Archive: Posts Tagged ‘พืชเศรษฐกิจ’

การลดต้นทุนการผลิตปาล์มน้ำมัน

1 comment May 4th, 2010

ปาล์มน้ำมัน

การผลิตปาล์มน้ำมัน

ปัจจุบันปาล์มน้ำมัน มีพื้นที่ปลูกรวม 3.89 ล้านไร่ พื้นที่ส่วนใหญ่ร้อยละ 88 อยู่ในภาคใต้ จังหวัดที่ปลูกมาก คือ จังหวัดกระบี่ สุราษฎร์ธานี ชุมพร รองลงมาเป็นภาคตะวันออกและภาคกลาง ร้อยละ 11 ส่วนภาคอื่น ๆ ร้อยละ 1 พื้นที่ที่ให้ผลผลิตแล้วมีประมาณ 3.19 ล้านไร่ ให้ผลผลิตปาล์มสด รวม 8.16 ล้านตัน สามารถสกัดน้ำมันปาล์มได้ 1.42 ล้านลิตร ผลผลิตน้ำมันปาล์มส่วนใหญ่ใช้บริโภคภายในประเทศ ปริมาณ 8-9 แสนลิตร โดยนำไปผลิตไบโอดีเซล 3-4 แสนลิตร ที่เหลือส่งออกและเก็บสำรองเป็นสต๊อกภายในประเทศ

สำหรับสถานการณ์การผลิตในปี 2553 คาดว่าจะมีพื้นที่ให้ผลผลิตแล้ว รวม 3.6 ล้านไร่ เพิ่มขึ้นจาก ปี 2552 ประมาณ 440,000 ไร่ เนื่องจากมีการปลูกใหม่เมื่อปี 2550 ทั้งในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และแหล่งผลิตเดิมในภาคใต้ ที่ปลูกทดแทนสวนไม้ผลเก่า เช่น ทุเรียน เงาะ กาแฟ รวมทั้งที่นา และพื้นที่ป่าพรุ พื้นที่ให้ผลผลิตที่เพิ่มขึ้นทำให้คาดว่าจะได้ผลผลิตปาล์มสด 10.28 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2552 จำนวน 1.9 ล้านตัน เนื่องจากสวนปาล์มน้ำมันส่วนใหญ่เป็นปาล์มน้ำมันพันธุ์ดี และอยู่ในช่วงให้ผลผลิตสูง ประกอบกับปริมาณน้ำฝนและสภาพดินฟ้าอากาศเหมาะสม ส่งผลให้ต้นปาล์มให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น

นายอนันต์ ลิลา รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เผยว่า จากการเปิดเสรีทางการค้าในกลุ่มประเทศ อาเซียนตามข้อตกลงการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) มีผลกระทบกับสินค้าปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์ม เนื่องจากประเทศคู่แข่ง คือ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย มีต้นทุนการผลิตสินค้าต่ำกว่าประเทศไทย ซึ่งหากมีการนำเข้าน้ำมันปาล์มราคาถูกจากประเทศดังกล่าว จะมีผลกระทบทำให้ราคาผลผลิตปาล์มน้ำมันในประเทศตกต่ำ และเมื่อวิเคราะห์ปัญหาการผลิตปาล์มน้ำมันของเกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมันของไทย พบว่าต้นทุนการผลิตปาล์มน้ำมันของไทยเพิ่มสูงขึ้นจาก 2.14 บาท/กิโลกรัม ในปี 2550 เป็น 2.58 บาท/กิโลกรัม ในปี 2552 (ข้อมูล : สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร) ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากราคาปุ๋ยเคมีที่สูงขึ้น เกษตรกรใช้ปุ๋ยในอัตราที่มากเกินความต้องการของพืช และพบว่าโครงสร้างต้นทุนการผลิตปาล์มน้ำมัน ร้อยละ 40 เป็นค่าปุ๋ยเคมี

สำหรับพืชปาล์มน้ำมัน อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ โดยรัฐบาลให้แนวทางรองรับการเปิดเสรีสินค้าเกษตร คือ

ขั้นที่ 1 การบริหารการนำเข้า ณ ด่านศุลกากร การเข้มงวดการตรวจใบรับรองต่าง ๆ เช่น ใบรับรองสุขอนามัย

ขั้นที่ 2 เยียวยาเกษตรกรเพื่อให้สามารถผลิตเพื่อการแข่งขันได้

และ ขั้นที่ 3 ใช้มาตรการปกป้องพิเศษโดยการขึ้นค่าธรรมเนียมปกป้องทันทีเพื่อระงับผลกระทบชั่วคราว

ในส่วนของกรมส่งเสริมการเกษตรได้ดำเนินโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตปาล์มน้ำมัน ปี 2551-2555 โดยใช้งบกองทุนปรับโครงสร้างการผลิตภาคเกษตรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ โดยจัดถ่ายทอดความรู้เป็นการเตรียมความพร้อมของเกษตรกรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุนการผลิต และปรับปรุงคุณภาพผลผลิต ให้เกษตรกรมีความสามารถในการผลิตปาล์มน้ำมันเพื่อแข่งขันได้ใน อนาคต

ในการลดต้นทุนการผลิต เกษตรกรต้องใช้ปุ๋ยให้ถูกต้องเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ และความต้องการของต้นปาล์มน้ำมัน โดยเกษตรกรควรตรวจวิเคราะห์ดิน และใส่ปุ๋ยตามคำแนะนำเพื่อให้ต้นปาล์มน้ำมันได้รับธาตุอาหารอย่างเหมาะสม เป็นการลดค่าใช้จ่ายปุ๋ยเคมี และช่วยเพิ่มผลตอบแทนแก่เกษตรกร

นอกจากนั้นเกษตรกรควรปรับปรุงคุณภาพผลผลิต โดยการเก็บเกี่ยวผลผลิตปาล์มสุก ซึ่งมีเปอร์เซ็นต์น้ำมันสูง จะมีส่วนให้โรงงานสกัดน้ำมันปาล์มสามารถสกัดน้ำมันได้เปอร์เซ็นต์สูง ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตน้ำมันปาล์มของประเทศลดลงตามไปด้วย.

การปลูกข้าวแอโรบิก

2 comments June 23rd, 2009

ข้าวแอโรบิก

น้ำเป็นปัญหาสำคัญของเกษตรกร โดยเฉพาะชาวนา เมื่อราคาข้าวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้ชาวนาอยากทำนาปรังในฤดูแล้ง แต่น้ำชลประทานที่มีจำกัดไม่พอแบ่งปันให้ทั่วถึง เมื่อถึงนาปีชาวนาส่วนใหญ่ที่ทำนาน้ำฝนมักจะประสบปัญหาขาดน้ำเมื่อฝนทิ้ง ช่วง แต่ตอนนี้ชาวนาคลายความวิตกกังวลได้แล้ว เนื่องจาก ศ.ดร.เบญจวรรณ ฤกษ์เกษม หัวหน้ากลุ่มวิจัย “ทรัพยากรพันธุกรรมและธาตุอาหารพืช” มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และเมธีวิจัยอาวุโส สกว. สาขาพืชไร่ ได้แนะ วิธีการปลูกข้าวโดยไม่ขังน้ำ เรียกว่า “ข้าวแอโรบิก” น่าจะเป็นทางออกได้ทางหนึ่ง สำหรับชาวนาที่มีปัญหาเรื่องน้ำ และจะช่วยให้ประเทศไทยผลิตข้าวได้มากขึ้นจากน้ำที่มีอยู่จำกัด โดยการใช้น้ำน้อยลงสำหรับการผลิตข้าว แต่ละไร่และแต่ละกิโลกรัม

ศ.ดร.เบญจวรรณ กล่าวว่า ปัจจุบันการปลูกข้าวไร่ด้วยระบบดั้งเดิมยังพอมีเหลืออยู่ในที่สูง และที่ยังให้ผลผลิตดีต้องการระยะเวลา หมุนเวียนอย่างน้อยถึง 7 ปี แต่การปลูกข้าวแอโรบิกนี้มีความแตกต่างตรงที่เป็นระบบเพาะปลูกสมัยใหม่ที่มี การดูแลรักษาและให้ปัจจัยการ ผลิต อาทิ ปุ๋ย น้ำ อย่างพอเพียงทั่วถึง มีการกำจัดศัตรูพืชโดยเฉพาะวัชพืชเป็นอย่างดี ซึ่งเป็นระบบที่มีการเพาะปลูกเชิงการค้าอย่างได้ผลมาแล้วนับสิบ ๆ ล้านไร่ในประเทศบราซิลและ จีนทางเหนือ โดยการขาดแคลนน้ำในการทำนา ทำให้ประเทศจีนมีแผนที่จะขยายพื้นที่ปลูกข้าวแอโรบิกให้ได้ถึง 55 ล้านไร่ นับเป็นร้อยละ 30 ของพื้นที่ปลูกข้าวทั้งประเทศ ทั้งนี้ ข้าวแอโรบิกแตกต่างจากการทำนาสวนตรงที่ไม่มีการทำเทือก ไม่มีความพยายามขังน้ำในกระทงนา แต่ให้น้ำพอดินชุ่มเหมือนพืชไร่อื่นที่ไม่ใช่ข้าว

การปลูกข้าวแอโรบิก

ข้อได้เปรียบของข้าวแอโรบิก คือ ช่วยให้ประหยัดน้ำ อีกทั้งปลูกข้าวได้ในพื้นที่มากกว่า ปีไหนฝนดีข้าวแอโรบิกอาจต้องการน้ำชลประทานเสริมเพียง 1-2 ครั้ง แต่ในช่วงวิกฤติน้ำชลประทานอาจพอเพียงปลูกข้าวแอโรบิกได้ ถึง 5-10 ไร่ ในฤดูแล้งที่ฝนตกเพียงเล็กน้อย หรือแทบไม่มีฝนเลย น้ำที่ใช้ทำนาปรัง 1 ไร่ จะพอเพียงปลูกข้าวแอโรบิกได้ถึง 3-4 ไร่

นอกจากนี้ ชาวนาที่มีค่าน้ำมันหรือไฟฟ้าสำหรับสูบน้ำเข้านาสวนได้เพียงไร่เดียว ก็จะปลูกข้าวแอโรบิกได้ถึง 5-10 ไร่ในฤดูนาปี และได้ถึง 3-4 ไร่ ในฤดูนาปรัง ทั้งนี้น้ำที่ประหยัดได้จริงจะแตกต่างกันตามพื้นที่และฤดูกาล ขึ้นอยู่กับปริมาณฝน ชนิดดินที่อุ้มน้ำได้มากน้อยต่างกัน ลักษณะสภาพแวดล้อมทางอุณหภูมิและความชื้นที่กำหนดควบคุมการใช้น้ำของต้นข้าว จึงนับได้ว่าการปลูกข้าวแอโรบิกมีศักยภาพที่เด่นชัดสำหรับชาวนาในเขตนาน้ำฝน แม้ในเขตชลประทานการปลูกข้าวแอโรบิกจะช่วยเพิ่มพื้นที่รับน้ำเพื่อปลูกข้าว ได้อีกหลายเท่าตัวจากการทำนาสวน

ศ.ดร.เบญจวรรณ กับการปลูกข้าวแอโรบิก

ศ.ดร.เบญจวรรณ กล่าวปิดท้ายรายการว่า…

การปลูกข้าวแอโรบิก นับว่ามีความเหมาะสมกับการเพาะปลูกสมัยใหม่เป็นอย่าง ยิ่ง โดยเฉพาะปัจจุบันที่มีการใช้เครื่องจักรตลอดทุกขั้นตอนของการดำเนินการ เช่น ในบางท้องที่ของภาคกลางและภาคเหนือตอนล่าง การปลูกข้าวแอโรบิกจึงน่าจะพัฒนาระบบการเพาะปลูก ที่ประหยัดแรงงานและใช้เครื่องจักรได้มากขึ้น ในขณะเดียวกันเราต้องทำการศึกษาทางวิชาการพื้นฐานเรื่องการปรับตัวของพันธุ์ ข้าวไทยที่หลากหลายต่อสภาพดินน้ำไม่ขังหรือดินน้ำขังไปพร้อม ๆ กัน เพื่อสนับสนุนพัฒนาการของระบบการปลูกข้าวแอโรบิกประหยัดน้ำนี้ให้ได้ผล.

dailynews

การปลูกถั่วเหลืองฤดูฝน

No comments May 29th, 2009

การปลูกถั่วเหลือง
การปลูกถั่วเหลืองในช่วงฤดูฝน

ในช่วงหน้าฝนหากต้องการปลูกถั่วเหลืองจะสามารถทำได้หรือไม่ ? คำตอบ ก็คือ ทำได้

ได้สอบถามผู้รู้ในเรื่องนี้แล้วพบว่าการปลูกถั่วเหลืองในฤดูฝนนั้นสามารถทำ ได้โดยขั้นต้นในการเตรียม ดินก็ทำเหมือนกับพืชไร่อื่น ๆ คือ ไถแล้วพรวน 1-2 ครั้ง ขึ้นกับสภาพดิน และให้มีความลึกประมาณ 15-20 เซนติเมตร ปรับระดับหน้าดินให้สม่ำเสมอไม่ให้มีน้ำขัง และมีการขุดร่อง โดยรอบแปลงปลูกเพื่อระบายน้ำได้สะดวก ในขณะปลูก ดินควรจะมีความชื้นที่ดีเพื่อให้เมล็ดงอกอย่างรวดเร็ว ดินที่จับตัวเป็นแผ่นแข็งที่หน้าดินหลังฝนตกหนักและแห้งนั้น จะทำให้ต้นกล้าไม่สามารถงอกทะลุผิวดินขึ้นมาได้ ทำให้ความงอกไม่สม่ำเสมอ ดังนั้นดินที่เป็นดินเหนียว ดินร่วนปนเหนียวจึงไม่ควรเตรียมดินให้ละเอียดนัก

การปลูกถั่วเหลืองมีหลายวิธี เช่น โรยเมล็ดเป็นแถว และหยอดเป็นหลุม ให้ลึก 2-3 เซนติเมตร แต่ที่ให้ผลดี คือหยอดเมล็ดในหลุมที่เตรียมไว้ โดยมีระยะระหว่างแถวและระหว่างต้น ที่พอเหมาะ กับการเจริญเติบโต คือ 50×20 เซนติเมตร ปลูกหลุมละ 3-4 เมล็ด ใช้เมล็ดพันธุ์ประมาณ 7 กิโลกรัมต่อพื้นที่ปลูก 1 ไร่ หากเมล็ดพันธุ์มีความงอกต่ำจะต้องเพิ่มปริมาณหยอดเมล็ดต่อหลุมให้มากขึ้น

พื้นที่ที่ไม่เคยปลูกถั่วเหลืองมาก่อนหรือดินที่เป็นกรดหรือด่างมากเกินไป ควรปรับสภาพดินให้เหมาะสมก่อน และคลุกเมล็ดพันธุ์ด้วยเชื้อไรโซเบียมก่อน ซึ่งเชื้อนี้เป็นแบคทีเรีย มีคุณสมบัติพิเศษ สร้างปมที่ราก พืชตระกูล ถั่วสามารถดึงไนโตรเจนจากอากาศนำไปใช้ได้ ก่อนปลูก จะทำให้เพิ่มผลผลิตได้มากขึ้น มีจำหน่ายทั่วไปในตลาดในหลายยี่ห้อทางการค้า.

หมอเกษตร
dailynews

มังคุด

No comments May 19th, 2009

มังคุด
เครือข่าย ‘มังคุด’ เมืองจันทบุรี ทีมผู้ผลิต ‘ราชินีผลไม้’ เกรดเอ

มังคุด ผลไม้รสชาติอร่อยมากถูกปากถูกใจของใคร ๆ หลายคนหลายชาติหลายภาษาจนได้รับฉายาว่า “ราชินีแห่งผลไม้” นอกจากนำมารับประทานแล้ว ทุกวันนี้ยังมีการนำมังคุดมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ชนิดต่าง ๆ กันมากขึ้น เช่น ทำเป็นน้ำมังคุด เปลือกมังคุดยังสามารถนำมาตากแห้ง จำหน่ายไปทำสมุนไพร ครีมทาแผลสด แผลเปื่อย ครีมบำรุงผิว ฉะนั้นจึงเห็นผลิตภัณฑ์สบู่จากเปลือกมังคุดในตลาด

ข้อมูลจาก www.medplant.mahidol.ac.th บอกไว้ว่า สารสกัดน้ำต้มเปลือกผลมังคุดมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย อันเป็นสาเหตุของอาการท้องเสียสารที่พบมากที่เปลือก คือ แทนนินมีฤทธิ์ฝาดสมานจึงช่วยแก้อาการท้องเสีย นอกจากนี้สารสกัดเปลือกมังคุดมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อ แบคทีเรียอันเป็นสาเหตุของการเกิดหนอง การใช้มังคุดรักษาแผล ให้เอาเปลือกมังคุดตากแห้งฝนกับน้ำปูนใส ใช้ทาแผลพุพอง แผลเน่าเปื่อย

มังคุดเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญอีกชนิดหนึ่งของจังหวัดจันทบุรี ปีที่ผ่านมามีเงินสะพัดจากผลไม้ชนิดนี้กว่า 2,240.15 ล้านบาท ปัจจุบัน จ.จันทบุรีมีพื้นที่เพาะปลูกมังคุด ประมาณ 136,957 ไร่ ซึ่งนายโอฬาร พิทักษ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร บอกว่า ระยะ 2-3 ปีหลังนี้ ชาวสวนมังคุดยังต้องผจญปัญหาสินค้าล้นตลาดและราคาตกต่ำ เนื่องจากผลผลิตมีคุณภาพไม่ตรงตามความต้องการของตลาดและผู้บริโภค โดยเกษตรกรสามารถผลิตมังคุดคุณภาพตรงกับความต้องการของตลาดต่างประเทศได้ เพียงร้อยละ 30 เท่านั้น ส่วนที่เหลือป้อนตลาดภายในประเทศ โดยเฉพาะช่วงกลางฤดูเก็บเกี่ยว ตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคม-กลางเดือนมิถุนายนจะมีผลผลิตออกมามากจนไม่สามารถ ระบายไปสู่ ผู้บริโภคได้ทันเวลา ส่วนใหญ่จึงต้องรีบขายผลผลิต แบบคละรวมโดยไม่มีการคัดเกรด ขณะที่การขนส่งสินค้าเพื่อนำไปจำหน่ายตามจังหวัดต่าง ๆ ไม่มีระบบการจัดการที่ดี ส่งผลให้สินค้าเกิดความเสียหายและรับประทานได้เพียงบางส่วน

จากปัญหาดังกล่าว สำนักงานเกษตร จังหวัดจันทบุรี จึงจัดทำ “โครงการส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรที่มีศักยภาพ” โดยใช้แนวคิดและกระบวนการของเครือข่ายผู้ผลิตมาประยุกต์ใช้กับมังคุด มุ่งสร้างและพัฒนาความร่วมมือของกลุ่มเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับมังคุดทั้งระบบ ตั้งแต่เกษตรกร ผู้ประกอบการ อุตสาหกรรมต่อเนื่องและหน่วยงานสนับสนุนให้ร่วมมือกันในลักษณะของพันธมิตร เพื่อเพิ่มปริมาณ ผลผลิตคุณภาพ ดี ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูล ค่าสินค้าและเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันให้กับผลผลิตมังคุด นับเป็นแนวทางช่วยแก้ไขปัญหาด้านการตลาดมังคุดในระยะยาวได้

เบื้องต้นได้สนับสนุนให้ชาวสวนมังคุดในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี 7 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมือง ท่าใหม่ มะขาม โป่งน้ำร้อน นายายอาม เขาคิชฌกูฏ และ ขลุง รวมกลุ่มสร้าง “เครือข่ายมังคุดจันทบุรี” ขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิกเครือข่าย จำนวน 15 กลุ่ม 1 ผู้ประกอบการ มีเกษตรกรสมาชิก จำนวน 290 ราย ขณะเดียวกันยังได้เร่งส่งเสริมให้เครือข่ายฯ มีแลกเปลี่ยนเรียนรู้เทคโนโลยีด้านการผลิต ทั้ง ระหว่างกลุ่มต่าง ๆ ภายในเครือข่าย และกลุ่มนอกเครือข่ายในจังหวัดและต่างจังหวัด (ระยอง ตราด) เพื่อช่วยพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตมังคุดของสมาชิก และลดต้นทุนการผลิต ให้ต่ำลงจากเดิมร้อยละ 15 ซึ่งจะทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น

ด้าน นางเริงจิตร พรหมสถิต เกษตร จังหวัดจันทบุรี กล่าวว่า สำนักงานเกษตรจังหวัดฯยังได้ส่งเสริมให้เครือข่ายมังคุดจันทบุรีร่วมกันวาง แผนการผลิตให้สอดรับกับด้านการตลาด ซึ่งปีนี้คาดว่าจะได้ผลผลิตรวมไม่น้อยกว่า 2,000 ตัน โดยกลุ่มตั้งเป้าร่วมกันพัฒนาการผลิตมังคุดคุณภาพเกรดส่งออก (มังคุดผิวมัน น้ำหนัก 70 กรัมขึ้นไป) ให้ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นจากเดิมร้อยละ 30 เพิ่มเป็นร้อยละ 40 ในปี 2552 ร้อยละ 50 ในปี 2553 และเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 60 ในปี 2554 ทั้งยังวางแผนการผลิตให้มังคุดคุณภาพออกสู่ตลาดในช่วงเวลาที่เหมาะสมสอด คล้องกับความต้องการของผู้บริโภคด้วย

ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากมังคุด ของ กลุ่มเครือข่ายมังคุดจันทบุรี

ส่วนด้านการตลาดนั้น กลุ่มเครือข่าย มังคุดได้มีแผนที่จะร่วมกันจำหน่ายผลผลิตของ กลุ่มภายใต้แบรนด์ “กลุ่มเครือข่ายมังคุดจันทบุรี” โดยมุ่งป้อนสินค้าให้ตลาดทั้งภายในและต่างประเทศ

กลุ่มเครือข่ายมังคุดจันทบุรียังได้เตรียมแผนจัดแสดง และจำหน่ายผลผลิตของกลุ่มในหลายจังหวัด อาทิ สุพรรณบุรี กรุงเทพฯ ชลบุรี มุกดาหาร และนิคมอุตสาหกรรม 3 แห่ง รวม ทั้งจัดโปรโมตสินค้าที่ประเทศกัมพูชาและญี่ปุ่นด้วย เพื่อประชาสัมพันธ์มังคุดคุณภาพดีให้เป็น ที่รู้จักของผู้บริโภคทั้งภายในและต่างประเทศ เพิ่มมากขึ้น อนาคตคาดว่าจะช่วยให้เกษตรกร มีรายได้เพิ่มสูงขึ้นจากการส่งออกสินค้าคุณภาพ และช่วยลดช่องว่างปัญหาด้านการตลาดและราคาตกต่ำได้

ขนาด “มังคุด” ซึ่งได้ขึ้นชื่อว่าเป็น “ราชินีแห่งผลไม้” ยังต้องพัฒนาเรื่องคุณภาพ… เพื่อสร้างจุดขายให้โดดเด่น…ผลไม้ชนิดอื่น ๆ ที่ประสบชะตากรรมเดียวกัน ควรนำไปเป็นต้นแบบ ประยุกต์ใช้ในการผลิต…เพื่อสร้างโอกาสให้ผลไม้เมืองร้อนของไทยโกอินเตอร์ฯ เพิ่มขึ้นและโกยเงินเข้าประเทศได้อย่างไร้คู่แข่ง.

dailynews

ปลูกต้นยางพาราช่วยลดโลกร้อน

No comments May 12th, 2009

สวนยางพารา
ยางพารา ไม้เศรษฐกิจ ลดโลกร้อน

นอก จาก “ยางพารา” เป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของไทยที่มีศักยภาพในการส่งออกสูง สามารถสร้างรายได้เข้าประเทศถึงปีละ 1.48-2.05 แสนล้านบาทแล้ว ยางพารายังเป็นไม้ปลูกที่มีส่วนช่วยลด “ภาวะโลกร้อน” ได้อีกด้วย โดยมีประสิทธิภาพการ ดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งเป็นก๊าชเรือนกระจกได้ไม่น้อยกว่าระบบของไม้ป่าเขตร้อน สวนยางพาราช่วยลดโลกร้อนได้อย่างไร? จริงหรือไม่? กรมวิชาการเกษตรมีข้อมูลยืนยัน

นายจิรากร โกศัยเสวี รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ยางพาราเป็นไม้ยืนต้นที่ช่วยสนับสนุนพื้นที่ป่าไม้ของประเทศที่เหลือ อยู่ประมาณร้อยละ 30 ทั้งยังเป็นพืชอนุรักษ์ดินและน้ำที่สามารถช่วยลดภาวะโลกร้อนได้ ซึ่ง จากผลการศึกษาวิจัยของศูนย์วิจัยยางฉะเชิงเทรา พบว่าต้นยางพาราสามารถดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ไม่น้อยกว่า 1.72 เมตริกตัน/ไร่/ปี ปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกยางกว่า 14.35 ล้านไร่ คาดว่าจะดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศ ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศได้ปีละไม่น้อยกว่า 16.54 ล้านเมตริกตัน

ขณะเดียวกันยังพบว่า ยางพาราสามารถสร้างมวลชีวภาพไม่น้อยกว่า 5.68 เมตริกตัน/ไร่/ปี ทิ้งเศษซากใบและเศษไม้เป็นแร่ธาตุหมุนเวียนในพื้นที่ไม่น้อยกว่า 1.12 เมตริกตัน/ไร่/ปี และการที่มีระบบปลูกพืชเป็นแถวขวางแนวการลาดเทของพื้นที่ สามารถช่วยป้องกันการไหลเซาะพังของดินโดยเฉพาะสภาพพื้นที่มีความลาดเอียงและ ลาดชันที่ปลูกยางแบบขั้นบันได จะช่วยลดปัญหาการพังทลายของดินได้ นอกจากนี้ยางพารายังเป็นพืชปลูกที่ใช้ปุ๋ยเคมี และสารเคมีป้องกันกำจัดโรค แมลงและวัชพืชน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับไม้เศรษฐกิจชนิดอื่น ถือเป็นการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อันจะนำไปสู่การซื้อขายคาร์บอนเครดิตได้ในอนาคต

ด้าน นายอารักษ์ จันทุมา นักวิชาการเกษตร ระดับชำนาญการพิเศษ ศูนย์วิจัยยางฉะเชิงเทรา กรมวิชาการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า การปลูกยางพาราถือเป็นการลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากธรรมชาติ และถูกเก็บไว้ในต้นยางเพื่อสร้างผลผลิตน้ำยางและ เนื้อไม้เพราะตลอดอายุปลูกและเก็บเกี่ยวผลผลิตไม่น้อยกว่า 25 ปี จากงานวิจัยพบว่า ลำต้นยางพาราอายุ 9 ปี ช่วยเก็บคาร์บอนได้ 8.3 เมตริกตัน/ไร่ ลำต้นยางอายุ 12 ปี เก็บคาร์บอนได้ 10.9 เมตริกตัน/ไร่ อายุ 18 ปี เก็บคาร์บอนได้ 15.2 เมตริกตัน/ไร่ และลำต้นยางอายุ 25 ปี เก็บคาร์บอนได้ 22 เมตริกตัน/ไร่

ขณะที่สวนยางพาราอายุ 25 ปี ช่วยเก็บสารคาร์บอนได้ 43 เมตริกตัน/ไร่ และ ให้มวลชีวภาพได้ประมาณ 49 เมตริกตัน/ไร่ เมื่อนำยางพาราไปผลิตยางล้อรถยนต์และนำไม้ยางพาราไปทำเครื่องเรือน เฟอร์นิเจอร์หรือใช้ทำประโยชน์อย่างอื่น ถือเป็นการยืดเวลาการคืนสารคาร์บอนสู่บรรยากาศได้นานนับสิบปีด้วย

ส่วนสวนยางอายุน้อยหรือสวนยางอ่อนที่มีการปลูกพืชคลุมดิน พืชตระกูลถั่ว ที่มีระบบรากสามารถตรึงธาตุไนโตรเจนจากอากาศ ช่วยลดการใช้ปุ๋ยเคมี ทำให้ประหยัดพลังงานในการผลิตและลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ที่เกิดจากการใส่ปุ๋ยเคมีได้ หากเกษตรกรมีการปลูกพืชแซมและพืชร่วมระหว่างแถวต้นยาง เช่น ข้าว พืชไร่ พืชผักต่าง ๆ อาทิ ผักพื้นบ้าน ผักเหลียง ผักหวาน หวาย สละ ระกำ ไพล กะวาน ดีปลี ย่านาง ขิง ข่า และไม้ดอกไม้ประดับ เช่น หน้าวัว ดาหลา และกล้วยไม้ รวมทั้งการปลูกแฝก นอกจากจะช่วยเก็บรักษาความชื้น เพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ดิน และป้องกันการชะล้างของหน้าดินแล้ว ยังทำให้เกษตรกรมีรายได้เสริมอีกด้วย

ยางพาราเป็นพลาสติกธรรมชาติที่ผลิตจากพืช มีกระบวนการผลิตที่สะอาดประหยัดพลังงาน 7-10 เท่า น้อยกว่าการผลิตยางเทียมพลาสติกสังเคราะห์ที่ได้จากฟอสซิล น้ำมันดิบ โดยยางธรรมชาติใช้พลังงานผลิต 16 จิกกะจูลล์/ เมตริกตัน ขณะที่ยางสังเคราะห์ใช้พลังงานผลิต 110-174 จิกกะจูลล์/เมตริกตัน ขณะที่การผลิตยางแผ่นดิบใช้กรดอินทรีย์ เช่น กรดฟอร์มิค หรือกรดน้ำส้มสายชู ทำให้ยางจับตัวและของเสียที่เหลือจากการทำยางแผ่นมีปริมาณไม่มากเทียบเท่า กับของเสียที่ทิ้งจากการซักล้างในครัว

นี่เป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ที่แสดงให้เห็นถึงประโยชน์ของสวนยางพาราแบบ 2 คุณค่าทั้งสร้างรายได้แถมรักษ์สิ่งแวดล้อม งานนี้ เกษตรกรยิ้มแป้นเลย เพราะมีส่วนช่วยลดโลกร้อนแบบไม่รู้ตัว

dailynews