าจากประเทศไต้หวัน ลักษณะผลกลมยาว ก้นผลงอนและค่อนข้างแหลม ผลมีขนาดใหญ่และมีน้ำหนักผลประมาณ 600-1,300 กรัมต่อผล รับประทานได้ทั้งดิบและสุก เมื่อผลแก่จัดจะมีรสชาติมัน และเมื่อผลสุกสีของ ผลจะมีสีเหลืองอมส้ม รสชาติหวาน ต่อมาได้มีการนำมะม่วงสายพันธุ์นี้มาปลูกในสภาพพื้นที่ราบ ของประเทศไทยทำให้ผลผลิตแก่และเก็บเกี่ยวได้ก่อนบนพื้นที่สูงและได้มีการ ตั้งชื่อสายพันธุ์ใหม่อีกหลายชื่อ มีหลายคนบอกว่ามะม่วงพันธุ์จินหวง, พันธุ์นวลคำ, พันธุ์งามเมืองย่าและพันธุ์เขียวใหญ่ น่าจะเป็นมะม่วงสายพันธุ์เดียวกัน

คนไต้หวันเรียกมะม่วงพันธุ์เออร์วินว่า “อ้ายเหวิน” และเป็นสายพันธุ์มะม่วงที่ไต้หวันมีพื้นที่ปลูกมากที่สุดเนื่องจากเป็นสาย พันธุ์ที่ถูกใจคนญี่ปุ่นและส่งออกไปขายญี่ปุ่นมากที่สุด มะม่วงสายพันธุ์นี้จัดเป็นมะม่วงที่มีผลขนาดปานกลาง น้ำหนัก 300 กรัมต่อผลโดยประมาณ รูปร่างค่อนข้างยาวรีหรือรูปไข่ ติดผลดกมาก ระยะผลดิบจะมีจุดประสีแดงบริเวณไหล่และแก้มผล ผิวผลสุกมีสีแดงประสีเลือดนก

จัดเป็นมะม่วงกินสุกเมื่อสุกเนื้อมีสีเหลืองทอง ไม่มีเสี้ยน กลิ่นไม่แรง รสชาติหวาน ความจริงแล้วมะม่วงพันธุ์เออร์วินนิยมบริโภคกันทั่วโลก เนื่องจากมะม่วงพันธุ์อ้ายเหวิน จัดเป็นมะม่วงที่มีผิวบาง ดังนั้นทุกขั้นตอนในการเก็บเกี่ยวจะต้องมีความประณีตเหมือนกับขั้นตอนการส่ง มะม่วงน้ำดอกไม้ของไทยไปยังตลาดต่างประเทศ.

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ
dailynews

พันธุ์กล้วยไข่

No comments May 24th, 2009

กล้วยไข่

พันธุ์กล้วยไข่ที่ปลูกทั่วไปในประเทศของเรา มีอยู่ 2 สายพันธุ์ คือ กล้วยไข่สายพันธุ์กำแพงเพชร และกล้วยไข่พระตระบอง แต่พันธุ์ที่นิยมปลูกเป็นการค้าคือ กล้วยไข่สายพันธุ์กำแพงเพชร

- กล้วยไข่สายพันธุ์กำแพงเพชร ลักษณะกาบใบเป็นสีน้ำตาลหรือช็อกโกแลต ร่องก้านใบเปิดและขอบก้านใบขยายออก ใบมีสีเหลืองอ่อน ไม่มีนวล ก้านเครือมีขนขนาดเล็ก ผิวเปลือกผลบาง ผลเล็ก เนื้อมีสีเหลือง รสชาติหวาน

- กล้วยไข่พระตะบอง ลักษณะกาบใบเป็นสีน้ำตาลปนดำ สีของใบเข้มกว่าสายพันธุ์กำแพงเพชร รสชาติจะออกหวานอมเปรี้ยว และผลมีขนาดใหญ่กว่ากล้วยไข่สายพันธุ์กำแพงเพชร ลำต้นสูง 2.5-3.5 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง ประมาณ 15 เซนติเมตร กาบลำต้นด้านนอกสีเขียว มีประดำหนา โดยเฉพาะใต้ขอบใบ ด้านในมีสีเขียวอมเหลือง ก้านใบสีเขียว ร่องใบเปิด ขอบก้านใบมีสีชมพูเล็กน้อย ผลโตกว่ากล้วยไข่ทั่วไป ก้านผลค่อนข้างสั้น ผลไม่มีเหลี่ยม ปลายผลมนโค้งขึ้นเล็กน้อย เปลือกค่อนข้างหนา เนื้อด้านในสีเหลือง รสหวานอมเปรี้ยว มีกลิ่นหอมเล็กน้อย

จากคุณค่าอาหารของกล้วยไข่ จะพบว่ามีสารอาหารหลายชนิดที่อยู่ในกล้วย ซึ่งหากจะเขียนบรรยายให้หมดแล้ว คาดว่าน่าจะใช้พื้นที่ประมาณหนึ่งเล่มหนังสือเทคโนโลยีชาวบ้านของเราเลยล่ะ ครับ ขออนุญาตนำเสนอเฉพาะที่ผมพอจะรู้จักนะครับ แคโรทีน และวิตามิน ซี ที่มีผลต่อการป้องกันหรือลดการเกิดโรคได้หลายชนิด เช่น

- วิตามิน เอ ที่ร่างกายไม่สามารถจะสร้างขึ้นเองได้ แต่จะต้องบริโภคอาหารที่มีแคโรทีน แล้วตับจะเปลี่ยนสภาพเป็นวิตามิน เอ ถ้าร่างกายขาดจะทำให้เกิดโรคตาบอดในเวลากลางคืน ผิวหนังเป็นตะปุ่มตะป่ำแบบหนังคางคก แก้วตาแห้ง และผู้ที่มีวิตามิน เอ ในเลือดต่ำกว่าปกติ จะเป็นมะเร็งได้ในภายหลังได้มากกว่าผู้ที่มีวิตามิน เอ ในเลือดสูง ถึง 2.2 เท่า อ่านแล้วไม่ต้องตกใจครับ ทุกปัญหาสามารถแก้ไขได้ด้วยการรับประทานกล้วยไข่ วันละ 1-2 ลูก ทุกๆ ท่านก็จะแข็งแรงไร้โรคา

- วิตามิน ซี เป็นสารประกอบที่มีโมเลกุลคล้ายคลึงกับน้ำตาลกลูโคส มีคุณสมบัติไปสกัดกั้นหรือทำลายหน้าที่การย่อยของน้ำย่อยซึ่งในเซลล์ปกติของ มนุษย์จะมีสารชนิดหนึ่งที่มีคุณสมบัติเหนียวและหนืด ล้อมรอบเซลล์ จึงทำให้เซลล์ปกติเกาะแน่นติดกันเป็นกลุ่มและป้องกันสารแปลกปลอมที่จะเข้าไป เป็นอันตรายภายในเซลล์ด้วย แต่เมื่อใดเซลล์ปกติ เปลี่ยนสภาพเป็นเซลล์มะเร็ง เซลล์มะเร็งก็จะผลิตน้ำย่อยหลายชนิด เช่น ทำให้เซลล์มะเร็งหลุดแพร่กระจายไปทางเลือด ทางน้ำเหลือง หรือช่องทางอื่นๆ ของร่างกายได้ ฉะนั้น การรับประทานอาหารที่มีวิตามิน ซี อย่างเพียงพอ เหมาะสม เช่น กล้วยไข่ เป็นประจำทุกวัน ก็ถือได้ว่าเป็นการช่วยป้องกันมิให้เกิดเซลล์มะเร็ง หรือถ้ามีเซลล์มะเร็ง ก็ช่วยชะลอการแพร่กระจายและการแทรกซึมของเซลล์มะเร็งให้ช้าลงด้วย

- แคลเซียม ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ จะมีการเสียสมดุลของแคลเซียม ทำให้กระดูกเสื่อมลง เช่น โรคกระดูกพรุน เกิดขึ้นได้เนื่องจากได้รับแคลเซียมจากภายนอกไม่เพียงพอ หรือการดูดซึมแคลเซียมที่ลำไส้ไม่ดี จะทำให้ระดับแคลเซียมในเลือดลดต่ำลง เกิดการกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนที่มีผลต่อการปลดปล่อยสลายแคลเซียม (กระดูก) ดังนั้น การรับประทานกล้วยไข่ ซึ่งเป็นผลไม้ที่มีแคลเซียมสูง เป็นประจำและเหมาะสม จะช่วยให้ร่างกายได้รับแคลเซียมจากภายนอกอย่างเพียงพอ

- แทนนิน มีฤทธิ์ห้ามเลือด ซึ่งแต่เดิมภูมิปัญญาท้องถิ่น เมื่อถูกของมีคม บาดแผลเล็กน้อย มีเลือดออกจะใช้ก้านกล้วย หรือยอดของหน่อกล้วยไข่ เอายางหยดลงบนแผล แล้วใช้มือกดปากแผลไว้ เลือดจะหยุดได้โดยง่าย เพราะยางกล้วยไข่มีสารชนิดหนึ่ง ชื่อ แทนนิน นั่นเอง อีกอย่างหนึ่งครับ สำหรับใครที่ท้องผูกเป็นประจำให้รับประทานกล้วยต่อเนื่อง ครั้งละอย่างน้อย 1 ลูก จะช่วยไม่ให้ท้องผูก ระบบขับถ่ายจะดี

ราคาขายของกล้วยไข่ใน ตลาดไท อยู่ที่หวีละ 4-18 บาท แพงที่สุดก็จะอยู่ที่หวีละ 6-25 บาท (เล็ก กลาง ใหญ่) แต่นานๆ จะมีสักที ประมาณช่วงฤดูฝน ปกติราคากล้วยไข่ค่อนข้างจะถูกแสนถูกอยู่แล้วครับ เมื่อมองถึงคุณประโยชน์ที่ได้รับจากกล้วยไข่มันยิ่งกว่าคุ้มอีกครับ หาง่าย มีรับประทานตลอดปี นิดหนึ่งนะครับเหตุที่เมืองกำแกงเพชรได้ชื่อว่าเมืองกล้วยไข่ ย่อมมีที่มาครับ การปลูกกล้วยไข่ในจังหวัดกำแพงเพชร เกิดขึ้นโดยชาวจีน ท่านชื่อ นายฮะคลึ้ง แซ่เล้า ซึ่งเดิมมีอาชีพรับจ้างอยู่ที่จังหวัดนครปฐม ได้เปลี่ยนอาชีพเป็นพ่อค้าเรือเร่ (เรือถ่อ) เดินทางค้าขายระหว่างจังหวัดนครสวรรค์กับจังหวัดกำแพงเพชร และในที่สุดได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานบ้านเรือน หักล้างถางป่า ทำสวนกล้วยไข่ อยู่ที่บ้านหนองเหมือด หมู่ที่ 6 ตำบลแสนตอ อำเภอขาณุวรลักษบุรี จังหวัดกำแพงเพชร โดยได้นำหน่อกล้วยไข่จากจังหวัดนครสวรรค์มาปลูก ในปี พ.ศ. 2465 และนับตั้งแต่บัดนั้น กล้วยไข่ก็ได้แพร่ขยายไปสู่หมู่บ้านข้างเคียง จนเป็นของคู่บ้านคู่เมืองมาจวบจนปัจจุบันนี้ ใช่แต่จะดังเฉพาะในเมืองไทยนะครับ ตลาดกล้วยไข่ในต่างประเทศที่สำคัญก็มี เช่น ฮ่องกง สิงคโปร์ ญี่ปุ่น เดนมาร์ก และแคนาดา กล้วยไข่นี้จะนิยมรับประทานสด และกล้วยไข่ที่ห่ามเกือบสุก จะนิยมนำมาทำกล้วยเชื่อมทั้งเปียก หรือทำข้าวเม่าก็สุดจะเข้ากัน อย่าลืมหากล้วยติดบ้านไว้นะครับ จะเป็นกล้วยชนิดไหนก็ให้สารอาหารได้ดีพอๆ กัน รับประทานกล้วยบ่อยๆ ไม่ต้องกลัวใครเขาว่าเป็นลิงหรอกครับ ดีต่อร่างกาย ช่วงนี้ก็หมดโปรโมชั่นวันหยุดแล้ว ท่านผู้อ่านที่รักทั้งหลายก็ต้องกลับมาตั้งหน้าตั้งตาทำงานทำเงินกันให้ดีนะ ครับ ลด ละ เลิก ในสิ่งที่ไม่ดี เราทั้งหลายยังต้องเผชิญกับพายุเศรษฐกิจอีกไม่น้อยแน่นอนครับ

สนใจสอบถามข้อมูลธุรกิจ หรือราคาสินค้าเกษตรทุกชนิดในตลาดไท รวมถึงสมัครรับ SMS ราคาสินค้าเกษตรที่สนใจ สามารถติดต่อได้ที่ หมายเลขโทรศัพท์ (02) 908-4490 ต่อ 276 หรือที่ www.talaadthai.com

ประสิทธิ์ศิลป์ ชัยยะวัฒนะโยธิน
วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 21 ฉบับที่ 455
matichon

มังคุดราคาตก

1 comment May 20th, 2009

มังคุดราคาตก
มังคุดระยองตกเหลือโลละ 6บ. โดนค่าเก็บอีก 2บ.

ดิ้นหาทางรอด เก็บให้ลูกชายลูกประดู่ นำไปขายที่ทำงานสนามบินอู่ตะเภา ได้กก.ละ 15 บาท เผยต้นเดือน พ.ค.ยัง กก.ละ 100 บาท แต่มังคุดยังไม่แก่ เก็บขายไม่ได้พอเก็บขายได้ราคาก็ลดลงมาเรื่อยๆ

ผู้สื่อข่าว รายงานวันนี้ (19 พ.ค.) ว่า ราคาผลไม้ในพื้นที่ภาคตะวันออก ตกลงอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะมังคุด นายพิม วิเศษศรี อายุ 79 ปี อยู่บ้านเลขที่ 73 ม.6 ต.ตาขัน อ.บ้านค่าย จ.ระยอง ทำสวนมังคุดจำนวน 30 ไร่ กล่าวว่า ตนทำสวนผลไม้มากว่า 30 ปี ทั้งทุเรียน เงาะ มังคุด ทุเรียนราคาตกก็โค่นทิ้ง เดี๋ยวนี้มีมังคุดอย่างเดียว ช่วงต้นเดือน พ.ค.ที่ผ่านมาราคามังคุด กิโลกรัมละ 100 บาท แต่ขณะนั้นสวนมังคุดของตนผลยังไม่แก่จึงเก็บขายไม่ได้ อาทิตย์ที่ผ่านมาพอเก็บผลผลิตได้ก็เหลือ กิโลกรัมละ 25 บาท ขายได้ไม่กี่วันก็ลดลงมาเรื่อย ๆ จนขณะนี้ขายผลมังคุดในสวนแค่ กิโลกรัมละ 6 บาทเท่านั้น จึงไม่กล้าจ้างคนเก็บเพราะค่าจ้าง กิโลกรัมละ 2 บาท เท่ากับไม่เหลืออะไรเลย

“แต่เมื่อราคาในตลาดยัง กิโลกรัมละ 15 บาท จึงต้องเก็บผลมังคุดให้ลูกชาย พันจ่าเอกสมพงษ์ วิเศษศรี ทหารสนามบินอู่ตะเภานำไปขายที่ทำงาน ตอนเย็นกลับมาก็ช่วยกันเก็บช่วงเช้าก็นำไปขายที่ทำงานราคา กิโลกรัมละ 15 บาท ถ้าขายในสวนได้แค่ กิโลกรัมละ 6 บาทเท่านั้น ขณะนี้ราคามังคุดลงทุกวันขายได้ไม่พอค่าใส่ปุ๋ย จึงไม่กล้าจ้างคนเก็บ แม้ว่าทางเกษตรจังหวัดบอกว่าปีนี้มังคุดมีผลผลิตไม่มากแค่ 14,000 กว่าตัน แต่ทำไมมันถูกจริง ๆ ไม่รู้ว่าปีหน้าภาครัฐจะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือชาวสวนผลไม้บ้างหรือไม่”ชาว สวน อ.บ้านค่าย จ. ระยอง กล่าว

thairath