Archive: Posts Tagged ‘ภูมิปัญญาชาวบ้าน’

พันธุ์ข้าวดีเด่น

1 comment May 24th, 2009

ข้าว
กลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2552

นาย ประเสริฐ โกศัลวิตร อธิบดีกรมการข้าวเปิดเผยว่า กลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2552 เป็นของกลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวบ้านแร่ ต.แร่ อ.พังโคน จ.สกลนคร โดยกลุ่มได้มีการนำเทคโนโลยีต่าง ๆ มาปรับใช้ให้เหมาะสมกับพื้นที่ เช่น มีการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพเพื่อลดต้นทุนการผลิต มีการใช้รถเกี่ยวนวดข้าว ใช้เครื่องสีนวดข้าว การตากลดความชื้นเมล็ดพันธุ์ ใช้เครื่องสีฝัดคัดทำความสะอาดเบื้องต้น นอกจากนี้มีกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ จากภูมิปัญญาท้องถิ่นผสมผสานกับประสบการณ์และเทคโนโลยีในการผลิตเมล็ดพันธุ์ ที่เหมาะสม อีกทั้งยังได้ใช้แปลงเรียนรู้ในการแก้ไขปัญหา พัฒนาปรับปรุงเมล็ดพันธุ์ โดยใช้กระบวนการกลุ่มแบบมีส่วนร่วม

กลุ่มสามารถดำเนินการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวได้ตามเป้าหมายและตรงตามเวลาที่ กำหนด โดยสามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ได้ร้อยละ 97.5 ของเป้าหมาย ในด้านคุณภาพการจัดทำแปลงขยายพันธุ์ข้าว สามารถตรวจผ่านมาตรฐานทั้งหมด ของจำนวนเกษตรกรและพื้นที่แปลงทั้งหมด สำหรับเมล็ดพันธุ์ที่ผลิตได้มีคุณภาพดี ตามเกณฑ์มาตรฐานเมล็ดพันธุ์ซื้อคืน เป็นไปตามความต้องการของสมาชิกและที่ประชุมกลุ่ม นอกจากนี้การบริหารจัดการผลผลิตข้าวของธนาคารข้าวและการกระจายพันธุ์ข้าวใน ชุมชน กลุ่มได้จดทะเบียนจัดตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชน ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน พ.ศ. 2548 รหัสทะเบียน 4-47-05-03/1-0009 เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2550 ที่ผ่านมา

“ภายในกลุ่มมีเอกสารคำแนะนำด้านวิชาการ มีการถ่ายทอดความรู้ การฝึกอบรม การศึกษาดูงานของกลุ่มต่าง ๆ รวมทั้งมีการจัดทำแปลงศึกษาเรียนรู้การผลิตเมล็ดพันธุ์ มีการนำประสบการณ์และความรู้ที่ได้รับมาถ่ายทอดแลกเปลี่ยนเรียนรู้ตามกระบวน การกลุ่มแบบมีส่วนร่วม เพื่อนำสู่การปฏิบัติ” นายประเสริฐ กล่าว

อธิบดีกรมการข้าวกล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า ทางกลุ่มได้มีการจัดตั้งกองทุนจากการระดมหุ้น และมีการบริหารจัดการของกองทุนต่าง ๆ จำนวน 6 กองทุน ได้แก่ กองทุนเพื่อการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว กองทุนการบริหารการใช้น้ำชลประทาน กองทุนเครื่องจักรกล กองทุนปุ๋ยและปัจจัยการผลิต กองทุนปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ กองทุนสหกรณ์ผู้ใช้น้ำบ้านแร่

“กลุ่มนี้มีการส่งเสริมสนับสนุนคณะกรรมการและสมาชิกของกลุ่มให้มีโอกาสเป็น ผู้นำชุมชน เป็นประธานกรรมการกลางกลุ่มผู้ผลิตเมล็ดระดับศูนย์ และรองประธานระดับประเทศ ทั้งนี้เพื่อให้การเชื่อมโยงการทำงานที่มีประสิทธิภาพส่งผลให้กลุ่มมีความ เข้มแข็งและยั่งยืนอีกด้วย” อธิบดีกรมการข้าว กล่าวในที่สุด.

dailynews

ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางจากรวงข้าว

No comments May 13th, 2009

ข้าว
จากอาหารหลัก สู่ความงาม สวยด้วยสารสกัดจาก ข้าวไทย

“ข้าว” เป็นพืชประเภทหญ้าที่มีความสำคัญต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของมนุษย์ ซึ่งนักประวัติศาสตร์ทราบดีว่าข้าวมีความสำคัญและเกี่ยวข้องกับชีวิตของคนไทย มาช้านาน โดยมีตำนานเล่าขานและมีประเพณีสืบทอดเกี่ยวกับข้าวมากมายนับแต่อดีตจนถึง ปัจจุบัน รวมทั้งประชากรของไทย เรานั้นได้บริโภคข้าวเป็นอาหารหลักที่ให้พลังงานแก่ชีวิตในแต่ละวันด้วย ปัจจุบันนี้มีวิวัฒนาการที่ก้าวไกลมาก นอกจากข้าว จะเป็นอาหารหลักของเราแล้ว ยังสามารถนำมาสกัดเป็นเครื่องสำอางประทินความงามให้กับผิวพรรณได้อีกด้วย

รวงข้าวที่ไม่อ่อนเกินไปหรือแก่เกินไปจะอุดมไปด้วย กรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกายสูงซึ่งสามารถช่วยเสริมกลไกการทำงานของกรดอะมิ โนในร่างกายได้ อ.ดร.ไฉน น้อยแสง หัวหน้าแผนกวิจัย วิทยาลัยการแพทย์ไทย มหาวิทยาลัยเทคโน โลยีราชมงคลธัญบุรี ให้ความรู้ว่า จากการศึกษาพบว่าในรวงข้าว มีกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกายสูง โดยสารตัวนี้จะมีคุณสมบัติในการซ่อมแซมเซลล์ส่วนที่สึก หรอที่เป็นดีเอ็นเอในร่างกายของ มนุษย์เรา เช่น ผิวหนัง เส้นผม รวมทั้งช่วยในการบำรุงผิว

ที่สำคัญยังค้นพบว่าในรวงข้าวนั้นมีสาร แกมมา-ออไรซานอล (Gamma-Oryzanol) และ ออไรซา-เซราไมด์ (Orysa- Ceramide) ที่มีประโยชน์ต่อ ผิวมาก เพราะมีฤทธิ์ในการลดอนุมูลอิสระไม่ให้มีปฏิกิริยาต่อ ผิว ทำให้ผิวหนังชุ่มชื้นและต้านการอักเสบ สารชนิดนี้จึงมีความ ปลอดภัยสูงมาก โดยจากการวิจัย พบว่าสารแกมมา-ออไรซานอล นี้เป็นสารที่ต้านอนุมูลอิสระได้ดี ที่สุดเมื่อเทียบกับวิตามินซีและอี ส่วนออไรซา-เซราไมด์ ช่วยทำให้ผิวหนังชุ่มชื้นเรียบเนียน ไม่ เกิดริ้วรอยเหี่ยวย่น ป้องกันรังสียูวีจากแสงแดดและมีคุณสมบัติเป็นไวเทนเนอร์ โดยสามารถยับ ยั้งกระบวนการการสังเคราะห์ เมลานิน

การนำข้าวมาสกัดเป็นสารเติมแต่งในเครื่องสำอางนั้น ได้มีการคิดค้น วิจัย ทดลอง และวิเคราะห์ขึ้นมาจากกระบวนการเรียนการสอนของอาจารย์และนักศึกษาที่ได้ร่วม กันทดสอบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้วยความทุ่มเทเพื่อพัฒนาสิ่งที่ดี ที่สุดให้กับชุมชน ซึ่งจุดเด่นของเราอยู่ที่การเรียนการสอนพัฒนาหลักสูตรต่าง ๆ ให้ดียิ่งขึ้นเพื่อเผยแพร่เป็นประโยชน์ต่อชุมชน ส่วนผลิตภัณฑ์นั้นถือว่าเป็นผลพลอยได้ที่เราคิดค้นขึ้นมาใช้เองหรือจำหน่าย

ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางจากรวงข้าวที่คิดค้นขึ้นมามี 4 ชนิด ประกอบด้วย

1. แชมพูสระผมผสมสารสกัดจากรวงข้าว ช่วยทำความสะอาดหนังศีรษะและซ่อมแซมเส้นผมแตกปลายให้กลับชุ่มชื่น

2. ครีม นวดผมผสมสารสกัดจากรวงข้าว ช่วยซึมซาบให้ผมนุ่มเรียบลื่นจากรากผมจดปลายผมด้วยคุณค่าจากสารสกัดน้ำมัน ข้าว อุดมด้วยโปรตีน วิตามิน และแร่ธาตุ ซ่อมแซมเส้นผมแตกปลายให้กลับชุ่มชื่นมีชีวิตชีวา

3. โลชั่นบำรุงผิวผสมสารสกัด จากรวงข้าว เพิ่มความชุ่มชื้น ทำ ให้ผิวกระชับ เต่งตึงแลดูอ่อนกว่าวัย

4. สบู่เหลวผสมสารสกัดจากรวงข้าว ช่วยให้ผิวเต่งตึง ต้านอนุมูลอิสระ ให้ผิวกายสะอาดสดใส พร้อมคุณค่าบำรุงจากน้ำนมข้าว ที่สำคัญ ทั้ง 4 ผลิตภัณฑ์จะมีกลิ่นหอมจากธรรมชาติของข้าวด้วย

สำหรับขั้นตอนการทำ ผลิตภัณฑ์นั้นเริ่มจากการคัดเลือก ข้าว ซึ่งเราจะใช้วิธีการคัดเลือกสมุนไพรแบบภูมิปัญญาไทยคือต้องเลือกข้าวที่ไม่ อ่อนเกินไปหรือแก่เกินไปเพราะถ้าอ่อนเกินไปจะได้สารอาหารไม่ครบแต่ ถ้าหากแก่เกินไปสารอาหารบาง ส่วนก็จะลดน้อยลง อย่างเช่น ข้าวที่เรารับประทานอยู่ทุกวัน นั้นต้องรอให้ปริมาณของคาร์โบไฮเดรตมีจำนวนมากพอจึงจะ นำมารับประทานเพราะเน้นให้พลังงาน จึงแตกต่างจากข้าวที่เราจะนำมาสกัดเพื่อเติมแต่งใน เครื่องสำอางที่เน้นสารบำรุงผิว จึงต้องใช้กึ่งอายุของข้าวและเป็นข้าวหอมมะลิเพราะมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว

เมื่อเลือกข้าวแล้วนำเมล็ด มาหมักประมาณ 3 อาทิตย์ โดยเอาส่วนที่เป็นตัวอ่อน (embryo) และเม็ดแป้งของเนื้อในเมล็ดข้าวที่แยกเอาเปลือกออก แล้วนำมาคั้นกับน้ำสะอาด หลังจากนั้นนำสารสกัดข้าวมาเตรียมเป็นสารสกัดที่อยู่ในรูปผงแห้งเพื่อ นำมาละลายในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง ซึ่งส่วนประกอบเครื่องสำอางเราจะใช้ส่วนผสมที่เป็นสมุนไพรดั้งเดิมที่มี ประวัติการ ใช้อยู่แล้ว อย่างเช่น ถ้าเป็น แชมพูสระผมจะเลือกใช้สารตัวชำระล้างที่มีคุณสมบัติอ่อนโยน เช่น ประคำดีควาย หากเป็นโลชั่น บำรุงผิวนอกจากจะเติมสารสกัดจากรวงข้าวเพื่อบำรุงผิวแล้วยังเพิ่มที่มี คุณสมบัติป้องกันแสงแดดซึ่งผ่านการทดสอบแล้วว่าไม่ทำให้เกิดการระคายเคือง

ปริมาณในการเติมสารสกัดจากรวงข้าวนั้นจะใส่ในปริมาณที่พอดี ไม่มากเกินไปเพราะจะทำให้ต้นทุนสูงแต่คุณ สมบัติที่ได้คงที่ จึงใช้แค่ 2-5 เปอร์เซ็นต์ ส่วนสารกันเสียนั้นถ้าหากเราทำใช้เองก็ไม่ต้องใส่สาร กันเสีย จะมีอายุประมาณ 2 เดือน แต่หากทำไว้เพื่อการขายจำเป็นต้องใช้เพราะเราไม่สามารถ ควบคุมการใช้ของผู้บริโภคได้ว่ามีการเก็บถูกต้องหรือไม่ อย่างไรก็ตาม จากการวิจัยพบว่าสารกันเสียไม่ได้ทำให้คุณประโยชน์ของส่วนผสมต่าง ๆ ของเครื่องสำอางลดน้อยลงแต่เราต้องใช้ในปริมาณที่เหมาะสมไม่เช่นนั้นอาจเกิด การระคายเคืองได้

สำหรับในอนาคต ทางวิทยาลัยมีเป้าหมายที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางผสมสาร สกัดจากรวงข้าวและพืชสมุนไพร อื่น ๆ เพื่อใช้กับผิวและผิวหน้าที่ มีความบอบบาง โดยการนำเทค โนโลยีใหม่มาใช้ในการพัฒนาตำรับเครื่องสำอาง เพื่อให้ระบบการนำส่งสารออกฤทธิ์ธรรมชาติดีขึ้นและมีประโยชน์สูงสุด ซึ่งนอกจากข้าวจะนำมาสกัดเติมแต่งในผลิตภัณฑ์ทั้ง 4 ชนิดแล้ว ยังสามารถนำมาสกัดใช้เป็นเซรั่มบำรุงผิวได้ แต่ต้องใช้ในปริมาณที่มาก และมีค่าใช้จ่ายสูง

ขั้นตอนและกรรมวิธีการ ผลิตนั้น อาจารย์ไฉน บอกว่า ไม่หวงสูตรและพร้อมที่จะสาธิตเผยแพร่สูตรต่าง ๆ ที่ได้คิดค้นขึ้นมาในครั้งนี้ให้ประชาชนได้ รับทราบ โดยจะนำไปสาธิตในงาน “กาชาดและของดีจังหวัดปทุมธานี” ระหว่างวันที่ 22-31 พฤษภาคม 2552 ที่ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต หากใครสนใจสามารถไปชมการสาธิตและจดสูตรไปทดลองทำกัน ได้ ซึ่งเชื่อว่าจะมีประโยชน์กับประชาชนในการทำเครื่องสำอางใช้เองได้ตาม ภูมิปัญญาไทยหรือนำไปเป็นอาชีพได้เหมาะกับภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน.

กรวิกา คงเดชศักดา
dailynews

เครื่องสีข้าวกล้องด้วยมือ

1 comment April 28th, 2009

เครื่องสีข้าวกล้อง, เครื่องสีมือข้าวกล้อง
ผลิต เครื่องสีมือข้าวกล้อง แบบฉบับชาวบ้าน-ราคาถูก

ปัจจุบันกระแสคนรักษ์สุขภาพกำลังมาแรง ผู้คนในสังคมเมืองหันบริโภคข้าวปลอดสารกันมากขึ้น ไม่เว้นแม้แต่ชนบท

ด้วยเหตุนี้ บุญกอง สุวรรณเพชร วัย 57 ปี และ อนนท์ งิ้วลาย วัย 52 ปี เกษตรกรบ้านโนนยาง หมู่ 17 ต.กำแมด อ.กุดชุม จ.ยโสธร จึงร่วมกันประดิษฐ์ “เครื่องสีมือข้าวกล้อง” ตามแบบฉบับภูมิปัญญาชาวบ้านขึ้นเพื่อให้ตัวเองได้บริโภคข้าวกล้องเอง แถมยังจำหน่ายตามท้องตลาดอีกด้วย

อนนท์ เล่าว่า 3 ปีก่อน กลุ่มวิสาหกิจชุมชนโนนยาง ซึ่งมีนายบุญกอง เป็นประธานกลุ่ม และมีตนเป็นกรรมการ ได้ไปศึกษาดูงานด้านพันธุกรรมพืชที่ จ.สุรินทร์ ไปเห็นเครื่องสีมือข้าวกล้องที่ไม่ได้ผลิตขาย จึงมีแนวคิดที่จะนำมาผลิตเพื่อสีข้าวกล้องไว้บริโภคและจำหน่ายด้วย

หลังกลับจากดูงานก็ได้ร่วมกันทดลองทำเครื่องสีมือ โดยใช้ไม้กระบกเป็นวัตถุดิบหลัก ใช้เวลาทำไม่ถึง 1 สัปดาห์ ก็ได้เครื่องสีมือชิ้นแรก เพราะมีส่วนประกอบไม่มาก จากนั้นจึงนำมาทดลองสีข้าวกล้อง ก็พบว่าเมล็ดข้าวไม่แตกหรือหักมากเกินไป

ส่วนประกอบของเครื่องสีมือข้าวกล้องนั้น ประกอบด้วยไม้กระบก 2 ท่อน คือ ท่อนบน และท่อนล่าง เพื่อทำการบดหรือสีข้าว ยางรถยนต์สำหรับรองเมล็ดข้าว สังกะสี นอต และไม้ยาว 2 เมตรเป็นคันโยก ต้นทุนการผลิตเครื่องสีมือเพียง 600 บาท ส่วนราคาขายอยู่ที่ชุดละ 2,000-3,000 บาท ขึ้นอยู่กับขนาด หากเป็นชุดใหญ่สุด ตัวฐานด้านล่างของเครื่องสีมือมีความสูง 50 ซม. เส้นผ่าศูนย์กลาง 50 ซม. ราคา 3,000 บาท ขนาดกลางเส้นผ่าศูนย์กลาง 40 ซม. ราคา 2,500 บาท และรุ่นเล็ก เส้นผ่าศูนย์กลาง 35 ซม. ราคา 2,000 บาท โดยรุ่นที่ขายดีมากที่สุดคือ ขนาดกลาง

“ได้มีการทดลองเอาดินโคลน หรือดินเหนียว ผสมกับปูนและทรายมาทำด้วย แต่ปรากฏว่าสีข้าวไปนานๆ ฟันจะสึกง่ายและซ่อมไม่ได้ อีกทั้งได้นำเอาไม้สะแบงมาทดลองดู ก็พบว่าเนื้อไม้เวลาแห้งจะไม่มีน้ำหนัก และไม่มีความทนทาน สุดท้ายจึงเลือกใช้ไม้กระบกเป็นวัตถุดิบหลัก ซึ่งเป็นไม้ที่พอมีอยู่ใท้องถิ่น”

โดยไม้กระบก 1 ต้น ราคาต้นละ 1,000 บาทเศษ จะทำเครื่องสีมือข้าวกล้องได้ 10 ชุด โดยแต่ละชุดจะใช้แรงงาน 2 คน ใช้ระยะเวลาทำ 2-3 วัน

จากที่กลุ่มได้นำเอาข้าวกล้องอินทรีย์ไปจำหน่ายที่เมืองทองธานี เมื่อเดือนกันยายน 2551 รวมทั้งนำเครื่องสีมือข้าวกล้องไปสาธิตด้วยนั้น ทำให้ขณะนี้มียอดจองเครื่องสีมือหลายสิบชุด ซึ่งกลุ่มไม่ได้เน้นผลิตเชิงพาณิชย์ แต่อยากจะถ่ายทอดภูมิปัญญาเพื่อให้กลุ่มต่างๆ นำไปต่อยอดและผลิตใช้เอง

ด้านบุญกองเสริมว่า เครื่องสีมือนี้จะใช้ไม้กระบก น้ำหนักควรอยู่ที่ท่อนละ 40 กิโลกรัม รวม 2 ท่อนจะมีน้ำหนักประมาณ 80 กิโลกรัม ส่วนไม้คันโยกความยาวไม่เกิน 2 เมตร หลักการสีข้าวจะใช้แรงคนในการขับเคลื่อนโยกไม้ให้หมุนรอบ โดยเมล็ดข้าวเปลือกที่เทลงไปในช่องก็จะไหลลงสู่ด้านล่าง จะถูกเนื้อไม้กะเทาะเปลือกจนหลุด ทั้งนี้ ข้าว 1 กระสอบ จะได้ข้าวที่ผ่านการกะเทาะเปลือกราว 80% ส่วนอีก 20% จะยังมีกากข้าวปะปนอยู่ จากนั้นนำมาฝัดเพื่อเลือกเฉพาะที่ผ่านการกะเทาะเปลือกเท่านั้น

“สีข้าวด้วยแรงคนใน 1 ชั่วโมง จะสีข้าวได้ 2 กระสอบ ส่วนอายุการใช้งานของเครื่องสีมือข้าวกล้องพบว่า หากสีข้าวสารได้ 1 ตัน ฟันของเครื่องสีจะสึก แต่สามารถซ่อมด้วยการทำร่องลึกใหม่และใช้งานได้เช่นเดิม”

บุญกอง บอกว่า แม้ขณะนี้ในหมู่บ้านจะมีโรงสีข้าวกล้องที่ภาครัฐสนับสนุน โดยคิดอัตราค่าสีข้าวกล้อง 1 บาทต่อกิโลกรัม แต่ชาวบ้านก็ไม่นิยม ยังคงใช้เครื่องสีมือ เพราะนอกจากจะได้รับประทานข้าวกล้องคุณภาพแล้ว ยังได้ออกกำลังกายอีกด้วย

มยุรี อัครบาล
komchadluk

‘พระเทพ’ ทรงเปิด ‘กาสรกสิวิทย์’

No comments March 11th, 2009

พระเทพฯเสด็จฯไปทรงเปิด
สอนความรู้-อนุรักษ์กระบือไทยแห่งแรก

พระเทพฯเสด็จฯไปทรงเปิด”กาสรกสิวิทย์”โรงเรียนมูลนิธิชัยพัฒนา บ่มเพาะความรู้และอนุรักษ์กระบือไทยแห่งแรก เพื่อผลิตกระบือที่มีความสามารถในการทำเกษตรกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ และให้เกษตรกรได้เรียนรู้การใช้ชีวิตอย่างพอเพียงตามแนวพระราชดำริ พร้อมทรงประทับบนรูปปั้นกระบือเพื่อฉายพระรูป ก่อนทรงรถอีแต๋น ทอดพระเนตรการฝึกไถนา และทรงทดลองการเกี่ยวข้าวแบบพันกำ

เมื่อเวลา 15.20 น. วันที่ 10 มี.ค. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดโรงเรียนกาสรกสิวิทย์ ซึ่งทรงพระกรุณาฯให้มูลนิธิชัยพัฒนา สร้างขึ้น ณ ต.ศาลาลำดวน อ.เมือง จ.สระแก้ว หลังจากทรงเปิดป้ายโรงเรียนกาสรกสิวิทย์ โดยทรงประกอบตัวอักษรชื่อโรงเรียนบนป้าย จากนั้นทรงประทับบนรูปปั้นกระบือที่ตั้งบริเวณทางเข้าโรงเรียนเพื่อทรงฉายพระรูป แล้วทรงขับรถอีแต๋นไปยังห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ และประทับรถยนต์พระที่นั่งไปยังบ้านพักผู้ดูแล กระบือผู้เรียนรู้ ต่อด้วยการทอดพระเนตรบ่อก๊าซชีวภาพ

การเสด็จฯทรงเปิดโรงเรียนกาสรกสิวิทย์ ครั้งนี้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จพระราชทานหญ้าแก่กระบือที่คอกกระบือ และทอดพระเนตรการไถนาของ กระบือบริเวณแปลงนาสาธิต ท่ามกลางสายฝนที่โปรยปรายพร้อมทอดพระเนตรการสาธิตการเกี่ยวข้าวแบบพันกำ และทรงเยี่ยมราษฎรและทอดพระเนตรรถแห่ประเพณีทำขวัญข้าวที่ชนะเลิศการประกวด ในงานสืบสานวัฒนธรรมเบื้องบูรพาของกลุ่มเกษตรกรบ้านพวงนิมิตร ต.เขาสิบสาม อ.เขาฉกรรจ์ จ.สระแก้ว จากนั้นเสด็จฯ ยังท่าน้ำ ริมสระมะรุมล้อมรัก เพื่อพระราชทานอาหารปลาและทรงปล่อยปลา 9 ชนิด และประทับเรือมาดเสด็จฯทางน้ำไปยังกลุ่มบ้านพักผู้เข้ารับการอบรม ที่บ้านดิน ในการนี้ทรงใช้เวลาทอดพระเนตรบ้านดินจำนวน 7 หลัง และเสด็จฯ กลับ

สำหรับโรงเรียนกาสรกสิวิทย์ เป็นโรงเรียนฝึกกระบือและให้เกษตรกรใช้ชีวิตที่เกี่ยวข้องกับกระบือเพื่องาน เกษตรกรรม เกิดจากการดำเนินการของมูลนิธิชัยพัฒนาและความร่วมมือของหน่วยงานต่าง ๆ ทั้ง จ.สระแก้ว กรมปศุสัตว์ กรมการข้าว กรมชลประทาน กรมพัฒนาที่ดิน กรมส่งเสริมการเกษตร กรมประมง และทางหลวงชนบท ตลอดจนการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกันระหว่างโครงการพระราชดำริ โดยได้นำราษฎรในพื้นที่โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เข้ามาถ่ายทอดความรู้ระดับท้องถิ่นสู่ท้องถิ่น เป็นการแลกเปลี่ยนความรู้และภูมิปัญญาในระดับชาวบ้านด้วยกัน

เพื่อให้เป็นไปตามพระราชประสงค์ที่จะให้มีที่ผลิตกระบือที่มีความสามารถใน การทำเกษตรกรรมได้อย่างดี รวมถึงให้เกษตรกรที่รับกระบือจากโรงเรียนไป สามารถใช้กระบือดังกล่าวทำการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเกษตรกรจะได้เรียนรู้การใช้ชีวิตแบบพึ่งพาตนเองและการอยู่อย่างพอเพียง ตามแนวพระราชดำริ เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิต ดูแลสภาพแวดล้อม และรักษาธรรมชาติ สามารถอยู่ร่วมกันเกื้อกูลกันได้สืบต่อไป โดยโรงเรียนกาสรกสิวิทย์ มีกระบือทั้งหมด 26 ตัว เป็นกระบือทรงเลี้ยงที่มีผู้น้อมเกล้าฯ ถวาย ในจำนวนนี้ มีกระบือผู้ให้ความรู้ 17 ตัว ส่วนกระบือผู้เรียนรู้นั้นจะเป็นกระบือจากธนาคารโคกระบือเพื่อเกษตรกรตามพระราชดำริ ในปีแรกจะทำการฝึกจำนวนรุ่นละ 5 ตัว ปีละ 10 รุ่น ใน 1 ปี จะมีกระบือผ่านการอบรมรวม 50 ตัว และจะเพิ่มจำนวนกระบือผู้เรียนรู้ เมื่อการฝึกได้ผลเป็นที่น่าพอใจ.

dailynews

วิธีการทำหน่อไม้ซิ่ง

No comments October 25th, 2008

หน่อไม้ซิ่ง
รวมกลุ่มแปรรูป”หน่อไม้ซิ่ง” ผลิตภัณฑ์ทำเงินต.ท่าใหญ่

การทำไร่อ้อยและนาข้าว แม้จะเป็นอาชีพหลักของชาวบ้านห้วยเชือกและบ้านหนองเป็ดใน ต.ท่าใหญ่ อ.หนองบัวแดง จ.ชัยภูมิ แต่อาชีพเสริมอย่างการทำ “หน่อไม้ซิ่ง” ผลิตภัณฑ์เด่นของหมู่บ้านที่ทำรายได้ให้แก่คนในชุมชนไม่แพ้กัน

โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนของทุกปี ชาวบ้านจะไม่ปล่อยเวลาให้เปล่าประโยชน์ อาศัยพื้นที่ป่าที่อุดมสมบูรณ์ของเทือกเขาภูแลนคา ที่เต็มไปด้วยไผ่ตง ไผ่รวก นำหน่อไม้ที่หามาได้ทำ “หน่อไม้ซิ่ง” หรือหน่อไม้ต้มสุก ที่มีวิธีการทำแบบดั้งเดิมและสามารถเก็บไว้กินได้นาน

ทองศรี กิจไธสง ประธานกลุ่มแม่บ้านหนองเป็ด ยอมรับว่า หน่อไม้จะมีฤดูกาลที่ออกตั้งแต่กรกฎาคม-สิงหาคมของทุกปี ซึ่งชาวบ้านจะไปเก็บมาทำหน่อไม้ซิ่ง หน่อไม้อัดปี๊บ ราคาหน่อไม้ซิ่งจะมีราคาถุงละ 1 กก.ประมาณ 20-25 บาท สามารถเก็บไว้บริโภคได้นานถึง 6-10 เดือน โดยไม่ต้องใส่สารกันบูด ตลาดรับซื้อทั่วไปนั้นจะมีทั้งในพื้นที่และจังหวัดใกล้เคียง เช่น ขอนแก่น นครราชสีมา อุดรธานี สร้างรายได้ประมาณเดือนละไม่ต่ำกว่าหมื่นบาท ซึ่งสร้างรายได้เสริมให้แก่สมาชิกของกลุ่มหลังจากการทำไร่นาได้เป็นอย่างดี

“วิธีการทำหน่อไม้ซิ่งก็ง่ายๆ โดยเอาหน่อไม้มาปลอกตัดหัวตัดหางออก เพราะช่วงเป็นกาบต้องเอาออกให้หมด ไม่เช่นนั้นจะทำให้หน่อเน่าได้ จากนั้นนำไปล้างด้วยน้ำเกลือ แล้วนำเอามาบรรจุถุง ถุงละ 5-6 หน่อ (หน่อไม้ขนาดไม่ใหญ่) ขนาดถุงละ 1 กก.แล้วรัดยางให้แน่น เอาไปนึ่งประมาณ 1-2 ชั่วโมง เพื่อฆ่าเชื้อจนสุก จากนั้นปล่อยให้เย็นและพักไว้หรือแขวนเก็บไว้ในที่อากาศถ่ายเท ซึ่งสามารถเก็บไว้รับประทานได้นาน ไม่ต่ำกว่า 6 เดือนทีเดียว” ประธานกลุ่มแม่บ้านหนองเป็ดกล่าว

ด้านโกสิต บุญเสนา นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ท่าใหญ่ ในฐานะผู้ให้การสนับสนุนผลิตภัณฑ์ชุมชนนี้ เปิดเผยว่า ขณะนี้ อบต.ได้รับการติดต่อจากประชาชนในหลายพื้นที่ ทั้งภาคกลาง ภาคอีสาน และภาคใต้ ที่สนใจจะเข้ามาเรียนรู้การทำหน่อไม้ซิ่งจากกลุ่ม ซึ่งกลุ่มพร้อมจะแนะนำการทำหน่อไม้ซิ่งให้แก่ผู้ที่สนใจ และเร็วๆ นี้กรมส่งเสริมการเกษตรก็พร้อมจะให้การสนับสนุนแนะนำการทำแพ็กเกจจิ้งที่ถูก ต้องได้มาตรฐานและพัฒนาการทำให้สะอาด ได้คุณภาพอีกด้วย

“หน่อไม้ซิ่งของเราเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่มีการทำง่าย ไม่ได้ใส่สารกันบูด และสามารถเก็บได้ได้นาน ดังนั้น หากจะมีการพัฒนาเชิงพาณิชย์ทางกลุ่มจะเสนอขอเครื่องหมาย อย.เพื่อสร้างมาตรฐานสินค้าระดับท้องถิ่นสู่มาตรฐานสากล ในอนาคตทางกลุ่มพร้อมจะพัฒนาจัดทำในรูปของอุตสาหกรรมขนาดย่อมจำหน่ายหน่อไม้ แปรรูป ซึ่งจำเป็นต้องขอความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐในการสนับสนุนด้านวิชาการ ความรู้ เพื่อพัฒนาชุนชนให้สามารถพึ่งตนเองได้ต่อไป” นายก อบต.ท่าใหญ่กล่าว

โกสิต ย้ำด้วยว่า หน่อไม้ซิ่งของชาวบ้านใน ต.ท่าใหญ่นั้น ถือเป็นวิธีการถนอมอาหารโดยอาศัยภูมิปัญญาชาวบ้านอย่างแท้จริง เพราะเป็นการสืบทอดภูมิปัญญาวิธีการทำมาหลายชั่วอายุคน นอกจากนี้ก็ยังมีชาวบ้านอีกจำนวนไม่น้อยที่นำหน่อไม้มาทำหน่อไม้อัดปี๊บแทน หน่อไม้ซิ่ง โดยใช้วิธีการแบบเดียวกัน กล่าวคือ นำหน่อไม้ปอกตัดหัวหางล้างน้ำเกลือ นึ่งจนสุกใส่อัดปี๊บที่มีน้ำเกลือปิดฝา เก็บไว้กินได้อีกนานไม่ต่ำกว่า 6 เดือนเช่นเดียวกัน

“ช่วงนี้หน่อไม้จะออกผลผลิตเยอะ ทำให้ราคาหน่อไม้มีราคากิโลกรัมละ 5-6 บาท ไม่คุ้ม แต่ถ้านำมาแปรรูปทำเป็นหน่อไม้ซิ่ง หรือห่อไม้อัดปี๊บเป็นถุง ถุงละ 1 กก. ก็จะขายราคาถุงละ 20 บาททีเดียว ซึ่งจะเป็นการเพิ่มมูลค่าหน่อไม้ได้เป็นอย่างดี” นายก อบต.ท่าใหญ่กล่าวย้ำ

“หน่อไม้ซิ่ง” นับเป็นผลิตภัณฑ์เด่นที่เป็นภูมิปัญญาชาวบ้านท่าใหญ่ สนใจผลิตภัณฑ์หรือเยี่ยมชมกรรมวิธีการทำของกลุ่ม ติดต่อได้ที่ อบต.ท่าใหญ่ เลขที่ 9/1 หมู่ 10 ถนนสายหนองบัวแดง-ภักดีชุมพล ต.ท่าใหญ่ อ.หนองบัวแดง จ.ชัยภูมิ โทร.0-4482-3990 ได้ทุกวัน

สุรัตน์ อัตตะ