Archive: Posts Tagged ‘มาตรฐานสินค้าเกษตร’

ส่งออกผลไม้ไทยตีตลาดจีน

1 comment September 22nd, 2009

ผลไม้
ผลไม้เมืองร้อนไทย สยายปีกตีตลาดจีน

สาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นตลาดส่งออกสินค้าเกษตรสำคัญของไทย โดยมีมูลค่าส่งออกสูงถึง 200,000 ล้านบาทต่อปี และมีสินค้าส่งออกหลัก ได้แก่ ยางพารา ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ข้าว ผลไม้ สดแช่เย็น-แช่แข็งและแห้ง ปลาสดแช่เย็น-แช่แข็ง กุ้งสดแช่เย็น-แช่แข็ง ปลาหมึกสดแช่เย็น-แช่แข็ง กล้วยไม้ สัตว์น้ำ จำพวกครัสตาเซีย และตะพาบน้ำ เป็นต้น ขณะนี้ผลไม้ไทยกำลังได้รับความนิยมจากผู้บริโภคชาวจีนอย่างมาก ทำให้ไทยสามารถส่งออกผลไม้คุณภาพดีไปจีนได้ปีละกว่า 5,000 ล้านบาท และปีนี้คาดว่ามูลค่าส่งออกจะมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอีก เนื่องจากกระทรวง เกษตรฯ เร่งสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพสินค้า และความปลอดภัยทางอาหารให้กับผู้นำเข้า ซึ่งเป็นช่องทางที่จะช่วยขยายตลาดส่งออกผลไม้ไทยในจีนได้เพิ่มมากขึ้น

นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯ มอบหมายให้สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตร และอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ร่วมกับสำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศประจำกรุงปักกิ่ง ภาคเอกชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการจัดโรดโชว์ ศักยภาพผลไม้เมืองร้อนของไทยได้แก่ ทุเรียน มังคุด ลำไย เงาะ ลองกอง ส้มโอ และ กล้วยไข่ ที่ตลาดขายส่งสินค้าเกษตรซินฟาตี้ ณ กรุงปักกิ่ง ภายใต้ ชื่อ “ผลไม้มงคล สดจากไทยปลอดภัยได้มาตรฐานสากล”

การจัดโรดโชว์ครั้งนี้ ยังเป็นการเปิดเวทีให้ผู้ส่งออกผลไม้ของไทยได้พบปะกับผู้นำเข้าและลูกค้าชาวจีนที่มาซื้อผลไม้ ณ ตลาดผลไม้กรุงปักกิ่ง ซึ่งจะทำให้ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาการผลิตสินค้าเกษตรให้ตรงตามความต้องการของตลาด ซึ่งผลการจัดงานปรากฏว่าได้รับความสนใจจากผู้นำเข้า ผู้ค้าส่ง-ค้าปลีก และผู้บริโภคชาวจีนเป็นจำนวนมาก

ปัจจุบันรัฐบาลจีนอนุญาตให้นำเข้าผลไม้ไทย จำนวน 23 ชนิด สำหรับผลไม้ที่ได้รับความนิยม ได้ แก่ ทุเรียน มังคุด ลำไย กล้วยไข่ ชมพู่ทับทิมจันทร์ มะม่วงน้ำดอกไม้ เงาะโรงเรียน ส้มโอ มะขามหวาน มะพร้าวน้ำหอม ส้ม เปลือกล่อน น้อยหน่า และแก้วมังกร นอกจากนั้นยังมีผลไม้แปรรูปหลายชนิดกำลังเป็นที่นิยมด้วย อาทิ ลำไยอบแห้ง ทุเรียนทอดกรอบ กล้วยอบกรอบ ขนุนและสับปะรดอบกรอบ เป็นต้น

ประเทศไทยได้เปิดช่องทางขนส่งสินค้าผลไม้ไปจีนเส้นทางใหม่ คือ เส้นทาง R9 จากจังหวัดมุกดาหารผ่านลาว เวียดนาม เข้าสู่ด่านโหย่อี้กว่าน เมืองผิงเสียง มณฑลกวางสีของจีน ระยะทางรวมประมาณ 1,200 กิโลเมตร ซึ่งการลำเลียงสินค้าไปยังปลายทางจะใช้ระยะเวลาสั้น ประมาณ 2-3 วัน ทำให้ชาวจีนที่อยู่ห่างไกลมีโอกาสบริโภคผลไม้ไทยที่ยังสด ใหม่ รสชาติดี และคงคุณค่าทางโภชนาการที่สมบูรณ์เหมือนกับสินค้าที่คน ไทยได้บริโภค อนาคตคาดว่าการเปิดเส้นทาง R9 จะช่วยให้ไทยสามารถกระจายสินค้า ผลไม้และสินค้าเกษตรอื่น ๆ ไปจีนได้เพิ่มขึ้น 20-30% หรือประมาณ 1,000-1,500 ล้านบาท

นางสาวเมทนี สุคนธรักษ์ ผอ.สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กล่าวเพิ่มเติมว่า การเยือนจีนครั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ได้หารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงควบคุมคุณภาพและตรวจสอบกักกันโรค (AQSIQ) แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยฝ่ายไทยขอให้ AQSIQ มั่นใจในสินค้าเกษตรและอาหารจากไทยโดยเฉพาะผลไม้

นอกจากนั้น AQSIQ ยังได้เสนอ ให้มีการทำความร่วมมือในการขนส่งสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้นอีก 1 เส้นทาง คือ เส้นทาง R3 ที่เชื่อมระหว่างจังหวัดเชียงรายไปยังมณฑลยูนนานของจีน ซึ่งการขนส่งสินค้าผ่านเส้นทางนี้ จะทำให้เกิดการค้าสินค้าผักและผลไม้ระหว่างกันเพิ่มมากขึ้นและทั้ง 2 ฝ่ายยังได้หารือถึงแนวทางการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช พร้อมพิจารณาความก้าวหน้าเรื่องคงค้างระหว่างกัน

หลังเปิดเขตเสรีทางการค้าหรือ เอฟทีเอ (FTA) ระหว่างไทย-จีน ที่มีการปรับ ลดภาษีนำเข้าตามข้อตกลงเหลือร้อยละ 0 ส่งผลให้มีการขยายการค้าสินค้าผักและผลไม้ เพิ่มขึ้น โดยไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้า และการเปิดใช้เส้นทาง R9 ขนส่งสินค้า ผลไม้ทางบกไปยังจีนจะเป็นช่องทางสำคัญที่ช่วยกระจายสินค้าผลไม้ไปจีนได้เพิ่มมากขึ้นและรวดเร็วด้วย โดยเฉพาะช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดกระจุกตัวมาก คาดว่าจะสามารถช่วยระบายสินค้าออกจากแหล่งผลิตและช่วยลดปัญหาสินค้าล้นตลาดได้

dailynews

ควบคุมการระบาดของโรคสัตว์น้ำ

No comments April 30th, 2009

สัตว์น้ำ…ผลิตภัณฑ์ปลอดภัย

สุกรเขย่าโลก…..ยามนี้หลายคนต่างพากันระแวงต่อการ ปนเปื้อนเชื้อไวรัส บางราย หวาดถึงขั้นขึ้นสมองต้อง+กันไปเลย…

ถ้า จะว่าไปแล้ว…ภัยของโรคระบาดสัตว์ ไม่ว่าบกหรือนํ้า ต่างมีความตระหนัก และ ป้องกัน กันอยู่แล้ว เพื่อรักษาสุขอนามัยแก่ผู้บริโภค ส่วนจะเข้มแค่ไหนนั้นก็แล้วแต่

สหภาพยุโรป มีการออกกฎระเบียบ Commission Regulation (EC) No 1250/2008 และ Commission (EC) No 1251/2008 เกี่ยวกับ การป้องกันและควบคุมการระบาดของโรคสัตว์น้ำในสหภาพยุโรป…ที่มาจากการนำ เข้าผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ หรือสัตว์น้ำมีชีวิตจากประเทศที่สาม

โดยกฎ ระเบียบนี้มีเนื้อหาการรับรองครอบคลุมถึงการป้องกัน และควบคุมการระบาดของโรคสัตว์น้ำหลายชนิดด้วยกัน ทั้งที่มีอยู่แล้วในสหภาพยุโรป ได้แก่ SVC, VHS, IHN, ISA, KHV และ White spot disease กับที่มาจากภูมิภาคอื่น อาทิ EUS, EHN, Taura syndrome และ yellow head disease

ตามประกาศนี้ ประเทศไทยก็โดนหางเลข กับเขาไปด้วย ดร.จิราวรรณ แย้มประยูร รองอธิบดีกรมประมง บอกว่า…ขณะนี้กรมฯ ได้เตรียมรับมือกับกฎระเบียบนี้อย่างเต็มที่ เพราะมีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่ 1 มกราคม 2552 เป็นต้นมา

แต่….ก็ยังคงอนุโลมให้ใช้ฟอร์มใบรับรองเดิมไปจนถึง 30 มิถุนายน 2552 และ 31 กรกฎาคม 2552 ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของสินค้าที่ส่งออก

เนื่อง จากว่า…..ยังมีข้อยกเว้นให้กับสินค้าบางกลุ่ม เช่น สินค้าในกลุ่มกุ้งและปูที่ไม่มีชีวิต ปลาที่ผ่านกระบวนการตัดหัว ควักไส้ กลุ่มผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำและสัตว์น้ำสำหรับการบริโภค ที่บรรจุในบรรจุภัณฑ์พร้อมจำหน่าย

กับ…สินค้าในกลุ่มกุ้งและปูที่ จะต้องนำไปแปรรูป หรือ ผ่านกระ-บวนการทำความสะอาดในสถานที่ของประเทศสมาชิก EU ที่ได้รับการรับรองระบบกำจัดโรคจาก EU

และ…สินค้าในกลุ่มกุ้งหรือปู ที่ต้อง นำไปผ่านกระบวนการแปรรูปอีกครั้งก่อนจำหน่าย โดยไม่มีการเก็บรักษาชั่วคราวก่อนแปรรูป

อย่าง ไรก็แล้วแต่ ก็ ยังเป็นระเบิดเวลาที่กรมประมงต้องออกแอ็กชั่นตลอด เมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ก็ได้หารือกับผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำถึงแนวทางที่จะ ดำเนินการเพื่อให้หลุดจากเงื่อนไข

และเตือนให้ผู้เลี้ยงสัตว์น้ำเฝ้าดูแลและ เฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ป้องกันไม่ให้เกิดโรคต่างๆที่เขากำหนด…

เพื่อ…ไทยจะได้เป็นประเทศที่ได้รับความไว้วางใจในความปลอดภัยอาหาร และให้เป็น ครัวของโลก…!!!

ดอกสะแบง
thairath

การส่งออกมะม่วง

No comments March 12th, 2009

มะม่วง
วางแผนส่งออกมหาชนก เจาะตลาดมะม่วงจีนและฮ่องกง

เมื่อ เร็วๆนี้ นายมนตรี คงตระกูลเทียน ประธานคณะผู้บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ร่วมกลุ่มธุรกิจพืชครบวงจร เครือเจริญโภคภัณฑ์ เผยว่า ในช่วง 2-3 ปีนี้ การส่งออกมะม่วงของไทยไปยังประเทศญี่ปุ่นมีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดปี 2551 ส่งออก 1,500 ตัน คิดเป็นส่วนแบ่งการตลาด 12.5% ของปริมาณการนำเข้าประเทศญี่ปุ่นจำนวน 12,000 ตัน รองจากประเทศเม็กซิโก และฟิลิปปินส์ ทั้งนี้ ปริมาณการส่งออกที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากภาครัฐให้การสนับสนุนส่งเสริมด้านการตลาด (ROAD SHOW) ใน เมืองหลักๆของประเทศญี่ปุ่น อาทิ โตเกียว โอซากา ฟูกูโอกะ ฯลฯ ซึ่งมะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้ และพันธุ์มหาชนก เป็นที่รู้จักในกลุ่มผู้บริโภคและผู้ประกอบการเอกชนญี่ปุ่นเพิ่มมากขึ้น

“ในปี 2552 บริษัท ซี.พี.สตาร์เลนส์ จำกัด ตั้งเป้าที่จะขยายการส่งออกมะม่วงไปประเทศญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเท่าตัว แล้วยังตั้งเป้าขยายการส่งออกมะม่วงทั้ง 2 พันธุ์ไปยังตลาดฮ่องกงและจีน ทั้งนี้ มะม่วงน้ำดอกไม้ของไทย มีผิวบาง บอบช้ำง่ายและราคาสูง จึงมีแนวคิดจะนำมะม่วงมหาชนกไปดำเนินการตลาดแทน หลังจากได้ทดสอบกับผู้บริโภคชาวฮ่องกงและจีน พบว่ามีรสชาติที่ถูกใจผู้บริโภคและมีสีสันสวยงาม อีกทั้งมีผิวค่อนข้างหนาทำให้การดูแลขณะขนส่งทางเรือสะดวก จึงลดต้นทุนถูกลงถึง 50% และหากได้รับการสนับสนุนด้านการประชาสัมพันธ์จากภาครัฐ โดยกระทรวงพาณิชย์กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะเป็นโอกาสให้ส่งออกเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว รวมทั้งได้เตรียมขยายการส่งออกไปยังประเทศสิงคโปร์ มาเลเซีย และรัสเซีย ซึ่งถือเป็นตลาดใหม่อีกด้วย” นายมนตรีกล่าว

ด้าน นายบรรหาร วิสมิตะนันท์ ผู้จัดการทั่วไปโรงงานอบไอน้ำผลไม้ จ.ชลบุรี ของบริษัทซี.พี.สตาร์เลนส์ จำกัด กล่าวว่า การส่งออกมะม่วงทุกสายพันธุ์ของบริษัทฯจะเน้นเรื่องมาตรฐานการผลิตทุกขั้น ตอนตั้งแต่การผลิตในสวนที่ต้องได้มาตรฐานตามหลักการผลิตดีที่เหมาะสม (GAP) ที่ กรมวิชาการเกษตรกำหนด รวมทั้งเข้มงวดกระบวนการอบไอน้ำในโรงงานให้ถูกต้องตามเงื่อนไขและมาตรฐานที่ ประเทศคู่ค้ากำหนดควบคู่ไปกับการรักษาคุณภาพของมะม่วงในขั้นตอนการขนส่ง เพื่อคงรสชาติที่ดีของมะม่วงสู่มือผู้บริโภค ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประเทศผู้นำเข้า โดยเฉพาะผู้ประกอบการของญี่ปุ่น และฮ่องกง เชื่อมั่น ในมาตรฐานมะม่วงส่งออกของบริษัทฯมาตลอด.

thairath

การผลิตกล้วยหอมทองปลอดสารพิษเพื่อการส่งออก

No comments February 26th, 2009

การผลิตกล้วยหอมทองปลอดสารพิษเพื่อการส่งออก
กล้วยหอมทองอินทรีย์ไทยยังเป็นที่ต้องการของญี่ปุ่น

วันก่อนนายชาติชาย พุคยาภรณ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมขบวนการผลิตกล้วยหอมทองปลอดสารพิษเพื่อการส่งออก ของสหกรณ์การเกษตร ท่ายาง จำกัด จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งเป็นสหกรณ์ที่สามารถส่งออกกล้วยหอมทองปลอดสารพิษไปยังประเทศญี่ปุ่น เป็นระยะเวลานานถึง 17 ปี โดยมีการดำเนินงานที่เป็นระบบ

เริ่มตั้งแต่การคัดเลือกสมาชิกเข้าร่วมโครงการ การวางแผนการผลิตให้แก่สมาชิก การจัดเจ้าหน้าที่ที่มีความรู้และความชำนาญ เข้าไปดูแลตั้งแต่การเตรียมดินสำหรับการเพาะปลูก จนถึงการเก็บผลผลิต รวมทั้งมีการประกันราคาผลิตผล ส่วนทางด้านการตลาด ได้มีการติดต่อและทำสัญญาซื้อ-ขาย ระหว่างสหกรณ์การเกษตรท่ายาง จำกัด กับสหกรณ์ผู้บริโภคโตโต้ ประเทศญี่ปุ่นโดยตรง ไม่ผ่านพ่อค้าคนกลางหรือบริษัทส่งออก ทำให้การผลิตกล้วยหอมทองปลอดสารพิษมีคุณภาพตามความต้อง การของผู้ซื้อ ซึ่งนอกจากจะส่งผลต่อการเพิ่มมูลค่าของสินค้าเกษตรแล้ว ยังเป็นการเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรได้อย่างยั่งยืนและมั่นคงอีกด้วย

ในระหว่างการตรวจเยี่ยมนายชาติชาย เปิดเผยว่า เนื่องจากขณะนี้การดำเนินงานสหกรณ์การ เกษตรหลายแห่งประสบความสำเร็จ จึงให้นโยบายกรมส่งเสริมสหกรณ์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่ง ดำเนินการพัฒนา ส่งเสริม และสนับสนุนสหกรณ์ การเกษตรที่มีความพร้อมและศักยภาพให้สู่เวทีโลก ทั้งในด้านวิชาการ การผลิต การแปรรูป การตลาด และเงินทุน โดยดูตัวอย่างสหกรณ์ที่ประสบความสำเร็จ ทั้งนี้ เพื่อพัฒนาขบวนการสหกรณ์ และสร้าง ความเข้มแข็งให้แก่สหกรณ์ต่าง ๆ อันจะส่งผลต่อการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและแรงงานของประเทศต่อไป

สำหรับ การผลิตกล้วยหอมทองปลอดสารพิษเพื่อการส่งออก ของเกษตรกรสมาชิกสหกรณ์ ท่ายาง จำกัด ก็ดำเนินการตามที่สหกรณ์ผู้บริโภค โตโต้ ประเทศญี่ปุ่น ได้กำหนดเงื่อนไขในการผลิตกล้วยหอมทอง คือจะต้องเป็นการผลิตที่ไม่ใส่ปุ๋ยเคมี และไม่ฉีดพ่นสารเคมีโดยเด็ดขาด ซึ่งจะทำ ให้ได้กล้วยที่ปราศจากสารมีพิษ ขนาดของผลผลิตกล้วยหอมทอง จะต้องมีขนาดลูกละไม่ต่ำกว่า 100 กรัม สีผิวของกล้วยไม่ช้ำ เพื่อให้เป็นไปตามความต้องการของผู้บริโภคประเทศญี่ปุ่น จะต้องไม่สุกก่อนที่ส่งไปถึงประเทศญี่ปุ่น ถ้ากล้วยสุกจะถูก ห้ามนำเข้าและต้องนำไปทิ้ง ซึ่งเป็นมาตรการในการป้องกันศัตรูพืชของประเทศญี่ปุ่น ความแก่ของกล้วยอยู่ที่ประมาณ 70% ต้องปราศจากศัตรูพืชหรือโรคแมลง ซึ่งหากเจ้าหน้าที่ด่านกักกันพืชของประเทศญี่ปุ่นตรวจพบแม้เพียงกล่องเดียว ก็ต้อง รมควันฆ่าเชื้อทั้งหมด ซึ่งจะต้องเสียค่าใช้จ่ายเพื่อการรมควัน โดยจ่ายฝ่ายละครึ่งของค่าใช้จ่ายทั้งหมด

การเพาะปลูกในแต่ละเดือน กล้วยหอมทองจะมีอายุการให้ผลผลิตนับตั้งแต่การเพาะปลูกประมาณ 9-11 เดือน เพราะฉะนั้นการเพาะปลูกจะต้องวางแผนล่วงหน้าประมาณ 1 ปี กล้วยหอมทอง 1 ไร่ ปลูกได้ประมาณ 400 ต้น จะให้ผลผลิตประมาณ 3 ตัน แต่สหกรณ์ต้องส่งออกเดือนละ 30 ตัน ดังนั้น สหกรณ์จะต้องปลูกกล้วยหอมทองถึงเดือนละ 10 ไร่ จึงจะให้ผลผลิต 30 ตัน แต่ในความเป็นจริงแล้วกล้วยหอมทองไม่สามารถให้ผลผลิตตามขนาดที่ต้องการได้ พร้อมกันทุกต้น สหกรณ์จะเลือกต้นที่มีผลผลิตที่เหมาะสมเพื่อการส่งออกเท่านั้น แต่ในพื้นที่ 1 ไร่ สามารถตัดกล้วยหอมทองได้หมดภายใน 3 เดือน เพราะฉะนั้นเพื่อให้ได้ผลผลิตตามปริมาณที่ต้องการ สมาชิกจะต้องปลูกกล้วยหอมทองประมาณ 30 ไร่ ในแต่ละเดือน

ส่วนพื้นที่ที่เหมาะสมในการปลูก คือ ต้องเป็นพื้นที่ที่ไม่มีลมแรง ถ้ามีลมแรงความเร็วประมาณ 40-50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จะทำให้เกิดความเสียหายบริเวณโคนต้นกล้วยได้ ถ้าความเร็วลมตั้งแต่ 95 กิโลเมตรต่อชั่วโมงขึ้นไป จะทำให้ ต้นกล้วยหักล้มลงทันที ดินมีความอุดมสมบูรณ์ มีแหล่งน้ำที่สามารถนำมาใช้การได้ในกรณีฝนทิ้งช่วง หรือกรณีฝนตกมากเกินไป ต้องมีทางระบายน้ำได้ด้วย อุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตไม่ควรต่ำกว่า 15 องศาเซลเซียส และไม่ควรสูงกว่า 35 องศาเซลเซียสใช้พันธุ์พื้นเมืองในการเพาะปลูก ซึ่งเป็นพันธุ์ที่ให้ผลผลิตที่สูง มีรสชาติอร่อย หอมหวาน และผลโต โดยสมาชิกได้ใช้หน่อในการขยาย พันธุ์ ซึ่งจะมีการแลกเปลี่ยนพันธุ์ระหว่างเกษตรกรด้วยกัน หรือซื้อขายหน่อพันธุ์ในอัตราหน่อละ 3-4 บาท ปลูก แบบไถเป็นร่อง โดยการใช้รถไถหรือแรงงานคน ทำเป็นร่องกว้างประมาณ 50-100 เซนติ เมตร มีความลึกประมาณ 30-50 เซนติเมตร ระยะห่างระหว่างท้องร่องของแต่ละแถว 2 เมตร การปลูกจะนำหน่อกล้วยปลูกในท้องร่อง ระยะห่างระหว่างต้นและระหว่างแถว 2×2 เมตร

การบรรจุกล่องกล้วยหอม โดยการรองด้วยโฟมอ่อน บรรจุลงกล่องกระดาษลูกฟูกแข็งขนาด 32x 50×22 เซนติเมตร กล่องละ 12 กิโลกรัม จากนั้นขนย้ายเข้าห้องเย็นที่อุณหภูมิ 15 องศาเซล เซียส เพื่อรอการขนส่งไปยังประเทศญี่ปุ่นต่อไป และปัจจุบันความต้องการซื้อกล้วยหอมทองจากญี่ปุ่นยังมีอย่างต่อเนื่องและแนว โน้มมีความต้องการเพิ่มขึ้นอีกด้วย.

dailynews

มาตรฐาน Good Agricultural Practice (GAP)

No comments February 5th, 2009

มาตรฐานสินค้าเกษตรของไทย
กระตุ้นผลิตผลไม้คุณภาพปลอดภัยผ่านมาตรฐาน Good Agricultural Practice (GAP)

ในปี 2551 ที่ผ่านมา สถาบันเกษตรกรในภาคตะวันออก ภาคเหนือ และภาคใต้ สามารถรวบรวมและจำหน่ายผลไม้คุณภาพให้กับห้าง Modern Traed ผู้ ส่งออก และผู้ค้าภายในประเทศ ปริมาณรวม 25,737 ตัน คิดเป็นมูลค่า 425 ล้านบาท โดยเฉพาะผลไม้ที่มีคุณภาพและปลอดภัยต่อผู้บริโภค ห้าง Modern Traed และผู้ส่งออก จะรับซื้อทั้งหมด ซึ่งจะกำหนดราคารับซื้อที่สูงกว่าผลไม้ทั่วไป และในปี 2552 นี้ ทางสถาบันเกษตรกรในภาคตะวันออก ภาคเหนือ และ ภาคใต้ วางแผนการรวบรวมและจำหน่ายผลไม้คุณภาพปลอดภัยให้กับผู้ค้าต่าง ๆ ไว้ประมาณ 30,000 ตัน

ทั้งนี้ จากการเปิดเผยของ นางสาว สุพัตรา ธนเสนีวัฒน์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ว่า ทางกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้มีนโยบายที่จะกระตุ้นให้สมาชิกสหกรณ์ชาวสวนผลไม้ หันมาให้ความสำคัญในการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิต ผลไม้ที่มีคุณภาพปลอดภัยต่อผู้บริโภค เพื่อช่วยยกระดับทั้งในด้านคุณภาพและราคาสินค้า รวมทั้ง ป้องกันปัญหาผลไม้ราคาตกต่ำและไม่เป็นที่ยอมรับของตลาด จึงได้จัดโครงการอบรมหลักสูตร “การสร้างจิตสำนึกต่อความปลอดภัย ด้านสินค้าผลไม้ของสถาบันเกษตรกร” (Awareness to Food Safety for Fruit Product in Agriculturist Institution) แก่เจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมสหกรณ์และตัวแทนสถาบันเกษตรกรทั่วประเทศ ให้มีความรู้ความเข้าใจ สามารถแนะนำและถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตสินค้าผลไม้คุณภาพที่มีความปลอดภัย ตามมาตรฐาน Good Agricultural Practice (GAP) กับเกษตรกรสมาชิกสถาบันเกษตรกรที่ปลูกผลไม้สามารถผลิตผลไม้คุณภาพที่ปลอดภัย เพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะทำให้สถาบันเกษตรกรประสบความสำเร็จในด้านการดำเนินธุรกิจรวบรวมและจำหน่าย ผลไม้คุณภาพตามแผนที่วางเอาไว้

ผู้เข้าอบรมจะได้เรียนรู้ถึงหลักการมีความรู้ความเข้าใจและความสำคัญของความ ปลอดภัย ในการผลิตผลไม้ที่มีคุณภาพ รวมทั้งเรียนรู้ถึงขั้นตอนและวิธีการผลิตผลไม้คุณภาพที่มีความปลอดภัย ในสถาบันเกษตรกร วิธีการส่งเสริมให้สมาชิกสหกรณ์ผลิตสินค้าเกษตรที่ดีและเหมาะสม โดยนำความรู้ที่ได้ไปแนะนำและส่งเสริมให้กับเกษตรกรสมาชิกสถาบันเกษตรกรของ ตนเอง สามารถผลิตสินค้าผลไม้ที่มีคุณภาพตามมาตรฐาน GAP ให้สมาชิกสหกรณ์ไปขยายผลต่อ โดยการอบรมครั้งนี้ได้เข้าไปดูงานการผลิตกล้วยหอมทองเพื่อการส่งออกของ สหกรณ์การเกษตรบ้านลาด จำกัด เพื่อเป็นกรณีศึกษาอีกด้วย

“เป้าหมายของการจัดอบรมให้แก่สมาชิกสหกรณ์ชาวสวนผลไม้ คือ นำเสนอให้เห็นว่า หากเกษตรกรสามารถผลิตผลไม้ที่มีคุณภาพได้มาตรฐานความปลอดภัยนั้น จะทำให้ผลผลิตของเกษตรกรเป็นที่ยอมรับของตลาด และมีตลาดรับซื้อแน่นอน ในการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตให้ได้มาตรฐาน GAP ให้คำนึงถึงการผลิตเรื่องการใช้สารเคมี โดยเชิญเจ้าหน้าที่จากกรมวิชาการเกษตรมาบรรยายเรื่องผลกระทบจากการใช้สาร เคมีที่มีต่อสภาพแวดล้อมและสุขภาพของเกษตรกรและผู้บริโภคในอีก 10-20 ปี โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่นจะรณรงค์เรื่องมาตรฐานสินค้าและตรวจเข้มผลไม้ที่จะส่ง ไปจำหน่าย” นางสาวสุพัตรา ธนเสนีวัฒน์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว

ทั้งนี้ เนื่องจากประเทศญี่ปุ่นมีหลักการทำเกษตร GAP สูงกว่าของไทย มาตรฐานสูงและละเอียดมาก ซึ่งเราเอาแนวคิดวิธีการผลิต การใช้ปุ๋ย การจดบันทึก มาปรับใช้ ตอนนี้กำลังอยู่ในระหว่างการจัดอบรมเตรียมความพร้อมเรื่องการพัฒนาคุณภาพผล ผลิตเพื่อจะเจาะตลาดผลไม้ระดับบนทั้งในประเทศและต่างประเทศ เริ่มจากการสร้างจิตสำนึกให้กับผู้นำสหกรณ์ โดยเชิญผู้นำสหกรณ์มาอบรม เพื่อนำความรู้และแนวคิดดังกล่าวไปรณรงค์กับสมาชิก ซึ่งในแต่ละจังหวัดได้มีการจัดเตรียมงบประมาณเพื่อสนับสนุนให้สหกรณ์ใช้ สำหรับการดำเนินการในเรื่องนี้อยู่แล้ว.