Archive: Posts Tagged ‘พืชเศรษฐกิจ’

ยูคาลิปตัสสายพันธุ์ H4

12 comments March 19th, 2009

ยูคาลิปตัส สายพันธุ์ H4
ยูคาลิปตัสสายพันธุ์ H4 นวัตกรรมเพื่อเกษตรกรไทย

จากการทดลองผสมพันธุ์ ยูคาลิปตัสสายพันธุ์ H4 กว่า 2 ปี และทดลองปลูกอีก 5 ปี โดยบริษัท สยามฟอเรสทรี จำกัด และศูนย์พัฒนาผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีของเอสซีจี เปเปอร์ ยูคาลิปตัสสายพันธุ์ H4 ก็พร้อมสำหรับให้เกษตรกรนำไปปลูกเป็นพืชเศรษฐกิจ

ด้วยจุดเด่นที่คุณสมบัติทนแล้ง ทนโรค และทนแมลง เช่น แมลงแตนปมฝอย กิ่งเล็ก เปลือกบางทำให้ได้เนื้อไม้ที่มากขึ้น โดยให้ผลผลิตไม้สูงถึง 12-24 ตันต่อไร่ที่อายุ 5 ปี และให้ผลผลิตเยื่อถึง 49% สามารถปลูกได้ทั้งในพื้นที่ราบระบายน้ำได้ดี และสามารถทนน้ำขังได้เป็นครั้งคราวในฤดูฝน เหมาะสำหรับการปลูกในที่ดินภาคตะวันตก ภาคเหนือตอนล่าง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นพื้นที่ราบ ดินเป็นกรด ดินร่วนปนทราย หรือดินร่วนเหนียวปนทราย

การปลูกยูคาลิปตัสสายพันธุ์ H4 จะช่วยสร้างรายได้ที่ยั่งยืนและมั่นคง เพราะเป็นพืชที่ปลูกง่าย เติบโตเร็ว ดูแลจัดการง่าย ลงทุนน้อย ใช้แรงงานน้อย แต่ให้ผลผลิตและผลตอบแทนสูง คืนทุนเร็ว โดยใช้เวลาเพียง 4-5 ปีก็ตัดขายได้ แล้วยังสามารถแตกหน่อได้ดี โดยสามารถตัดได้ 3-4 รอบ ในรอบที่ 2 จะให้ผลผลิตที่มากกว่ารอบแรกถึง 30% นอกจากนั้นยังสามารถปลูกพืชเกษตรควบในสวนไม้ยูคาลิปตัสได้ ได้แก่ ข้าวโพด สับปะรด มันสำปะหลัง เป็นต้น ซึ่งเป็นการสร้างรายได้ในระหว่างช่วงที่รอการตัดฟันไม้ออก การปลูกสวนไม้ยูคาลิปตัสจึงช่วยเพิ่มมูลค่าที่ดินให้สูงขึ้น

ที่ตำบลวังศาลา อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี ที่ตั้งของสถานที่วิจัยและพัฒนาพันธุ์ไม้ยูคาลิปตัส ที่นี่มีการเพาะพันธุ์ในหลอดแก้ว การทดลองปลูกต้นยูคาลิปตัสในกรีนเฮาส์ และการปลูกในแปลงเพาะ

คุณพนมศักดิ์ พรสุขสว่าง เกษตรกรผู้ปลูกยูคาลิปตัส บอกว่าได้เริ่มปลูกยูคาลิปตัสมาตั้งแต่ปี 2534 ก่อนหน้านั้นเคยปลูกอ้อย แต่ผลผลิตไม่ดี เพราะเจอภัยแล้ง ผลผลิตเสียหายจนต้องมีหนี้สิน แต่พอหันมาปลูกยูคาลิปตัสได้ไม่นานก็สามารถหาเงินมาใช้หนี้ได้จนหมด ปัจจุบันเป็นผู้ดูแลไร่ยูคาลิปตัสในพื้นที่กว่า 800 ไร่ โดยปลูกสลับช่วงเวลากันในแต่ละแปลง เพื่อให้มีผลผลิตทุกปีจากการเก็บเกี่ยวทีละแปลง เพราะ 3-4 ปีจึงจะเก็บเกี่ยวได้หนึ่งครั้ง พอเก็บเกี่ยวจนยูคาฯหมดผลผลิต ก็ปลูกมันสำปะหลังสลับเป็นเวลา 2 ปี แล้วจึงกลับมาปลูกยูคาฯต่อ ซึ่งก็ให้ผลผลิตที่ดีเช่นกัน

สำหรับผู้ที่สนใจอยากปลูกยูคาลิปตัส ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร หรือเจ้าของที่ดินที่สนใจอยากลงทุน ที่ศูนย์แห่งนี้มีบริการฟรี ตั้งแต่การประเมินความเหมาะสมของสภาพที่ดิน วางแผนการปลูก จัดส่งกล้าพันธุ์ ตลอดจนวัดผลความคืบหน้าในการเพาะปลูก เช่น ขนาดลำต้น และจัดสัมมนาให้ความรู้ นอกจากนี้ยังมีบริการจัดหาแรงงานในการเพาะปลูกและดูแลผลผลิต ตลอดจนรับเหมาตัดฟันและขนส่งครบวงจร เกษตรกรทั่วประเทศที่สนใจต้องการรายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อสอบถามได้ที่ 0-3461-5040 หรือ www.paper.scg.co.th

dailynews

กล้วยน้ำว้า

No comments March 13th, 2009

กล้วยน้ำว้า

ปัจจุบันการทำการเกษตรของประเทศไทย เกษตรกรมีการประยุกต์ใช้แนวทางทฤษฎีใหม่ของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตามปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” เพื่อแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ โดยนำภูมิปัญญาชาวบ้านมาพัฒนาสินค้าทางการเกษตรในพื้นที่ให้มีราคาและเป็น ประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกาย เพิ่มรายได้สร้างงานสร้างเงินในชุมชน

กล้วยน้ำว้า จึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่เกษตรกรหลายคนนำมาก่อเกิดอาชีพ หารายได้สร้างงานสร้างเงินให้ครอบครัว ในสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ กล้วยน้ำว้า ซึ่งเป็นกล้วยพันธุ์หนึ่ง พัฒนามาจากลูกผสมระหว่างกล้วยป่ากับกล้วยตานี บริโภคกันอย่างแพร่หลาย ปลูกง่าย รสชาติดี มีความอร่อย ซึ่งกล้วยน้ำว้ามีชื่อพื้นเมืองอื่นเช่น กล้วยน้ำว้าเหลือง กล้วยใต้ หรือกล้วยอ่อง มีคุณค่าทางอาหารและยา ซึ่งเป็น “ต้นไม้เพื่อชีวิต” ที่มีคุณค่านานัปการ

นางธัญดา พัชรมนตรี เจ้าของบ้านกล้วยน้ำว้า อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา เป็นบุคคลหนึ่งที่เล็งเห็นความสำคัญของกล้วยน้ำว้า จึงนำมาคิดค้นประยุกต์ใช้ทุกส่วนของกล้วยน้ำว้า สร้างรายได้ให้ครอบครัว ทำผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ จากกล้วยน้ำว้า ทั้งกล้วยน้ำว้าแผ่น กรอบ แป้งกล้วยน้ำว้า กล้วยตาก กล้วยคืนรูป กล้วยแผ่นหนาหรือแผ่นบาง น้ำกล้วยน้ำว้าหวาน กล้วยฉาบ กล้วยน้ำว้าอบเนย กล้วยน้ำว้ากวน อาหารเสริมสำหรับเด็ก แยมกล้วยน้ำว้า และข้าวเกรียบกล้วยน้ำว้า พร้อมทั้งเปิดร้านอาหาร บ้านกล้วยน้ำว้า นำผลิตภัณฑ์ที่ ซื้อมาจากชาวบ้านและผลิตเอง มาจัดจำหน่ายและนำมาปรุงอาหารหลากหลายเมนูให้ลูกค้าที่มาใช้บริการได้รับ ประทานเป็นเมนูเด็ดของร้าน

โดยนางธัญดา กล่าวว่า กล้วยน้ำว้าเมื่อเทียบกับกล้วยอื่น ๆ กล้วยน้ำว้าจะให้พลังงานมากที่สุด กล้วยน้ำว้าห่ามและสุกมีธาตุเหล็กในปริมาณสูง ช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง ป้องกันโรคโลหิตจาง มีแคลเซียม ฟอสฟอรัส และวิตามินซีช่วยบำรุงกระดูก ฟัน และเหงือกให้แข็งแรง ช่วยให้ผิวพรรณดี มีเบต้าแคโรทีน ไนอาซีนและใยอาหาร ช่วยให้ระบบขับถ่ายคล่องขึ้น กินกล้วยน้ำว้าสุกจะช่วยระบายท้องและสามารถรักษาโรคเลือดออกตามไรฟันในเด็ก เล็กได้ ช่วย ลดอาการเจ็บคอ เจ็บหน้าอกที่มีอาการไอแห้งร่วมด้วย โดยกินวันละ 4-6 ลูก แบ่งกินกี่ครั้งก็ได้ กินกล้วยก่อนแปรงฟันทุกวันจะทำให้ไม่มีกลิ่นปาก และผิวพรรณดี เห็นผลได้ใน 1 สัปดาห์

นางธัญดา กล่าวต่อว่า กล้วยน้ำว้าใช้ทำยาได้ทั้งดิบและสุก มีประโยชน์มากมายมหาศาล อย่างเช่น กล้วยดิบมีสารฝาดสมาน (Astringent) จึงช่วยในการสมานรักษาอาการท้องเสียที่ไม่รุนแรงได้ เป็นการยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันผนังกระเพาะลำไส้ไม่ให้เชื้อโรคและอาหารที่มีรสเผ็ด จัด เช่น พริก เข้าไปทำลายผนังกระเพาะ ลำไส้ โดยกินครั้งละครึ่งลูกหรือ 1 ลูก อาการท้องเสียจะทุเลาลง และยังช่วยรักษาโรคกระเพาะได้อีกด้วย.

dailynews

กล้วยหอมทอง

No comments November 25th, 2008

กล้วยหอมทอง
กล้วยหอมทองปลอดสารพิษ

กล้วยหอมทอง” เป็นพืชเศรษฐกิจชนิดหนึ่งที่มีศักยภาพในการส่งออก โดยเฉพาะตลาดญี่ปุ่นมีความต้องการสูง ด้วยคุณ ลักษณะของกล้วยหอมทองพันธุ์แท้ ที่มีน้ำหนักมาก และลักษณะของกล้วยแต่ละลูกที่เรียงตัวกันอยู่ในหวีอย่างสวยงาม สีสวย รสชาติดี มีกลิ่นหอม น่ารับประทาน อีกทั้งผลผลิตของไทยมีความปลอดภัย ไร้สารเคมีและสารพิษตกค้างปนเปื้อน ทำให้กล้วยหอมทองของไทยได้รับความนิยมและเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคในตลาด ญี่ปุ่น ซึ่งนับวันแนวโน้มความต้องการของตลาดยิ่งเพิ่มสูงขึ้น

กล้วยหอมทองที่ปลูกในประเทศไทย ลักษณะทั่วไปของกล้วยหอมทองจะมีลำต้นสูง 2.5- 3.5 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางมากกว่า 20 เซนติเมตร กาบลำต้นด้านนอกมีประดำ ด้านในสีเขียวอ่อน และมีเส้นลายสีชมพู ก้านใบมีร่องค่อนข้างกว้าง และมีปีก เส้นกลางใบสีเขียว ส่วนของดอก ก้านเครือมีขน ปลีรูปไข่ ค่อนข้างยาว ปลายแหลม ด้านบนสีแดงอมม่วง ด้านในสีแดงซีด กล้วยเครือหนึ่งมี 4-6 หวี หวีหนึ่งมี 12-16 ผล ผลกว้าง 3-4 เซนติเมตร และ ยาว 21-25 เซนติเมตร ปลายผลมีจุกเห็นชัด เปลือกบาง เมื่อสุกเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทอง แต่ที่ปลายจุกจะมีสีเขียว แล้วเปลี่ยนสีภายหลัง เนื้อสีเหลืองเข้ม กลิ่นหอม รสหวาน

ประเทศไทยมีการส่งออกกล้วยกับคู่ค้าอย่างประเทศญี่ปุ่นมากว่าสิบปี ซึ่งคนญี่ปุ่นเองนิยมบริโภคกล้วยหอมจากประเทศไทยมากกว่ากล้วยจากประเทศอื่น ๆ เช่น ฟิลิปปินส์ เอกวาดอร์และโคลอมเบีย ที่มีการส่งออกกล้วยไปญี่ปุ่นเหมือนกัน เนื่องจากกล้วยหอมของไทยมีรสชาติหอมหวาน เปลือกบาง เนื้อไม่เหนียว จึงทำให้สามารถขายได้ในราคาที่สูงกว่ากล้วยจากประเทศคู่แข่ง แต่ไทยก็สามารถส่งออกได้เพียง 0.2 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ทำให้ความต้องการนำเข้ากล้วยหอมไทยเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่ญี่ปุ่นต้องนำเข้ามากถึงปีละ 1 ล้านตัน จากความต้องการของตลาดที่มีมากขึ้นทำให้ ประเทศไทยต้องมีการเพิ่มฐานการผลิต โดยเพิ่มพื้นที่การปลูกกล้วยให้มากขึ้น แต่ปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ทำให้การเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกเป็น ไปได้อย่างล่าช้า

นายจิตรกร สามประดิษฐ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ซึ่งกำกับดูแลการส่งเสริมการผลิตกล้วยหอมทองของสหกรณ์ในประเทศไทย กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า การส่งกล้วยหอมทองไปจำหน่ายที่ประเทศญี่ปุ่น ผ่านช่องทางของสหกรณ์ผู้ผลิตในประเทศไทย ถึงสหกรณ์ผู้บริโภคที่ประเทศญี่ปุ่น นับเป็นจุดกำเนิดของความร่วมมือในการซื้อขายผลผลิต กันระหว่างสหกรณ์ของ ทั้งสองประเทศในยุคแรก ๆ เรื่องของ สหกรณ์เป็นการช่วย เหลือซึ่งกันและกันในทุกด้าน เป็นหลักข้อ ที่ 6 ของสหกรณ์ ที่สหกรณ์ทั่วโลกยึดถือ ความร่วมมือกันจึงไม่เฉพาะแต่เรื่องของธุรกิจ แต่รวมถึงด้านวิชาการทางการเกษตรด้วย จากความร่วมมือกันดังกล่าว ทำให้สหกรณ์ของไทยต้องปรับปรุงศักยภาพการผลิต เนื่องจากบ้านเราส่วนใหญ่นิยมใช้สารเคมีในการปลูกพืชผัก เช่น ปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง โดยไม่มีการควบคุม ทุกพื้นที่จึงมีแต่สารเคมีเต็มไปหมด เพราะฉะนั้นในการปลูกกล้วยหอมเพื่อส่งออกไปยังญี่ปุ่น ทางญี่ปุ่น จะส่งเจ้าหน้าที่มาควบคุมคุณภาพอย่างเคร่งครัด ถึงแม้ทางญี่ปุ่นต้องการกล้วยหอมจากไทยเยอะมาก แต่เราไม่สามารถเพิ่มผลผลิตให้ทันต่อความต้องการของเขาได้ เนื่องจาก ไม่ค่อยมีใครอยากทำเพราะว่าขั้นตอนการปลูก การผลิตเขาจะเข้มงวด ตั้งแต่การเตรียมดิน ขั้นตอนการปลูก การขนส่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าดินไม่ปลอดสารเคมีทางญี่ปุ่นก็จะไม่รับซื้อผลผลิต เกษตรกรของไทยจึงจำเป็นต้องเรียนรู้วิทยาการด้านการเกษตร และการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยของประเทศญี่ปุ่นจากความร่วมมือในครั้งนี้

“การที่จะทำให้ดินไม่มีสารเคมีก็ต้องไม่เพิ่มเติมสารเคมีอะไรลงไป ปล่อยให้ชะล้างโดยธรรมชาติประมาณ 3-5 ปีกว่าจะหมด กว่าจะขยาย พื้นที่เพาะปลูกได้ต้องใช้เวลานาน นี่คือปัญหาอย่างหนึ่งในการเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกกล้วยหอมทองของไทย” รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว

เกษตรกร คัดกล้วยหอมทอง

สหกรณ์การเกษตรบ้านลาด จำกัด อ.บ้านลาด จ.เพชรบุรี ได้เริ่มจัดตั้งองค์กรส่งเสริม การสหกรณ์กับชุมนุมสหกรณ์ผู้บริโภคซูโตเคน ตั้งแต่ปี 2542 ปัจจุบันมีสมาชิกที่ปลูกกล้วยหอมทอง จำนวน 124 ราย เฉลี่ยปลูกรายละ 2-5 ไร่ ส่งกล้วยหอมทองให้ญี่ปุ่นสัปดาห์ละ 12 ตัน โดยในปี 2550 ที่ผ่านมามีมูลค่าการค้า 5.15 ล้านบาท ผลผลิตกล้วยหอมทองที่ส่งไปประเทศญี่ปุ่น จะส่งเมื่อผลของกล้วยมีความสุกประมาณ 70% เมื่อไปถึงประเทศญี่ปุ่นก็จะสุกพอดีรับประทาน ในปีการผลิต 2551/2552 สหกรณ์ผู้บริโภคซูโตเคน มีความต้องการกล้วยหอมทองสัปดาห์ละ 13-16 ตัน โดยสหกรณ์มีการเตรียมแผนเพื่อขยายกำลังการผลิตสำหรับตอบสนองความต้องการที่ เพิ่มขึ้นแล้ว โดยมีการประชาสัมพันธ์ให้สมาชิกเข้าร่วมโครงการเพิ่มขึ้น พร้อมกับขยายพื้นที่เพาะปลูกอีกประมาณ 15 ไร่ต่อเดือน.

ปลูกหมาก เพิ่มรายได้

No comments November 17th, 2008

หมาก

แม้ปัจจุบันคนไทยไม่นิยมกินหมากเหมือนสมัยก่อน แต่หมากก็เป็นสินค้าส่งออกของประเทศ อย่างที่ สมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมวิชาการเกษตร บอกว่า ปัจจุบันหมากเข้าไปมีบทบาทในอุตสาหกรรมหลายชนิด

หมาก จึงเป็นที่ต้อง การของตลาดต่างประเทศ ทั้งในรูปแบบของหมากสดและหมากแห้งในอุตสาหกรรมฟอกหนัง ฟอกเส้นใย และทำยารักษาโรค และผลหมากใช้เป็นสมุนไพรในการปฐมพยาบาลเบื้องต้น เช่น ใช้สมานแผล แก้ท้องเสีย รักษาโรคเหงือกและฟัน

“ส่วนสำคัญของหมาก คือ เมล็ด ซึ่งมีสารจำพวก แอลคาลอยด์ ประกอบด้วย อาเรเคน และอาเรโคลีน นิยมนำมาเคี้ยวกับหมากและใบพลู ซึ่งนับว่าเป็นสารเสพติดชนิดอ่อน หมากพบได้ในหลายประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ เอเชียใต้ แถบมหาสมุทรแปซิฟิกในส่วนที่เป็นเขตร้อน และบางส่วนของทวีปแอฟริกา”

อธิบดี กรมวิชาการเกษตรระบุอีกว่า ปัจจุบันหมากยังเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศอีกมาก ซึ่งเกษตรกรทั่วไปก็สามารถทำรายได้จากการปลูกหมากจำหน่ายได้ อีกทั้งยังสามารถปลูกเป็นไม้ประดับเพื่อความสวยงามอีกด้วย หากไม่ต้องการทำการค้าขาย นอกจากนั้นยังถือว่าเป็นการอนุรักษ์ต้นหมากด้วย เพราะคนรุ่นหลังจะได้รู้จักต้นหมากว่ามีหน้าตาลักษณะเป็นอย่างไร มิใช่รู้จักแต่ต้นปาล์มเท่านั้น

สำหรับหมาก จัดเป็นพืชตระกูลปาล์มมีหลายชนิด ซึ่งจะไม่เรียกหมากตามพันธุ์ แต่จะเรียกตามลักษณะของผลและต้น คือ หากแบ่งตามลักษณะผลของหมากก็จะเป็นหมากแบบผลกลมแป้นและผลกลมรี นอกจากนี้ยังมีการแบ่งลักษณะตามต้นก็จะแบ่งเป็น แบบต้นสูง กลางและเตี้ย หมากเจริญเติบโตได้ดีในเขตที่มีอากาศอบอุ่นและร้อนชื้น โดยจะเริ่มให้ผลผลิตเมื่ออายุ 4-6 ปี ให้ผลผลิตคงที่จนถึงอายุ 20 ปี หลังจากนั้นผลผลิตจะลดลง ดังนั้น เกษตรกรควรปลูกหมากแซมกลางระหว่างต้นเก่า เมื่อหมากใหม่เริ่มให้ผลผลิตก็ให้โค่นต้นเก่าออก ดินที่เหมาะสมกับการปลูกหมากควรเป็นดินร่วนปนทราย หรือดินเหนียวที่มีการระบายน้ำได้ดี น้ำไม่ขังมีอินทรียวัตถุสูง

จะเห็นได้ว่าหมากเป็นพืชเศรษฐกิจที่น่าสนใจ ปลูกง่าย การดูแลรักษาไม่ยุ่งยาก โรคแมลงรบกวนน้อย ลงทุนไม่สูง ทำรายได้สม่ำเสมอต่อเนื่องเป็นเวลานานนับสิบปี ควรปลูกในลักษณะผสมผสานร่วมกับพืชเศรษฐกิจอื่นเพื่อเป็นการเสริมรายได้อีกทางหนึ่ง

แผนส่งออก กล้วยไม้ไทย

1 comment October 27th, 2008

เจาะแผนส่งออก”กล้วยไม้ไทย” วาดฝันปีครองแชมป์ตลาดโลก

ท่ามกลางภาวะราคาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำแต่สำหรับกล้วยไม้ พืชเศรษฐกิจตัวหนึ่งของไทยกลับไม่มีปัญหา เนื่องจากตลาดยังมีความต้องการสูงทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดต่างประเทศนั้น

กล้วยไม้ไทยได้รับการยอมรับจากประเทศคู่ค้าอยู่ในระดับต้นๆ ส่งผลให้ ปัจจุบันประเทศไทยกลายเป็นแหล่งกำเนิดของกล้วยไม้หลากหลายชนิดที่มีมูลค่า การส่งออกนับพันล้านบาทในแต่ละปีด้วยเหตุนี้เองทำให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญได้ดำเนินงานโครงการผลักดันการส่งออกกล้วยไม้ใน ปี2551 และคาดว่าในอีก 4 ปีข้างหน้าหรือปี 2555 ประเทศไทยจะสามารถส่งออก กล้วยไม้ได้มูลค่า 1 หมื่นล้านบาท ขณะเดียวกันจะยกระดับให้ประเทศไทยเป็น ศูนย์กลางการผลิตกล้วยไม้เขตร้อนของโลกและให้กล้วยไม้ไทยเป็นจุดดึงดูดการ ท่องเที่ยว

“ในปี 2551 คาดว่าพื้นที่ปลูกกล้วยไม้ตัดดอกจะขยายตัวเพิ่ม ขึ้นเป็น 21,757 ไร่ส่วนการส่งออกคาดว่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้นทั้งการส่งออกดอก กล้วยไม้และต้นกล้วยไม้ เนื่องจากมีหลายปัจจัยที่เอื้อ เช่น จีนซึ่งเป็น ตลาดกล้วยไม้ที่สำคัญแห่งหนึ่งของไทย หรือประเทศที่เป็นตลาดใหม่ อย่าง อินเดีย และประเทศในยุโรปตะวันตกก็เริ่มมีความต้องการกล้วยไม้มากขึ้นตาม ลำดับ” สมชายชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมวิชาการเกษตรพูดถึงสถานการณ์ตลาด กล้วยไม้ไทยในต่างแดน โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของ การผลิตกล้วยไม้ให้มีคุณภาพเพื่อการส่งออก จึงได้มอบหมายให้กรมวิชาการ เกษตร โดยสถาบันวิจัยพืชสวนจัดทำระบบการจัดการคุณภาพ GAP สำหรับกล้วยไม้ เพื่อรับรองแปลงเกษตรกรที่ปฏิบัติตามแผนการควบคุมการผลิตกล้วยไม้ ให้ผลิต กล้วยไม้ที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานเป็นที่น่าพอใจของคู่ค้าและผู้บริโภค ขณะ เดียวกันสามารถผลิตกล้วยไม้ที่ตรงตามพันธุ์ มีคุณภาพและได้มาตรฐานตามที่ กำหนดและปลอดศัตรูพืช โดยผู้ที่ผ่านขั้นตอนการพิจารณาระบบ GAP แล้ว กรม วิชาการเกษตรจะมอบเครื่องหมายสัญลักษณ์ Q ให้

ปัจจุบันประเทศไทยเป็นแหล่งกำเนิดของกล้วยไม้หลากหลายชนิดที่มีค่าสามารถทำ รายได้จากการส่งออกไม่ต่ำกว่าปีละ 3,000 ล้านบาท และสามารถส่งออกเป็น อันดับ 2 ของโลก ในอนาคตคาดว่าอีกประมาณ 3-4 ปี จะสามารถทำรายได้ ถึง 1 หมื่นล้านบาท โดยส่งออกในรูปแบบของไม้ตัดดอกไม้ต้น ไม้ขวด ตลอดจน ผลิตภัณฑ์จากดอกกล้วยไม้ อธิบดีกรมวิชาการเกษตรเผย

ที่ผ่านมาสถาบันวิจัยพืชสวนได้ประชาสัมพันธ์เชิญชวนผู้ประกอบการและ เกษตรกรที่มีโรงเรือนกล้วยไม้ให้เข้ามาขอจดทะเบียนGAP ล่าสุดมีเกษตรกรให้ ความสนใจยื่นขอจดทะเบียนดังกล่าวแล้วกว่า 100 ราย และขณะนี้อยู่ระหว่างการ พิจารณาสอดรับกับมุมมอง สุชาติวิจิตรานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันพืชสวน ยอมรับว่า สถาบันวิจัยพืชสวนในฐานะเป็นหน่วยงานหลักในการประสานนโยบายกับ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องซึ่งขณะนี้ได้เร่งดำเนินการศึกษาและวิจัยแก้ไขปัญหา ที่เป็นอุปสรรคต่างๆ โดยเฉพาะในเรื่องของระบบการขนส่ง เพื่อให้สะดวกสบายและ รวดเร็วมากขึ้น อีกทั้งเพื่อผลักดันให้มีการส่งออกเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

นอกจากนี้ยังได้พัฒนากล้วยไม้พื้นถิ่นที่มีศักยภาพทางการค้ากล้วยไม้ต้นที่ สำคัญ ได้แก่ กล้วยไม้สกุลรองเท้านารี สกุลซิมบิเดีย สกุลสปาโทกลอททิส และ สกุลฮาบินาเรีย จนสามารถเปิดตลาดกล้วยไม้เพิ่มอย่างต่อเนื่อง และสามารถ สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

ส่วนผู้ประกอบธุรกิจส่งออก กล้วยไม้พันธพัฒน์คุ้มวิเชียร ใน ฐานะผู้จัดการสวนกล้วยไม้แอร์ออคิด& แลบ มองว่าปัญหาการส่งออกกล้วยไม้ ไทยขณะนี้ส่วนหนึ่งมาจากสภาวะเศรษฐกิจโลกที่ไม่ดี ทำให้การส่งออกกล้วยไม้มี ปัญหาตามไปด้วย โดยเฉพาะความผันผวนของราคาน้ำมันที่เป็นตัวแปรหลักในการส่ง ออก นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้รัฐบาลประกันราคากล้วยไม้และเร่งทำโรดโชว์ใน ต่างประเทศบ่อยๆ ซึ่งจะช่วยในการขยายตลาดเพิ่มขึ้น จะได้ไม่จำกัดอยู่แค่ ตลาดอเมริกา จีน ไต้หวัน ญี่ปุ่นและยุโรปไม่กี่ประเทศ

“ปัจจัยอีกตัวที่ธุรกิจส่งออกกล้วยไม้บ้านเรามีปัญหา เพราะการรวม ตัวของผู้ปลูกกล้วยไม้ไทยยังไม่เข้มแข็งพอ ดำเนินกิจการในลักษณะต่างคนต่าง ทำ ทำให้อำนาจการต่อรองมีน้อย ขณะเดียวกันภาครัฐก็ยังไม่ค่อยให้ความสำคัญ สักเท่าไรเมื่อเทียบกับพืชเศรษฐกิจตัวอื่น” ผู้จัดการสวนกล้วยไม้แอร์ ออคิด & แลบ กล่าวย้ำกล้วยไม้นับเป็นพืชเศรษฐกิจอีกตัวของประเทศที่ ควรได้รับการส่งเสริมภาครัฐอย่างจริงจัง เพราะเป็นพืชตัวเดียวในขณะนี้ก็ว่า ได้ที่ไม่มีปัญหาในเรื่องราคา แต่กลับไม่มีตลาดรองรับอย่างเพียงพอ

แนะวิธีดูแลกล้วยไม้ปลอดโรค

ชมพูนุทจรรยาเพศ นักสัตววิทยา8 สำนักวิจัยพัฒนา อารักขาพืช กรมวิชาการเกษตรแนะนำเกษตรกรควรให้ความสนใจและดูแลสวนกล้วยไม้ ให้ปลอดจากเชื้อรา แบคทีเรีย และหอยทาก โดยระบุว่าเนื่องจากสวนกล้วยไม้ส่วน ใหญ่มีความชื้นสูง มักพบหอยทากบกเข้าทำลายตาและหน่อดอกหรือใบ ถึงแม้ว่าความ เสียหายจะไม่มากนัก แต่ถ้าไม่มีการจัดการใดๆ ประชากรหอยจะเพิ่มสูงขึ้น จนก่อให้เกิดความเสียหายมากขึ้น นอกจากนี้หอยยังปล่อยเมือกไว้เป็นแนวตามทาง เดินอาจจะเป็นสาเหตุให้เกิดเชื้อราซ้ำได้ และประการสำคัญคือการที่หอยปะปนไป กับกล้วยไม้ที่ส่งไปต่างประเทศ เป็นสาเหตุให้ถูกเผาทำลาย นอกเหนือจากการ ต้องสูญเสียเงินจำนวนมหาศาลแล้ว ยังทำให้ไทยเสื่อมเสียชื่อเสียง

“จะเห็นได้ว่าหอยทากเป็นศัตรูของกล้วยไม้อีกประเภทหนึ่งที่ เกษตรกรจะต้องกำจัดให้สิ้นซาก หากเกษตรกรไม่ให้ความสนใจดูแลก็จะส่งผลกระทบ ต่อการส่งออกกล้วยไม้ของไทย และจะเป็นผลเสียต่อชื่อเสียงของไทยในอนาคต ด้วย ซึ่งเท่าที่ผ่านมาประเทศคู่ค้ามักพบหอยทากติดไปกับกล้วยไม้ ซึ่งจะทำ ให้เกิดความเสียหาย และถูกขึ้นบัญชีดำ ทำให้การส่งออกกล้วยไม้ไทยได้รับผล กระทบตามมาอีกด้วย” เจ้าหน้าที่คนเดิมกล่าวทิ้งท้าย

สุรัตน์ อัตตะ