Archive: Posts Tagged ‘ผลิตภัณฑ์เสริมความงามจากสมุนไพร’

ขมิ้นชัน พันธุ์ตรัง 2

No comments June 10th, 2009

ขมิ้นชัน
ขมิ้นชันพันธุ์ตรัง 2 สมุนไพรไทยพันธุ์ใหม่

“ขมิ้นชัน” เป็นพืชที่นำมาใช้ประโยชน์ได้ค่อนข้างหลากหลาย เป็นทั้งเครื่องเทศ สมุนไพร หรือพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์ ซึ่งปัจจุบันตลาดทั้งภายในและต่างประเทศมีความต้องการขมิ้นชันเพิ่มสูงขึ้น เรื่อย ๆ โดยเฉพาะการใช้สรรพคุณทางยาและเครื่องสำอาง ทำให้มีการขยายพื้นที่ปลูกขมิ้นชัน เพื่อการค้าแพร่หลายมากขึ้น โดยมีพื้นที่ปลูก 5,000-6,000 ไร่ กระจายอยู่ทั่วประเทศ ได้ผลผลิตประมาณ 10,000-12,000 ตัน ขณะที่ราคาก็อยู่ในเกณฑ์สูง โดยหัวสดซื้อขายที่ราคากิโลกรัม ละ 10-50 บาท หัวแห้ง (ทั้งหัว) 30-150 บาท/กิโลกรัม หัวหั่นเป็นแว่นแห้ง 60-150 บาท/กิโลกรัม และผงขมิ้นชันแห้ง 80-150 บาท/กิโลกรัม

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรม วิชาการเกษตร กล่าวว่า จากการที่นักวิจัยของศูนย์วิจัยพืชสวนตรังได้ศึกษาวิจัย พัฒนาและปรับปรุงพันธุ์ขมิ้นชันมาตั้งแต่ปี 2541 เพื่อให้ได้พันธุ์ขมิ้นชันที่เหมาะสมในการบริโภค ให้ผลผลิตสูง และมีสารสำคัญคือ เคอร์คูมินอยด์ ไม่ ต่ำกว่ามาตรฐานที่กำหนด คือ 5 เปอร์เซ็นต์ ทั้งยังมุ่งให้มีน้ำมันหอมระเหยไม่ต่ำกว่า 6 เปอร์เซ็นต์ด้วย เพื่อเป็นทางเลือกให้แก่เกษตรกรสามารถนำไปปลูกเป็นการค้าป้อนตลาด ซึ่งจะช่วยสร้างอาชีพและสร้างรายได้หล่อเลี้ยงครอบครัวได้

ขณะนี้การปรับปรุงพันธุ์ขมิ้นชันพันธุ์ใหม่ได้เสร็จสมบูรณ์แล้ว ซึ่ง คณะกรรมการวิจัยปรับปรุงพันธุ์พืช กรมวิชาการเกษตร ได้พิจารณา เห็นชอบให้เป็นพันธุ์แนะนำชื่อ “ขมิ้นชันพันธุ์ตรัง 2” โดยขมิ้นชันพันธุ์นี้มีความสูงของต้นประมาณ 0.8-1.1 เมตร หลังปลูก 9 เดือน ก็สามารถเก็บเกี่ยว ผลผลิตจำหน่ายได้ ให้ผลผลิตหัวสดในภาคใต้ประมาณ 2.59 ตัน/ไร่ นอกจากนี้ยังมีความโดดเด่นที่มีสารสำคัญเคอร์คูมินอยด์เฉลี่ย 11.04 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสูงกว่ามาตรฐานยาสมุนไพรไทย 120.80 เปอร์เซ็นต์ มีน้ำมันหอมระเหยเฉลี่ย 7.78 เปอร์เซ็นต์ สูงกว่ามาตรฐานยาสมุนไพรไทย 29.67 เปอร์เซ็นต์ เนื้อในหัวมีสีส้มแกมแดง

ขมิ้นชันพันธุ์ตรัง 2 นี้ สามารถปลูกได้ในเขตภาคใต้และปลูกได้ทั่วไปในพื้นที่ที่มีดินร่วนปนทราย หรือดินที่มีการระบายน้ำดี อุณหภูมิเฉลี่ย 27-33 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์เฉลี่ย 70-80 เปอร์เซ็นต์ ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ย 1,500-2,000 มิลลิลิตร/ปี อย่างไรก็ตาม เกษตรกร ไม่ควรใช้ส่วนขยายพันธุ์ (หัวและแง่ง) ที่มาจากแหล่งที่เป็นโรคเหี่ยวและโรคโคนเน่า เพราะจะทำให้ขมิ้นชันที่ปลูกอยู่เดิมติดโรคโคนเน่าหรือโรคเหี่ยวได้ง่าย และเกิดการสะสมโรคในแหล่งปลูกด้วย

ปัจจุบันศูนย์วิจัยพืชสวนตรังได้เร่งเพาะขยายพันธุ์ขมิ้นชันตรัง 2 เพื่อเพิ่มปริมาณมากขึ้น ขณะเดียวกันยังได้ส่งหัวและแง่งขมิ้นชันตรัง 2 ให้กับสถาบันวิจัยพืชสวนและศูนย์วิจัยพืชสวนศรีสะเกษ เพื่อขยายพันธุ์โดยใช้เทคนิคการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ซึ่งจะช่วยเพิ่มปริมาณต้นพันธุ์ได้มากขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นการเตรียมพร้อมรองรับความต้องการเกษตรกรที่จะนำขมิ้นชันพันธุ์นี้ไป ปลูกเชิงการค้าในอนาคต

อย่างไรก็ตาม หากสนใจข้อมูลเกี่ยวกับ “ขมิ้นชันพันธุ์ตรัง 2” สามารถสอบถามรายละเอียด เพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์วิจัยพืชสวนตรัง จังหวัดตรัง โทร. 0-7521-1133 หรือ 0-7520-3248 ทุกวัน ในเวลาราชการ.

dailynews

ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางจากรวงข้าว

No comments May 13th, 2009

ข้าว
จากอาหารหลัก สู่ความงาม สวยด้วยสารสกัดจาก ข้าวไทย

“ข้าว” เป็นพืชประเภทหญ้าที่มีความสำคัญต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของมนุษย์ ซึ่งนักประวัติศาสตร์ทราบดีว่าข้าวมีความสำคัญและเกี่ยวข้องกับชีวิตของคนไทย มาช้านาน โดยมีตำนานเล่าขานและมีประเพณีสืบทอดเกี่ยวกับข้าวมากมายนับแต่อดีตจนถึง ปัจจุบัน รวมทั้งประชากรของไทย เรานั้นได้บริโภคข้าวเป็นอาหารหลักที่ให้พลังงานแก่ชีวิตในแต่ละวันด้วย ปัจจุบันนี้มีวิวัฒนาการที่ก้าวไกลมาก นอกจากข้าว จะเป็นอาหารหลักของเราแล้ว ยังสามารถนำมาสกัดเป็นเครื่องสำอางประทินความงามให้กับผิวพรรณได้อีกด้วย

รวงข้าวที่ไม่อ่อนเกินไปหรือแก่เกินไปจะอุดมไปด้วย กรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกายสูงซึ่งสามารถช่วยเสริมกลไกการทำงานของกรดอะมิ โนในร่างกายได้ อ.ดร.ไฉน น้อยแสง หัวหน้าแผนกวิจัย วิทยาลัยการแพทย์ไทย มหาวิทยาลัยเทคโน โลยีราชมงคลธัญบุรี ให้ความรู้ว่า จากการศึกษาพบว่าในรวงข้าว มีกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกายสูง โดยสารตัวนี้จะมีคุณสมบัติในการซ่อมแซมเซลล์ส่วนที่สึก หรอที่เป็นดีเอ็นเอในร่างกายของ มนุษย์เรา เช่น ผิวหนัง เส้นผม รวมทั้งช่วยในการบำรุงผิว

ที่สำคัญยังค้นพบว่าในรวงข้าวนั้นมีสาร แกมมา-ออไรซานอล (Gamma-Oryzanol) และ ออไรซา-เซราไมด์ (Orysa- Ceramide) ที่มีประโยชน์ต่อ ผิวมาก เพราะมีฤทธิ์ในการลดอนุมูลอิสระไม่ให้มีปฏิกิริยาต่อ ผิว ทำให้ผิวหนังชุ่มชื้นและต้านการอักเสบ สารชนิดนี้จึงมีความ ปลอดภัยสูงมาก โดยจากการวิจัย พบว่าสารแกมมา-ออไรซานอล นี้เป็นสารที่ต้านอนุมูลอิสระได้ดี ที่สุดเมื่อเทียบกับวิตามินซีและอี ส่วนออไรซา-เซราไมด์ ช่วยทำให้ผิวหนังชุ่มชื้นเรียบเนียน ไม่ เกิดริ้วรอยเหี่ยวย่น ป้องกันรังสียูวีจากแสงแดดและมีคุณสมบัติเป็นไวเทนเนอร์ โดยสามารถยับ ยั้งกระบวนการการสังเคราะห์ เมลานิน

การนำข้าวมาสกัดเป็นสารเติมแต่งในเครื่องสำอางนั้น ได้มีการคิดค้น วิจัย ทดลอง และวิเคราะห์ขึ้นมาจากกระบวนการเรียนการสอนของอาจารย์และนักศึกษาที่ได้ร่วม กันทดสอบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้วยความทุ่มเทเพื่อพัฒนาสิ่งที่ดี ที่สุดให้กับชุมชน ซึ่งจุดเด่นของเราอยู่ที่การเรียนการสอนพัฒนาหลักสูตรต่าง ๆ ให้ดียิ่งขึ้นเพื่อเผยแพร่เป็นประโยชน์ต่อชุมชน ส่วนผลิตภัณฑ์นั้นถือว่าเป็นผลพลอยได้ที่เราคิดค้นขึ้นมาใช้เองหรือจำหน่าย

ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางจากรวงข้าวที่คิดค้นขึ้นมามี 4 ชนิด ประกอบด้วย

1. แชมพูสระผมผสมสารสกัดจากรวงข้าว ช่วยทำความสะอาดหนังศีรษะและซ่อมแซมเส้นผมแตกปลายให้กลับชุ่มชื่น

2. ครีม นวดผมผสมสารสกัดจากรวงข้าว ช่วยซึมซาบให้ผมนุ่มเรียบลื่นจากรากผมจดปลายผมด้วยคุณค่าจากสารสกัดน้ำมัน ข้าว อุดมด้วยโปรตีน วิตามิน และแร่ธาตุ ซ่อมแซมเส้นผมแตกปลายให้กลับชุ่มชื่นมีชีวิตชีวา

3. โลชั่นบำรุงผิวผสมสารสกัด จากรวงข้าว เพิ่มความชุ่มชื้น ทำ ให้ผิวกระชับ เต่งตึงแลดูอ่อนกว่าวัย

4. สบู่เหลวผสมสารสกัดจากรวงข้าว ช่วยให้ผิวเต่งตึง ต้านอนุมูลอิสระ ให้ผิวกายสะอาดสดใส พร้อมคุณค่าบำรุงจากน้ำนมข้าว ที่สำคัญ ทั้ง 4 ผลิตภัณฑ์จะมีกลิ่นหอมจากธรรมชาติของข้าวด้วย

สำหรับขั้นตอนการทำ ผลิตภัณฑ์นั้นเริ่มจากการคัดเลือก ข้าว ซึ่งเราจะใช้วิธีการคัดเลือกสมุนไพรแบบภูมิปัญญาไทยคือต้องเลือกข้าวที่ไม่ อ่อนเกินไปหรือแก่เกินไปเพราะถ้าอ่อนเกินไปจะได้สารอาหารไม่ครบแต่ ถ้าหากแก่เกินไปสารอาหารบาง ส่วนก็จะลดน้อยลง อย่างเช่น ข้าวที่เรารับประทานอยู่ทุกวัน นั้นต้องรอให้ปริมาณของคาร์โบไฮเดรตมีจำนวนมากพอจึงจะ นำมารับประทานเพราะเน้นให้พลังงาน จึงแตกต่างจากข้าวที่เราจะนำมาสกัดเพื่อเติมแต่งใน เครื่องสำอางที่เน้นสารบำรุงผิว จึงต้องใช้กึ่งอายุของข้าวและเป็นข้าวหอมมะลิเพราะมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว

เมื่อเลือกข้าวแล้วนำเมล็ด มาหมักประมาณ 3 อาทิตย์ โดยเอาส่วนที่เป็นตัวอ่อน (embryo) และเม็ดแป้งของเนื้อในเมล็ดข้าวที่แยกเอาเปลือกออก แล้วนำมาคั้นกับน้ำสะอาด หลังจากนั้นนำสารสกัดข้าวมาเตรียมเป็นสารสกัดที่อยู่ในรูปผงแห้งเพื่อ นำมาละลายในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง ซึ่งส่วนประกอบเครื่องสำอางเราจะใช้ส่วนผสมที่เป็นสมุนไพรดั้งเดิมที่มี ประวัติการ ใช้อยู่แล้ว อย่างเช่น ถ้าเป็น แชมพูสระผมจะเลือกใช้สารตัวชำระล้างที่มีคุณสมบัติอ่อนโยน เช่น ประคำดีควาย หากเป็นโลชั่น บำรุงผิวนอกจากจะเติมสารสกัดจากรวงข้าวเพื่อบำรุงผิวแล้วยังเพิ่มที่มี คุณสมบัติป้องกันแสงแดดซึ่งผ่านการทดสอบแล้วว่าไม่ทำให้เกิดการระคายเคือง

ปริมาณในการเติมสารสกัดจากรวงข้าวนั้นจะใส่ในปริมาณที่พอดี ไม่มากเกินไปเพราะจะทำให้ต้นทุนสูงแต่คุณ สมบัติที่ได้คงที่ จึงใช้แค่ 2-5 เปอร์เซ็นต์ ส่วนสารกันเสียนั้นถ้าหากเราทำใช้เองก็ไม่ต้องใส่สาร กันเสีย จะมีอายุประมาณ 2 เดือน แต่หากทำไว้เพื่อการขายจำเป็นต้องใช้เพราะเราไม่สามารถ ควบคุมการใช้ของผู้บริโภคได้ว่ามีการเก็บถูกต้องหรือไม่ อย่างไรก็ตาม จากการวิจัยพบว่าสารกันเสียไม่ได้ทำให้คุณประโยชน์ของส่วนผสมต่าง ๆ ของเครื่องสำอางลดน้อยลงแต่เราต้องใช้ในปริมาณที่เหมาะสมไม่เช่นนั้นอาจเกิด การระคายเคืองได้

สำหรับในอนาคต ทางวิทยาลัยมีเป้าหมายที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางผสมสาร สกัดจากรวงข้าวและพืชสมุนไพร อื่น ๆ เพื่อใช้กับผิวและผิวหน้าที่ มีความบอบบาง โดยการนำเทค โนโลยีใหม่มาใช้ในการพัฒนาตำรับเครื่องสำอาง เพื่อให้ระบบการนำส่งสารออกฤทธิ์ธรรมชาติดีขึ้นและมีประโยชน์สูงสุด ซึ่งนอกจากข้าวจะนำมาสกัดเติมแต่งในผลิตภัณฑ์ทั้ง 4 ชนิดแล้ว ยังสามารถนำมาสกัดใช้เป็นเซรั่มบำรุงผิวได้ แต่ต้องใช้ในปริมาณที่มาก และมีค่าใช้จ่ายสูง

ขั้นตอนและกรรมวิธีการ ผลิตนั้น อาจารย์ไฉน บอกว่า ไม่หวงสูตรและพร้อมที่จะสาธิตเผยแพร่สูตรต่าง ๆ ที่ได้คิดค้นขึ้นมาในครั้งนี้ให้ประชาชนได้ รับทราบ โดยจะนำไปสาธิตในงาน “กาชาดและของดีจังหวัดปทุมธานี” ระหว่างวันที่ 22-31 พฤษภาคม 2552 ที่ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต หากใครสนใจสามารถไปชมการสาธิตและจดสูตรไปทดลองทำกัน ได้ ซึ่งเชื่อว่าจะมีประโยชน์กับประชาชนในการทำเครื่องสำอางใช้เองได้ตาม ภูมิปัญญาไทยหรือนำไปเป็นอาชีพได้เหมาะกับภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน.

กรวิกา คงเดชศักดา
dailynews

ต้นมะหาด สมุนไพรลดผมร่วง

2 comments November 1st, 2008

วิจัยพบต้นมะหาด สมุนไพรไทย ช่วยลดปัญหาเส้นผมบนศีรษะมีน้อย

นัก ศึกษาปริญญาโท มหาวิทยาลัยมหาสารคาม วิจัยพบยาป้องกันผมร่วงและกระตุ้นการงอกของเส้นผมจากต้นมะหาด โดยทดสอบกับผู้ที่มีปัญหาศีรษะล้าน ผมร่วง ผมบาง กว่า 100 ราย ได้ผลดีมาก ผมเริ่มงอกภายใน 60 วัน โดยไม่พบผลข้างเคียง

คุณปราณี ศิริบูรณ์พิพัฒนา ข้าราชการ ลาศึกษาต่อระดับปริญญาโท คณะเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (ขณะนี้สำเร็จการศึกษาเรียบร้อยแล้ว) เปิดเผยว่า เดิมใบหน้าของตนเป็นฝ้าและจากการติดตามข้อมูลข่าวสารพบว่า ลำต้นมะหาดสามารถช่วยลดฝ้าทำให้หน้าขาวได้ จึงได้นำเนื้อไม้และแก่นต้นมะหาดมาต้มเอาน้ำทาบนใบหน้า ผลปรากฏว่าฝ้าหายไป แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ขนคิ้ว ซึ่งขึ้นมาดกจนผิดปกติ จึงได้ศึกษาอย่างจริงจังและสกัดเป็นน้ำทาศีรษะบริเวณที่ผมบางให้กับคุณพ่อ ซึ่งอายุ 74 ปี ใช้เวลาเพียง 45 วัน ผลปรากฏว่าผมของพ่อเกิดขึ้นหนากว่าเดิม จากนั้นจึงพัฒนาสูตรมาเรื่อยๆ เป็นเวลาร่วม 2 ปี ได้ทดลองกับอาสาสมัครกว่า 100 ราย ได้ผลดีมาก โดยไม่มีผลข้างเคียง และได้จดสิทธิบัตรกับกรมทรัพย์สินทางปัญญาเรียบร้อยแล้ว

สำหรับ ผลิตภัณฑ์น้ำยาปลูกผมจากต้นมะหาดนี้เป็นสมุนไพร 100% ไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ ไม่มีสารเคมี เป็นน้ำใสๆ ไม่มีสารแต่งกลิ่น แต่งสีใดๆ ทั้งสิ้น ไม่มีกลิ่นเหม็น ได้ส่งให้กรมวิทยาศาสตร์บริการตรวจแล้ว ไม่พบความเป็นพิษกับคน โดยมีส่วนผสมประกอบด้วยสารจากมะหาด 80% ส่วนอีก 20% เป็นสมุนไพร 7 ชนิด และจากการศึกษาพบว่า มีสรรพคุณยับยั้งการทำงานของเอ็นไซม์ที่ทำให้ผมร่วงและกระตุ้นการงอกของเส้น ผมด้วย

คุณอำพน ศิริคำ อาชีพรับราชการในจังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า ผมเริ่มหงอกเมื่ออายุประมาณ 30 ปี ระยะแรกก็ถอนออกบ้างแต่ต่อมาหงอกมากขึ้นเรื่อยๆ ก็เลยต้องโกรกผม โดยโกรกผมทุก 15-20 วัน ผมร่วงสะสมมาเป็นเวลานาน ทำให้ผมบาง นอกจากนี้ บริเวณเหนือหน้าผากมุมซ้ายและขวาค่อยๆ หลุดร่วงไปทีละเล็กทีละน้อย นานวันเข้าจะมีลักษณะเป็นง่าม แต่ภายหลังจากใช้ยานี้ 1 เดือน ผมหยุดร่วงชัดเจนมาก และเมื่อใช้ครบ 2 เดือน ปรากฏว่าผมงอกขึ้นมา และหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้ ในช่วงฤดูหนาวทุกปี มักจะประสบปัญหารังแค แต่หลังจากใช้ยาตัวนี้แล้วกลับไม่พบรังแคแต่อย่างใด

ร.ต.ท.พันธ์ ศักดิ์ ศิริคำ อดีตตำรวจสังกัด สภ.หนองนาคำ จังหวัดขอนแก่น เกษียณอายุราชการมาแล้ว 5 ปี โกรกผมมาเป็นเวลากว่า 20 ปี ผมร่วงสะสมมาเป็นเวลานาน ทำให้ผมบางมาก (มองเห็นหนังศีรษะ) ก่อนใช้ยานี้ผมร่วงค่อนข้างมาก แต่ภายหลังใช้ยานี้ประมาณ 1 เดือน ผมหยุดร่วง และเมื่อใช้ครบ 40 วัน มีผมงอกออกมาเป็นจำนวนมาก ซึ่งมากกว่าผมเดิมที่มีอยู่ 2-3 เท่า และเมื่อผมยาว 1-2 เซนติเมตร จะมองเห็นชัดเจนมาก (แบ่งชั้นผมเก่ากับผมใหม่) และมีผมที่เริ่มงอกตามมาอีกเป็นจำนวนมาก จากนั้นได้ไปเยี่ยมอดีตเพื่อนร่วมงานที่โรงพักปรากฏว่าได้รับความสนใจมากและ ทึ่งไปตามๆ กัน และนอกจากนี้ ยังมีท่านอื่นๆ นำยานี้ไปใช้ก็เห็นผลเช่นกัน

คุณ ปราณี กล่าวอีกว่า การทำวิทยานิพนธ์ในครั้งนี้เพื่อศึกษาองค์ประกอบทางเคมีและศึกษาการใช้ สารสกัดมะหาดในคนศีรษะล้าน ดังนั้น ผู้ที่มีปัญหาผมร่วง ผมบางหรือศีรษะล้าน จะเห็นผลประมาณ 45-60 วัน ซึ่งยาสมุนไพรสูตรนี้สามารถใช้กับผู้ที่ผมร่วงจากโรคสะเก็ดเงินได้ด้วย

อนึ่ง เส้นผมของคนเราแต่ละคนมีประมาณ 1 แสนเส้น แต่ละเส้นมีอายุประมาณ 1,000 วัน (2 ปีเศษ) แต่ส่วนใหญ่มักจะร่วงก่อนกำหนด ในวัยหนุ่มสาวผมร่วงบ้างก็ไม่เป็นไร เพราะมีผมงอกขึ้นมาทดแทน เมื่ออายุมากขึ้นผมงอกน้อย นานวันเข้าทำให้ผมบาง หรือล้าน ในการงอกของผม ต่อมผมที่สลัดผมมานานจะงอกช้ากว่าต่อมผมที่เพิ่งร่วงมาเมื่อเร็วๆ นี้ เช่น ต่อมผมที่สลัดผมมาเมื่อ 5 ปีที่แล้ว จะงอกช้ากว่าต่อมผมที่เพิ่งสลัดผมมาเมื่อปีที่แล้ว เป็นต้น หากร่วงมานาน ต่อมผมบางต่อมอาจถูกปิดตาย

ดังนั้น หากต้องการคงความดูดีมีเสน่ห์ควรดูแลสุขภาพผมด้วย “กันไว้ดีกว่าแก้…แย่แล้วจะแก้ไม่ทัน” หากท่านใดสนใจ ติดต่อได้ที่ ฝ่ายประสานงาน เลขที่ 226/72 หมู่ที่ 6 ถนนประชาสโมสร (ด้านหลัง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตขอนแก่น) ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น 40000 โทร. (089) 843-9778, (086) 230-0431 โทร./โทรสาร (043) 337-678


วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 21 ฉบับที่ 442

สรรพคุณของ หญ้าไผ่นํ้า

11 comments October 27th, 2008

หญ้าไผ่น้ำ

“หญ้าไผ่นํ้า” รักษาโรคไตได้

ชาวจีน เชื่อถือในสรรพคุณของ “หญ้าไผ่นํ้า” กันมาก โดยมีผู้เป็นโรคไตขนาดต้องฟอกไตเป็นประจำ เมื่อนำเอา “หญ้าไผ่นํ้า” ไป ต้มนํ้าดื่มวันละแก้วใหญ่ๆ กินติดต่อกันเป็นเวลา 6 เดือน อาการของโรคไตที่เป็นอยู่ หายได้โดยไม่ต้องฟอกไตอีก ซึ่งอัตราส่วนในการต้มดื่ม เอาต้น “หญ้าไผ่นํ้า” แบบสด 250 กรัม นํ้าเยอะหน่อย ต้มจนเดือดเคี่ยวประมาณ 1 ชั่วโมง เทดื่มขณะอุ่นวันละแก้ว ก่อนหรือหลังอาหารก็ได้ เวลาไหนก็ได้ ต้มดื่มต่อเนื่อง 3 เดือนแรกอาการจะดีขึ้น 3 เดือนหลัง หรือ 6 เดือน อาการจะหายขาด ปัจจุบันมีผู้นำเอา “หญ้าไผ่นํ้า” มาวางขาย จึงรีบแนะนำให้ผู้อ่านไทยรัฐได้รู้จักอีกตามระเบียบ

หญ้าไผ่นํ้า เป็นไม้ล้มลุกจำพวกกึ่งเลื้อย ลำต้นกลม เป็นข้อปล้อง อวบนํ้า สีเขียวปนนํ้าตาล ต้นสูงไม่เกิน 1 ฟุต ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับตามข้อ เป็นรูปรี ปลายแหลม โคนใบเป็นกาบหุ้มลำต้นบริเวณข้อ สีเขียวสด ใบเมื่อขยี้จะมีนํ้าลื่นคล้ายเมือก ดอก เป็นสีม่วง หรือ สีนํ้าเงิน ขยายพันธุ์ด้วยการปักชำต้น พบขึ้นทั่วไปตามที่ชื้นแฉะ ริมลำธาร หรือตามคันนา มีชื่อเรียกอีกคือ จุยเตกเฉ้า และ ฮวยเฮียะตะเจี่ยเฉ้า

ปัจจุบัน “หญ้าไผ่นํ้า” มีขายที่ ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ บริเวณโครงการ 21 แผง “คุณพร้อมพันธุ์” ราคาสอบถามกันเอง ควรซื้อเฉพาะแผงที่แนะนำ ทั้งนี้เพื่อป้องกันถูกหลอก ได้ของไม่แท้ ไปแล้วรับประทานเป็นอันตราย สรรพคุณ อย่างอื่น ทั้ง ต้นตากแห้งต้มเป็นยาเย็นขับพิษร้อนใน บรรเทาอาการบวม รักษาต่อมนํ้าเหลืองลำคออักเสบ ท้องเดิน ภายนอกตำละเอียด พอกถอนพิษแมลงกัดต่อย พอกฝีดีมาก

สอบถามผลิตภัณฑ์สมุนไพร ยาบำรุงไต ไม่ใช่รักษาไต, ขมิ้นชันสูตร แก้ แผลในกระเพาะอาหารลำไส้ บำรุงผิวพรรณ, ครีมกันแดดกระชายดำ, คอลลาเจนบริสุทธิ์ 100% ช่วยชะลอรอยย่นบนใบหน้า ใช้ประจำจะดีมาก, ตรีผลา ลดไขมันในเส้นเลือด ลดไตรกีเซอร์ไรน์, ดีบัวแคปซูล ช่วยขยายหลอดเลือดไปเลี้ยงสมองและหัวใจ, ยาต้มคลายเส้นไม้เท้าเฒ่าอาลี แก้ปวดเมื่อย แก้เกาต์ ลดเบาหวาน บำรุงไต บำรุงกำลัง, แห้วหมูสูตรลดความดันโลหิต, ครีมโลดทนง รักษาสิวฝ้า ทำให้หน้าเนียนใส รูขุมขนตีบลง, ครีมทูอินวัน สำหรับคนเป็นสิวฝ้าน้อย ใบหน้าหมองคลํ้า, เซรัมสกัดจากธัญพืช บำรุงผิวหน้าชั้นในและชั้นนอก, ครีมบำรุงกลางวันและกลางคืน โทร. 0-2275-2692

ส่วน หนังสือ “สมุนไพรไม้ประดับหายาก” เล่มที่ 4 ของ “นายเกษตร” พิมพ์ สี่สีทั้งเล่ม ไม่วางขายที่ไหน ราคาเล่มละ 600 บาท บวกค่าส่งเล่มละ 30 บาท ส่งธนาณัติซื้อสั่งจ่าย “คุณนงลักษณ์ ศรีอัชรานนท์” ตู้ ปณ.48 ปณฝ.สาขาสามแยกลาดพร้าว กทม. 10900 ครับ.

นายเกษตร

น้ำมันตะไคร้ สมุนไพรพื้นบ้าน

No comments October 11th, 2008

น้ำมันตะไคร้

ทายาทหมอสมุนไพรพื้นบ้านชื่อดังเมืองสองแควที่หันมาเอาดีทางด้านการทำผลิตภัณฑ์ จากสมุนไพรจนประสบความสำเร็จ ก่อนจะรวบรวมชาวบ้านก่อตั้งเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนสมุนไพรเพื่อ สร้างรายได้เสริมให้คนในชุมชน สำหรับ “เสาร์ สอนเพียร” ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนสมุนไพร ต.บึงพระ อ.เมือง จ.พิษณุโลก ทายาทหมอสมุนไพรพื้นบ้านชื่อดังแห่งเมืองสองแคว “พ่อยวร สอนเพียร”

หลัง เรียนจบปวช.ช่างยนต์ จากสุโขทัยก็กลับบ้านที่ ต.บึงพระ อ.เมือง จ.พิษณุโลก เปิดอู่ซ่อมรถแต่ไปไม่รอด จึงผันตัวเองไปเป็นพ่อค้าปลูกผักขายและขายไก่ย่างข้าวเหนียวส้มตำเลี้ยงครอบ ครัวอยู่ระยะหนึ่ง จึงคิดหาอาชีพใหม่ ด้วยการหยิบเอาสูตรสมุนไพร “น้ำมันว่าน 108” แก้ปวดเมื่อยสูตรเก่าแก่ของพ่อมาทดลองทำและนำไปเร่ขายตามจังหวัดต่างๆ

การขายยาสมุนไพรช่วยสร้างรายได้ให้แก่เสาร์และครอบครัวจนเริ่มดีขึ้น ทำให้เขาคิดที่จะเอาดีด้านการผลิตยาสมุนไพรจำหน่าย และวางแผนขยายกิจการด้วยการชักชวนเพื่อนบ้านให้มารวมตัวกัน จัดตั้งเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนสมุนไพร ต.บึงพระ ปี 2545 และขอเงินกู้จาก ธ.ก.ส.พิษณุโลก นำมาต่อยอดเป็นเงินทุนในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่างๆ จากสมุนไพรเพิ่มเติม

เสาร์ แจงต่อว่า สำหรับสมุนไพรที่ผลิตขึ้นช่วงแรกๆ เป็นพวกสบู่ขมิ้นชัน ครีมทาผิวสกัดจากใบบัวบกและกวาวเครือ แชมพูสกัดจากมะกรูด เป็นต้น แต่ปัจจุบันสินค้าที่ทำรายได้หลักยังคงเป็นน้ำมันนวดแก้ปวดเมื่อย อย่างน้ำมันว่าน และน้ำมันตะไคร้ ซึ่งสกัดจากตะไคร้สด มีสรรพคุณแก้ปวดเมื่อย และบรรเทาอาการปวดตามข้อ ซึ่งเป็นสูตรเด็ดที่ได้รับมรดกมาจากผู้เป็นบิดาผสมผสานกับสูตรที่ตัวเองคิด ค้นขึ้นมา

“ไอเดียในการทำน้ำมันตะไคร้นั้นเกิดจากสมัยตอนเด็กๆ ชอบเลี้ยงไก่ชน คนที่เลี้ยงไก่ชนจะทราบว่าเวลาไก่ขาเจ็บจากการลงชน จะต้องใช้ตะไคร้ทุบแล้วผูกขาไก่ ทิ้งไว้สักพักก็จะหาย นั่นเป็นเพราะน้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้มีสรรพคุณด้านการรักษาอาการปวด เคล็ด ขัด ยอก ได้ จึงทดลองนำตะไคร้มาสกัด และแจกจ่ายให้คนในหมู่บ้านที่มีปัญหาเรื่องปวดข้อ ปวดขาใช้ ปรากฏได้ผลดีมาก จึงลงทุนทำ ลองผิดลองถูกอยู่ 1 ปี จึงเริ่มวางตลาดได้ในปี 2548”

สำหรับ ขั้นตอนการผลิตนั้น เสาร์เผยว่า เริ่มจากนำตะไคร้สดมาล้างให้สะอาด หั่นเป็นท่อนๆ แล้วนำใส่เครื่องกลั่นโดยใช้เวลากลั่น 3 ชั่วโมง ก็จะได้ออกมาเป็นน้ำมันสกัดจากตะไคร้สด ซึ่งต้องพักทิ้งเอาไว้เพื่อให้น้ำแยกออกจากน้ำมัน ก่อนแยกเอาเฉพาะน้ำมันไปผสมกับส่วนผสมอื่นๆ เช่น การบูรและส่วนผสมอีกบางชนิด โดยทางกลุ่มขออนุญาตสงวนเป็นความลับ ก็จะได้ออกมาเป็นน้ำมันตะไคร้สำหรับถูทา ฉีดพ่นแก้ปวดเมื่อย บรรจุขวดสเปรย์พร้อมใช้งานในปริมาณ ขวดละ 80 ซีซี ซึ่งตะไคร้ 80 กิโลกรัม เมื่อกลั่นออกมาแล้วจะได้เป็นน้ำมันตะไคร้บรรจุขวด 200 ซีซีจำนวน 100 ขวด

“วัตถุดิบในการผลิต จะรับซื้อจากแหล่งทั่วไป แต่สำหรับตะไคร้จะให้สมาชิกในกลุ่มปลูกเองและนำมาขายให้ในราคา 100 ต้น 12 บาท หากไม่เพียงพอต่อการผลิตจึงจะสั่งซื้อจากแหล่งอื่น ส่วนกากตะไคร้ที่เหลือจากการสกัดทางกลุ่มจะนำไปทำเป็นปุ๋ยหมักตากแห้ง จำหน่าย” ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนคนเดิมกล่าว

ปัจจุบันนี้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนสมุนไพร ต.บึงพระ มีผลิตภัณฑ์สมุนไพรและผลิตภัณฑ์เสริมความงามจากสมุนไพรรวมกว่า 100 ชนิด ท่านใดสนใจทดลองใช้ สั่งซื้อหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อโดยตรงได้ที่กลุ่มวิสาหกิจชุมชน สมุนไพร ต. บึงพระ 194/3 หมู่ 4 ต.บึงพระ อ.เมือง จ.พิษณุโลก โทร.0-5528-7455