Archive: Posts Tagged ‘พลังงานทดแทน’

การลดต้นทุนการผลิตปาล์มน้ำมัน

1 comment May 4th, 2010

ปาล์มน้ำมัน

การผลิตปาล์มน้ำมัน

ปัจจุบันปาล์มน้ำมัน มีพื้นที่ปลูกรวม 3.89 ล้านไร่ พื้นที่ส่วนใหญ่ร้อยละ 88 อยู่ในภาคใต้ จังหวัดที่ปลูกมาก คือ จังหวัดกระบี่ สุราษฎร์ธานี ชุมพร รองลงมาเป็นภาคตะวันออกและภาคกลาง ร้อยละ 11 ส่วนภาคอื่น ๆ ร้อยละ 1 พื้นที่ที่ให้ผลผลิตแล้วมีประมาณ 3.19 ล้านไร่ ให้ผลผลิตปาล์มสด รวม 8.16 ล้านตัน สามารถสกัดน้ำมันปาล์มได้ 1.42 ล้านลิตร ผลผลิตน้ำมันปาล์มส่วนใหญ่ใช้บริโภคภายในประเทศ ปริมาณ 8-9 แสนลิตร โดยนำไปผลิตไบโอดีเซล 3-4 แสนลิตร ที่เหลือส่งออกและเก็บสำรองเป็นสต๊อกภายในประเทศ

สำหรับสถานการณ์การผลิตในปี 2553 คาดว่าจะมีพื้นที่ให้ผลผลิตแล้ว รวม 3.6 ล้านไร่ เพิ่มขึ้นจาก ปี 2552 ประมาณ 440,000 ไร่ เนื่องจากมีการปลูกใหม่เมื่อปี 2550 ทั้งในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และแหล่งผลิตเดิมในภาคใต้ ที่ปลูกทดแทนสวนไม้ผลเก่า เช่น ทุเรียน เงาะ กาแฟ รวมทั้งที่นา และพื้นที่ป่าพรุ พื้นที่ให้ผลผลิตที่เพิ่มขึ้นทำให้คาดว่าจะได้ผลผลิตปาล์มสด 10.28 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2552 จำนวน 1.9 ล้านตัน เนื่องจากสวนปาล์มน้ำมันส่วนใหญ่เป็นปาล์มน้ำมันพันธุ์ดี และอยู่ในช่วงให้ผลผลิตสูง ประกอบกับปริมาณน้ำฝนและสภาพดินฟ้าอากาศเหมาะสม ส่งผลให้ต้นปาล์มให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น

นายอนันต์ ลิลา รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เผยว่า จากการเปิดเสรีทางการค้าในกลุ่มประเทศ อาเซียนตามข้อตกลงการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) มีผลกระทบกับสินค้าปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์ม เนื่องจากประเทศคู่แข่ง คือ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย มีต้นทุนการผลิตสินค้าต่ำกว่าประเทศไทย ซึ่งหากมีการนำเข้าน้ำมันปาล์มราคาถูกจากประเทศดังกล่าว จะมีผลกระทบทำให้ราคาผลผลิตปาล์มน้ำมันในประเทศตกต่ำ และเมื่อวิเคราะห์ปัญหาการผลิตปาล์มน้ำมันของเกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมันของไทย พบว่าต้นทุนการผลิตปาล์มน้ำมันของไทยเพิ่มสูงขึ้นจาก 2.14 บาท/กิโลกรัม ในปี 2550 เป็น 2.58 บาท/กิโลกรัม ในปี 2552 (ข้อมูล : สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร) ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากราคาปุ๋ยเคมีที่สูงขึ้น เกษตรกรใช้ปุ๋ยในอัตราที่มากเกินความต้องการของพืช และพบว่าโครงสร้างต้นทุนการผลิตปาล์มน้ำมัน ร้อยละ 40 เป็นค่าปุ๋ยเคมี

สำหรับพืชปาล์มน้ำมัน อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ โดยรัฐบาลให้แนวทางรองรับการเปิดเสรีสินค้าเกษตร คือ

ขั้นที่ 1 การบริหารการนำเข้า ณ ด่านศุลกากร การเข้มงวดการตรวจใบรับรองต่าง ๆ เช่น ใบรับรองสุขอนามัย

ขั้นที่ 2 เยียวยาเกษตรกรเพื่อให้สามารถผลิตเพื่อการแข่งขันได้

และ ขั้นที่ 3 ใช้มาตรการปกป้องพิเศษโดยการขึ้นค่าธรรมเนียมปกป้องทันทีเพื่อระงับผลกระทบชั่วคราว

ในส่วนของกรมส่งเสริมการเกษตรได้ดำเนินโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตปาล์มน้ำมัน ปี 2551-2555 โดยใช้งบกองทุนปรับโครงสร้างการผลิตภาคเกษตรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ โดยจัดถ่ายทอดความรู้เป็นการเตรียมความพร้อมของเกษตรกรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุนการผลิต และปรับปรุงคุณภาพผลผลิต ให้เกษตรกรมีความสามารถในการผลิตปาล์มน้ำมันเพื่อแข่งขันได้ใน อนาคต

ในการลดต้นทุนการผลิต เกษตรกรต้องใช้ปุ๋ยให้ถูกต้องเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ และความต้องการของต้นปาล์มน้ำมัน โดยเกษตรกรควรตรวจวิเคราะห์ดิน และใส่ปุ๋ยตามคำแนะนำเพื่อให้ต้นปาล์มน้ำมันได้รับธาตุอาหารอย่างเหมาะสม เป็นการลดค่าใช้จ่ายปุ๋ยเคมี และช่วยเพิ่มผลตอบแทนแก่เกษตรกร

นอกจากนั้นเกษตรกรควรปรับปรุงคุณภาพผลผลิต โดยการเก็บเกี่ยวผลผลิตปาล์มสุก ซึ่งมีเปอร์เซ็นต์น้ำมันสูง จะมีส่วนให้โรงงานสกัดน้ำมันปาล์มสามารถสกัดน้ำมันได้เปอร์เซ็นต์สูง ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตน้ำมันปาล์มของประเทศลดลงตามไปด้วย.

โครงการส่งเสริมปลูกไม้โตเร็วเพื่อเป็นพลังงานทดแทน

No comments May 27th, 2009

ไม้โตเร็ว
ไม้โตเร็ว อีกทางเลือกของวิกฤติพลังงาน

ในสภาวะปัจจุบัน สถานการณ์พลังงานของประเทศกำลังอยู่ในภาวะวิกฤติ เนื่องจากการขยายทางด้านเศรษฐกิจของประเทศที่มีแนวโน้มในการใช้พลังงานเพิ่ม มากขึ้น ราคาน้ำมันมีแนวโน้มราคาสูงขึ้นเรื่อย ๆ ประกอบกับพลังงานที่ได้มาจากเชื้อเพลิงประเภทฟอสซิล ซึ่งเป็นพลังงานประเภทใช้แล้วหมดไป และคาดว่าจะหมดไปในระยะอันใกล้นี้ เป็นเหตุให้ต้องหันมาค้นคว้าและวิจัยแหล่งพลังงานเพื่อมาทดแทนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อลดใช้จ่ายด้านพลังงานให้อยู่ในระดับเหมาะสม ซึ่งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) มีนโยบายดำเนินการจัดหาพลังงานทดแทนน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีราคาสูง ก่อให้เกิดปัญหามลพิษ และเป็นสาเหตุหนึ่งของปัญหาภาวะโลกร้อน โดยการปลูกไม้โตเร็วเป็นพลังงานทดแทนในการผลิตกระแสไฟฟ้า

จากการสำรวจ การถือครองพื้นที่ป่าไม้ ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ตามแผนการจัดการทรัพยากรที่ดินและป่าไม้ระดับพื้นที่ ระหว่างปี พ.ศ. 2541-2543 พบว่ามีราษฎรถือครองพื้นที่ป่าไม้จำนวนประมาณ 340,000 คน เนื้อที่ประมาณ 5.78 ล้านไร่ และกำลังดำเนินการให้สิทธิทำกินในเขตพื้นที่ป่าไม้ (สทก.) และพื้นที่ในเขตปฏิรูปที่ดินจะได้รับการส่งเสริมการปลูกไม้ยืนต้น ไม้เศรษฐกิจ สร้างรายได้ให้เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนในเขตปฏิรูปอย่างยั่งยืน ซึ่งผลการจัดที่ดิน โดยมอบสิทธิประโยชน์ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินทั้งประเทศ 435,416 ราย จำนวน 6.39 ล้านไร่ พื้นที่เหล่านี้มีศักยภาพในการส่งเสริมปลูกไม้โตเร็วเพื่อเป็นพลังงานทดแทน ทางกรมป่าไม้จึงได้ จัดทำ “โครงการส่งเสริมปลูกไม้โตเร็วเพื่อเป็นพลังงานทดแทน

นายสมชัย เพียรสถาพร อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวถึงวัตถุประสงค์โครงการนี้ว่า เพื่อส่งเสริมการปลูกไม้โตเร็ว เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตกระแสไฟฟ้า หรือพลังงานทดแทนอื่น เพื่อสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับราษฎร รวมทั้งช่วยเพิ่มพื้นที่ป่าไม้ และลดภาวะโลกร้อน ทั้งนี้เป้าหมายเมื่อสิ้นสุดโครงการในปี 2555 จะส่งเสริมให้ปลูกไม้โตเร็วให้ได้ 1 ล้านไร่ โดยมีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 100,900 ราย ซึ่งในปี 2552 จะดำเนินการในพื้นที่ 37,000 ไร่ เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ 4,600 ราย ปี 2553 จำนวนพื้นที่ 0.25 ล้านไร่ เกษตรกร เข้าร่วมโครงการ 25,000 ราย ปี 2554 จำนวนพื้นที่ 0.30 ล้านไร่ เกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 30,000 ราย และปีสุดท้าย 2555 จำนวนพื้นที่ 0.413 ล้านไร่ จำนวนเกษตรกร 41,300 ราย ซึ่งขณะนี้มีโรงไฟฟ้าชีวมวลที่ใช้ไม้โตเร็วที่ขายไฟฟ้าเข้าระบบแล้ว จำนวน 26 ราย และที่ลงนามสัญญาแล้วแต่รอขายไฟฟ้าเข้าระบบ จำนวน 11 ราย และโรงไฟฟ้าที่ยื่นข้อเสนอแล้วแต่ยังไม่ลงนามในสัญญาจำนวน 82 ราย รวมทั้งสิ้น 119 ราย

ทั้งนี้ กรมป่าไม้จะให้การสนับสนุนกล้าไม้โตเร็ว 400 ต้นต่อไร่ สามารถเข้าร่วมโครงการได้ตั้งแต่ 1-200 ไร่ และได้รับการสนับสนุนเงินช่วยเหลือไร่ละ 500 บาท แต่มีเงื่อนไขเกษตรกรต้องปลูกและบำรุงต้น ไม้ในระยะเวลาไม่น้อยกว่า 2 ปี หากต้นไม้ได้รับความเสียหายหรือตาย ต้องดำเนินการปลูกซ่อมทันที หากเกษตรกรไม่ดำเนินการปลูกซ่อมหรือบำรุงต้นไม้ตามเงื่อนไข โดยไม่มีเหตุผลอันสมควรหรือไม่ใช่เกิดจากเหตุสุดวิสัย ผู้เข้าร่วมโครงการต้องคืนเงินพร้อมดอกเบี้ยกลับคืนให้ราชการ

ส่วนหลักประกันทางด้านรายได้ ขณะนี้มีการรับซื้อไม้โตเร็วอยู่ระหว่าง 400-500 บาทต่อตัน หรือประมาณ 3,000 บาทต่อไร่ต่อปี นอกจากนี้ในยุทธศาสตร์กระทรวงพลังงานกำหนดเป้าหมายในช่วง 8 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 2546-2554 จะต้องใช้พลังงานทดแทนเพิ่มขึ้นจาก 0.5% ของการใช้พลังงานทั้งหมดในปัจจุบัน เป็น 8% ในอีก 8 ปีข้างหน้า ให้เพิ่มการรับซื้อไฟฟ้า 1,700 เมกะวัตต์ ภายในปี 2555-2563 ซึ่งการผลิตไฟฟ้าขนาด 1 เมกะวัตต์ ต้องใช้ไม้เป็นเชื้อเพลิงปีละ 15,000 ตัน ใช้พื้นที่ปลูกประมาณ 2,250 ไร่ต่อปี หากรอบหมุนเวียนการตัดฟัน 3 ปี จะใช้พื้นที่ปลูกประมาณ 6,750 ไร่ ถ้าจะผลิตกระแสไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 1,700 เมกะวัตต์ เราต้องปลูกต้นไม้เพิ่มขึ้นประมาณ 11,475,000 ล้านไร่

สำหรับไม้โตเร็วที่ส่งเสริมให้มีการปลูกคือ กระถินยักษ์, ยูคาลิปตัส, กระถินเทพา, กระถินลูกผสม และ กระถินณรงค์ ซึ่งผู้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการสามารถไปติดต่อได้ที่ สำนักจัด การทรัพยากรป่าไม้ สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้สาขา หรือ ศูนย์ประสานงานทรัพยากรป่าไม้ประจำ จังหวัด โดยผู้ที่จะเข้าร่วมโครงการจะต้องเป็นเจ้าของที่ดินหรือมีสิทธิใช้ประโยชน์ ในที่ดินโดยชอบด้วยกฎหมาย เช่น โฉนดที่ดิน, นส 3., ส.ป.ก. 4-01 หรือที่ดินอื่น ๆ ซึ่งมีเอกสารการอนุญาตอย่างถูกต้อง หากเป็นผู้เช่าหรือผู้เช่าซื้อที่ดินจะต้องมีหลักฐานสัญญาเช่าหรือเช่าซื้อ ที่ดินนั้น ต้องมีสัญชาติไทย และเป็นบุคคลที่บรรลุนิติภาวะตามกฎหมาย.

dailynews

ข้าวฟ่างหวานกับการผลิตเอทานอล

No comments October 24th, 2008

เอทานอลหรือแอลกอฮอล์ที่เรารู้จักกันดีนั้นเป็นผลมาจากกระบวนการหมัก โดยใช้ยีสต์เป็นหลักในการเปลี่ยนน้ำตาลให้กลายเป็นแอลกอฮอล์

ดังนั้น วัตถุดิบที่ใช้ในการทำแอลกอฮอล์ก็คงหนีไม่พ้นอ้อย และกากน้ำตาล ซึ่งมี น้ำตาลเป็นองค์ประกอบหลัก แต่ว่า ต่อมาได้มีการพัฒนามาใช้มันสำปะหลัง ซึ่ง มีแป้งเป็นองค์ประกอบหลัก และเมื่อผ่านกระบวนการเปลี่ยนแป้งให้เป็นน้ำตาล แล้ว ก็จะเข้าสู่กระบวนการหมักโดยยีสต์ตามปกติและได้แอลกอฮอล์ในที่สุด ซึ่ง ตอนนี้ความต้องการแอลกอฮอล์มีสูงมากเพราะว่าได้กลายมาเป็นส่วนประกอบหนึ่ง ของพลังงานทดแทนในรูปของน้ำมันผสมแอลกอฮอล์ ตั้งแต่ 10-85% ที่เรียกกันว่า อี 10, อี20 และอี 85 นั่นเอง

ปัญหาที่เกิดจากการใช้อ้อยและมันสำปะหลังมาเป็นวัตถุ ดิบในการหมักให้เกิดแอลกอฮอล์ก็คือทั้งคู่จัดได้ว่าเป็นพืชอาหาร ซึ่งความ ต้องการของตลาดก็มีอยู่สูงมาก จึงเกิดการแย่งวัตถุดิบกันขึ้น ส่งผลให้ราคา ของวัตถุดิบเพิ่มมากขึ้น จนเกิดผลกระทบไปทั่ว นั่นคือแอลกอฮอล์ที่ผลิตได้ก็ ต้องมีต้นทุนที่สูงขึ้น อาหารทั้งคนและสัตว์ก็ต้องเพิ่มราคาขึ้น เพราะว่า วัตถุดิบแพงขึ้น เรียกได้ว่าส่งผลต่อเนื่องกันเป็นลูกโซ่

ดังนั้นจึงมีแนวคิดของหลายคนว่า การผลิตพืชอาหารและพืชพลังงานไม่ น่าจะนำมาปะปนกันหรือผูกโยงกันจนกระทั่งก่อให้เกิดผลกระทบไปยังอีกส่วน หนึ่ง นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งมี ดร.ประสิทธิ์ ใจศิล เป็นหัว หน้าโครงการ จึงได้ศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้ข้าวฟ่างหวานเป็นวัตถุดิบ เสริมสำหรับการผลิตเอทานอล เพื่อหาทางนำข้าวฟ่างหวาน ซึ่งไม่ใช่พืชอาหาร มา ใช้แทนอ้อยและมันสำปะหลัง

ผลจากการที่นักวิจัยและทีมงานได้พยายามกันอย่างต่อเนื่องยาวนานนับ สิบปีก็พบข้อดีของข้าวฟ่างหวานที่น่าจะช่วยสนับสนุนการตัดสินใจได้ว่า มี ความเป็นไปได้มากในการใช้ข้าวฟ่างหวานเสริมหรือทดแทนวัตถุดิบอย่างอื่น ยก ตัวอย่างเมื่อเทียบกับอ้อยก็คือว่า ความหวานหรือปริมาณน้ำตาลในน้ำคั้นทั้ง ของอ้อยและข้าวฟ่างหวานค่อนข้างใกล้เคียงกัน แต่ข้าวฟ่างหวานสามารถปลูกโดย ใช้เวลาเพียง 100-120 วันก็เก็บเกี่ยวได้แล้วเพราะเป็นพืชอายุสั้น ในขณะที่ อ้อยต้องใช้เวลาถึงหนึ่งปีเต็ม

แต่ที่น่าสนใจมากกว่านั้นก็คือผลผลิตข้าวฟ่างหวานตกประมาณ 5-6 ตัน ต่อไร่ซึ่งดูเหมือนต่ำกว่าอ้อยที่ให้ผลผลิตได้มากถึง 9-10 ตันต่อไร่แต่ข้าว ฟ่างหวานอายุสั้นกว่า แต่ละปีจึงปลูกได้มากครั้งว่า หากมาเทียบกันแล้ว ผล ผลิตข้าวฟ่างหวานต่อไร่ต่อปีกลับมากกว่าอ้อยด้วยซ้ำไป

ดังนั้นการใช้ข้าวฟ่างหวานเป็นพืชเสริมการผลิตแอลกอฮอล์ในกรณีที่ อ้อยและมันสำปะหลังมีปัญหาจึงน่าจะมีความเป็นไปได้สูง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อมีการวางแผนการผลิตอย่างเหมาะสมในช่วงที่วัตถุดิบขาดแคลนอย่างเช่นอ้อย และมันจะมีช่วงเก็บเกี่ยวใกล้เคียงกันคือประมาณพฤศจิกายนถึงเมษายน หลังจาก นั้นจะเกิดช่องว่าง หากสามารถผลิตข้าวฟ่างหวานเข้าทดแทนได้ ก็น่าจะทำให้ ระบบการผลิตเอทานอลมีความต่อเนื่องได้อย่างดี แต่ทั้งหมดนี้ต้องมีการวางแผน และการจัดแบ่งผลประโยชน์ที่เหมาะสมระหว่างโรงงานและเกษตรกรผู้ผลิต เพื่อให้ ทั้งสองฝ่ายอยู่ได้ด้วยกันทั้งคู่ครับ!

รศ.ดร.พีระเดช ทองอำไพ

ทำไบโอดีเซลใช้เอง

No comments October 22nd, 2008

รู้มา เล่าไป-ทำไบโอดีเซลใช้เอง

ตอนนี้ราคาผลผลิตปาล์มน้ำมันเหลือลดลงอย่างน่าใจหายเหลือเพียงกิโลกรัมละ 2.60 บาทเท่านั้น ผมจำได้ว่าเมื่อหลายเดือนก่อน ผมไปทำข่าวแถวๆ ภาคใต้ พบว่าโรงงานผลิตไบโอดีเซลหลายแห่งครับที่ต้องปิดตัว เพราะราคาผลปาล์มน้ำมันแพง คือไปแตะที่กิโลกรัมละกว่า 6 บาท ไม่คุ้มต่อการลงทุนที่จะผลิตไบโอดีเซล ทำให้หลายโรงงานปิดตายชั่วคราว บางโรงงานเปลี่ยนแผนใหม่จากเดิมจะผลิตไบโอดีเซลจากน้ำมันปาล์มที่เป็นวัตถุดิบมาเป็นน้ำมันพืชที่ใช้แล้ว

ตอนนี้ราคาปาล์มน้ำมันก็ถูกลงแล้ว ครับ แต่ว่าราคาน้ำมันเชื้อเพลิงก็ลดลงไปเยอะเช่นกัน ผมคิดว่าคงมีหลายโรงงานที่จะผลิตไบโอดีเซล ปัดฝุ่นกันใหม่บ้างแล้ว แต่นั่นเป็นการผลิตในเชิงการค้า

ผมได้อ่านบทความหนึ่ง ซึ่งเป็นโครงการแผนพลังงานชุมชนของกระทรวงพลังงาน เกี่ยวกับการผลิตไบโอดีเซลมาใช้เองครับ เรียกว่า ไบโอดีเซลครัวเรือน สูตรเขย่ามือ (B-Shake) เห็นแล้วน่าสนใจครับ คือต่อไปกระทรวงพลังงานมีแผนที่จะอบรมแก่ผู้นำชุมชนจากทั่วประเทศ เพื่อให้สามารถผลิตไบโอดีเซลอย่างง่ายๆ ที่ว่านี้และนำไปใช้เอง

ดร.วีระวัฒน์ จันทนาคม ผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านการวางแผนระดับประเทศ สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงพลังงาน บอกว่า ปัจจุบันราคาน้ำมันเชื้อเพลิงไม่แน่นอน ดังนั้นเพื่อให้คนไทยในทุกชุมชนทั่วประเทศอยู่รอดได้ จะต้องให้ความสำคัญต่อการพึ่งพาตนเอง โดยเฉพาะด้านพลังงาน กระทรวงพลังงานจะทำการอบรมการผลิตไบโอดีเซลอย่างง่ายที่จะช่วยให้ชาวบ้าน สามารถทำความเข้าใจกระบวนการผลิตได้ และสามารถทำเองใช้เองได้ในชุมชน ถือเป็นการพึ่งพาตนเองในด้านพลังงานโดยไม่ต้องคำนึงถึงปัจจัยราคาน้ำมันจาก ภายนอก

ส่วนการผลิตไบโอดีเซลแบบง่ายๆ ที่ว่านี้ รศ.ประกอบ กิจไชยา อาจารย์จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าลาดกระบัง อธิบายว่า ไบโอดีเซลเกิดจากการทำปฏิกิริยาของน้ำมันพืช (น้ำมันปาล์ม น้ำมันสบู่ดำ น้ำมันพืชใช้แล้ว) กับแอลกอฮอล์ โดยใช้โซดาไฟหรือด่างเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา ซึ่งการทำ B-Shake สามารถทำได้เพียงแค่มีขวด 1 ใบกับมือสองข้างเท่านั้น

พูดง่ายๆ ว่า เมื่อนำส่วนผสมทั้งหมดใส่ในขวดและใช้แรงเขย่าเพื่อช่วยให้เกิดการทำ ปฏิกิริยา แต่ไบโอดีเซลจะเกิดขึ้นในปริมาณมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับขั้นตอนการเขย่า ถ้าเขย่าแรงและต่อเนื่องจะทำให้น้ำมันพืชทำปฏิกิริยากับแอลกอฮอล์ได้ดีและ เกิดไบโอดีเซลในปริมาณมาก

ข้อดีของการใช้น้ำมันไบโอดีเซลคือ เป็นพลังงานหมุนเวียนที่สังเคราะห์ขึ้นจากพืช จึงช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เป็นสาเหตุของภาวะโลกร้อน อีกทั้งยังเป็นเชื้อเพลิงที่ปลอดสารกำมะถัน ทำให้ไอเสียจากรถยนต์ไม่มีองค์ประกอบของกำมะถันและควันดำน้อยกว่าน้ำมัน ดีเซลปกติด้วยครับ

ชุมชนใดสนใจเข้าร่วมโครงการจัดทำแผนพลังงานชุมชน กับกระทรวงพลังงานในปี 2552 สามารถสมัครได้ที่สำนักงานพลังงานจังหวัด หรือศูนย์ประสานงานกลางการวางแผนพลังงานชุมชน โทร.0-2223-3344 ต่อ 2262-3

ดลมนัส กาเจ

ข่าวเกษตร 21 ตุลาคม 2551

No comments October 21st, 2008

เกาะ ข่าวเกษตร ประจำวันอังคารที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2551

ช่วงนี้ดูเหมือนว่าเกษตรกรที่ปลูกพืชชนิดต่าง ๆ กำลังมีปัญหา พืชชนิดแรกคือยางพารา ที่ก่อนหน้านี้บูมสุดสุด แต่ปัจจุบันราคายางพารายังคงมีความผันผวนและมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง สืบเนื่องจากปัจจัยหลายด้าน สำหรับมาตรการที่ดำเนินการในระยะเร่งด่วนของกระทรวงเกษตรฯ ขณะนี้ คือ เร่งประชาสัมพันธ์ทำความเข้าใจกับเกษตรกรถึงสถานการณ์ยางที่เป็นจริงว่า แม้เศรษฐกิจโลกจะตกต่ำการใช้ยางอาจไม่เพิ่มขึ้นมาก แต่ความต้องการใช้ยางยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และยังไม่เกิดภาวการณ์ผลผลิตยางธรรมชาติล้นตลาด เกษตรกรจึงไม่ควรเร่งการขายยางในช่วงนี้ พร้อมนี้ทางกระทรวงเกษตรฯ ได้เร่งรัดหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แจ้งประเทศผู้นำเข้าให้รักษาสัญญาในช่วงที่ราคายางปรับลดลง เนื่องจากมีบางประเทศที่บิดพลิ้วสัญญาการรับมอบยาง

นอกจากนี้กระทรวงเกษตรฯ ยังได้ขอความร่วมมือไปยังสถาบันการเงิน เพื่อขอให้ยืดเวลาการใช้เงินกู้ เนื่องจากผู้ประกอบการแปรรูปยางดิบประสบปัญหาด้านเงินทุนหมุนเวียนที่ใช้ สต๊อกยางค้ำประกันราคายางที่ลดลงทำให้ได้เงินกู้จากธนาคารน้อยลงทำให้ไม่ สามารถซื้อยางได้มากขึ้น

มิใช่แต่ผู้ปลูกยางเท่านั้นที่มีปัญหา ผู้ปลูกปาล์มน้ำมันก็มีปัญหาเช่นกัน คือตอนนี้เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันรายย่อยกำลังประสบกับภาวะราคาผลผลิตตกต่ำ ในขณะที่ต้นทุนการผลิตยังคงเท่าเดิมนั้น ทางกระทรวงเกษตรฯเขาก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ วันนี้ (21 ตุลาคม) เรียกประชุมคณะอนุกรรมการส่งเสริมการผลิตพืชพลังงานทดแทนด้านไบโอดีเซลเพื่อ หารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามแก้ไขปัญหาและอุปสรรคของการดำเนินงานให้สอดคล้องกับราคาปาล์ม ต้นทุนการผลิต และสถานการณ์ปัจจุบัน รวมถึงหารือกับกระทรวงพลังงาน ถึงแนวทางและแผนงานของการเพิ่มปริมาณการใช้วัตถุดิบจากปาล์มน้ำมันในการผลิต ไบโอดีเซล ชนิด B2 และ B5 ซึ่งหากทราบถึงปริมาณความต้องการใช้ก็จะสามารถส่งเสริมการปลูกปาล์มน้ำมัน ได้อย่างเหมาะสม เกิดความสมดุลระหว่างระบบการผลิตและความต้องการใช้ของตลาด อันจะเป็นการป้องกันปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้ให้ลดน้อยลงจนถึงไม่เกิดปัญหา ดังกล่าวในอนาคต ซึ่งคาดว่าภายหลังการประชุมจะมีข้อสรุปในการแก้ไขปัญหาที่ชัดเจน ขอให้เกษตรกรคอยดูกันต่อไปว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร!

ดงข้าว