Archive: Posts Tagged ‘ยางพารา’

เตาอบยางแผ่นรมควันรุ่นใหม่

No comments June 22nd, 2009

เตา อบยางแผ่นรมควัน รุ่นใหม่ แบบประหยัดพลังงาน

สหกรณ์กองทุนสวนยางพารา จัดตั้งขึ้นตามนโยบายรัฐบาลเพื่อแก้ปัญหาราคายางตกต่ำในระยะยาว ปัจจุบันมีสมาชิกสหกรณ์ฯ อยู่กว่า 700 แห่ง และกำลังประสบปัญหาด้านต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นจากปัจจัยหลายด้าน โดยเฉพาะไม้ยางพาราซึ่งเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตยางแผ่นรมควันมีราคาสูง ส่วนหนึ่งมีผลมาจากการแข่งขันทางด้านการตลาดที่มีการนำไม้ยางพาราไปใช้ ประโยชน์ในรูปแบบอื่นมากขึ้น จนดูเหมือนว่ากลุ่มสหกรณ์กำลังตกอยู่ในสภาวะเสี่ยงต่อกระบวนการผลิต ซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากราคาไม้ยาง

เป็นเรื่องที่ดีที่ตอนนี้มีการพัฒนาเตาอบยาง เพื่อกำจัดปัญหาดังกล่าวให้หมดไปได้ โดยเตาอบยางแผ่นรมควันรุ่นใหม่เป็นผลงานการพัฒนาของโครงการสนับสนุนพัฒนา เทคโนโลยีของอุตสาหกรรมไทย (iTAP)

ดร.นันทิยา วิริยบัณฑร ที่ปรึกษาเทคโนโลยี iTAP เล่าให้ฟังว่า จากการศึกษาปัญหา พบว่าเตาอบยางแผ่นรมควันมีสภาพเก่า มีขนาดห้องเผาไหม้เล็ก ประกอบกับมีพื้นที่ถ่ายเทความร้อนที่เกิดจากการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงกับ อากาศที่นำออกจากห้องอบยางแผ่นรมควันไม่สมดุลกัน ความร้อนส่วนใหญ่จึงสูญเสียไปกับก๊าซที่ไหลออกจากปล่องควันหรือทางประตูห้อง รมยาง ทำให้เกิดการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง ที่ผ่านมาพบว่ายางแผ่น กว่า 20% เป็นยางด้อยคุณภาพ เนื่องจากลมร้อนในห้องรมยางไม่สม่ำเสมอ ในขณะที่ยางแผ่นต้องการความร้อนเพียง 40-60 องศาเซลเซียสเท่านั้น แต่สำหรับเตาใหม่นี้ทางผู้ทำการรมยางสามารถควบคุมและผ่อนถ่ายความร้อนจากเตา ได้เองจากบานเปิดปิดท่อส่งความร้อนระหว่างเตากับห้องรมยาง หากเป็นเตาเก่าจะให้ความร้อนในอุณหภูมิที่สูงกว่าและให้ความร้อนไม่สม่ำเสมอ ส่งผลให้ยางแผ่นไหม้ไม่ได้คุณภาพ

ดร.นันทิยา กล่าวว่า จากการเก็บข้อมูลเบื้องต้นทางเครือข่าย iTAP ก็ได้นำปัญหากลับมาวิเคราะห์และวางแผนงานก่อสร้างเตาอบยางแผ่นรมควันแบบประหยัดพลังงาน โดยมีระยะดำเนินการก่อสร้างตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2551-31 กรกฎาคม 2552 ซึ่งขณะนี้การดำเนินการก่อสร้างเสร็จสิ้นลงแล้วเหลือเพียงขั้นตอนการทดลอง เดินเครื่องเพื่อปรับปรุงและหารูปแบบในการปรับตั้งเตาอบยางแผ่นรมควัน ประหยัดพลังงานให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดเท่านั้น

โดยผลทดลองเดินเครื่องครั้งแรกพบว่า มีประสิทธิภาพในการประหยัดเชื้อเพลิงสูงมาก กล่าวคือ เตารุ่นใหม่นี้ใช้เชื้อเพลิง 35 กิโลกรัมต่อการรมยาง 4 ชั่วโมง ในขณะที่เตารุ่นเก่าซึ่งใช้เชื้อเพลิง 35 กิโลกรัมเท่ากัน แต่สามารถรมยางได้เพียงครึ่งชั่วโมงเท่านั้น สำหรับเตารุ่นใหม่นี้นอกจากจะช่วยลดต้นทุนการผลิตได้จริงแล้วยังสามารถเพิ่ม การผลิตยางแผ่นรมควันและเพิ่มคุณภาพของยางแผ่นได้เป็นอย่างดี

เตาอบยางแผ่นรมควันแบบประหยัดพลังงาน

สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจเข้ารับการช่วยเหลือและสนับสนุนจากโครงการสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมไทย ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สวทช. สำนักงานกลาง (กทม.) โทร. 0-2564-8000 หรือ อุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เครือข่าย iTAP ภาคใต้ โทร. 0-7567-3522 หรือ ที่ www.tmc.nstda.or.th/itap และ http://itap.wu.ac.th

dailynews

กล้ายางพาราพันธุ์ JVP80 (เจวีพี 80)

2 comments June 16th, 2009

กล้ายางพาราพันธุ์ JVP80 (เจวีพี 80)
“เจวีพี 80″ กล้ายางพันธุ์ใหม่ ฝีมือนักวิจัยชาวบ้านเมืองตรัง

แม้ภารกิจในการผลิตกล้าพันธุ์ยางพารา 90 ล้านต้น ตามโครงการขยายพื้นที่ปลูกยางพารา 1 ล้านไร่ในพื้นที่ 36 จังหวัดภาคเหนือและภาคอีสาน ของบริษัท เจริญโภคภัณฑ์เมล็ดพืช จำกัด (ซีพีเอส) เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) จะจบโครงการไปแล้ว

แต่ทางซีพีเอส ได้มีนโยบายชัดเจนที่ยังคงดำเนินการผลิตกล้ายางชำถุงต่อไป พร้อมๆ กับการพัฒนากรรมวิธีใหม่ๆที่เกี่ยวข้องเพื่อต้องการพัฒนาคุณภาพของน้ำยางดิบ ล่าสุด ได้ทำการผลิตกล้ายางพาราพันธุ์ “เจวีพี 80″ (JVP80) ซึ่งเป็นกล้ายางที่เกษตรกรจาก อ.ปะเหลียน จ.ตรัง มีการพัฒนาสายพันธุ์ขึ้นมา มีคุณสมบัติเด่นคือให้ผลผลิตสูง อายุการกรีดได้นานถึง 35 ปี

นายมนตรี คงตระกูลเทียน ประธานคณะผู้บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ร่วม กลุ่มธุรกิจพืชครบวงจร เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) บอกว่า ตอนนี้การผลิตกล้ายางพาราตามโครงการขยายพื้นที่ปลูกยางพารา 1 ล้านไร่ในพื้นที่ 36 จังหวัดภาคเหนือและภาคอีสาน ได้จบสิ้นแล้ว แต่ทางบริษัทซีพียังคงดำเนินการผลิตกล้ายางชำถุงต่อไป เนื่องจากเห็นว่ายางพาราถือเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีศักยภาพและทำรายได้ที่มั่น คงแก่เกษตรกร รวมถึงประเทศชาติด้วย ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยถือเป็นประเทศที่ส่งออกยางพารามากที่สุดในโลก

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันต้องยอมรับว่าการพัฒนาพันธุ์ยางพาราของไทยยังล้าหลังเพื่อน บ้านอย่างประเทศมาเลเซีย ซึ่งได้พัฒนายางพารา อาร์อาร์ไอเอ็ม 3000 (RRIM3000) แล้ว ด้วยเหตุนี้ทางซีพี จึงมีการพัฒนากรรมวิธีใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อต้องการพัฒนาคุณภาพของน้ำยางดิบให้มีมาตรฐานสูง อย่างล่าสุดทาง ซีพีเอส ได้ทำการผลิตกล้ายางพาราคุณภาพพันธุ์ “เจวีพี 80″ (JVP80) ซึ่งเป็นกล้ายางที่เกษตรกรจาก อ.ปะเหลียน จ.ตรัง มีการพัฒนาสายพันธุ์ขึ้นมา

คุณสมบัติเด่นเมื่อเทียบกับสายพันธุ์ทั่วไปคือ ให้ผลผลิตสูงเฉลี่ยไร่ละ 500 กก.ต่อปี ขณะที่ยางพาราทั่วไปให้ผลผลิตเฉลี่ยไร่ละ 300 กก.ต่อปี นอกจากนี้น้ำยางมีความเข้มข้นสูงเฉลี่ย 40-45% ขณะที่ยางพาราพันธุ์ทั่วไปอยู่ที่ 32-36% การเจริญเติบได้ดีมีใบขนาดใหญ่ และจำนานมากสีเขียวเข้มสามารถสังเคราะห์แสงได้ดี ที่สำคัญเวลาเปิดกรีดได้เร็วเพียง 6 ปีเท่านั้น ขณะที่ยางพาราพันธุ์ทั่วไปต้องมีอายุ 7 ปี อายุการกรีดได้ถึง 35 ปี โดยที่ยางพาราพันธุ์ทั่วไปให้น้ำยางได้ 25 ปีเท่านั้น

“ที่จริงสายพันธุ์นี้มีมานานแล้ว อย่าง ลุงชิ้น จาก จ.ตรัง เป็นคนพัฒนาสายพันธุ์ขึ้นมา และลุงชิ้นปลูกมา 34 ปีแล้ว ทุกวันนี้น้ำยางก็ยังออกอยู่ แต่ไม่มีการขยายสู่ตลาด ตอนนี้ต้นแม่พันธุ์ได้ขึ้นทะเบียนกับกรมวิชาการแล้ว ผมว่าสายพันธุ์นี้ถือเป็นอีกหนึ่งความหวังของเกษตรกรที่จะทำสวนยางพารา ซึ่งปีนี้ทางเราสามารถผลิตกล้าชำถุงพันธุ์ เจวีพี 80 ตามโรงเรือนทั้ง 6 แห่งทั้งที่ จ.เชียงราย พะเยา กำแพงเพชร เลย อุดรธานี และบุรีรัมย์ได้ 4 แสนต้น แต่มียอดจองแล้ว 3 แสนต้น ปีหน้า (ปี 2553) เราอาจจะผลิตได้ถึง 1 ล้านต้น” นายมนตรี กล่าว

ด้านนายชิ้น เกษตรกรวัย 72 ปี จาก อ.ปะเหลียน จ.ตรัง ซึ่งพัฒนายางพาราพันธุ์เจวีพี 80 บอกว่า มีอาชีพทำสวนยางพารามาตลอด จึงทำให้เขาพยายามสรรหากล้ายางพันธุ์ดีๆ มาปลูกจากหลายพื้นที่ กระทั่งพบว่ามีสายพันธุ์หนึ่งดีที่สุดคือ เจวีพี 80 ที่ให้ผลผลิตน้ำยางสูง ที่สำคัญปัจจุบันในสวนของเขาปลูกยางพาราพันธุ์ดังกล่าวมา 34 ปี กรีดรอบที่ 4 แล้ว แต่สภาพของเปลือกต้นยังดี หนา ให้น้ำยางปกติ ขณะที่ยางพาราทั่วไปที่นิยมปลูกในปัจจุบัน กรีดได้เพียง 2 รอบเท่านั้น และเมื่อต้นยางพารากรีดถึง 25 ปีต้องโค่นต้นปลูกใหม่

ก็นับเป็นพันธุ์ยางพาราอีกสายพันธุ์ ที่เป็นทางเลือกของเกษตรกรที่คิดว่าจะทำสวนยางพาราในอนาคต แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นเกษตรกรควรศึกษาให้รอบคอบก่อนที่จะตัดสินใจว่า จะเลือกยางพาราสายพันธุ์ใดที่เหมาะกับพื้นที่ของตัวเอง

ดลมนัส กาเจ
komchadluk

การกรีดยาง

No comments May 25th, 2009

การกรีดต้นยาง
รักษาสวนยางให้เป็นขุมทรัพย์ กรีดดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

การกรีดยาง” เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ที่เกษตรกรชาวสวนยางจะต้องเรียนรู้และหมั่นฝึก ปฏิบัติเอาไว้ โดยเฉพาะเกษตรกรในโครงการยางล้านไร่ในภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเริ่มลงแปลงปลูกมาตั้งแต่ปี 2547 และใกล้จะให้ผลผลิตได้ภายในไม่กี่ปีข้างหน้านี้

โดยปัจจัยแรกสุดและสำคัญที่สุดที่เกษตรกรต้องคำนึงถึง ก่อนตัดสินใจเปิดกรีดต้นยาง คือ “ขนาด” ของต้นยาง โดยต้องมีขนาดรอบลำต้นไม่ต่ำกว่า 50 ซม. ที่ระดับสูงจากพื้น 150 ซม. ขณะที่ในสวนยางต้องมีต้นยางที่ได้ขนาดดังกล่าวไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของสวน จึงเหมาะสมต่อการเปิดกรีด

ทั้งนี้จากผลการศึกษาเรื่อง “ความเสียหายจากการกรีดยางต้นเล็ก” ของ ดร.พิศมัย จันทุมา นักวิชาการเกษตรระดับชำนาญการพิเศษ ศูนย์วิจัยยางฉะเชิงเทรา กรมวิชาการเกษตร ระบุว่า ต้นยางขนาด 40-45 ซม. จะให้ผลผลิตน้ำยางน้อยกว่าต้นขนาด 50 ซม. ประมาณ 25-60% ดังนั้นแม้การเปิดกรีดต้นยางขนาด 50 ซม. จะเริ่มช้ากว่าขนาด 40-45 ซม. ไป 1 ปี แต่ผลผลิตสะสมที่ได้รับจากต้นยางขนาด 50 ซม. เพียง ปีเดียว จะมีปริมาณเทียบเท่ากับผลผลิตสะสมของยางต้นเล็กถึง 2 ปี

ที่สำคัญการรีบเปิดกรีดต้นยางขนาดเล็ก ทำให้ผลผลิตต่อวงจรชีวิตของยางลดลง 25-59% หรือคิดเป็นการสูญเสียรายได้ของเกษตรกร 72,250-172,850 บาท/ไร่/วงจรชีวิตของยาง และยังทำให้อัตราการเจริญเติบโตหลังการกรีดต่ำ ได้ผลผลิต “ไม้ยาง” น้อยกว่าถึง 28-60%

ข้อควรคำนึงถึงอีกประการหนึ่งในการกรีดยางของเกษตรกร คือ “ระบบการกรีดยาง” ซึ่ง นายสุขุม วงษ์เอก ผอ.สถาบันวิจัยยาง เคยชี้ปัญหาว่า เกิดความเข้าใจผิดในกลุ่มเกษตรกรจำนวนมากโดยเฉพาะในภาคอีสาน เนื่องจากต้องการเร่งสร้างรายได้จากการขายน้ำยาง จึงทำให้เกษตรกรใช้ระบบกรีดถี่หรือหักโหม โดยเฉพาะกับสวนยางที่เริ่มเปิดกรีดใหม่ จะกรีดกัน 4 วันเว้น 1 วัน และกรีด 3 วันเว้น 1 วัน ซึ่งสร้างผลเสียให้กับต้นยาง เนื่องจากจะทำให้เกิดอาการเปลือกแห้ง อายุการกรีดสั้นลง และมีผลต่อคุณภาพของไม้ยาง ทำให้ขายไม่ได้ราคา

ที่สำคัญการกรีดหักโหมในลักษณะดังกล่าว ไม่ได้ทำให้เกษตรกรได้รับผลผลิตเพิ่มขึ้น ตรงข้ามกลับจะลดลงเรื่อย ๆ ซึ่งไม่เกิดผลดีต่อรายได้ของเกษตรกรทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

ระบบกรีดที่เหมาะสม และถูกแนะนำให้เกษตรกรนำไปใช้ในสวนยางที่เริ่มเปิดกรีดใหม่ คือ “ระบบกรีดครึ่งต้นวันเว้นวัน” เพราะในทางวิชาการถือเป็นระบบกรีดที่ให้น้ำยางมากที่สุด และช่วยถนอมต้นยางพาราให้มีเวลาพักเพื่อผลิตน้ำยางในคราวต่อไป รวมทั้งให้ผลผลิตอย่างสม่ำเสมอ

ปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งที่จะละเลยไม่ได้สำหรับการกรีดยาง นั่นคือ “คนกรีดยาง” ซึ่งหมายรวมทั้งตัวเกษตรกรเองและคนรับจ้าง กรีดยางที่ต่างจะต้องมีฝีมือดีพอ เพราะการกรีดที่ไม่ดีจะส่งผลร้ายตามมาอย่างน้อย 3 ประการ คือ 1.ต้นยางเป็นแผลตะปุ่มตะปาไม่มีที่ให้กรีดอีกต่อไป 2.จะกรีดซ้ำที่เดิมรอบที่ 2 และ 3 อีกไม่ได้ และ 3.ต้นยางจะทรุดโทรม ให้น้ำยางน้อยลงหรืออาจไม่ให้เลย

ดังนั้นก่อนทำการเปิดกรีดยาง เกษตรกร มีความจำเป็นที่จะต้องฝึกทักษะการกรีดยางตามขั้นตอนอย่างถูกต้อง ตั้งแต่ท่าจับมีด ท่ายืน กระบวนการการกรีด การก้าวเท้า และการเคลื่อนตัวตามจังหวะการกรีดให้เกิดความชำนาญเสียก่อนจึงค่อยเริ่มลง มือ

ความประณีตในการกรีดที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ และความพิถีพิถันในการดูแล สวนยาง ตั้งแต่เริ่มต้นลงแปลงปลูกจนถึงวันโค่นต้นยาง แม้จะสร้างภาระให้เกษตรกรต้องเหน็ด เหนื่อยมากขึ้น แต่ผลที่ตามมาย่อมคุ้มค่าแก่การลงทุนลงแรง

เพราะสวนยางจะไม่ใช่เป็นเพียงแค่แหล่งสร้างรายได้ให้เกษตรกรเท่านั้น แต่จะกลายเป็น “ขุมทรัพย์” ที่หล่อเลี้ยงชีวิตให้กับเกษตรกรและครอบครัวได้อย่างยั่งยืน.

dailynews

ปลูกต้นยางพาราช่วยลดโลกร้อน

No comments May 12th, 2009

สวนยางพารา
ยางพารา ไม้เศรษฐกิจ ลดโลกร้อน

นอก จาก “ยางพารา” เป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของไทยที่มีศักยภาพในการส่งออกสูง สามารถสร้างรายได้เข้าประเทศถึงปีละ 1.48-2.05 แสนล้านบาทแล้ว ยางพารายังเป็นไม้ปลูกที่มีส่วนช่วยลด “ภาวะโลกร้อน” ได้อีกด้วย โดยมีประสิทธิภาพการ ดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งเป็นก๊าชเรือนกระจกได้ไม่น้อยกว่าระบบของไม้ป่าเขตร้อน สวนยางพาราช่วยลดโลกร้อนได้อย่างไร? จริงหรือไม่? กรมวิชาการเกษตรมีข้อมูลยืนยัน

นายจิรากร โกศัยเสวี รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ยางพาราเป็นไม้ยืนต้นที่ช่วยสนับสนุนพื้นที่ป่าไม้ของประเทศที่เหลือ อยู่ประมาณร้อยละ 30 ทั้งยังเป็นพืชอนุรักษ์ดินและน้ำที่สามารถช่วยลดภาวะโลกร้อนได้ ซึ่ง จากผลการศึกษาวิจัยของศูนย์วิจัยยางฉะเชิงเทรา พบว่าต้นยางพาราสามารถดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ไม่น้อยกว่า 1.72 เมตริกตัน/ไร่/ปี ปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกยางกว่า 14.35 ล้านไร่ คาดว่าจะดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศ ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศได้ปีละไม่น้อยกว่า 16.54 ล้านเมตริกตัน

ขณะเดียวกันยังพบว่า ยางพาราสามารถสร้างมวลชีวภาพไม่น้อยกว่า 5.68 เมตริกตัน/ไร่/ปี ทิ้งเศษซากใบและเศษไม้เป็นแร่ธาตุหมุนเวียนในพื้นที่ไม่น้อยกว่า 1.12 เมตริกตัน/ไร่/ปี และการที่มีระบบปลูกพืชเป็นแถวขวางแนวการลาดเทของพื้นที่ สามารถช่วยป้องกันการไหลเซาะพังของดินโดยเฉพาะสภาพพื้นที่มีความลาดเอียงและ ลาดชันที่ปลูกยางแบบขั้นบันได จะช่วยลดปัญหาการพังทลายของดินได้ นอกจากนี้ยางพารายังเป็นพืชปลูกที่ใช้ปุ๋ยเคมี และสารเคมีป้องกันกำจัดโรค แมลงและวัชพืชน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับไม้เศรษฐกิจชนิดอื่น ถือเป็นการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อันจะนำไปสู่การซื้อขายคาร์บอนเครดิตได้ในอนาคต

ด้าน นายอารักษ์ จันทุมา นักวิชาการเกษตร ระดับชำนาญการพิเศษ ศูนย์วิจัยยางฉะเชิงเทรา กรมวิชาการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า การปลูกยางพาราถือเป็นการลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากธรรมชาติ และถูกเก็บไว้ในต้นยางเพื่อสร้างผลผลิตน้ำยางและ เนื้อไม้เพราะตลอดอายุปลูกและเก็บเกี่ยวผลผลิตไม่น้อยกว่า 25 ปี จากงานวิจัยพบว่า ลำต้นยางพาราอายุ 9 ปี ช่วยเก็บคาร์บอนได้ 8.3 เมตริกตัน/ไร่ ลำต้นยางอายุ 12 ปี เก็บคาร์บอนได้ 10.9 เมตริกตัน/ไร่ อายุ 18 ปี เก็บคาร์บอนได้ 15.2 เมตริกตัน/ไร่ และลำต้นยางอายุ 25 ปี เก็บคาร์บอนได้ 22 เมตริกตัน/ไร่

ขณะที่สวนยางพาราอายุ 25 ปี ช่วยเก็บสารคาร์บอนได้ 43 เมตริกตัน/ไร่ และ ให้มวลชีวภาพได้ประมาณ 49 เมตริกตัน/ไร่ เมื่อนำยางพาราไปผลิตยางล้อรถยนต์และนำไม้ยางพาราไปทำเครื่องเรือน เฟอร์นิเจอร์หรือใช้ทำประโยชน์อย่างอื่น ถือเป็นการยืดเวลาการคืนสารคาร์บอนสู่บรรยากาศได้นานนับสิบปีด้วย

ส่วนสวนยางอายุน้อยหรือสวนยางอ่อนที่มีการปลูกพืชคลุมดิน พืชตระกูลถั่ว ที่มีระบบรากสามารถตรึงธาตุไนโตรเจนจากอากาศ ช่วยลดการใช้ปุ๋ยเคมี ทำให้ประหยัดพลังงานในการผลิตและลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ที่เกิดจากการใส่ปุ๋ยเคมีได้ หากเกษตรกรมีการปลูกพืชแซมและพืชร่วมระหว่างแถวต้นยาง เช่น ข้าว พืชไร่ พืชผักต่าง ๆ อาทิ ผักพื้นบ้าน ผักเหลียง ผักหวาน หวาย สละ ระกำ ไพล กะวาน ดีปลี ย่านาง ขิง ข่า และไม้ดอกไม้ประดับ เช่น หน้าวัว ดาหลา และกล้วยไม้ รวมทั้งการปลูกแฝก นอกจากจะช่วยเก็บรักษาความชื้น เพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ดิน และป้องกันการชะล้างของหน้าดินแล้ว ยังทำให้เกษตรกรมีรายได้เสริมอีกด้วย

ยางพาราเป็นพลาสติกธรรมชาติที่ผลิตจากพืช มีกระบวนการผลิตที่สะอาดประหยัดพลังงาน 7-10 เท่า น้อยกว่าการผลิตยางเทียมพลาสติกสังเคราะห์ที่ได้จากฟอสซิล น้ำมันดิบ โดยยางธรรมชาติใช้พลังงานผลิต 16 จิกกะจูลล์/ เมตริกตัน ขณะที่ยางสังเคราะห์ใช้พลังงานผลิต 110-174 จิกกะจูลล์/เมตริกตัน ขณะที่การผลิตยางแผ่นดิบใช้กรดอินทรีย์ เช่น กรดฟอร์มิค หรือกรดน้ำส้มสายชู ทำให้ยางจับตัวและของเสียที่เหลือจากการทำยางแผ่นมีปริมาณไม่มากเทียบเท่า กับของเสียที่ทิ้งจากการซักล้างในครัว

นี่เป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ที่แสดงให้เห็นถึงประโยชน์ของสวนยางพาราแบบ 2 คุณค่าทั้งสร้างรายได้แถมรักษ์สิ่งแวดล้อม งานนี้ เกษตรกรยิ้มแป้นเลย เพราะมีส่วนช่วยลดโลกร้อนแบบไม่รู้ตัว

dailynews

การปลูกยางพาราให้ประสบผลสำเร็จ

82 comments March 4th, 2009

สวน ยางพารา
ปลูกยางอย่างไร จึงประสบผลสำเร็จ

ยางพารา เป็นพืชที่ปลูกเพื่อหวังผลผลิตในระยะยาว จนอายุมากกว่า 20 ปี ขึ้นไป หากเกษตรกรปลูกในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม ไม่เพียงแต่เกษตรกรเองที่ต้องสูญเสียเงินที่ลงทุนลงแรงไป เสียทั้งเวลาและโอกาสแล้ว ยังทำให้ส่งผลกระทบต่อผลผลิตและเศรษฐกิจของประเทศอย่างน่าเสียดาย การปลูกยางเกษตรกรควรคำนึงถึงปัจจัยสำคัญ ได้แก่ พื้นที่ปลูก พันธุ์ยาง วัสดุปลูก วิธีการปลูกตั้งแต่การเตรียมพื้นที่ปลูก การปลูก รวมไปถึงการดูแลรักษาสวนยางอย่างถูกต้อง เช่น การใส่ปุ๋ย การปลูกพืชคลุม การตัดแต่งกิ่ง ฯลฯ เพื่อให้ต้นยางเจริญเติบโตเปิดกรีดได้เร็ว และให้ผลผลิตสูงอย่างสม่ำเสมอ

คุณสุขุม วงษ์เอก ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร บอกว่า การปลูกสร้างสวนยางเกษตรกรจำเป็นต้องเลือกพื้นที่ที่เหมาะสมกับการปลูกยาง เสียก่อน เพราะปัจจุบันมีเกษตรกรจำนวนไม่น้อยที่ปลูกยางในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม เช่น ในพื้นที่นาข้าว พื้นที่ลุ่มน้ำขัง พื้นที่ที่เป็นดินเค็ม ดินด่าง ดินปลวก และดินที่มีหินกรวดอัดแน่น หรือเป็นแผ่นหินแข็ง ทำให้ต้นแคระแกร็นไม่เจริญเติบโต ต้นเล็กไม่ได้ขนาดเปิดกรีดเมื่ออายุ 7 ปี ทำให้ได้ผลผลิตต่ำ นอกจากนี้ รากแขนงของต้นยางยังไม่สามารถใช้น้ำในฤดูแล้ง ยิ่งถ้าช่วงแล้งยาวนานก็จะทำให้ต้นยางตายจากยอดได้ง่าย

เกษตรกรจึง ควรปลูกยางในพื้นที่ที่เหมาะสมตามคำแนะนำของสถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร โดยให้พิจารณาในเรื่องของดินและภูมิอากาศเป็นปัจจัยหลัก โดยเฉพาะสภาพพื้นที่ ต้องเป็นพื้นที่ราบ แต่ถ้าเป็นพื้นที่ลาดชันก็ไม่ควรเกิน 35 องศา

ถ้าความลาดชันเกิน 15 องศา จำเป็นต้องทำขั้นบันไดเพื่อป้องกันต้นยางโค่นล้มได้ง่ายด้วยแรงลม พื้นที่ควรมีระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลไม่เกิน 600 เมตร เพราะถ้าสูงเกิน จะทำให้การเจริญเติบโตลดลง นอกจากนี้ ควรมีหน้าดินลึกไม่น้อยกว่า 1 เมตร มีการระบายน้ำดี ไม่มีชั้นหินหรือชั้นดินดาน ระดับน้ำใต้ดินควรต่ำกว่าระดับผิวดินมากกว่า 1 เมตร ดินเป็นดินร่วนเหนียวถึงดินร่วนทราย และมีค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH) ระหว่าง 4.5-5.5 นอกจากนี้ ควรมีปริมาณน้ำฝนเพียงพอไม่น้อยกว่า 1,250 มิลลิเมตร ต่อปี และมีจำนวนวันฝนตกไม่น้อยกว่า 120-150 วัน ต่อปี

หากเกษตรกรปลูกยางในพื้นที่ที่เหมาะสมดังกล่าว นอกจากต้นยางจะเจริญเติบโตไวแล้ว ยังให้ผลผลิตสูงและคุ้มค่ากับที่ลงทุนไป แต่ในทางตรงข้ามถ้าเกษตรกรปลูกยางในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม และเกิดปัญหาภัยแล้งอย่างต่อเนื่อง

สวนยางที่เพิ่งปลูกใหม่และสวนยางที่เปิดกรีดแล้วจะได้รับผลกระทบ ทำให้ต้นยางยืนต้นตาย ซึ่งมักพบในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ

การแก้ไข เกษตรกรก็สามารถทำได้ด้วยการใส่ปุ๋ยอินทรีย์ เช่น ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก เพื่อปรับปรุงโครงสร้างของดิน เพิ่มอินทรียวัตถุให้แก่ดิน ทำให้ดินร่วนซุย อุ้มน้ำได้ดี และช่วยรักษาความชื้นในดิน การใช้วัสดุคลุมดินรอบโคนต้นยาง การใส่ปุ๋ยบำรุงต้นยางด้วยปุ๋ยเคมีร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์ก็จะทำให้ต้นยาง สมบูรณ์แข็งแรงยิ่งขึ้น หรือแม้กระทั่งการขุดคูระบายน้ำให้มีความลึกมากกว่า 2 เมตร จากระดับผิวดิน ในกรณีดินมีน้ำท่วมขัง การช่วยบำรุงต้นยางเพิ่มขึ้นโดยวิธีต่างๆ เหล่านี้ จะช่วยให้ต้นยางเจริญเติบโตได้ดี แต่มีค่าใช้จ่ายมากขึ้นด้วยเช่นกัน

หลังจากเลือกพื้นที่ปลูกได้แล้ว ถ้าจะปลูกยางให้ประสบผลสำเร็จสูง เพื่อให้ต้นยางเจริญเติบโต เปิดกรีดได้เร็วขึ้นนั้น มีขั้นตอนการปลูกยาง ดังนี้

การเตรียมพื้นที่ปลูกยางพารา

โดยการไถพลิกและไถพรวน อย่างน้อย 2 ครั้ง พร้อมเก็บตอไม้ เศษไม้ และเศษวัชพืชออกให้หมด เพื่อปรับสภาพพื้นที่ให้เหมาะสมต่อการปลูกยางทั้งในด้านการปฏิบัติงานและการ อนุรักษ์ดินและน้ำ และเพื่อสะดวกในการเข้าไปดูแลบำรุงรักษา และเก็บเกี่ยวผลผลิตน้ำยาง

วางแนวปลูกต้นยางพารา

กำหนดแถว หลักของต้นยางโดยให้วางขวางทางการไหลของน้ำ เพื่อลดการชะล้างหน้าดินและการพังทลายของดิน ให้แถวหลักห่างจากเขตสวนเก่า ไม่น้อยกว่า 1.5 เมตร พร้อมขุดคูตามแนวเขตสวน เพื่อป้องกันโรครากยางและการแย่งธาตุอาหาร จากนั้นวางแนวปลูกด้วยการปักไม้ชะมบตามระยะปลูก สำหรับพื้นที่ลาดเทมากกว่า 15 องศา ให้วางแนวปลูกตามแนวระดับและทำขั้นบันได ควรทำให้เสร็จสิ้นก่อนฤดูฝน (มีนาคม-ต้นเมษายน)

ระยะปลูกต้นยางพารา

ถ้า เป็นพื้นที่ราบในเขตปลูกยางเดิมภาคใต้ ใช้ระยะปลูก 2.5x 8 เมตร หรือ 3×7 เมตร จะปลูกยางได้ 80 ต้น หรือ 76 ต้น ต่อไร่ ตามลำดับ ส่วนพื้นที่ราบในเขตปลูกยางใหม่ ใช้ระยะปลูก 2.5×7 เมตร หรือ 3×6 เมตร หรือ 3×7 เมตร มีจำนวนต้นยาง 91 ต้น หรือ 88 ต้น หรือ 76 ต้น ต่อไร่

ขนาด ของหลุม ขุดหลุมให้มีขนาด 50x50x50 เซนติเมตร โดยขุดดินด้านใดด้านหนึ่งของไม้ชะมบไปในทางเดียวกัน ไม่ต้องถอนไม้ออก แยกดินส่วนบนและส่วนล่างไว้คนละกอง ผึ่งแดดประมาณ 1 สัปดาห์ พอดินแห้งย่อยดินให้ละเอียด นำดินส่วนบนใส่ก้นหลุม ส่วนดินชั้นล่างผสมกับปุ๋ยหินฟอสเฟต อัตรา 170 กรัม คลุกเคล้าร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์ ประมาณ 3-5 กิโลกรัม ต่อหลุม ใส่ด้านบน

วิธีปลูกยางพารา

การปลูกยางให้ถูกวิธี โดยเฉพาะในพื้นที่แหล่งใหม่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือ ควรปลูกในช่วงต้นฤดูฝนตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงเดือนกรกฎาคม จะให้ผลสำเร็จสูง มีจำนวนต้นยางรอดตาย 87-94% โดยใช้ต้นยางชำถุงพันธุ์ดี มีขนาด 1-2 ฉัตร และฉัตรยอดต้องแก่เต็มที่ เลือกต้นที่สมบูรณ์แข็งแรง ไม่มีโรคและแมลงศัตรู เกษตรกรสามารถเลือกพันธุ์ยางแนะนำของกรมวิชาการเกษตร ซึ่งเป็นพันธุ์ยางชั้น 1 ที่ให้ผลผลิตน้ำยางสูง จะเห็นได้ว่าเกษตรกรในเขตปลูกยางใหม่ นิยมปลูกยางพันธุ์ RRIM 600 มากกว่าร้อยละ 95 แต่ก็ยังมีพันธุ์อื่นที่ให้ผลผลิตน้ำยางสูงเช่นกัน ได้แก่ พันธุ์สถาบันวิจัยยาง 251 พันธุ์สถาบันวิจัยยาง 226 พันธุ์ BPM 24 นอกจากพันธุ์ที่ให้น้ำยางแล้ว เกษตรกรยังสามารถเลือกพันธุ์ที่ให้ผลผลิต

น้ำยางและเนื้อไม้สูง เช่น พันธุ์ PB 235 พันธุ์ PB 255 ฯลฯ หรือพันธุ์ที่ให้ผลผลิตเนื้อไม้สูง เช่น พันธุ์ฉะเชิงเทรา 50 พันธุ์ AVROS 2037 พันธุ์ BPM 24 พันธุ์ดังกล่าวเกษตรกรสามารถหาซื้อได้ตามแหล่งขยายพันธุ์ต้นยางที่จดทะเบียน กับกรมวิชาการเกษตร ในแหล่งปลูกยางจังหวัดและจังหวัดใกล้เคียงได้

การปลูกด้วยต้นยางชำถุงจึงเป็นวิธีที่ปลูกได้ผลสูงกว่าวิธีการปลูกด้วยต้นตอตา ยาง หรือติดตายางในแปลง เนื่องจากการปลูกยางในพื้นที่แหล่งใหม่มีปริมาณน้ำฝนและจำนวนวันฝนตกน้อย กว่าในเขตปลูกยางเดิมในภาคใต้ การปลูกด้วยต้นยางชำถุง ทำให้ต้นยางเจริญเติบโตสม่ำเสมอ ลดเวลาการดูแลรักษาต้นยางอ่อนให้สั้นลง ทำให้กรีดได้เร็วขึ้น เมื่อเลือกต้นยางชำถุงได้แล้ว ในกรณีที่มีการขนส่งควรระวังอย่าให้ดินในถุงแตกและให้หันลำต้นไปในทิศทาง เดียวกัน เพื่อป้องกันการกระทบกระแทกกัน หลังการขนส่งให้ตัดรากที่ม้วนเป็นก้อนอยู่ก้นถุงหรือที่ทะลุถุงออก นำมาวางเรียง 2-3 แถว ในแถวเดียวกัน โดยให้หันลำต้นไปในทางเดียวกัน เพื่อให้ต้นยางมีโอกาสพักปรับตัว ประมาณ 1 สัปดาห์ จึงย้ายลงปลูก โดยหันแผ่นตาไปทางทิศเหนือ-ใต้ ให้รอยต่อระหว่างรากกับตาอยู่ระดับปากหลุม จากนั้นใช้มีดเฉือนก้นถุงออก ประมาณ 2-3 เซนติเมตร นำไปวางในหลุมที่ขุดเตรียมไว้ จากนั้นใช้มีดกรีดข้างถุงให้ขาดออกจากกันทั้ง 2 ด้าน แต่อย่าเพิ่งดึงถุงออก เพราะจะทำให้ดินในถุงแตก จากนั้นจึงกลบดินประมาณครึ่งหลุม โดยนำดินชั้นบนใส่ก้นหลุม ส่วนดินชั้นล่างที่ผสมกับปุ๋ยหินฟอสเฟต อัตรา 170 กรัม คลุกเคล้าร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์ ประมาณ 3-5 กิโลกรัม ต่อหลุม ให้ใส่ไว้ด้านบน จากนั้นจึงดึงถุงออก กลบดินจนเสมอปากหลุม เหยียบดินรอบๆ ต้นยางให้แน่น โดยพูนดินโคนต้นยางให้สูงเล็กน้อยเพื่อป้องกันน้ำขังในหลุม เสร็จแล้วใช้เศษพืชคลุมบริเวณโคนต้นยางให้มีรัศมี 50-80 เซนติเมตร โดยให้ห่างจากต้นยาง 5-10 เซนติเมตร เพื่อรักษาความชื้นในดิน

คุณ สุขุม แนะนำว่า หลังจากปลูกยางแล้ว ยางจะให้ผลผลิตสูงหรือไม่ขึ้นอยู่กับการจัดการและการปฏิบัติดูแลบำรุงรักษา สวนยางเป็นอย่างดี ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่จะทำให้การปลูกสร้างสวนยางประสบผลสำเร็จและให้ ผลผลิตสูงได้ เช่น การใส่ปุ๋ยอย่างถูกต้องถูกวิธีในอัตราและเวลาตามคำแนะนำของสถาบันวิจัยยาง การตัดแต่งกิ่งในช่วงปีที่ 1-2 เพื่อให้มีพื้นที่กรีด และปล่อยให้ต้นยางสร้างทรงพุ่มต่อไปโดยธรรมชาติ นอกจากนี้ เกษตรกรควรหมั่นดูแลสวนยางไม่ให้มีวัชพืชขึ้นรกด้วยการปลูกพืชคลุมดินตระกูล ถั่ว เพิ่มธาตุไนโตรเจนให้แก่ดิน หรือจะปลูกพืชแซมยางในช่วง 1-3 ปี ก็เป็นวิธีที่ได้ผลดี ทำให้มีรายได้ก่อนเปิดกรีด หรือใช้วิธีถากรอบโคนต้นยาง หรือไถพรวนปีละ 2 ครั้ง โดยทำในช่วงต้นฝนและปลายฤดูฝนก่อนการใส่ปุ๋ย จะทำให้ต้นยางได้ใช้ปุ๋ยอย่างเต็มที่ พร้อมหมั่นตรวจตราดูแลในเรื่องโรคและแมลง เพื่อหาวิธีป้องกันการระบาดเสียแต่เนิ่นๆ ไม่ให้เกิดความเสียหายแก่สวนยาง พอถึงช่วงฤดูแล้งควรคลุมโคนต้นยาง ก็ช่วยให้ยางรอดตายได้ หรือไม่ก็ทาปูนขาว หรือสีน้ำมันบริเวณโคนต้นยาง นอกจากจะป้องกันเปลือกไหม้จากแสงแดดได้แล้ว ยังช่วยลดการสูญเสียน้ำของต้นยางอีกด้วย

หากเกษตรกรท่านใดคิดจะ ปลูกยางในช่วงต้นพฤษภาคมนี้ ต้องมีความพร้อมทั้งในเรื่องของการเลือกพื้นที่ปลูก พันธุ์ยาง วิธีการปลูกที่ถูกวิธี และหัวใจสำคัญของการปลูกยางก็คือ การปฏิบัติต่อต้นยางเป็นอย่างดี เชื่อว่าการปลูกสร้างสวนยางย่อมประสบผลสำเร็จและให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าอย่าง แน่นอน เกษตรกรท่านใดต้องการทราบรายละเอียดเพิ่มเติม โปรดติดต่อสอบถามได้ที่ สถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร จตุจักร กทม. 10900 โทร. (02) 579-7557-8 ต่อ 181, 522, 501 ได้ในเวลาราชการ

พรรณพิชญา สุเสวี
matichon
วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 21 ฉบับที่ 450