Archive: Posts Tagged ‘ราคาสินค้าเกษตร’

การลดต้นทุนการผลิตปาล์มน้ำมัน

1 comment May 4th, 2010

ปาล์มน้ำมัน

การผลิตปาล์มน้ำมัน

ปัจจุบันปาล์มน้ำมัน มีพื้นที่ปลูกรวม 3.89 ล้านไร่ พื้นที่ส่วนใหญ่ร้อยละ 88 อยู่ในภาคใต้ จังหวัดที่ปลูกมาก คือ จังหวัดกระบี่ สุราษฎร์ธานี ชุมพร รองลงมาเป็นภาคตะวันออกและภาคกลาง ร้อยละ 11 ส่วนภาคอื่น ๆ ร้อยละ 1 พื้นที่ที่ให้ผลผลิตแล้วมีประมาณ 3.19 ล้านไร่ ให้ผลผลิตปาล์มสด รวม 8.16 ล้านตัน สามารถสกัดน้ำมันปาล์มได้ 1.42 ล้านลิตร ผลผลิตน้ำมันปาล์มส่วนใหญ่ใช้บริโภคภายในประเทศ ปริมาณ 8-9 แสนลิตร โดยนำไปผลิตไบโอดีเซล 3-4 แสนลิตร ที่เหลือส่งออกและเก็บสำรองเป็นสต๊อกภายในประเทศ

สำหรับสถานการณ์การผลิตในปี 2553 คาดว่าจะมีพื้นที่ให้ผลผลิตแล้ว รวม 3.6 ล้านไร่ เพิ่มขึ้นจาก ปี 2552 ประมาณ 440,000 ไร่ เนื่องจากมีการปลูกใหม่เมื่อปี 2550 ทั้งในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และแหล่งผลิตเดิมในภาคใต้ ที่ปลูกทดแทนสวนไม้ผลเก่า เช่น ทุเรียน เงาะ กาแฟ รวมทั้งที่นา และพื้นที่ป่าพรุ พื้นที่ให้ผลผลิตที่เพิ่มขึ้นทำให้คาดว่าจะได้ผลผลิตปาล์มสด 10.28 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2552 จำนวน 1.9 ล้านตัน เนื่องจากสวนปาล์มน้ำมันส่วนใหญ่เป็นปาล์มน้ำมันพันธุ์ดี และอยู่ในช่วงให้ผลผลิตสูง ประกอบกับปริมาณน้ำฝนและสภาพดินฟ้าอากาศเหมาะสม ส่งผลให้ต้นปาล์มให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น

นายอนันต์ ลิลา รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เผยว่า จากการเปิดเสรีทางการค้าในกลุ่มประเทศ อาเซียนตามข้อตกลงการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) มีผลกระทบกับสินค้าปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์ม เนื่องจากประเทศคู่แข่ง คือ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย มีต้นทุนการผลิตสินค้าต่ำกว่าประเทศไทย ซึ่งหากมีการนำเข้าน้ำมันปาล์มราคาถูกจากประเทศดังกล่าว จะมีผลกระทบทำให้ราคาผลผลิตปาล์มน้ำมันในประเทศตกต่ำ และเมื่อวิเคราะห์ปัญหาการผลิตปาล์มน้ำมันของเกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมันของไทย พบว่าต้นทุนการผลิตปาล์มน้ำมันของไทยเพิ่มสูงขึ้นจาก 2.14 บาท/กิโลกรัม ในปี 2550 เป็น 2.58 บาท/กิโลกรัม ในปี 2552 (ข้อมูล : สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร) ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากราคาปุ๋ยเคมีที่สูงขึ้น เกษตรกรใช้ปุ๋ยในอัตราที่มากเกินความต้องการของพืช และพบว่าโครงสร้างต้นทุนการผลิตปาล์มน้ำมัน ร้อยละ 40 เป็นค่าปุ๋ยเคมี

สำหรับพืชปาล์มน้ำมัน อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ โดยรัฐบาลให้แนวทางรองรับการเปิดเสรีสินค้าเกษตร คือ

ขั้นที่ 1 การบริหารการนำเข้า ณ ด่านศุลกากร การเข้มงวดการตรวจใบรับรองต่าง ๆ เช่น ใบรับรองสุขอนามัย

ขั้นที่ 2 เยียวยาเกษตรกรเพื่อให้สามารถผลิตเพื่อการแข่งขันได้

และ ขั้นที่ 3 ใช้มาตรการปกป้องพิเศษโดยการขึ้นค่าธรรมเนียมปกป้องทันทีเพื่อระงับผลกระทบชั่วคราว

ในส่วนของกรมส่งเสริมการเกษตรได้ดำเนินโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตปาล์มน้ำมัน ปี 2551-2555 โดยใช้งบกองทุนปรับโครงสร้างการผลิตภาคเกษตรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ โดยจัดถ่ายทอดความรู้เป็นการเตรียมความพร้อมของเกษตรกรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุนการผลิต และปรับปรุงคุณภาพผลผลิต ให้เกษตรกรมีความสามารถในการผลิตปาล์มน้ำมันเพื่อแข่งขันได้ใน อนาคต

ในการลดต้นทุนการผลิต เกษตรกรต้องใช้ปุ๋ยให้ถูกต้องเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ และความต้องการของต้นปาล์มน้ำมัน โดยเกษตรกรควรตรวจวิเคราะห์ดิน และใส่ปุ๋ยตามคำแนะนำเพื่อให้ต้นปาล์มน้ำมันได้รับธาตุอาหารอย่างเหมาะสม เป็นการลดค่าใช้จ่ายปุ๋ยเคมี และช่วยเพิ่มผลตอบแทนแก่เกษตรกร

นอกจากนั้นเกษตรกรควรปรับปรุงคุณภาพผลผลิต โดยการเก็บเกี่ยวผลผลิตปาล์มสุก ซึ่งมีเปอร์เซ็นต์น้ำมันสูง จะมีส่วนให้โรงงานสกัดน้ำมันปาล์มสามารถสกัดน้ำมันได้เปอร์เซ็นต์สูง ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตน้ำมันปาล์มของประเทศลดลงตามไปด้วย.

ปลาบู่ ปลาเศรษฐกิจ

No comments August 20th, 2009

ปลาบู่
ขยายพันธุ์ปลาบู่ เป็นปลาเศรษฐกิจตัวใหม่

กรมประมงได้มีนโยบายให้นักวิชาการ ศึกษาและวิจัยทดลองขยายพันธุ์ปลาบู่ เพื่อเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการประกอบอาชีพสำหรับประชาชน อันจะนำรายได้ที่มั่นคงมาสู่ครอบครัว เนื่องจากปลาบู่เป็นที่ต้องการของตลาดในประเทศ และตลาดต่างประเทศ อาทิ สิงคโปร์ ฮ่องกง ไต้หวัน และจีน เพราะเป็นปลาเนื้อขาวที่มีรสชาติอร่อย เนื้อนุ่มฟู เหนียว ไม่เละ เฉกเช่นเดียวกับปลาสำลี จึงเป็นที่นิยมของผู้บริโภค

อย่างไรก็ตาม ปลาบู่ มีราคาแพงมาก ราคาขายอยู่ที่ประมาณ 500-700 บาทต่อกิโลกรัม จึงมีแค่เพียงผู้ที่มีกำลังซื้อสูงเท่านั้นถึงจะได้รับประทาน ส่วนใหญ่นิยมรับประทานกันแบบนำปลาเป็น ๆ ไปประกอบอาหารในภัตตาคารจีน เรียกว่าขึ้นเหลาเท่านั้นถึงได้ลิ้มรส

ดร.สมหญิง เปี่ยมสมบูรณ์ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า การที่ปลาบู่มีราคาสูงมากนั้น เนื่องจากปัจจุบันปลาที่มีขายกันอยู่นั้นเป็นปลาที่จับได้จากธรรมชาติทั้ง สิ้น ถึงแม้ว่ากรมประมง จะประสบความสำเร็จในการเพาะพันธุ์ปลาบู่ และปล่อยลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติแล้วก็ตาม แต่สำหรับการอนุบาลลูกปลาบู่วัยอ่อนให้มีชีวิตรอดนั้นยังมีจำนวนไม่มากพอที่ จะสามารถขยายผลในเชิงพาณิชย์ได้ จึงไม่มีวัตถุดิบป้อนสู่ตลาดได้ตามความต้องการ ด้วยเหตุนี้เอง จึงได้สั่งการให้นักวิชาการประมงศึกษาวิจัยในเรื่องนี้อย่างจริงจัง คือในระยะแรกภายใน 9 เดือนข้างหน้า มีเป้าจะผลิตลูกปลาบู่ให้ได้ 100,000 ตัว และจะปล่อยคืนสู่แหล่งน้ำธรรมชาติก่อน ในช่วงปลายเดือนสิงหาคมนี้ ในโครงการฟื้นฟูพันธุ์ปลาไทยตามพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และเพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติฯ พระองค์ท่าน ในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 77 พรรษา ด้วย จากนั้นจะเผยแพร่ความรู้สู่เกษตรกรเพื่อให้สามารถนำไปประกอบอาชีพได้ต่อไป

ทางด้าน นายสมหวัง พิมลบุตร ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด เปิดเผยว่า ปลาบู่เป็นปลาที่มีลักษณะลำตัวกลมยาว หัวค่อนข้างโต และด้านบนของหัวแบนราบ หัวมีจุดสีดำประปราย ปากกว้างใหญ่เปิด มีฟันแหลมซี่เล็ก ๆ ลูกตาโปนกลม รูจมูกคู่หน้าเป็นหลอดยื่นขึ้นมาอยู่ติดกับร่องที่แบ่งจะงอยปากกับริมฝีปาก บน ครีบหูและครีบหางมีลักษณะกลมมนใหญ่ มีลวดลายดำและสลับขาว ส่วนของครีบมีลายสีน้ำตาลดำแดงสลับขาวเป็นแถบ ๆ และมีจุดสีดำกระจายอยู่ทั่วไป ลำตัวมีเกล็ดแบบหนามคล้ายซี่หวีและมีแถบสีดำขวางลำตัว 4 แถบ ด้านท้องมีสีอ่อน โดยทั่วไปจะมีขนาดใหญ่ประมาณ 30 เซนติเมตร

เคยมีผู้พบยาวถึง 60 เซนติเมตร จัดเป็นปลา 2 น้ำ อยู่ได้ทั้งน้ำจืดและน้ำกร่อย จึงเป็นเหตุผลสนับสนุนว่าทำไมในทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทยถึงมีการแพร่ กระจายพันธุ์ของปลาชนิดนี้ ประกอบกับปลาบู่เป็นปลากินเนื้อ เช่น กุ้งฝอย ลูกปลาเล็ก ๆ จึงทำให้สามารถเจริญเติบโตได้ดี อัตราการเจริญเติบโตอยู่ที่ 1 กิโลกรัมต่อปี และที่พิเศษ คือสามารถอยู่บนบกได้ทนนาน จึงมีการส่งออกปลาบู่ไปต่างประเทศ แบบที่มีชีวิตเป็นจำนวนมาก ซึ่งทำให้ได้ราคาดี เพราะตรงกับความต้องการของลูกค้าที่นิยมบริโภคแบบปรุงสด มากกว่าแบบแช่แข็ง หรือแปรรูป

แม้ปลาบู่จะเป็นปลาที่ขายได้ราคาดีเพียง ใดก็ตาม ก็มีเกษตรกรน้อยรายที่จะหันมาลงทุนเพาะเลี้ยง เนื่องจากโอกาสในการรอดชีวิตของลูกปลานั้นมีน้อย จึงไม่คุ้มค่ากับการเสี่ยงที่ต้องลงทุน ดังนั้น หากนโยบายของกรมประมงในเรื่องนี้ได้ดำเนินการจนประสบความสำเร็จ ปลาบู่ก็จะเป็นปลาเศรษฐกิจอีกชนิดหนึ่งของประเทศไทยที่นำมาซึ่งรายได้อย่าง เป็นกอบเป็นกำให้กับเกษตรกรและประเทศชาติในวันข้างหน้าอันใกล้นี้.

dailynews

มะนาวพันธุ์พิจิตร 1

1 comment June 23rd, 2009

การปลูกมะนาวพันธุ์พิจิตร 1 ในบ่อซีเมนต์ สามารถบังคับให้ออกผลผลิตได้ในช่วงที่ผลมะนาวขาดแคลนและมีราคาแพง
ปลูกมะนาวพิจิตร 1 ในท่อซีเมนต์ เทคนิคบังคับออกผลช่วงราคาแพง

ช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคมของทุกปี บรรดาแม่บ้านจะประสบกับความเดือดร้อนราคาผลมะนาวขาดตลาด และมีราคาแพง แต่ปัจจุบัน “สมนึก สะอาดใส” ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมและพัฒนาการผลิต ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง สำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 5 อ.เมือง จ.สงขลา มีเทคนิคง่ายๆ ในการปลูกมะนาวพันธุ์ “พิจิตร 1″ ในบ่อซีเมนต์ สามารถบังคับให้ออกผลผลิตได้ในช่วงที่ผลมะนาวขาดแคลนและมีราคาแพงได้แล้ว

สมนึก บอกว่า ทุกปีในช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคมของทุกปี ประชาชนจะประสบความเดือดร้อนเกี่ยวกับมะนาวราคาแพงและหายาก คุณภาพไม่ดี เพราะช่วงหน้าแล้งมะนาวจะออกผลผลิตน้อยมาก เขาจึงหาวิธีในการปลูกมะนาวในท่อซีเมนต์ เพื่อบังคับให้ออกผลผลิตนอกฤดูกาล โดยใช้ท่อซีเมนต์ขนาดกว้าง 80 ซม. สูง 50 ซม. ด้านล่างสุดใช้ฝาปิดท่อรอง เพื่อไม่ให้รากมะนาวทะลุได้ แต่ไม่โบกปูน เพราะต้องให้น้ำไหลซึมออกได้ โดยเลือกมะนาวพันธุ์ “พิจิตร 1″ มีคุณสมบัติพิเศษคือ ผลผลิตโต ให้น้ำมะนาวมาก ออกผลผลิตเร็ว ผลดก และทนสภาพดินฟ้าอากาศ รวมถึงต่อโรคด้วย

การปลูกมะนาวนั้น สมนึกบอกว่า ใช้หน้าดินร่วนซุยปนทราย 3 ส่วนผสมกับปุ๋ยคอก 1 ส่วน เทลงในท่อซีเมนต์ที่เตรียมไว้ให้ดินพูนปากท่อเล็กน้อย เผื่อไว้เวลารดน้ำสภาพดินจะยุบเสมอปากท่อพอดี จากนั้นขุดหลุมพอประมาณ นำต้นกล้ามะนาวพันธุ์พิจิตร 1 ที่มาจากการตอนกิ่งลงปลูก รดน้ำวันละ 1 ครั้ง หากใช้ระบบสปิงเกลอร์เปิดน้ำ 5-10 นาที หากปลูกแบบชาวบ้านให้รดน้ำให้พอดินชื้น

หลังจากปลูกแล้วต้องให้ปุ๋ยทุก 1 เดือนโดยใส่ปุ๋ยคอกราว 1 กะลามะพร้าวผสมปุ๋ยเคมีสูตรเสมอ 15-15-15 จำนวน 1 ช้อนโต๊ะ กระทั่งมะนาวมีอายุราว 8-12 เดือน จะเริ่มให้ผลผลิตปีแรกที่ทดลองในศูนย์ฯ ได้ต้นละ 420 ผลต่อปี หรือประมาณ 25-30 กก. และจะให้ผลผลิตดกตอนอายุ 3 ปีขึ้นไป โดยทั่วไปมะนาวจะออกผลผลิตตลอดปี แต่จะให้ผลผลิตมากที่สุดช่วงเดือนสิงหาคมถึงกันยายน

สำหรับการบังคับให้มะนาวที่ปลูกในท่อซีเมนต์ออกผลผลิตนอกฤดูกาล คือช่วงที่มะนาวขาดแคลนและมีราคาแพงราวเดือนมีนาคม-พฤษภาคมนั้น สมนึก บอกว่าไม่มีเคล็ดลับอะไรมากมาย เพียงแต่ช่วงที่มะนาวเริ่มออกดอกมากราวเดือนมีนาคม-เมษายนนั้น ให้งดการรดน้ำประมาณ 10-15 วัน จนใบมะนาวจะเริ่มเฉา จากนั้นจึงรดน้ำ พอต้นมะนาวเริ่มฟื้น จัดการตัดแต่งกิ่ง รดน้ำปกติ ให้ปุ๋ยสูตรเดิม แต่ให้เพิ่มปุ๋ยทางใบบ้าง เป็นปุ๋ยเกล็ดสูตรเสมอ 15-15-15 เช่นกัน

กระทั่งราวเดือนตุลาคมหรือพฤศจิกายน มะนาวจะเริ่มออกดอก และสามารถเก็บผลิตผลหลังจากออกดอกแล้วราว 5 เดือนคือราวเดือนมีนาคม-พฤษภาคม เป็นช่วงที่ผลผลิตมะนาวในท้องตลาดมีน้อย และราคาแพงถึงผลละ 5-8 บาท

“ที่เราต้องปลูกในท่อสะดวกต่อการบังคับให้ออกนอกฤดูกาล แต่ถ้าเราปลูกลงดินรากจะชอนไชไปถึงแหล่งน้ำ เมื่อต้นมะนาวได้น้ำใต้ดินก็ลำบากต่อการบังคับไม่ให้ดอกตามปกติ เราจึงใช้วิธีการปลูกในท่อซีเมนต์ หากปลูกกินเองปลูก 2-3 ต้นก็พอแล้วครับคือปล่อยให้ออกผลตามปกติ 1-2 ต้น บังคับให้ออกผลตอนที่มะนาวแพง 1 ต้น ผมเชื่อว่าการปลูกมะนาวในท่อซีเมนต์สามารถเก็บผลิตได้กว่า 10 ปีครับ” สมนึกกล่าว

นับเป็นวิธีง่ายๆ ที่สามารถจะแก้ปัญหามะนาวราคาแพงในอนาคตได้

ดลมนัส กาเจ
komchadluk

การส่งออกของลำไย

No comments June 20th, 2009

ลำไย
ราคาสูง จีน ยุโรป อินโดนีเซีย รับไม่อั้น

นายกมล เกษมศุข รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ปัจจุบันพื้นที่ปลูกลำไยมีมากกว่า 1 ล้านไร่ ทำให้ผลผลิตลำไยล้นตลาดขายไม่ได้ราคา โดยเฉพาะอย่างยิ่งลำไยในฤดูซึ่งจะออกในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ของทุกปี โดยลำไยผลใหญ่สุดได้แก่ ลำไยเกรด AA จะมีราคาประมาณกิโลกรัมละ 10 บาท ลำไยเกรด A มีราคาประมาณกิโลกรัมละ 5 บาท และลำไยเกรด B มีราคาประมาณกิโลกรัมละ 3 บาทเท่านั้น

ทำให้เกษตรกรจำนวนมากประสบปัญหาการขาดทุน ส่งผลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งหาทางแก้ไข ซึ่งในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยให้กรมส่งเสริมการเกษตรหาแนวทางแก้ไข ด้วยการกระจายการผลิตลำไยให้ได้ผลผลิตตลอดทั้งปี ให้ครอบคลุมพื้นที่ร้อยละ 40 ของพื้นที่ผลิตลำไยทั้งหมด

ส่วนใหญ่การส่งออกของลำไยจะอยู่ในรูปลำไยสดช่อซึ่งมีตลาดส่งออกหลัก คือ จีน อินโดนีเซีย ฮ่องกง สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย แคนาดา เนเธอร์แลนด์ และอังกฤษ และภายหลังที่ประเทศไทยได้จัดทำข้อตกลงเปิดเขตการค้าเสรี หรือเอฟทีเอกับหลายประเทศ เป็นผลให้ลำไยได้กลายเป็นสินค้าเกษตรที่มีแนวโน้มสดใส ซึ่งคาดว่าจะสามารถผลักดันส่งออกได้เพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งการเปิดตลาดใหม่ที่น่าสนใจซึ่งผู้บริโภคมีกำลังซื้อสูง ได้แก่ สหรัฐอเมริกา กลุ่มตะวันออกกลาง และสหภาพยุโรป เป็นต้น

“กรมส่งเสริมการเกษตรจึงได้เร่งพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตลำไย นอกฤดูคุณภาพดี เพื่อลดปริมาณการกระจุกตัวของลำไยสดช่อที่จะออกสู่ตลาดในฤดูช่วงเดือน กรกฎาคม-สิงหาคมของทุกปี ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาราคาตกต่ำและส่งผลให้เกษตรกรประสบปัญหาขาดทุน ปัจจุบัน สินค้าลำไยนอกฤดูกำลังเป็นที่ต้องการของตลาดโดยเฉพาะตลาดส่งออก จึงมีเกษตรกรบางส่วนได้หันมาผลิตลำไยนอกฤดู เพื่อป้อนตลาดที่มีกำลังความต้องการสูง” นายกมล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าว

รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรเปิดเผยเพิ่มเติมด้วยว่า ในปีนี้ลำไยนอกฤดูของเกษตรกรในหลายพื้นที่ เช่นที่ อำเภอโป่งน้ำร้อน และ อำเภอสอยดาว จังหวัดจันทบุรี กำลังให้ผลผลิต โดยเฉพาะในอำเภอโป่งน้ำร้อนมีพื้นที่เพาะปลูกลำไยนอกฤดูกว่า 60,562 ไร่ ให้ผลผลิตประมาณ 49,372 ไร่ ซี่งผลผลิตทั้งหมดจะส่งออกไปจำหน่ายในประเทศจีน ร้อยละ 80 อินโดนีเซีย ร้อยละ 10 และ ทวีปยุโรป ร้อยละ 3 โดยราคารับซื้ออยู่ที่กิโลกรัมละ 25 ถึง 30 บาท

“นับเป็นความสำเร็จอีกขั้นหนึ่งของการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกร หันมาปลูกพืชที่ให้ผลผลิตนอกฤดูกาล อันนำมาซึ่งรายได้ของเกษตรกรตลอดทั้งปี และรายได้ของประเทศในการส่งออกผลผลิตภาคการเกษตรอีกด้วย” นายกมล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าว.

dailynews

สถานการณ์ราคาผลไม้

No comments June 15th, 2009

ผลไม้
ฝ่าวิกฤติผลไม้ภาคตะวันออกปี 52 แนะรัฐเสริมความแกร่งสหกรณ์

แม้ปัญหาวิกฤติผลไม้ของภาคตะวันออกในปีนี้จะรุนแรงถึงขั้นปิดถนน ประท้วงเหมือนเช่นทุกๆ ปีที่ผ่านมา ทว่ายังไม่มั่นใจ 100% ว่าจะไม่มีปัญหาดังกล่าว เนื่องจากผลผลิตผลไม้ของปีนี้ บางชนิดยังออกสู่ตลาดไม่ถึง 20% ด้วยซ้ำ โดยเฉพาะเงาะ ซึ่งอยู่ในข่ายน่าเป็นห่วงที่สุด

เห็นได้จากตัวเลขของศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ปัญหาผลไม้ภาคตะวันออก (War room) ที่กรมส่งเสริมการเกษตร จัดตั้งขึ้น ได้รายงานผลผลิตผลไม้ใน ปี 2552 ซึ่งประกอบด้วย 3 จ.ระยอง จันทบุรี และตราดนั้น ล่าสุด (8 มิ.ย.) มีตัวเลขประมาณการผลผลิตทั้งหมด 741,383 ตัน ผลผลิตออกสู่ตลาดแล้ว 507,533 ตัน คิดเป็นร้อยละ 68.46

ในจำนวนนี้แยกเป็นทุเรียน ประมาณการผลผลิต 344,507 ตัน ผลผลิตออกสู่ตลาดแล้ว 312,058 ตัน (ร้อยละ 90.58) เงาะ ประมาณการผลผลิต 225,218 ตัน ผลผลิตออกสู่ตลาดแล้ว 96,333 ตัน (ร้อยละ 42.77) มังคุด ประมาณการผลผลิต 110,616 ตัน ผลผลิตออกสู่ตลาดแล้ว 93,009 ตัน (ร้อยละ 84.08) และ ลองกอง ประมาณการผลผลิต 61,042 ตัน ผลผลิตออกสู่ตลาดแล้ว 6,133 ตัน (ร้อยละ 10.05)

“โดยภาพรวมแล้วราคาผลไม้ปี นี้ค่อนข้างดีในเกือบทุกชนิด ยกเว้นเงาะที่ยังน่าเป็นห่วง เพราะผลผลิตยังออกมาไม่ถึงครึ่ง แล้วก็เป็นไม้ผลที่เก็บไว้ได้ไม่นาน ทำให้การส่งออกค่อนข้างมีปัญหา จึงจำเป็นต้องทำตลาดในประเทศเป็นหลัก ตอนนี้ผมได้ตั้งงบประมาณไว้ 6 แสนบาท เพื่อจัดทีมไปสำรวจตลาดว่าจะมีช่องทางไหนที่พอจะระบายผลผลิตได้บ้าง”

พูลศักดิ์ ประณุทนรพาล ผู้ว่าฯ จันทบุรี เผยถึงสถานการณ์ผลไม้เมือง จันทบุรีในปีนี้ พร้อมย้ำถึงวิธีการแก้ปัญหาโดยเน้นความร่วมมือประสานงานกันอย่างใกล้ชิดของ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ กรม กองต่างๆ บริษัทเอกชน ผู้ประกอบการส่งออก เครือข่ายสหกรณ์ในพื้นที่ ตลอดจนเกษตรกรชาวสวนผลไม้ ไม่เป็นไปในลักษณะต่างคนต่างทำเหมือนในอดีตที่ผ่านมา

ผู้ว่าฯ คนเดิมเผยต่อว่าในปี 2552 นี้ ผลไม้ทั้ง 4 ชนิดของ จ.จันทบุรี ซึ่งได้แก่ ทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกองนั้น มีผลผลิตรวมกว่า 5 แสนตัน สามารถส่งออกทำรายได้เข้าประเทศประมาณ 1.5 แสนตัน คิดเป็นมูลค่าเกือบ 1 หมื่นล้านบาท แต่อย่างไรก็ตาม ผลผลิตส่วนที่เหลือยังต้องพึ่งพาตลาดภายในประเทศ โดยเน้นกลุ่มเป้าหมายปลายทางทั้งหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และประชาชนทั่วไปในพื้นที่ต่างๆ ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ช่วยกันรับประทานผลไม้ไทยเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนผลไม้ได้อีกทางหนึ่ง

ขณะที่ มงคลัตถ์ พุกะนัดด์ ประธานสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย กล่าวระหว่างนำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ตรวจสอบสถานการณ์ผลไม้ในภาคตะวันออก ยอมรับว่าขั้นตอนการขนส่งผลไม้ไปยังตลาดต่างประเทศหรือระบบโลจิสติกส์ค่อนข้างมีปัญหา เนื่องจากต้องใช้ทางเรือเป็นหลักในการขนส่ง ทำให้ผลไม้บางชนิดมีปัญหา โดยเฉพาะเงาะที่มีอายุการเก็บไว้ได้ไม่นาน ในขณะที่ทุเรียนและมังคุดนั้นไม่มีปัญหาแต่อย่างใด

“อย่างมังคุดเมื่อไปถึงญี่ปุ่นเขาจะขายเป็นลูก ลูกละ 50-60 บาท หรือทุเรียนก็ไม่อร่อยเหมือนบ้านเรา ไปถึงที่โน่นเนื้อทุเรียนก็เละ ไม่อร่อย เพราะกว่าจะเดินทางถึงต้องใช้เวลาเกือบอาทิตย์ ไหนต้องผ่านขั้นตอนการตรวจที่ด่านอีก ซึ่งต้องใช้เวลาเพิ่มขึ้น ถ้าเป็นเงาะกว่าจะไปถึงผลก็ดำหมดแล้ว นี่คือปัญหา” มงคลัตถ์กล่าวถึงปัญหาขั้นตอนการส่งออกผลไม้ไทยไปยังต่างประเทศ

เช่นเดียวกับ ขวัญเมือง บำรุงพนิชถาวร ประธานชมรมสวนมังคุดร้อยปี จ.จันทบุรี ที่มองว่าการแก้ปัญหาผลไม้ในภาคตะวันออกปีนี้ดีกว่าทุกปีที่ผ่านมา เนื่องจากมีการเตรียมความพร้อมกันมานาน แต่บังเอิญปีนี้ผลไม้เกือบ ทุกชนิดให้ผลผลิตน้อยกว่าทุกปี จึงทำให้ไม่มีปัญหาในเรื่องผลผลิตล้นตลาดและราคาตกต่ำ ส่วนตลาดต่างประเทศก็ไม่ได้แก้ปัญหาในเรื่องราคามากนัก เนื่องจากผู้ส่งออกไม่ได้เป็นผู้กำหนดราคา แต่กลับเป็นผู้รับซื้อจะเป็นผู้กำหนดราคาเองทั้งหมด

“ต้องยอมรับความจริงว่า ทุกวันนี้บ้านเราไม่มีบริษัทผู้ส่งออกผลไม้ไป ยังต่างประเทศโดยตรง แต่จะเป็นผู้รับออเดอร์จากเขาแล้วจัดส่งไปให้ตามจำนวนที่สั่ง แล้วเขาก็เป็นผู้กำหนดราคามาเท่าไหร่ ก็เท่านั้น ฉะนั้นสิ่งที่อยากเรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามาช่วยก็คือ ต้องเข้ามาดูแลล่งให้เขาเข้มแข็ง สามารถส่งออกเองได้โดยตรงหรือถ้าเป็นไปได้ก็ต้องผ่านระบบสหกรณ์ที่ต้องดิว โดยตรงกับประเทศคู่ค้านั้นๆ ถ้าเป็นอย่างนี้ทางเราจะกำหนดราคาเองได้ว่าเกรดดี ไปตลาดไหน อย่างไร เช่นถ้าเกรดดีไปญี่ปุ่น อเมริกา รองลงมาไปตลาดจีน อินเดีย แต่ทุกวันนี้มันไม่ใช่ ผู้ซื้อเป็นผู้กำหนดราคาเองทั้งหมด” ประธานชมรมสวนมังคุดร้อยปีกล่าว พร้อมย้ำว่า

ถ้ารัฐบาลพัฒนาระบบเครือข่ายสหกรณ์ให้เข้มแข็ง เสริมความแข็งเกร่งให้แก่ล่ง ซึ่งเป็นผู้รับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรในเครือข่าย จึงมั่นใจได้ว่ารัฐบาลแก้ปัญหาได้ถูกทางแล้ว จะไม่มีปัญหาในเรื่องผลไม้ล้นตลาดและราคาตกต่ำ เนื่องจากเกษตรกรชาวสวนจะเป็นผู้กำหนดเอง ทั้งในเรื่องกระบวนการผลิตและราคาจำหน่าย

“พาณิชย์”เร่งเจาะตลาดต่างแดน

พรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงมาตรการแก้ปัญหาผลไม้ของรัฐบาล ระหว่างเป็นประธานในพิธีเปิดขบวนคาราวานผลไม้เมืองจันทบุรี บริเวณจุดพักรถ ถนนมอเตอร์เวย์ (ขาเข้า) ว่า ที่ผ่านมาปัญหาที่เกษตรกรชาวสวนผลไม้มัก ประสบก็คือ ผลผลิตออกสู่ตลาดกระจุกตัวในช่วงสั้นๆ ปริมาณไม่สัมพันธ์กับความต้องการ ส่งผลทำให้ราคาตกต่ำ กระทรวงพาณิชย์ในฐานะหน่วยงานที่มีบทบาทในการส่งเสริมการตลาดทั้งในและต่าง ประเทศ ได้ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว จึงได้ดำเนินมาตรการต่างๆ ทั้งจัดกิจกรรมส่งเสริมการส่งออกเพื่อขยายตลาดในต่างประเทศ ตลอดจนส่งเสริมการบริโภคภายในประเทศให้มากยิ่งขึ้น การกระจายไปสู่ผู้บริโภคอย่างรวดเร็วและกว้างขวาง ทั้งนี้เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรขายได้ในราคาที่ดี ซึ่งจะส่งผลให้พี่น้องเกษตรกรมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ประเทศชาติก็จะมีความมั่งคั่งและมั่นคง ทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคม

“จำเป็นอย่างยิ่งที่พี่น้องเกษตรกรจะต้องปรับตัวและพัฒนาการผลิตให้มี คุณภาพได้มาตรฐานในระดับสากล ด้วยการลดการใช้สารเคมีที่เกินความจำเป็นและปรับเปลี่ยนมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์ หรือปุ๋ยชีวภาพให้มากขึ้น เพราะนอกจากจะช่วยลดต้นทุนการผลิตแล้ว ยังได้สินค้าที่มีคุณภาพและปลอดภัยต่อผู้บริโภค สามารถแข่งขันกับตลาดโลกได้ ที่สำคัญยังดีต่อสุขภาพของตัวเกษตรกรผู้ผลิตเองด้วย” รมว.พาณิชย์กล่าวย้ำ

สุรัตน์ อัตตะ
komchadluk