Archive: Posts Tagged ‘ปุ๋ยอินทรีย์’

อบรมผลิตปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพ

No comments February 12th, 2009

ปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพ

นาย ฉลอง เทพวิทักษ์กิจ รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เผยว่า ปัจจุบันปริมาณขยะเพิ่มขึ้น น้ำทิ้งจากชุมชนลงแหล่งน้ำธรรมชาติและการทำปศุสัตว์ กลายเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมที่สำคัญส่งผลให้เกิดน้ำเสียและส่งกลิ่นเหม็น ที่ผ่านมา กรมได้ทำการวิจัยด้านจุลินทรีย์และมีผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์สารเร่ง พด. เพื่อใช้ผลิตปุ๋ยอินทรีย์น้ำหมักชีวภาพ สารบำบัดน้ำเสียและขจัดกลิ่นเหม็นจึงส่งเสริมให้เกษตรกรนำผลิตภัณฑ์เหล่านี้ ไปใช้ประโยชน์ทางการเกษตร เพื่อเพิ่มคุณภาพผลผลิตรวมถึงลดต้นทุนค่าปุ๋ยเคมีตลอดจนใช้เพื่อกำจัดกลิ่น เหม็นในคอกเลี้ยงสัตว์หรือบำบัดน้ำในบ่อเลี้ยงปลา

ดังนั้น กรมจึงต้องการขยายผลการดำเนินงานที่มุ่งเน้นไปในกลุ่มประชาชนในเขตชุมชน เพื่อช่วยลดปัญหาขยะในชุมชนเมืองเป็นการรักษาสิ่งแวดล้อม ที่สำคัญยังช่วยลดภาวะโลกร้อนได้อีกทางหนึ่ง ซึ่งกรมฯได้เปิดฝึกอบรมในหลักสูตร การผลิตและใช้น้ำหมักชีวภาพ สารบำบัดน้ำเสียและขจัดกลิ่นเหม็นโดยใช้สารเร่ง พด.ขึ้น โดยตั้งเป้าอบรมหลักสูตรนำร่องรวม 4 รุ่น ขณะนี้อบรมแล้ว 2 รุ่น ได้รับความสนใจจากประชาชนในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมถึงเดินทางมาจากจังหวัดต่างๆจำนวนมาก ซึ่งจะเปิดอบรมในรุ่นต่อไป ผู้สนใจสอบถามที่ 0-2579-8515, 0-2579-0679

“นอกจากนี้ กรมฯยังมุ่งหวังว่าจะช่วยให้เกิดการขยายเครือข่ายผู้ผลิตและใช้น้ำหมักชีวภาพเพิ่มขึ้นในแต่ละชุมชน สำหรับท่านที่อยู่ต่างจังหวัดหรือไม่สะดวกเดินทางแต่ในชุมชนมีผู้สนใจสามารถ รวมตัวกันติดต่อมายังกรมฯจะส่งเจ้าหน้าที่ไปอบรมให้ถึงชุมชน โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ” นายฉลองกล่าว.

thairath

เกษตรอินทรีย์

No comments February 11th, 2009

ยุคนี้ต้องเกษตรอินทรีย์

ปีนี้จากการคาดคะเนจากหลายๆ ฝ่าย ต่างมองไปในทางเดียวกันว่าพิษเศรษฐกิจโลกที่กำลังตกต่ำนั้นมันช่างสาหัสนัก ผลกระทบที่เห็นชัดในตอนนี้คือจะทำให้ภาคแรงงานถูกเลิกจ้างจำนวนมหาศาล เนื่องเพราะบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกจำนวนไม่น้อยทีเดียวประกาศลดปริมาณการผลิตสินค้าลง ส่งผลให้ลดคนงานตามมาด้วย

บ้านเรานั้นคาดว่าจะมีถูกเลิกจ้างจากภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมไม่น้อยกว่า 5 แสนคนครับ และแน่นอนครับคนงานเหล่านี้ส่วนหนึ่งต้องหางานใหม่ อาชีพใหม่ ซึ่งในจำนวนนี้คาดว่ามีจำนวนไม่น้อยเช่นกันที่จะกลับไปสู่ภูมิลำเนาของตัว เอง และกลับไปอยู่ในภาคการเกษตร

ฉะนั้น ทางออกของภาคเกษตรต้องพึ่งตนเอง ทำเกษตรแนวใหม่ ที่มีต้นทุนต่ำอย่างถาวร และผลิตสินค้าออกมาเป็นที่ต้องการของตลาด ทางเลือกตรงนี้คือ เกษตรอินทรีย์ หรือเกษตรปลอดสารพิษ นั่นเอง เนื่องเพราะทุกวันนี้ต้องยอมรับว่า ทั่วโลกต่างตื่นตัวที่จะห่วงสุขภาพมากขึ้น และเกษตรอินทรีย์เป็นที่ต้องการของผู้บริโภคด้วย

เดี๋ยวนี้เกษตรอินทรีย์มีหน่วยงานหลายแห่งให้การสนับสนุนครับ ไม่เพียงแต่ในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เท่านั้น แต่กระทรวงอื่นๆ ก็หันมาสนับสนุนเกษตรอินทรีย์เช่นกัน อย่างล่าสุดกระทรวงพาณิชย์ก็เริ่มเดินเครื่องผลักดันสินค้าเกษตรอินทรีย์ แต่เน้นในด้านการตลาด จะเห็นได้ว่า เมื่อวันที่ 4-5 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา มีการจัดงาน “รวมพลคนอินทรีย์ ปี 2552” ขึ้นมา ที่บริเวณกระทรวงพาณิชย์ ถ.สนามบินน้ำ ต.บางกระสอ อ.เมือง จ.นนทบุรี

งานนี้กระทรวงพาณิชย์ ได้บรรจุเป็นแผนยุทธศาสตร์ในการส่งเสริมและพัฒนาตลาดเกษตรอินทรีย์อย่างต่อ เนื่องครับ ทั้งในส่วนของการพัฒนาผู้ผลิต ผู้ประกอบการ เจ้าหน้าที่ของรัฐ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจและให้คำปรึกษาเกี่ยวกับตลาดให้แก่ผู้ผลิต ผู้รวบรวม ผู้แปรรูป และผู้ส่งออก

พูดถึงตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ นั้น ผมเชื่อว่ายังมีแนวโน้มที่จะเติบโตเพิ่มขึ้นครับ ถือเป็นการสอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคทั่วโลกที่ใส่ใจเรื่องอาหาร สะอาด ปลอดภัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ฉะนั้นภาคเกษตรของไทยต้องร่วมมือร่วมใจกันหันมาผลิตและบริโภคอาหารที่เป็นผล ผลิตของเกษตรอินทรีย์มากขึ้น เพื่อเป็นการนำประเทศไทยก้าวสู่การเป็นแหล่งอาหารอินทรีย์ที่สำคัญในระดับ ภูมิภาคต่อไป

การทำเกษตรอินทรีย์นั้นนอกจากจะเป็นผลดีต่อผู้บริโภค และเกษตรกรเองแล้ว หากมองในแง่ของการลงทุนภาคเกษตร จะเป็นการลดต้นทุนอีกระดับหนึ่งครับ เพราะเรามาใช้ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยอินทรีย์ หรือปุ๋ยชีวภาพที่มีราคาถูกกว่า และที่สำคัญปุ๋ยเหล่านี้ รวมถึงยากำจัดศัตรูพืชบางชนิด เราสามารถผลิตเอง ใช้เองได้อีกด้วย ตรงนี้ล่ะครับที่ว่าเป็นการลดต้นทุนในภาคเกษตรอย่างยั่งยืนครับ

ดลมนัส กาเจ
komchadluk

เครื่องทำปุ๋ยชีวภาพอัดเม็ด

No comments November 25th, 2008

เครื่องทำปุ๋ยชีวภาพอัดเม็ด
เครื่องทำปุ๋ยชีวภาพอัดเม็ด 2 in 1 ใช้ก๊าซขับเคลื่อน-คืนทุนใน 3 ปี

ฟาร์มสุกรที่เลี้ยงสุกรไม่ถึง 500 ตัว ที่ไม่มีระบบผลิตก๊าซชีวภาพ ในแต่ละวันจะมีมูลสุกรและของเสียจากการชะล้างเป็นจำนวนมาก และใช้วิธีปล่อยลงบ่อพักซึ่งส่งกลิ่นเหม็นรบกวนชุมชนรอบข้าง ส่วนการจัดการกากตะกอนก็จะใช้วิธีตากแห้งแล้วทำเป็นปุ๋ย ขายได้เพียง 1 บาท/กก. ส่วนฟาร์มที่มีระบบผลิตก๊าซชีวภาพจะมีการจัดการน้ำเสียควบคู่กันไป แต่ในส่วนกากตะกอนก็จะถูกปล่อยลงพื้นที่ว่างเปล่า หรือหากนำไปขายเป็นปุ๋ยก็จะได้ในราคาถูกเช่นเดียวกัน

ด้วยเหตุนี้ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงาน จึงมอบหมายให้มหาวิทยาลัยขอนแก่น ดำเนินโครงการศึกษาการใช้ก๊าซชีวภาพเป็นพลังงานในเครื่องผลิตปุ๋ยชีวภาพอัด เม็ด เพื่อเพิ่มมูลค่า และนำก๊าซชีวภาพที่ผลิตได้มาใช้ให้คุ้มค่ามากที่สุด

รศ. ดร.ธนากร วงศ์วัฒนาเสถียร แห่งภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ผู้จัดการโครงการฯ เล่าว่า ก๊าซชีวภาพที่ผลิตได้จากฟาร์มสุกรขนาดเล็กนำไปใช้ในการหุงต้มเพียง 1-2 ลบ.ม./วัน เท่านั้น แต่มีก๊าซส่วนที่เหลือ 3-4 ลบ.ม./วัน ทำให้ต้องปล่อยก๊าซที่เหลือทิ้ง ซึ่งก่อให้เกิดภาวะเรือนกระจก และส่งผลต่อภาวะโลกร้อนได้

ทางคณะวิจัย ได้ทำการออกแบบเครื่องผลิตปุ๋ยชีวภาพอัดเม็ด และนำเครื่องจักรกลการเกษตร ได้แก่ เครื่องยนต์รถไถนาเดินตามมาดัดแปลงติดตั้งเครื่องยนต์ให้เป็นเครื่องต้น กำลัง และนำก๊าซชีวภาพที่เหลือใช้มาเป็นพลังงานร่วมกับน้ำมันดีเซล

“ผลการทดลองด้วยการนำกากตะกอนจากการผลิตก๊าซชีวภาพมาผลิตปุ๋ยอัดเม็ด โดยใช้ก๊าซชีวภาพเป็นพลังงานร่วมกับน้ำมันดีเซล พบว่าการใช้ก๊าซชีวภาพเป็นพลังงานร่วมกับน้ำมันดีเซล (เปิดวาล์ว 50%) ผลิตปุ๋ยอัดเม็ดได้ 190.98 กก./ชม. และใช้น้ำมันเชื้อเพลิงน้อยมาก เพียง 0.00134 ลิตร/ปุ๋ย 1 กก. ซึ่งหากเปรียบเทียบกับการใช้น้ำมันดีเซลเป็นเชื้อเพลิงอย่างเดียว จะผลิตปุ๋ยอัดเม็ดได้ 171.14 กก./ชม. และใช้น้ำมันเชื้อเพลิง 0.00319 ลิตร/ปุ๋ย 1 กก.”

หัวหน้าโครงการ ระบุว่า โดยสรุปแล้ว การผลิตปุ๋ยชีวภาพอัดเม็ดโดยนำก๊าซชีวภาพมาเป็นพลังงานร่วม ช่วยประหยัดน้ำมันดีเซลได้ 57.99% เมื่อเทียบกับการใช้น้ำมันดีเซลเป็นเชื้อเพลิงเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ปุ๋ยที่ผลิตได้ก็เพิ่มมูลค่าจากเดิมขายได้เพียง 1 บาท/กก. ก็เพิ่มเป็น 5 บาท/กก. ขณะที่คุณสมบัติด้านธาตุอาหารของปุ๋ยดังกล่าว พบว่าอุดมไปด้วยธาตุอาหารพืช ทั้งไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม ซึ่งนำไปใช้กับพืชไร่ต่างๆ ได้เป็นอย่างดี

ด้าน ดร.ไปรยา เฉยไสย ผู้ร่วมวิจัย ได้ประเมินความเหมาะสมทางเศรษฐศาสตร์ ว่าต้นทุนเครื่องผลิตปุ๋ยนั้นมีต้นทุนที่ 40,600 บาท ส่วนเครื่องยนต์ต้นกำลัง 33,000 บาท รวมต้นทุนทั้งหมด 73,600 บาท โดยหากเกษตรกรมีกำลังการผลิตปุ๋ยชีวภาพอัดเม็ด 50 กก./วัน จะต้องขายราคา 15 บาท/กก. มีระยะเวลาคืนทุน 1.31 ปี หากขายปุ๋ยราคา 5 บาท/กก. จะคืนทุนในเวลา 2.71 ปี

ทั้งนี้ หากเกษตรกรรายใดที่มีเครื่องยนต์การเกษตรที่เป็นเครื่องยนต์ต้นกำลังแล้วจะ ให้ผลคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์มากยิ่งขึ้น เพราะไม่ต้องลงทุนเครื่องยนต์ เพียงแต่นำมาดัดแปลงและติดตั้งกับเครื่องผลิตปุ๋ยอัดเม็ดเท่านั้น

ขณะที่ จินตนา เหล่าฤชุพงศ์ หัวหน้ากลุ่มเทคโนโลยีพลังงานก๊าซชีวภาพ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน บอกว่า กรมได้มอบหมายให้ทางมหาวิทยาลัยขอนแก่นทำการศึกษา วิจัย และทดลองโดยใช้เวลา 1 ปี ปัจจุบันการผลิตเครื่องปุ๋ยชีวภาพอัดเม็ดโดยใช้ก๊าซชีวภาพที่เหลือใช้เป็น พลังงานร่วมแล้วเสร็จ โดยมี “สังเวียนฟาร์ม” ที่ตั้งอยู่ อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น เป็นฟาร์มต้นแบบ

มยุรี อัครบาล

ข่าวเกษตร 21 พฤศจิกายน 2551

No comments November 21st, 2008

เกาะข่าวเกษตรประจำฉบับวันศุกร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

นายประเสริฐ โกศัลวิตร อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า ขณะนี้สภาพอากาศทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกลางเริ่มหนาวเย็นลงอย่างต่อเนื่อง เกษตรกรควรระวังข้าวกระทบหนาว ซึ่งจะเกิดขึ้น ในระยะกล้าจะทำให้ต้นข้าวชะงักการเจริญเติบโต แคระแกร็น ใบเหลืองจนถึงต้นกล้าแห้งตาย ถ้าเกิดในระยะแตกกอและกำเนิดช่อดอกจะทำให้ต้นข้าวชะงักการเจริญเติบโต ออกดอกช้า รวงข้าวโผล่ไม่พ้นกาบใบธง และถ้าเกิดในระยะออกดอกหรือระยะผสมเกสรจะทำให้เกสรตัวผู้ไม่สมบูรณ์ ผสมเกสรไม่ติด จะเกิดเมล็ดลีบมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปีนี้อุณหภูมิได้ลดลงอย่างรวดเร็ว ชาวนาควรจะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ

กรมการข้าวขอให้ชาวนาเร่งสำรวจแปลงนา โดยให้พิจารณาจากต้นกล้าในแปลงนาทั้งหมดเริ่มแห้ง สามารถฟื้นฟูให้กลับสู่สภาพเดิมได้ ถ้าอากาศหนาวไม่นานควรรีบสูบน้ำเข้าแปลงนา หากอยู่ในระยะออกรวงใกล้เก็บเกี่ยว ควรระบายน้ำออกจะช่วยลดการร่วงของเมล็ดพันธุ์ข้าวได้และเก็บเกี่ยวข้าวที่ อยู่ในระยะพลับพลึงจะให้ผลผลิตข้าวที่มีคุณภาพดี

สนใจรายละเอียด ในโครงการสร้างเงินสร้างคน แก้จนถาวร สอนเกษตรกรทำปุ๋ยอินทรีย์ใช้ลดต้นทุน กิจกรรมชุมชนพึ่งตนเองด้วยเศรษฐกิจพอเพียงที่บ้านจำรุง จ.ระยอง การพัฒนาพันธุ์วัวไทยแบล็คเพื่อผลิตเนื้อคุณภาพ ฟาร์มแพะนมบันดาลทรัพย์ จ.นครปฐม การผลิตปลานิลครบวงจรที่มานิตย์ฟาร์ม จ.เพชรบุรี เทคนิคผิวใสหน้าสวยด้วยข้าวและน้ำมันรำข้าว รวมถึงกลุ่มอาชีพทำเทียนหอม และแปรรูปกล้วยไข่ หางานได้ใน นิตยสารสร้างเงินสร้างงาน

ปลา น้ำกร่อย

การเลี้ยงไส้เดือนดิน

9 comments November 11th, 2008

สถานที่เลี้ยงไส้เดือนดิน
กำจัดขยะด้วย “ไส้เดือนดิน” ต่อยอดงานวิจัยสู่ชุมชนต้นแบบ

ความสำเร็จในการคิดค้นวิธีกำจัดขยะอินทรีย์ด้วยไส้เดือนดินและผลิตภัณฑ์ ปุ๋ย/น้ำหมักชีวภาพจากมูลไส้เดือนดินในเชิงพาณิชย์ของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ไม่เพียงอีกก้าวของผลงานวิจัยเด่น ที่แปรสภาพให้เห็นเป็นรูปธรรม แต่ยัง มีการขยายผลไปสู่เกษตรกรและชุมชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ภายใต้โครงการ ถ่ายทอดเทคโนโลยีการกำจัดขยะอินทรีย์ด้วยไส้เดือนดินไปสู่ชุมชนต้นแบบ

โครงการนี้เกิดขึ้นหลังจาก รศ.ดร.เทพ พงษ์พานิช อธิการบดีมหา วิทยาลัยแม่โจ้ ได้มอบหมายให้รศ.ดร.อานัฐ ตันโช อาจารย์ภาควิชาทรัพยากรดิน และสิ่งแวดล้อม คณะผลิตกรรมการเกษตรและผู้เชี่ยวชาญไส้เดือนดิน ของมหาวิทยาลัยเป็นหัวหน้ารับผิดชอบ โดย รศ.ดร.อานัฐได้อธิบายถึงแนวคิดใน การจัดสร้างโรงเรือนต้นแบบการกำจัดขยะอินทรีย์ด้วยไส้เดือนดินในระดับชุมชน ว่า

โครงการ นี้จะดำเนินการจัดสร้างโรงเรือนต้นแบบในพื้นที่เป้าหมาย5 แห่ง ใน จ. เชียงใหม่ มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างโรงเรือนต้นแบบกำจัดขยะอินทรีย์และวัสดุ เหลือใช้ทางการเกษตรด้วยไส้เดือนดินในระดับ 10 ตันต่อวัน สำหรับใช้กำจัดขยะ อินทรีย์ควบคู่กับการถ่ายทอดความรู้ด้านการจัดการขยะอินทรีย์ให้แก่หน่วยงาน และประชาชนในชุมชน รวมถึงเพื่อผลิตปุ๋ยหมักและน้ำหมักมูลไส้เดือนดิน

รูปแบบกำจัดขยะอินทรีย์นั้นจะเลือกใช้ไส้เดือนดินสายพันธุ์ท้องถิ่นของไทยซึ่งหาได้ง่ายและเพื่อเพิ่มมูลค่าของไส้เดือนท้องถิ่นของไทยใน อนาคตในการช่วยย่อยสลายขยะอินทรีย์ให้เปลี่ยนเป็นมูลไส้เดือนดินและน้ำหมัก มูลไส้เดือนดิน โดยในกระบวนการกำจัดขยะอินทรีย์จะไม่มีพลังงานเข้ามาเกี่ยว ข้องในระบบและการดำเนินงานยิ่งนานประสิทธิภาพการกำจัดยิ่งสูง ซึ่งตรงข้าม กับวิธีกำจัดขยะด้วยการฝังกลบและเตาเผา เนื่องจากตัวไส้เดือนดินที่ใช้เป็น ตัวกำจัดขยะอินทรีย์เหล่านั้นเพิ่มจำนวนมากยิ่งขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป

ใครอยากเลี้ยงไส้เดือนเพื่อการค้าหรือเพื่อผลิตปุ๋ยหมักหรือกำจัดขยะ อยากแนะนำให้เป็นสายพันธุ์ไทยมากกว่า แม้ว่ากินอาหารไม่เก่ง แต่ก็ไม่ เป็นพิษเป็นภัยต่อสภาพแวดล้อมหรือระบบนิเวศวิทยา” รศ.ดร.อานัฐกล่าวย้ำถึง สายพันธุ์ไส้เดือนดิน และระบุว่าไส้เดือนสายพันธุ์ไทยนั้นจะกินอาหาร เฉลี่ย 120-150 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว1 กรัมต่อวันโดยปกติไส้เดือนดินสาย พันธุ์ไทย 1 กิโลกรัมจะมีประมาณ 1,200 ตัวจึงควรได้รับอาหาร ประมาณ 120-150 กรัมต่อวัน

หัวหน้าโครงการเผยต่อว่าการกำจัดขยะอินทรีย์ด้วยวิธีนี้ค่อนข้างง่าย และรวดเร็วในระดับครัวเรือน สามารถทำได้ทันทีหากได้รับการถ่ายทอดเทคนิควิธี ที่ถูกต้องและเหมาะสม ดังนั้นในการสนับสนุนหรือส่งเสริมให้ชุมชนสามารถทำได้ ง่าย เมื่อชุมชนยอมรับและทำตามก็จะเกิดการแยกขยะอินทรีย์กับขยะแห้งออกจาก กัน และขยะอินทรีย์จะถูกนำไปทิ้งในบ่อกำจัดขยะด้วยไส้เดือนดินจนหมดจะเหลือ แต่ขยะแห้งที่เทศบาลต้องจัดเก็บไปกำจัด เป็นการลดปริมาณขยะมูลฝอยที่ออกจาก บ้านเรือนได้ทางหนึ่งและช่วยให้บ่อฝังกลบขยะของเทศบาลเต็มช้าลงนอกจากนี้โรง เรือนต้นแบบดังกล่าวจะสามารถผลิตปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดินได้ไม่น้อย กว่า432 ตันต่อปี และน้ำหมักมูลไส้เดือนดินไม่น้อยกว่า 1,440,000 ลิตรต่อ ปี นอกจากนี้ยังใช้เป็นแหล่งศึกษาดูงานของเกษตรกร ผู้สนใจ รวมถึงหน่วยงาน หรือชุมชนจากทั่วประเทศเพื่อสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในระดับครัวเรือนหรือ ชุมชนต่อไป

และในวันที่28-30 พฤศจิกายนนี้ สถานีวิทยุ มก. ร่วมกับสำนักวิจัยและ ส่งเสริมวิชาการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้จัดทริปพิเศษ “ทัวร์เกษตร 75 ปีแม่ โจ้” เยี่ยมชม “เทคนิคการเลี้ยงไส้เดือนดิน” เชิงพาณิชย์ พร้อมฐานเรียนรู้ การเกษตรอื่นๆ อีก 20 กว่าแห่งของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ สนใจสำรองที่นั่งได้ที่ โทร.0-2942-8069-71 ต่อ 114 (รับเพียง 40 ท่าน)

สุรัตน์ อัตตะ