Archive: Posts Tagged ‘ฟาร์ม’

ฟาร์มหอยนางรม

No comments May 15th, 2010

ฟาร์ม หอยนางรม
ฟาร์มสเตย์หอยนางรม: แหล่งทำเงินรักษ์ธรรมชาติ

ในการดำเนินกิจการการเกษตรประเภทต่าง ๆ ในปัจจุบันนี้ มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการนำวิวัฒนาการทางเทคโนโลยี รูปแบบเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์และความแปลกใหม่มาสู่กิจการเพื่อความทันสมัยและก้าวล้ำไปในทิศทางที่ดีขึ้นกว่าอดีตแต่คงความเป็นเอกลักษณ์ของเกษตรกรไว้อย่างมีคุณค่า

แหล่งเลี้ยงหอยนางรมและหอยแครงที่ตั้งอยู่บริเวณอ่าวบ้านดอน อ.กาญจนดิษฐ์ จ.สุราษฎร์ธานี จะห่างจากชายฝั่งประมาณ 3 กิโลเมตร มีเกษตรกรหลายรายดำเนินกิจการหนึ่งในนั้นก็มีนายสมชาย สินมา โดยเมื่อเร็ว ๆ นี้ นายพิสันต์ ประทานชวโน รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นายสุทธา สายวาณิชย์ ผอ.สำนักส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นและวิสาหกิจชุมชน นายสมพร อรุณรัตน์ พัฒนาการจังหวัดสุราษฎร์ธานี และคณะ ได้เข้าไปเยี่ยมชมกิจการของฟาร์ม

โดยฟาร์มแห่งนี้ เป็นหนึ่งในอีกหลาย ๆ ฟาร์มที่ดำเนินการเลี้ยงหอยนางรม หอยแครง และหอยแมลงภู่ ในบริเวณอ่าวบ้านดอน ที่มีเนื้อที่กว่าแสนไร่ ครอบคลุม 5 อำเภอของ จ.สุราษฎร์ธานี มีเกษตรกรที่เลี้ยงหอยนางรม หอยแครง หอยแมลงภู่ มากกว่า 300 ราย โดยแต่ละรายนั้นจะมีการปลูกสร้างขนำ (กระท่อม) กลางทะเลไว้คอยดูแล เฝ้ารักษาหอยนางรม หอยแครง และหอยแมลงภู่ไม่ให้พวกมิจฉาชีพเข้ามา ขโมยในยามวิกาล

นายสมชาย เล่าถึงการเลี้ยงหอยนางรมไว้อย่าง น่าสนใจว่า หอยนางรมดำรงชีวิตอยู่ได้โดยการดูดน้ำรอบ ๆ ตัวเข้าไปทางด้านหนึ่งและปล่อยทิ้งออกอีกด้านหนึ่ง อาหารและก๊าซออกซิเจนจะเข้าไปพร้อมกับน้ำ อาหารของหอยนางรม ได้แก่ แพลงก์ตอนพืชและแพลงก์ ตอนสัตว์ที่ล่องลอยอยู่ในน้ำ การเลี้ยงหอยนางรมนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำให้สภาพน้ำ อากาศนั้นคงที่และบริสุทธิ์เพื่อที่จะให้หอยนางรมมีความสมบูรณ์มากที่สุดและเป็นที่ต้องการของตลาด

โดยทั่วไปแล้วการเลี้ยงก็ใช้วิธีการเลี้ยงในกระบะไม้ การเลี้ยงโดยใช้แท่งซีเมนต์ การเลี้ยงโดยใช้หลักไม้ การเลี้ยงโดยใช้หลอดหรือท่อซีเมนต์ และการเลี้ยงแบบพวงอุบะแขวน ซึ่งในแต่ละฟาร์มนั้นมีวิธีการที่เลี้ยงแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับขนาดพื้นที่และความเชี่ยวชาญของเกษตรกรผู้เลี้ยง โดยฟาร์มของตนนั้นจะมีการเลี้ยงในหลายรูปแบบและมีการอนุรักษ์ธรรมชาติและระบบนิเวศในชุมชนควบคู่กันไปด้วยเพื่อผลผลิตจากฟาร์มและสังคมที่เราอาศัยอยู่

นายสมชาย เล่าต่อว่า ในปี 45 ได้เกิดแนวความคิดที่จะพัฒนาปรับรูปแบบการทำฟาร์มหอยมาเป็นสถานที่เรียนรู้ พักผ่อนหย่อนใจ ภายใต้คำขวัญ “ชิมหอยนางรม ชมขนำกลางทะเล พักฟาร์มสเตย์ มนต์เสน่ห์อ่าวบ้านดอน” โดยวัตถุประสงค์ในการพัฒนาฟาร์มเลี้ยงหอยธรรมดามาเป็นฟาร์มสเตย์นั้น เพื่อเป็นที่พักผ่อนแห่งใหม่ พร้อมกับเป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงของการทำอาชีพต่าง ๆ ของชาวประมง อีกทั้งยังเป็นแหล่งเรียนรู้อาชีพประมงกับสิ่งแวดล้อมป่าชายเลนให้กับนักเรียน นิสิต นักศึกษา และองค์กรต่าง ๆ ที่สนใจ

สำหรับรูปแบบการจัดกิจกรรมนั้น ได้มีการนำเยาวชนในท้องถิ่นมาเป็นมัคคุ เทศก์น้อยเพื่อเป็นผู้นำนักท่องเที่ยวชมการสาธิตการเลี้ยงหอยนางรม หอยแมลงภู่ และหอยแครง ขั้นตอนการเลี้ยงจนถึงการเก็บเกี่ยว, การแกะหอยเพื่อการบริโภค รวมถึงการนำนักท่องเที่ยวทำกิจกรรมการวาง อวนเพื่อดักปลา, ปู, กุ้ง, การช้อนปลากระบอก การคราดหอยแครง นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมการปลูกป่าชายเลนด้วย.

อรุณี วิทิพย์รอด-นพปฏล รัตนพันธ์

ฟาร์มไฮโดรโพนิกส์

No comments July 27th, 2009

ฟาร์มไฮโดรโพนิกส์
ฟาร์มไฮโดรโพนิกส์ ผักไร้ดินเมืองจันท์

หากเอ่ยถึงจังหวัด จันทบุรี คนส่วนใหญ่มักจะนึกถึงแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงามไม่ว่าจะเป็น น้ำตก ทะเล และภูเขา ขณะที่อีกส่วนหนึ่งมองไปที่ภาพ เกษตรกรชาวสวน และ ผลไม้นานาพันธุ์ ที่สร้างชื่อเสียงให้กับจังหวัด อาทิ เงาะ ทุเรียน มังคุด ฯลฯ ซึ่งการทำสวนผลไม้ถือเป็น อาชีพหลัก ที่สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรที่นี่เป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตามบนพื้นที่ที่ถือว่ามีความอุดมสมบูรณ์ใช่ว่าจะมีเพียงการทำสวนผลไม้เท่านั้น โดยที่ “บางกะจะไฮโดรโพนิกส์ฟาร์ม” เลขที่ 65 หมู่ 4 ต.บางกะจะ อ.เมือง จ.จันทบุรี ติดกับวัดพลับ วัดโบราณแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของเมืองจันท์ มีการทำ ฟาร์มผักไฮโดรโพนิกส์ (พืชไร้ดิน) แห่งแรกของที่นี่ ผู้บุกเบิกคือ นายวีระ นามพระจันทร์ หรือที่ชาวจันท์เรียกกันติดปากว่า “ปลัดวีระ”

ที่มาที่ไปการทำฟาร์มผักบนดินแดนที่ได้ชื่อว่าเมืองผลไม้ คุณวีระ เปิดเผยว่า ตนรับราชการมา 25 ปี เป็นปลัดอำเภอมาหลายแห่ง กระทั่งปี 45 เป็นปลัดจังหวัดจันทบุรี ขณะรับราชการได้ ช่วยเหลือ ชาวสวนเรื่องปัญหาผลไม้ราคาตกมาโดยตลอด แต่เนื่องจาก ปัจจัยบางอย่าง ทำให้ไม่สามารถช่วยเหลือชาวสวนได้อย่างเต็มที่ กระทั่งจุดเปลี่ยนในชีวิตเกิดขึ้นช่วงปี 47 เออร์ลี่ฯจากงาน อยู่บ้านว่าง ๆ เลย ลองปลูกผักไฮโดรโพนิกส์ กินในครอบครัว ซึ่งไม่มีความรู้เรื่องนี้เลย แต่ด้วยความที่เป็นเด็กต่างจังหวัด เคยช่วยพ่อแม่ทำสวนมาก่อนจึงพอมีพื้นฐานอยู่บ้าง

นักปกครองที่ผันตัวเองมาเป็นชาวสวน กล่าวต่อว่า คำว่า Hydroponics มาจากการรวมคำในภาษากรีก คือ Hydro หมายถึง “น้ำ” และ Ponics หมายถึง “งาน” เมื่อนำสองคำมารวมกันจะเป็น “Water Working” หมายถึงการ ทำงานที่มีสารละลายธาตุอาหารผ่านรากพืช โดยไม่ใช้ดิน ซึ่งต้องควบคุมอุณหภูมิของสารละลายธาตุอาหารพืชให้เหมาะสมกับการเจริญเติบโตให้ดี ผักที่ปลูกจึงมีความปลอดภัยสูง เป็นที่นิยมของผู้บริโภคที่รักสุขภาพ วิธีทำไม่ได้ยากเย็น ก่อนอื่นจัดหาอุปกรณ์เฉพาะ อาทิ โฟม ถาดรอง โครงเหล็ก (โรงเรือน) ปรับแต่งได้ มุ้งกันแมลง และปั๊มน้ำ เมื่อได้ทุกอย่างแล้ว เริ่มต้นนำ ฟองน้ำ สำหรับเพาะเมล็ดพันธุ์ที่ซื้อมา รดน้ำให้ชุ่ม หยอดเมล็ดพันธุ์ลงไปในฟองน้ำไม่ต้องให้ลึกมากนัก รดน้ำให้ชุ่มทุกวัน หาวัสดุปิด ไม่ให้โดนแสง 3 วัน วันที่ 4 เปิดให้ฟองน้ำโดนแสง ซึ่งเราจะเห็นเมล็ดพันธุ์ที่เพาะไว้ งอก ขึ้นมาจากหลุม จากนั้นให้น้ำไม่เกิน 2 วันก็สามารถนำไปปลูกต่อในโรงเรือน โดยนำไปใส่ในหลุมโฟมซึ่งมีถาดรองน้ำ ก่อนเปิดระบบปั๊ม น้ำวน ผ่านรากตลอดเวลา พร้อม กางมุ้ง ป้องกันแมลง ทั้งนี้ผักทั่วไปจะใช้เวลาปลูกไม่เกิน 30 วันก็จะได้ผลผลิต

ผักไฮโดรโพนิกส์

ข้อดี ของการปลูกผักวิธีนี้ คือสามารถปลูกได้ ตลอดทั้งปี อีกทั้งช่วงฤดูฝนน้ำจะท่วม บางพื้นที่ส่งผลให้ผักที่ปลูกกับดินได้รับความเสียหาย ขณะที่ผักไฮโดรโพนิกส์ ไม่ได้รับผลกระทบ ควบคุมปุ๋ยได้ต่างจากระบบปลูกดิน ทำราคาได้ดีกว่าผักทั่ว ๆ ไป และที่สำคัญควบคุมการใช้จ่ายในการผลิตได้ชัดเจน ทั้งนี้ที่ผ่านมามีผู้สนใจ ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการการเกษตรฯ นักศึกษา เกษตรกร เดินทางมาดูงานที่ฟาร์มฯ เป็นจำนวนมาก โดยทางฟาร์มฯยินดีให้ความรู้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด.

ศุภฤกษ์ วิเชียรปัญญา
dailynews

“สาริน บางยี่ขัน” เพาะเห็ดโคนญี่ปุ่น

No comments July 24th, 2009


ว่างงานแสดงเพาะเห็ดโคนญี่ปุ่น อีกทางเลือก “สาริน บางยี่ขัน”

ยามว่างจากงานละคร “สาริน บางยี่ขัน” ดารานักแสดงชื่อดัง ก็ใช้เวลาส่วนใหญ่ขลุกอยู่กับวิถีเกษตรกร ด้วยการยึดอาชีพเพาะเห็ดโคนญี่ปุ่นหรือเห็ดยานางิ เพื่อเป็นรายได้เสริม หวังให้เป็นอาชีพสร้างรายได้ในบั้นปลายของชีวิต โดยเจียดพื้นที่กว่า 1 ไร่เศษในท้องที่ ต.ช่องสะเดา อ.เมือง จ.กาญจนบุรี สร้างฟาร์มเห็ดโคนญี่ปุ่นครบวงจรแห่งแรก ชื่อ วิภพ ฟาร์ม

“ปกติเป็นคนชอบทานเห็ดอยู่แล้ว โดยเฉพาะเห็ดโคนญี่ปุ่นจะชอบมาก ทานเป็นประจำ และตั้งใจอยากจะมีฟาร์มเห็ดเป็นของตัวเอง บังเอิญว่าช่วงเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว โครงการ คม ชัดลึก ฝึกอาชีพ เปิดอบรมหลักสูตรการเพาะเห็ดโคนญี่ปุ่นก็เลยลองสมัครเรียนดู”

สารินเผยต่อว่า จากการเข้าร่วมอบรมหลักสูตรเพาะเห็ดโคนญี่ปุ่นในครั้งนั้น ทำให้ได้เรียนรู้เกี่ยวกับการเพาะเห็ดอย่างละเอียดในทุกขั้นตอน ทั้งๆ ที่ไม่เคยมีความรู้มาก่อน อาจารย์สอนดีมาก เนื้อหาการเรียนการสอนส่วนใหญ่จะเน้นการปฏิบัติจริง เริ่มตั้งแต่การฝึกทำก้อนเห็ด การเขี่ยเชื้อ การนึ่งก้อนเชื้อ การสร้างโรงเรือน การรู้จักคำนวณต้นทุนทั้งระบบ เทคนิคการเก็บดอกเห็ด ตลอดจนการดูแลดอกเห็ดให้อยู่ได้นานที่สุด ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้ไม่สามารถเรียนรู้ในตำราได้ แต่จะต้องฝึกทดลองปฏิบัติจริงๆ เท่านั้น

“ผมยอมรับว่าการอบรม 2 วัน 1 คืนที่สวนเห็ดจิรวุฒิ ทำให้เข้าใจถึงกระบวนการเพาะเห็ดอย่างทะลุปรุโปร่งในทุกขั้นตอน จากนั้นในเดือนพฤศจิกายนปีเดียวกันก็ลงทุนสร้างโรงเรือนจำนวน 3 หลังเพื่อทดลองทำเองดู โดยเริ่มจากซื้อก้อนเชื้อเห็ดจากสวนเห็ดของอาจารย์ (จิรวุฒิ อินทรานุกูล) จำนวน 1.5 หมื่นก้อน ก้อนละ 10 บาท ใส่โรงเรือนละ 5,000 ก้อน ปรากฏว่าได้ผลเกินคาด เพราะดอกเห็ดออกมากจนเก็บไม่ทัน” เจ้าของวิภพฟาร์มกล่าวอย่างภูมิใจ

ผลจากความสำเร็จดังกล่าวทำให้เขาได้ขยายพื้นที่เพิ่มจากเดิม 3 โรงเรือนเพิ่มเป็น 6 โรงเรือน ซึ่งตั้งอยู่ในละแวกเดียวกัน ซึ่งขณะนี้ได้สร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว พร้อมกับลงทุนสร้างโรงผลิตก้อนเชื้อ เตานึ่ง และอุปกรณ์ทำก้อนทั้งหมด เพื่อที่จะผลิตก้อนเชื้อเอง ซึ่งจะทำให้สามารถลดต้นทุนการผลิตได้มากขึ้น หากหวังจะยึดเป็นอาชีพในระยะยาว

“สำหรับโรงทำก้อนเชื้อขณะนี้ได้สร้างเสร็จสมบูรณ์แล้ว อยู่ระหว่างการเตรียมทำก้อน หลังก้อนเห็ดทั้ง 3 โรงเรือน หมดสภาพในอีกไม่เกิน 3 เดือนข้างหน้า จากนั้นก็จะใช้ก้อนเชื้อใหม่ที่ทำขึ้นมาเองใส่พร้อมกันทั้ง 6 โรงเรือนทันที”

กว่า 6 เดือนที่ผลผลิตเห็ดรุ่นแรกจาก “วิภพ ฟาร์ม” ได้ให้ผลผลิต แม้จะยังมีกำไรไม่มากนัก เนื่องจากผลผลิตส่วนใหญ่จะนำไปแจกจ่ายให้แก่เพื่อนบ้านใกล้เคียงลองรับ ประทาน ส่วนที่เหลือก็ส่งให้แม่ค้าในตลาดทั้งในตัวเมืองกาญจนบุรีและที่กรุงเทพฯ สนนในราคา 160 บาทขึ้นไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความสดและความสมบูรณ์ของดอกเห็ดด้วย

จึงไม่แปลกหากเห็นสารินจะขลุกอยู่กับฟาร์มเห็ดของเขาในช่วงวันหยุดสุด สัปดาห์หรือว่างเว้นจากงานแสดงเพื่อมาทำในสิ่งที่ตัวเองรัก ที่หวังจะยึดเป็นอาชีพสุดท้ายในบั้นปลายของชีวิต

และในวันที่ 1-2 สิงหาคม 2552 นี้ โครงการ “คม ชัด ลึก ฝึกอาชีพ” จะเปิดอบรมหลักสูตรการเพาะเห็ดโคนญี่ปุ่นอีกครั้ง ณ สวนเห็ดจิรวุฒิ อ.เมือง จ.ชัยภูมิ โดย อ.จิรวุฒิ อินทรานุกูล เจ้าของสวนและทีมงานจะถ่ายทอดเทคนิคต่างๆ ให้อย่างหมดเปลือกเหมือนเดิม สนใจสอบถามรายละเอียดและสำรองที่นั่งได้ที่ โทร.0-2338-3356-7 (รับเพียง 40 ท่าน)

สุรัตน์ อัตตะ
komchadluk

การเลี้ยงเป็ดในโรงเรือนระบบปิด

3 comments July 23rd, 2009

การเลี้ยงเป็ดในโรงเรือนระบบปิด
ใช้เทคโนฯ เลี้ยงเป็ดระบบปิด อีกก้าวธุรกิจ เอส.ที.ดี.เจริญฟาร์ม
การใช้โรงเรือนระบบปิด หรืออีแวป ในการเลี้ยงสัตว์ปีกอย่างเช่น ไก่ แม้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่สำหรับการเลี้ยงเป็ดกระทงเพิ่งมีเป็นครั้งแรก หลังบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ นำเทคโนโลยีการเลี้ยงจากอิสราเอลมาใช้กับบริษัทคู่ค้าเลี้ยงเป็ดในโรงเรือน และใช้ระบบคอมพิวเตอร์ควบคุมการเลี้ยงในทุกขั้นตอนและสามารถตรวจสอบย้อนกลับ ได้ จนเป็นที่ยอมรับจากลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ

“เราลงทุนกับธุรกิจนี้ประมาณ 85 ล้าน กู้จากธนาคาร 30% และเงินส่วนตัวอีก 70% มีทั้งหมด 16 โรงเรือน โรงเรือนละ 12,000 ตัว รวม 192,000 ตัว ทางซีพีเอฟมีการประกันราคาเป็ดของเราเอาไว้ที่กิโลกรัมละ 47.67 บาท โดยมีต้นทุนต่อตัว 95 บาท รายได้เมื่อหักค่าใช้จ่ายแล้วจะได้กำไรตัวละ 2 บาท คาดจะสามารถคืนทุนได้ภายใน 7 ปี”

อนุชา จิรายุสกมล ผู้บริหารทายาทรุ่นที่ 2 ของ เอส.ที.ดี.เจริญฟาร์ม เลขที่ 1 หมู่ 7 ต.บ่อทอง อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี มองโอกาสทางธุรกิจในการเลี้ยงเป็ดกระทงด้วยระบบโรงเรือนปิด โดยก่อนที่จะเข้าร่วมเป็นบริษัทคู่ค้าของซีพีเอฟ ได้รับความเสียหายในการเลี้ยงเป็ดไม่ต่ำกว่า 5% เนื่องจากเป็นการเลี้ยงแบบฝากทุ่ง แต่หลังจากที่เข้ารับคำแนะนำและร่วมเซ็นสัญญากับซีพีเอฟ ทำให้อัตราความเสียหายลดลงไม่เกิน 2.5%

เขายอมรับว่า การตัดสินใจลงทุนฟาร์มเลี้ยงเป็ดในครั้งนี้เป็นเพราะมองเห็นโอกาสอันดีใน ธุรกิจและเชื่อมั่นในเทคโนโลยีการเกษตรที่ซีพีเอฟถ่ายทอดให้อย่างไม่ปิดบัง ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงเป็ดด้วยคอมพิวเตอร์ การปฏิบัติตามหลักเอลนิมอล เวลแฟร์ ระบบการป้องกันโรค รวมถึงการติดตามให้คำปรึกษา ตลอดจนการประกันราคาผลผลิต ทำให้ฟาร์มเลี้ยงเป็ดมีความเสี่ยงน้อยลง

สำหรับวิธีการเลี้ยงนั้นจะมีการส่งอาหารจากไซโลเก็บอาหารเป็ดความจุ 7 ตัน จำนวน 2 ใบต่อ 1 โรงเรือนตลอดเวลา เพื่อให้เป็ดมีการเจริญเติบโตเร็ว โดยมีพนักงานคอยดูแลโรงเรือนละ 1 คน และพนักงานทั่วไปอีกจำนวน 27 คน ซึ่งระยะเวลาในการเลี้ยงจะแบ่งเป็น 4 ระยะ โดยระยะแรกใช้เวลา 6-7 วัน หรือ 8-9 วัน โดยจะมีพนักงานคอยให้อาหาร 3 เวลาและมีการสุ่มตรวจน้ำหนัก ส่วนระยะที่ 2 ใช้เวลา 30 วัน มีพนักงานเข้าไปตรวจภายในโรงเรือนเพียงแค่วันละ 2 ครั้ง คือ เช้าและเย็น

ส่วนระยะที่ 3 ใช้เวลา 10-14 วัน ซึ่งเป็นระยะที่เป็ดได้รับการฉีดวัคซีน โดยผู้เลี้ยงต้องมีการตรวจเช็กดูว่าเป็ดมีการแพ้วัคซีนที่ฉีดให้หรือไม่ จากนั้นจึงเข้าสู่ระยะสุดท้าย ใช้เวลาประมาณ 30-40 วัน ซึ่งเป็นระยะที่อันตรายที่สุดของการเลี้ยงเป็ด เพราะหากเป็ดเกิดป่วยหรือได้รับความเสียหายก็จะทำให้ผู้เลี้ยงขาดทุนทันที

ขณะที่ ดวงมนู ลีลาวณิชย์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโสด้านกิจการไก่กระทงและเป็ดกระทง บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ระบุว่าซีพีเอฟถือผู้นำในธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารที่มีเทคโนโลยีการ ผลิตชั้นสูง มีมาตรฐานในระดับสากลและด้วยแนวคิดการสร้างงานสร้างอาชีพให้แก่เกษตรกร ตลอดจนผลักดันให้เกิดผู้ประกอบการรุ่นใหม่ส่งวงการปศุสัตว์ไทย ทำให้ซีพีเอฟมุ่งเน้นการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่บริษัทมีอยู่ให้แก่เกษตรกรและ ผู้ประกอบการ สร้างผลผลิตป้องโรงงานแปรรูป

“ในอดีตที่ผ่านมาซีพีเอฟมีการส่งเสริมการเลี้ยงเป็ดสู่เกษตรกรรายย่อย เป็นจำนวนมาก โดยใช้วิชาการและเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วยพัฒนาปรับปรุงกระบวนการเลี้ยง ภายใต้โครงการซีพีเอฟพัฒนาสู่ระบบฟาร์มปิดตั้งแต่ 10 ปีที่แล้ว เมื่อเกิดวิกฤติไข้หวัดนกในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ฟาร์มของเกษตรกรเหล่านี้จึงไม่มีปัญหาได้รับผลกระทบแต่อย่างใด” ดวงมนู กล่าว

ปัจจุบันซีพีเอฟมีผลผลิตเป็ดกระทงทั้งหมดจำนวน 4 แสนตัวต่อสัปดาห์ เป็นผลผลิตที่เกิดจากฟาร์มเป็นของบริษัทเองจำนวน 10 ฟาร์ม ฟาร์มของเกษตรกรรุ่นใหม่อีก 10 ฟาร์มและอีกส่วนหนึ่งเป็นเป็ดจากฟาร์มของเกษตรกรรายย่อยที่เลี้ยงในโรงเรือน ระบบปิดนั่นเอง

สุรัตน์ อัตตะ
komchadluk

น้ำส้มสายชูจากข้าวอินทรีย์

1 comment June 25th, 2009

น้ำส้มสายชู จาก ข้าวอินทรีย์
นำข้าวอินทรีย์ผลิต “น้ำส้มสายชู” ต่อยอดผักปลอดฯ สู่ยี่ห้อ “ปลูกรัก”

“ไทย ออแกนิก ฟาร์ม” ภายใต้การนำของ กานต์ ฤทธิ์ขจร ผจก.ทั่วไป พลิกผืนนารกร้างทำเกษตรอินทรีย์ หวังคนไทยได้รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ปราศจากสารเคมี เพื่อสุขภาพที่แข็งแรงภายใต้แบรนด์ “ไร่ปลูกรัก” ล่าสุดเพิ่มไลน์ใหม่พัฒนา “สูตรน้ำส้มสายชูจากข้าวอินทรีย์” ต่อยอดผลิตภัณฑ์สู่มือผู้บริโภค

กานต์ ฤทธิ์ขจร ผจก.ทั่วไป ไทย ออแกนิก ฟาร์ม (Thai Organic Farm) ผู้ผลิตและจำหน่ายผักสดอินทรีย์ ภายใต้แบรนด์ “ไร่ปลูกรัก” กล่าวถึงการทำฟาร์มเกษตรอินทรีย์ว่า เพื่อตอบสนองในเรื่องความสะอาด ความปลอดภัย ความยั่งยืนไม่เบียดเบียนธรรมชาติ จึงได้ปรับพื้นที่นาร้างที่มีอยู่ 60 ไร่ อ.บางแพ จ.ราชบุรี พัฒนาเป็นไร่เกษตรอินทรีย์ โดยใช้ชื่อว่า “ไร่ปลูกรัก”

“ฟาร์มแห่งนี้ผลิตผักออแกนิกภายใต้มาตรฐานไอโฟม (IFOAM : International Federation of Organic Agriculture Movements) และมาตรฐานเกษตรอินทรีย์สหภาพยุโรป (EU REGULATION) นอกจากนี้ ผลิตผลของฟาร์มยังได้รับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์จากสำนักงานมาตรฐาน เกษตรอินทรีย์แห่งประเทศไทย (มกท.) ทำให้จำหน่ายได้ทั้งในและต่างประเทศ”

ถึงวันนี้ “ไร่ปลูกรัก” ดำเนินการมาเป็นปีที่ 10 กลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่มีศักยภาพในการใช้จ่าย เพราะสินค้าค่อนข้างมีราคาจากข้อจำกัดและขั้นตอนการบำรุงรักษา อีกทั้งการไม่ใช้สารเคมีในการบำรุง หรือใช้ฮอร์โมนเร่งการเติบโตทำให้ธุรกิจเกษตรอินทรีย์ไม่สามารถแข่งขันด้าน การตลาดได้มากนัก

จากปัจจัยดังกล่าว กานต์ บอกว่า “ไร่ปลูกรัก” จึงต้องการขยายตลาด โดยมุ่งเน้นผลิตภัณฑ์ผักดอง พริกดอง และผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์อื่นๆ ที่ใช้น้ำส้มสายชูหมักเป็นวัตถุดิบ เพราะปัจจุบันยังไม่มีการผลิตที่ชัดเจน และเป็นการต่อยอดผลผลิตจากผักสด ปี 2550 การผลิตน้ำส้มสายชูจากข้าวเกษตรอินทรีย์จึงเกิดขึ้นเป็นทางเลือกให้แก่กลุ่ม คนรักสุขภาพ

“การผลิตน้ำส้มสายชูจากข้าวอินทรีย์จึงเริ่มขึ้นจากการความช่วยเหลือของ โครงการสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมไทย (iTAP) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) มี รศ.วรวุฒิ ครูส่ง จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เป็นที่ปรึกษา”

กระบวนการผลิตน้ำส้มสายชูดังกล่าว กานต์ บอกว่า สำเร็จลุล่วงด้วยดี ทั้งการออกแบบและวางแผนการผลิต ตั้งแต่ขั้นตอนการหมักข้าวอินทรีย์ให้เป็นน้ำตาลด้วยเชื้อรา การหมักไวน์ข้าวอินทรีย์ด้วยหัวเชื้อยีสต์บริสุทธิ์ การหมักน้ำส้มสายชูจากไวน์ข้าวเกษตรอินทร์ด้วยหัวเชื้อน้ำส้ม โดยอาศัยระบบการหมักในถังหมักน้ำส้มสายชูต้นแบบ ขณะนี้อยู่ระหว่างขอรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) คาดว่ากลางปีนี้จะออกสู่ตลาดได้

“เราเคยนำผลิตภัณฑ์น้ำส้มสายชูที่ผลิตขึ้นไปโรดโชว์ยังต่างประเทศ ได้ผลตอบรับค่อนข้างดี โดยเฉพาะลูกค้าทางยุโรป ตอนนี้ได้สั่งออเดอร์บ้างแล้ว เนื่องจากผลิตภัณฑ์ของเรามีรสชาตินุ่มไม่บาดคอเหมือนน้ำส้มสายชูจากองุ่น หรือแอปเปิ้ลที่นิยมผลิตกันในปัจจุบัน” เจ้าของไร่ปลูกรัก กล่าว

กานต์ ยังกล่าวถึงการที่เลือกข้าวเกษตรอินทรีย์มาเป็นวัตถุดิบผลิตน้ำส้มสายชูว่า เพราะหาได้ง่ายในประเทศ ที่สำคัญยังไม่มีใครผลิต อีกทั้งแหล่งเพาะปลูกก็มีจำนวนมาก ขณะเดียวกันก็มีโครงการต่อยอดคือ การผลิตน้ำจิ้มไก่อินทรีย์สำเร็จรูป ที่เน้นใช้วัตถุดิบที่ปลูกในไร่ปลูกรักมาผลิต โดยมีนางทัศณีย์ ปิ่นแก้ว จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ เป็นที่ปรึกษาโครงการ

ไทย ออแกนิก ฟาร์ม จึงเป็นอีกตัวอย่างของเกษตรอินทรีย์ที่ประสบความสำเร็จครบวงจร แต่ตั้งแรกเริ่มที่ไม่ใช้สารเคมี ไปจนถึงการแปรรูปผักอินทรีย์เป็นเครื่องปรุงรส สอดรับนโยบาย “ครัวไทยสู่ครัวโลก” สนใจเรื่องราวรายละเอียด “ไร่ปลูกรัก” สอบถามได้ที่โทร.0-2641-5366

ธานี กุลแพทย์
komchadluk