Archive: Posts Tagged ‘ปุ๋ยอินทรีย์’

การเลี้ยงไส้เดือนดิน

1 comment July 15th, 2009

การเพาะเลี้ยงไส้เดือนดินสำหรับผลิตปุ๋ยอินทรีย์
เพาะเลี้ยงไส้เดือนดินผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพ

“ไส้เดือนดิน” จัดอยู่ในกลุ่มผู้ย่อยสลายซากอินทรีย์ในระบบนิเวศ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ตามที่อยู่อาศัยและนิสัยในการกินอาหารคือ ไส้เดือนดินที่อาศัยอยู่ตามผิวดินหรือใต้ซากอินทรีย์ และไส้เดือนดินที่อาศัยอยู่ใต้ดินโดยการขุดรูอยู่ โดยไส้เดือนดินที่อยู่ตามผิวดินหรือใต้ซากอินทรีย์จะมีประสิทธิภาพในการย่อยสารอินทรีย์ในดินได้ดีกว่า และมีการขยายพันธุ์ที่รวดเร็วกว่าด้วย โดยทั่วไปในธรรมชาติไส้เดือนดินมีอายุที่ยาวนาน ตั้งแต่ 4-10 ปีขึ้นอยู่กับชนิดของไส้เดือนดิน แต่เมื่อนำมาเพาะเลี้ยงมักพบว่าไส้เดือนดินมีอายุสั้นลง โดยทั่วไปจะมีอายุเฉลี่ยไม่เกิน 2 ปี

สภาพแวดล้อมเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเจริญเติบโตของไส้เดือนดิน ประกอบด้วย 1.ความชื้น ไส้เดือนดินแต่ละชนิดจะเจริญเติบโตได้ดีในความชื้นที่แตกต่างกัน เช่น ความชื้นที่เหมาะสมต่อไส้เดือนดินที่อาศัยอยู่ใต้ดินคือ 40-70% ส่วนไส้เดือนดินที่อาศัยใต้กองมูลสัตว์หรือซากอินทรีย์จะเจริญเติบโตได้ดีที่ความชื้น 70-80% เป็นต้น 2.อุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของไส้เดือนดิน อยู่ในช่วง 15-28 องศาเซลเซียส โดยไส้เดือนดินในเขตร้อนจะทนต่ออุณหภูมิสูงได้ดีกว่าไส้เดือนดินในเขตอบอุ่น 3.ความเป็นกรด-ด่างของดินมีผลต่อไส้เดือนดิน โดยทั่วไปความเป็นกรด-ด่างที่เหมาะสมต่อไส้เดือนดินอยู่ในช่วง 6.0-8.0 อย่างไรก็ตามพบว่าไส้เดือนดินบางชนิดสามารถอาศัยอยู่ในสภาพที่เป็นกรดจัดได้ (3.7-4.7) 4.ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ไส้เดือนดินจะสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ในดินที่มีความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ระหว่าง 0.01-11.5% ถ้ามีปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อยู่สูงกว่าที่กำหนดจะเป็นอันตรายต่อไส้เดือนดิน

จากลักษณะการกินอาหาร (ซากอินทรีย์) และการอยู่อาศัยของไส้เดือนดิน ทำให้มีประโยชน์ต่อดินในแง่ของการย่อยสลายซากอินทรีย์ในดิน ทำให้ดินมีธาตุอาหารและสาร ต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช รวมทั้งการเคลื่อนที่ไปหาอาหารของไส้เดือนดินเป็นการไชชอนดิน ทำให้ดินมีความร่วนซุย มีการระบายของน้ำและการแพร่กระจายของอากาศในดินได้ดี จึงเป็นประโยชน์ต่อสิ่งมีชีวิตในดินไม่ว่าจะเป็นพืช จุลินทรีย์ และสัตว์ขนาดเล็กอื่น ๆ

วัตถุประสงค์ของการนำไส้เดือนดินมาเพาะเลี้ยงในประเทศไทย มีจุดมุ่งหมายอยู่ 2 ประการคือ ประการแรกเป็นอาหารสัตว์ ประการที่สอง คือนำมาใช้ย่อยสลายวัสดุเหลือทิ้งจากภาคการเกษตรและอาหารเพื่อผลิตเป็นปุ๋ยอินทรีย์ เช่น เศษผัก ผลไม้หรือมูลสัตว์ เป็นต้น

วิธีการเพาะเลี้ยงไส้เดือนดินสำหรับผลิตปุ๋ยอินทรีย์มีด้วยกันหลายชนิด โดยสามารถเลือกได้ตามความเหมาะสมดังนี้

1. การเลี้ยงไส้เดือนดินในภาชนะต่าง ๆ เช่น กระถางปลูกต้นไม้ ลังไม้ หรือบ่อซีเมนต์เป็นต้น เป็นการเลี้ยงขนาดเล็ก และทำได้ทุกครัวเรือน ใช้พื้นที่น้อย การดูแลง่าย แต่ปริมาณปุ๋ยอินทรีย์ที่ได้ก็น้อยตามขนาดของภาชนะที่เลี้ยง

2. การเลี้ยงไส้เดือนดินในภาชนะเป็นชั้น ๆ เช่น ชั้นไม้ หรือชั้นตู้พลาสติก เป็นต้น เป็นการเลี้ยงที่ใช้พื้นที่จำกัดได้ดี แต่มีข้อจำกัดคือต้องใช้แรงงานในการจัดการค่อนข้างมากและสิ้นเปลืองเวลา

3. การเลี้ยงไส้เดือนดินแบบแปลง กลางแจ้ง เป็นการเลี้ยงไส้เดือนดินที่ใช้เทคนิคง่าย ๆ ด้วยการตั้งกองอาหารเป็นแปลงสำหรับ เลี้ยงไส้เดือนดิน คลุมอาหารของไส้เดือนดินด้วยฟางและตาข่าย สำหรับป้องกันสัตว์มาคุ้ยเขี่ย แต่มีข้อจำกัดตรงที่ไส้เดือนดินสามารถเลื้อยหนีออกได้ง่ายเมื่อสภาวะไม่เหมาะสม เช่น อาหารหมดหรือน้ำท่วม เป็นต้น

4. การเลี้ยงไส้เดือนดินในโรงเรือน เป็นการเลี้ยงที่นิยมสำหรับฟาร์มเกษตรกรส่วนใหญ่ เพราะสามารถจัดการสภาพแวดล้อมต่าง ๆในการเลี้ยงไส้เดือนดินได้ง่าย เช่น การก่อบล็อกสำหรับทำซองหรือคอกเลี้ยงไส้เดือนดิน โรงเรือนจะมีขนาดเล็กหรือใหญ่ขึ้นอยู่กับต้นทุนของผู้เลี้ยงไส้เดือนดินเป็นหลัก

5. การผลิตไส้เดือนดินแบบอัตโนมัติ เป็นการเลี้ยงไส้เดือนดินอย่างเป็นระบบ ทำให้จัดการได้ง่าย แต่มีข้อจำกัดตรงที่ต้นทุนสูงมาก ดังนั้นต้องมีการศึกษาพันธุ์ที่เหมาะสม เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงที่สุด

ปุ๋ยอินทรีย์ที่ได้จากไส้เดือนดินมีอยู่ 2 ชนิดคือ ปุ๋ยอินทรีย์ชนิดแห้งและปุ๋ยอินทรีย์ชนิดน้ำ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของวัตถุดิบหรืออาหารที่ใช้ โดยทั่วไปถ้าเป็นจากเศษพืชหรือผักจะได้ปุ๋ยอินทรีย์ทั้งชนิดน้ำและแห้ง แต่มีปริมาณน้อย ส่วนมูลสัตว์จะได้ปริมาณปุ๋ยอินทรีย์ที่มากกว่า แต่ไม่ได้ปุ๋ยอินทรีย์ชนิดน้ำ

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สถานีวิจัยลำตะคอง วว. เลขที่ 333 หมู่ 12 ถนนมิตรภาพ ต.หนองสาหร่าย อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา 30130 โทร. 0-4439-0107, 0-4439-0150 , 08-1999-4770 โทรสาร 0-4439-0150 อีเมล lamtakhong@tistr.or.th, momtree_k@tistr.or.th

dailynews

ข้าวหอมนิล

7 comments May 21st, 2009

ข้าวพันธุ์หอมนิล
ชาวนาหนองโสนเลิกพึ่งเคมี หันปลูก ข้าวนิล ปลอดสาร

แม้ทุกปีมักจะหนีไม่พ้นปัญหาข้าวล้นตลาด ต้นข้าวเต็มไปด้วยสารเคมี แต่วันนี้ชาวนากลุ่มหนึ่งใน ต.หนองโสน อ.สามง่าม จ.พิจิตร กลับพลิกชีวิตหันมาปลูกข้าวพันธุ์หอมนิลปลอดสารพิษไว้รับประทานเอง ส่วนที่เหลือยังสามารถขายสร้างรายได้เป็นอย่างดี

นางแต๋ว สุขสวาท วัย 60 ปี ชาวนาบ้านหนองจิก ต.หนองโสน บอกว่า ปลูกข้าวพันธุ์หอมนิลไว้กว่า 5 ไร่ ขณะนี้เริ่มออกรวงให้ผลผลิต โดยจะนำข้าวไปขายให้เครือข่ายวิสาหกิจชุมชน ตำบลหนองโสน ที่รับประกันและซื้อข้าวหอมนิลถึงราคาตันละ 18,000 บาท ซึ่งมีราคาที่สูงกว่าข้าวเกือบทุกชนิด

ทั้งนี้ จะปลูกข้าวพันธุ์หอมนิลแบบปลอดสารพิษโดยไม่ใช้สารเคมี แต่จะใช้สารสกัดชีวภาพแทน ทำให้ข้าวที่ได้มาไร้สารพิษปลอมปน เกิดจากการผลิตข้าวด้วยมือของตัวเอง โดยส่วนหนึ่งเก็บไว้รับประทาน ส่วนหนึ่งก็จะนำไปจำหน่ายให้เครือข่ายวิสาหกิจชุมชน แต่สิ่งที่ได้คือมีรายได้เพิ่มขึ้น เพราะราคาสูงกว่า และลดต้นทุน เนื่องจากไม่ได้ใช้สารเคมี

“เท่าที่สังเกตดูสายพันธุ์ข้าวชนิดนี้ทนต่อโรคต่างๆ ได้ดี อย่างฤดูหนาวที่ผ่านมา ข้าวสายพันธุ์อื่นได้รับผลกระทบ แต่ข้าวสายพันธุ์หอมนิลกลับทนสภาพอากาศที่หนาวได้เป็นอย่างดี และสุขภาพก็แข็งแรง ตั้งแต่กินข้าวดังกล่าว โรคความดัน โรคเหน็บชา ที่เคยเป็นยังหายไป” ชาวนาคนเดิมเผย

ขณะที่ นายสุคล สุริยวงค์ ประธานเครือข่ายกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ตำบลหนองโสน บอกว่า สายพันธุ์ข้าวหอมนิล เป็นสายพันธุ์ข้าวเก่าแก่สายพันธุ์หนึ่งของ จ.พิจิตร ในจำนวนกว่า 30 สายพันธุ์ ที่ในขณะนี้เครือข่ายวิสาหกิจชุมชนเริ่มรวบรวมไว้และให้สมาชิกหันมาปลูกข้าว สายพันธุ์โบราณอีกครั้ง เนื่องจากเห็นว่าข้าวสายพันธุ์โบราณส่วนใหญ่ทนต่อโรค

“ข้าวหอมนิล ที่มีการเริ่มทดลองปลูกเพื่อเตรียมที่จะส่งออกไปยังต่างประเทศ โดยในขณะนี้มีพื้นที่ปลูกข้าวใน ต.หนองโสน เพิ่มขึ้นจากเดิมไม่กี่สิบไร่ จนขณะนี้มีถึงเกือบ 200 ไร่ และผลผลิตที่ได้ วิสาหกิจชุมชนก็จะรับประกันราคา เมื่อนำมาคัดเกรดก็สามารถขายต่อได้ถึงตันละ 20,000-25,000 บาท และกำลังเป็นที่นิยมรับประทานจำนวนมากเนื่องจากมีสรรพคุณทางยาเป็นอย่างดี” นายสุคลแจง

จากเหตุผลดังกล่าว ชาวนา จ.พิจิตร จึงเปลี่ยนแนวคิดจากการปลูกข้าวธรรมดารวงข้าวสีทอง เมล็ดข้าวสารสีขาว หันมาปลูก “ข้าวนิล” รวงข้าวและเมล็ดสีม่วงเข้ม ปลอดสารพิษ ลดพื้นที่การปลูกข้าวปกติในช่วงฤดูนาปรัง หันมาทำนาข้าวนิลที่ได้ราคาสูงถึงตันละ 18,000 บาท โดยการปลูกข้าวนิลด้วยวิธีใช้ปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อให้เป็นข้าวปลอดสารพิษไว้บริโภคเอง ที่เหลือจากบริโภคแล้วจึงนำมาแปรรูปเพื่อจำหน่าย

สำหรับคุณสมบัติเฉพาะตัวของข้าวหอมนิลคือ เป็นข้าวเจ้าสีดำ หรือสีม่วงเข้ม เมล็ดใส ที่ได้จากการคัดพันธุ์กลายของข้าวเหนียวดำต้นเตี้ยจากจีน ข้าวเจ้าหอมนิลสูงประมาณ 60-75 เซนติเมตร มีอายุวันเก็บเกี่ยว 95-105 วัน มีการแตกกอดี ใบและลำต้นสีเขียวปนม่วง มีหูใบ โคนต้น ดอก และเมล็ดมีสีม่วงเข้ม ให้ผลผลิตประมาณ 400-700 กิโลกรัมต่อไร่ และถือเป็นข้าวที่มีโภชนาการสูง อีกทั้งยังเป็นข้าวที่มีศักยภาพในการแปรรูปทางอุตสาหกรรมอาหารสูงอีกด้วย

สายันต์ ชูฉ่ำ
komchadluk

การเพาะเห็ดโคนญี่ปุ่น

9 comments April 23rd, 2009

ผู้ใหญ่สุภีร์ ดาหาร ทำฟาร์มเห็ดโคนญี่ปุ่น ขายกิโลกรัมละ 200 บาท ได้ผลดี ที่บ้านหนองโข่ย อำเภอเมืองขอนแก่น

คุณ สุภีร์ ดาหาร อายุ 47 ปี ผู้ใหญ่บ้านบ้านหนองโข่ย อยู่บ้านเลขที่ 175 หมู่ที่ 19 ตำบลท่าพระ อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น จบการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (เกษตรกรรม) จากวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษาวิทยาเขตเกษตรลำปาง ปัจจุบันเป็นมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา วิทยาเขตลำปาง

หลัง จากจบการศึกษาแล้ว ก็ไปสมัครเข้าทำงานเป็นลูกจ้างของกรมวิชาการเกษตร ตั้งแต่ปี 2527 ซึ่งงานที่ได้ทำส่วนใหญ่แล้วก็จะเป็นงานวิจัยส่งเสริมและพัฒนา หลังจากนั้นได้ไปเป็นครูอัตราจ้างอยู่ 1 ปีการศึกษา ก็หมดสัญญาจ้าง ปี 2529 ก็ไปสมัครเข้าทำงานซึ่งเป็นโครงการร่วมกับต่างประเทศของกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ จากนั้นก็เปลี่ยนงานไปเรื่อยๆ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะเป็นงานโครงการของกรมวิชาการเกษตรมาตลอด จนถึงปี 2547 จึงลาออกจากงานมาทำกิจการของตัวเองอย่างจริงจัง

คุณสุภีร์ ดาหาร แต่งงานมีครอบครัวแล้วเมื่อปี 2530 กับ คุณทิพยาภา ดาหาร พยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม มีบุตรด้วยกัน 2 คน เป็นชายทั้งหมด ซึ่งในช่วงที่ทำงานเป็นลูกจ้างของกรมวิชาการเกษตรนั้น ได้มีโอกาสเดินทางไปปฏิบัติงานฝึกอบรม ศึกษาดูงานทั่วทุกภาคของประเทศไทยโดยเฉพาะภาคอีสานไปทุกจังหวัด จากแนวคิดตั้งแต่สมัยเรียนหนังสือ ซึ่งคิดไว้อยากมีฟาร์มเป็นของตนเอง ประกอบกับชอบงานที่เป็นอิสระ เพราะในช่วงที่ทำงานอยู่นั้นก็ได้ศึกษาอาชีพที่ได้ไปเห็นมา หาข้อดี ข้อเสียมาเปรียบเทียบกับสภาพพื้นที่ของตนเองว่าจะทำได้หรือไม่ ซึ่งมีที่ดินประมาณ 5 ไร่ ได้ปลูกมะม่วงไว้ 2 ไร่ ส่วนที่เหลือก็ปลูกมันสำปะหลังสลับกับข้าวโพดมาตลอด

ต่อมาปี 2540 ได้นำฝรั่งมาปลูกจำนวน 100 ต้น มะขามเทศ 50 ต้น และซื้อก้อนเชื้อเห็ดมาเปิดดอก จำนวน 2,000 ก้อน ฝรั่งที่ปลูกไว้ก็ให้ผลผลิตดี คุณภาพก็ดีในช่วงแรก แต่ก็มีปัญหาเรื่องแรงงานและต้องพ่นสารเคมีด้วย ซึ่งตนเองก็ไม่ชอบอยู่แล้ว และมะขามเทศก็มีปัญหาเช่นเดียวกับฝรั่ง

ส่วนเห็ดนั้นช่วงแรกจะเป็น เห็ดนางฟ้า โดยซื้อมาก้อนละ 4 บาท ปรากฏว่าได้ผลดีมากและก็ขายได้ราคาดี และสิ่งที่ชอบก็คือ ไม่ฉีดพ่นสารเคมี และก็ขายเห็ดได้ประมาณ 20,000 บาท หลังจากนั้นก็ได้ไปศึกษาดูงานการทำฟาร์มเห็ดจากหลายๆ แห่ง เพราะช่วงนั้นยังทำงานอยู่จึงมีโอกาสไปหลายแห่ง ซึ่งก็ได้นำข้อดี ข้อเสียของแต่ละฟาร์มมาปรับใช้กับฟาร์มของตนเอง จากนั้นก็ได้เริ่มซื้ออุปกรณ์มาเก็บไว้ พร้อมกับการศึกษาดูงานการเพาะเห็ดอยู่เรื่อยๆ และศึกษาจากหนังสือต่างๆ เริ่มหัดทำอาหารวุ้น PDA และทำหัวเชื้อและเมล็ดข้าวฟ่าง ทำช่วงแรกไม่ได้ผล แล้วก็ลองทำใหม่จนได้ผล หลังจากที่เตรียมอุปกรณ์การเพาะเห็ด ประกอบกับคิดว่ามีความชำนาญจากการเรียนรู้ด้วยตนเองแล้ว จึงตัดสินใจลาออกจากงานมาทำฟาร์มเห็ดอย่างเต็มตัว โดยในปีแรกก็เริ่มทำก้อนเชื้อเอง แต่เชื้อเห็ดได้สั่งซื้อจากที่อื่น โดยเพาะเห็ดขอนขาว จำนวน 6,000 ก้อน จำนวน 1 โรงเรือน ซึ่งให้ผลผลิตดีมาก คือเก็บผลผลิตได้ 4 เดือน คิดเป็นน้ำหนักประมาณ 1,000 กิโลกรัม ซึ่งในช่วงที่เปิดดอกเห็ดขอนขาวโรงแรกนี้ ก็ได้ฝึกทำเชื้อและทำอาหารวุ้นควบคู่กันไปด้วย เมื่อเริ่มทำได้แล้วก็เริ่มซื้ออุปกรณ์ในการทำหัวเชื้อ เช่น หม้อนึ่งความดัน ถังผสม และเครื่องอัดก้อนเชื้อ ซึ่งก็ได้ทุนมาจากผลผลิตของเห็ดขอนขาวโรงแรก

เมื่อผลิตหัวเชื้อได้ แล้ว ก็ได้เพิ่มการผลิตก้อนเชื้อเห็ดชนิดอื่นขึ้นอีก เช่น เห็ดนางรม เห็ดนางฟ้า เห็ดบด เห็ดนางนวล เห็ดหัวลิง เห็ดเป๋าฮื้อ และสุดท้ายก็ได้ทดลองเพาะเห็ดยานางิ (เห็ดโคนญี่ปุ่น) ซึ่งในตอนนี้ก็สามารถผลิตหัวเชื้อเห็ดที่กล่าวมาข้างต้นได้ทุกชนิดพร้อม จำหน่าย ซึ่งการเพาะเห็ดโคนญี่ปุ่นในช่วงแรก เมื่อได้ผลผลิตในตอนแรกแม้แต่ตนเองก็ยังไม่กล้ารับประทานสักเท่าไหร่ แต่เมื่อได้เพาะแล้วก็ต้องลองดู ปรากฏว่าอร่อยดี จากนั้นก็ให้เพื่อนบ้านลองชิมดูก็มีทั้งคนกล้าและไม่กล้า แต่เมื่อได้ลองกินดูแล้วต้องขอเพิ่มอีก จากนั้นชาวบ้านก็เริ่มจะมีความคุ้นเคยกับเห็ดชนิดนี้ ลองซื้อไปทำกินที่บ้าน หลังจากนั้นจะกลับมาซื้อใหม่อีก ซึ่งในช่วงนั้นเห็ดโคนญี่ปุ่นก็เริ่มมีคนรู้จักมากขึ้นทั้งทางวิทยุ หนังสือพิมพ์ และโทรทัศน์มากขึ้น คนก็เริ่มรู้จักดียิ่งขึ้น ซึ่งผู้บริโภคในช่วงแรกก็จะเป็นผู้ที่ทำงานในสำนักงานหรือส่วนราชการต่างๆ แต่ช่วงหลังมาระดับชาวบ้านก็ซื้อไปประกอบอาหารมากขึ้น โดยมีความเชื่อว่าเห็ดชนิดนี้เป็นได้ทั้งอาหารและยา ซึ่งเห็ดโคนญี่ปุ่นนี้จะมีข้อดีก็คือ การดูแลรักษาเหมือนเห็ดนางฟ้าแต่ราคาเท่าเห็ดหอม และก็สามารถผลิตได้ทุกฤดู อายุการให้ผลผลิตแต่ละรุ่นนาน 12 เดือน รสชาติอร่อย อ่อนนุ่ม กรอบ เมื่อเทียบกับเห็ดหอมมีความกรอบมากกว่า เป็นทั้งอาหารและมีสรรพคุณทางยาด้วย แต่จะมีข้อเสียก็คือ เมื่อให้ผลผลิตแล้วจะมีระยะพักตัวนานกว่าเห็ดชนิดอื่นคือ 20-30 วัน

วิธีการเพาะเห็ดโคนญี่ปุ่น

สูตรส่วนผสมการเพาะเห็ดโคนญี่ปุ่น

1. ขี้เลื่อย 100 กิโลกรัม

2. รำอ่อน 100 กิโลกรัม

3. ปูนขาว 2 กิโลกรัม

4. ดีเกลือ 3 ขีด

5. พูไมท์ 2 กิโลกรัม

6. แป้งข้าวเหนียว 1 กิโลกรัม

7. น้ำ 60-70%

วิธีคลุกส่วนผสมและการนึ่งฆ่าเชื้อ

นำวัสดุส่วนผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน ในขั้นสุดท้ายนำน้ำมาผสมลงไปให้พอเหมาะ อย่าให้แฉะเกินไป บรรจุลงถุงอัดให้แน่น ใส่คอขวดพลาสติค รัดด้วยยางรัด แล้วนำไปนึ่ง ในอุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส ใช้เวลา 3-4 ชั่วโมง การจับเวลาในการนึ่งควรจับหลังจากที่มีไอน้ำพุ่งขึ้นมาเป็นเส้นตรง หลังจากนึ่งเสร็จแล้วปล่อยให้เย็น แล้วนำออกจากหม้อนึ่ง นำเข้าห้องเขี่ยเชื้อ

วิธีการเขี่ยเชื้อเห็ดโคนญี่ปุ่นลงถุงพลาสติค

วัสดุในการเขี่ยเชื้อ

1. ขวดหัวเชื้อเห็ด

2. ตะเกียงแอลกอฮอล์

3. สำลี

4. ไม้ขีดไฟ

5. กระดาษหนังสือพิมพ์ตัดเป็นชิ้นเล็กๆ ขนาด 2.5×4 นิ้ว

6. ยางรัด

ขั้นตอนการเขี่ยเชื้อเห็ดโคนญี่ปุ่น

1. จุดตะเกียงแอลกอฮอล์

2. นำขวดเชื้อมาลนไฟที่ตะเกียง

3. เช็ดมือให้สะอาดด้วยแอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อ 70%

4. นำขวดเชื้อที่ลนไฟแล้วมาแคะหรือย่อยให้หัวเชื้อละเอียด

5. หลังจากเขี่ยเชื้อลงถุงเรียบร้อยแล้ว ปิดกระดาษ แล้วรัดด้วยยางรัดทันที

6. นำก้อนที่เขี่ยแล้วขึ้นตั้งเรียงไว้เพื่อบ่มเชื้อในโรงเรือนบ่ม ใช้ระยะเวลาในการบ่มประมาณ 45-50 วัน สามารถนำไปเปิดเอาดอกในโรงเรือนได้

7. เชื้อ 1 ขวด ควรเขี่ยลงถุงได้ 32-35 ถุง

ลักษณะโรงเรือนเห็ดโคนญี่ปุ่น

ลักษณะ โรงเรือนเหมือนกับการเพาะเห็ดนางฟ้านางรมทั่วๆ ไปคือขนาด 4.5×10 เมตร ด้านข้างสูงประมาณ 1.4 เมตร บรรจุก้อนเชื้อได้ 6,000 ก้อน หลังคามุงด้วยหญ้าคาหรือใบจาก ด้านข้างกั้นด้วยซาแรน 60% โครงสร้างภายในทำเป็นแผง เอียงทำมุม 75 องศาเซลเซียส การสร้างโรงเรือนควรสร้างในแนวทิศตะวันออก-ตก เพื่อการถ่ายเทอากาศได้ดี

การดูแลรักษา

หลัง จากบ่มเชื้อครบ 45-50 วัน แล้วนำก้อนเชื้อเข้าสู่โรงเปิดดอก โดยแกะกระดาษ เขี่ยข้าวฟ่างและสำลีออกให้หมด ทำความสะอาดพื้นโรงเรือน รดน้ำให้ชุ่ม วันละ 3 เวลา คือเช้า เที่ยง เย็น เห็ดจะออกดอกได้ดี

วิธีการเก็บดอกเห็ดโคนญี่ปุ่น

ใช้ มือกดปากถุงเห็ดไว้ อีกมือหนึ่งค่อยๆ ดึงดอกเห็ดออกจากถุงอย่าให้หน้าก้อนเห็ดแตก และอย่าพยายามให้มีเศษขาของดอกเห็ดปิดรูถุง เพราะจะทำให้เกิดเชื้อรา ปิดปากถุงเห็ดกันเห็ดรุ่นต่อไปไม่ให้ออกดอกมาได้

สำหรับราคาจำหน่าย เห็ดภายในฟาร์มมีดังนี้ ราคาดอกเห็ด เห็ดโคนญี่ปุ่น กิโลกรัมละ 150-200 บาท เห็ดบด 100 บาท เห็ดขอนขาว 60 บาท เห็ดนางฟ้า-นางรม 50 บาท เห็ดเป๋าฮื้อ 60 บาท ส่วนราคาก้อนเชื้อเห็ดโคนญี่ปุ่นก้อนละ 10 บาท ขอนขาว 6 บาท นางฟ้า นางรม 5 บาท เป๋าฮื้อ 7 บาท

ในปัจจุบันนี้ถึงแม้ว่า กิจกรรมหลักในสวนจะเป็นการเพาะเห็ด แต่ก็ยังมีกิจกรรมอื่นๆ ที่ทำผสมผสานกันไป ซึ่งได้แก่ การผลิตปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพจากก้อนเชื้อเห็ดเก่าจำหน่าย การเลี้ยงกบ จำนวน 4 บ่อ การเลี้ยงปลาดุกในบ่อซีเมนต์ จำนวน 2 บ่อ เตาเผาถ่านคุณภาพสูง จำนวน 1 เตา เพื่อผลิตน้ำส้มควันไม้ เลี้ยงหมูป่า และหมูลูกผสม พ่อพันธุ์ 1 ตัว แม่พันธุ์ 4 ตัว ปลูกน้อยหน่า 50 ต้น ฝรั่ง 50 ต้น และปลูกไผ่บงหวาน จำนวน 100 กอ โดยกิจกรรมเสริมทั้งหมดนี้ได้ทำควบคู่ไปกับการเพาะเห็ด และก็ได้เก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วทุกกิจกรรม ทำให้มีรายได้และความเป็นอยู่ดีขึ้นเป็นลำดับ

ปัจจุบันคุณสุภีร์ ดาหาร ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนในหมู่บ้าน ให้เป็นผู้ใหญ่บ้านบ้านหนองโข่ย หมู่ที่ 19 ตำบลท่าพระ อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น และยังให้ความร่วมมือกับสำนักงานเกษตรอำเภอเมืองขอนแก่น ใช้ฟาร์มเห็ดของตนเองเป็นจุดถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร เพื่อให้ความรู้แก่เกษตรกรและผู้ที่สนใจโดยทั่วไป ท่านใดสนใจอยากจะเยี่ยมชมผลงานหรือสอบถามความรู้และข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร. (081) 975-2612, (043) 261-835

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 21 ฉบับที่ 453
อำพน ศิริคำ
matichon

ปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง

No comments April 8th, 2009

ปุ๋ยอินทรีย์ คุณภาพสูง
ปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง ทางเลือกของเกษตรกรยุคนี้

แม้ทุกวันนี้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงจะมีการปรับตัวขึ้นลงไม่รุนแรงเหมือนปี 2551 ที่ผ่านมา ทำให้หลายคนไม่ค่อยได้รับผลกระทบมากนัก แต่ราคาน้ำมันก็ยังส่งผลต่อสินค้าเกษตรอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะปัจจัยการผลิตของเกษตรกร นั่นคือ ปุ๋ยเคมีที่ยังมีต้นทุนสูงอยู่ ด้วยเหตุนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมายให้กรมพัฒนาที่ดินเร่งส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตและใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ทดแทนปุ๋ยเคมี เพื่อลดต้นทุนการผลิตและสร้างความมั่นคงให้กับเกษตรกร

นายชาติชาย พุคยาภรณ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ในช่วงที่ปุ๋ยเคมีปรับราคา เกษตรกรต้องแบกรับภาระต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ในขณะที่ราคาจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตรไม่ได้ปรับตามขึ้นไปสักเท่าไรนั้น ทางเลือกทางรอดที่เกษตรกรจะพึงปฏิบัติได้ คือ การพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสโดยการหันกลับมาใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงในการดำรง ชีวิตด้วยการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ที่เกษตรกรสามารถผลิตได้เอง โดยใช้วัสดุทางการเกษตร เศษพืช เศษอาหารที่มีอยู่ในท้องถิ่นให้เกิดประโยชน์

โดยในปีที่ผ่านมากรมพัฒนาที่ดินได้คิดค้นวิธีการผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง ที่ผลิตมาจากวัสดุอินทรีย์ หรืออนินทรีย์ธรรมชาติ ที่มีอยู่ในท้องถิ่นและมีธาตุไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียมสูง มาผ่านกระบวนการผลิตให้ได้ปุ๋ยอินทรีย์มีคุณภาพตรงตามความต้องการธาตุอาหาร ของพืชแต่ละชนิด ซึ่งได้เริ่มส่งเสริมและถ่ายทอดความรู้สู่เกษตรกรใช้กับพืชชนิดต่าง ๆ มาระยะ หนึ่งแล้ว ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ

ปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงสูตรกรมพัฒนาที่ดินนั้น จะมีธาตุอาหารที่ครบถ้วน ใช้ในปริมาณที่น้อยกว่าปุ๋ยหมัก โดยใช้สารเร่ง พด.1, 2 และ 9 เป็นสารเร่งในการผลิตปุ๋ยดังกล่าวออกมา ซึ่งจะทำให้ปุ๋ยอินทรีย์ที่จะผลิตออก มานั้นมีคุณสมบัติใกล้เคียงกับปุ๋ยเคมี แม้ว่าจะใช้เป็นปริมาณที่มากกว่าสารเคมี 2 เท่า แต่เทียบราคาต่อหน่วยแล้วจะทำให้เกษตรกรประหยัดต้นทุนการใช้สารเคมีเพื่อการ บำรุงดินและพืชลงไปได้

“การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ไม่เพียงแต่ช่วยลดต้นทุนการผลิตเท่านั้น ยังเป็นการลดการพึ่งพาต่างประเทศ ทำให้ไม่ต้องสูญเสียเงินตราในการนำเข้าปุ๋ยเคมีจากต่างประเทศได้ปีละหลาย หมื่นล้านบาท นอกจากนั้น ถ้าเกษตรกรสามารถผลิตปุ๋ยอินทรีย์ได้จำนวนมากมีการรวมตัวกันผลิต ยังนำที่เหลือมาจำหน่ายสร้างรายได้เสริมได้อีกทางหนึ่ง” นายชาติชาย กล่าว

ด้าน นายบัณฑิต ตันศิริ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้กรมฯ ได้นำสูตรปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงไปส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตไว้ใช้เอง โดยเป็นสูตรที่เหมาะสมกับพืชและดินแต่ละชนิด ล่าสุดได้นำร่องโครงการทดสอบการใช้ปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงในข้าว คาดว่าจะสามารถสรุปผลการดำเนินงานได้ภายในเดือนธันวาคมนี้ ซึ่งจะทำให้ทราบว่าการใช้ปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงเมื่อเปรียบเทียบกับการใช้ ปุ๋ยเคมี อะไรได้ผลผลิตมากกว่ากัน และสามารถลดต้นทุน การผลิตได้มากน้อยแค่ไหน เมื่อได้ผลสัมฤทธิ์ แล้วเชื่อมั่นว่าจะเป็นแนวทางในการส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ทดแทนปุ๋ยเคมีได้มากขึ้นจากเดิมแน่นอน

เกษตรกรทำปุ๋ยอินทรีย์ไว้ใช้เอง

หากเกษตรกรท่านใดสนใจสูตรการทำปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง สามารถสอบถามข้อมูลได้จากกรมพัฒนาที่ดิน หรือหมอดินอาสาที่มีอยู่กว่า 70,000 คนทั่วประเทศ.

dailynews

กลุ่มเกษตรกรใช้สารอินทรีย์ทดแทนสารเคมีทางการเกษตร

No comments March 11th, 2009

สารอินทรีย์

หลังจากที่กรมพัฒนาที่ดินจัดตั้ง กลุ่มเกษตรกรใช้สารอินทรีย์ทดแทนสารเคมีทางการเกษตร มาตั้งแต่ปี 2550 ปีละ 17,000 กลุ่ม เกษตรกรเป้าหมาย 850,000 ราย ปรากฏว่าโครงการเป็นที่สนใจ มีเกษตรกรสนใจที่จะเข้าร่วมโครงการจำนวนมาก โดยเฉพาะในสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ที่ส่งผลให้ปัจจัยการผลิตทางการเกษตรปรับราคาสูงขึ้น โดยเฉพาะปุ๋ยเคมี เกษตรกรส่วนใหญ่จึงหันกลับมาหาหนทางที่สามารถลดต้นทุนการผลิตให้ได้มากที่สุด ซึ่งทางออกที่ดีที่สุดก็คือการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ที่สามารถผลิตได้เองจากเศษ วัสดุเหลือใช้ที่มีอยู่รอบ ๆ ตัว

นายบัณฑิต ตันศิริ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า หลังจากที่กรมพัฒนาที่ดินจัดตั้งกลุ่มเกษตรกรใช้สารอินทรีย์ทดแทนสารเคมีทางการมากว่า 2 ปี จากการติดตามผลปรากฏว่ากลุ่มเกษตรกรกว่า 50% สามารถขับเคลื่อนงานได้อย่างต่อเนื่องและเห็นผลเป็นรูปธรรมมีการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ใช้เองและจำหน่ายในชุมชน สร้างความเข้มแข็งพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

โดยบางกลุ่มสามารถสร้างโรงปุ๋ยขนาดเล็กได้เอง แต่บางกลุ่มที่มีกำลังเงินทุนน้อยก็ยังไมสามารถสร้างได้ ดังนั้น กรมฯ ได้ขอความร่วมมือไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้เข้ามาช่วยสนับสนุนงบใน การจัดสร้างโรงปุ๋ยให้กับกลุ่มเกษตรกร พร้อมกันนี้ในปีงบประมาณ 2553 กรมฯ ได้ของบในการจัดตั้งโรงปุ๋ยให้กับกลุ่มเกษตรกรได้ 50 โรง ซึ่งจะทำให้กลุ่มเกษตรกรมีความเข้มแข็งยิ่งขึ้น นอกจากนี้ กรมฯ ได้ประสานกับโรงงานอุตสาหกรรมที่ผลิตน้ำตาล เพื่อขอซื้อกากน้ำตาลในราคาถูก เนื่องจากที่ผ่านมาราคากากน้ำตาลที่เกษตรกรซื้อจะตกอยู่ที่กิโลกรัมละ 8-10 บาท แต่ถ้ากลุ่มเกษตรกรซื้อจำนวนมากมาเก็บสต๊อกไว้ตามศูนย์เรียนรู้หรือโรงปุ๋ย อินทรีย์ทั่วประเทศจะสามารถลดราคาเหลือเพียงกิโลกรัมละ 5 บาท แล้วขายต่อให้กับเกษตรกรในราคาทุนก็จะช่วยลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกรได้ มาก

หลังจากส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตปุ๋ยอินทรีย์แล้ว กรมฯ ก็ต้องเร่งรับรองคุณภาพปุ๋ยของกลุ่มเกษตรกร เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค ซึ่งในปีนี้ตั้งเป้ารับรองมาตรฐานสินค้า Q ให้ได้อย่างน้อย 250 แห่ง พร้อมกันนี้ได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปดูแลกระบวนการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ของแต่ละ กลุ่มอย่างใกล้ชิด เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตและการดำเนินงานของกลุ่มให้สามารถอยู่รอดด้วยการพึ่งพาตนเอง โรงปุ๋ยที่อยู่ในเกรดซีก็ต้องพัฒนายกระดับขึ้นมาสู่ระดับบีและเอต่อไปให้ได้ และสร้างกลุ่มใหม่ขึ้นมาทดแทนไปเรื่อย ๆ

สำหรับกลุ่มเกษตรกรที่ยังไม่มีความเข้มแข็ง มีสาเหตุหลัก ๆ มาจากความไม่พร้อมของเกษตรกรในพื้นที่ที่ไม่อาจรวมกลุ่มกันดำเนินการได้ รวมถึงบางแห่งไม่มีวัตถุดิบที่เหมาะสมในการนำมาผลิตเป็นปุ๋ยอินทรีย์ ซึ่งกรมฯ จะเร่งเข้าไปแก้ไขปัญหาให้ทุกกลุ่มตามความเหมาะสม โดยมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของเกษตรกร องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น ตลอดจนหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้โครงการดังกล่าวสำเร็จลุล่วงตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ ซึ่งผลประโยชน์จะตกอยู่ที่เกษตรกรทั้งผู้ผลิตปุ๋ยอินทรีย์และผู้ใช้ รวมไปถึงผู้บริโภค

นอกจากการจัดตั้งกลุ่มเกษตรกรใช้สารอินทรีย์ทดแทนสารเคมีแล้ว กรมพัฒนาที่ดินยังมีโครงการเกษตรอินทรีย์ในโรงเรียนและโครงการอื่น ๆ อีกมากมาย ที่ล้วนแต่เป็นโครงการที่จะเข้าไปช่วยให้เกษตรกรมีระบบการผลิตที่เน้นการพึ่งพาธรรมชาติ พึ่งพาตนเองมากขึ้น ซึ่งเป็นวิถีการผลิตพืชผลทางการเกษตรที่มีความยั่งยืนและมั่นคง หากเกษตรกรสนใจระบบการผลิตเกษตรอินทรีย์สามารถขอความรู้ได้ที่กรมพัฒนาที่ดินหรือหมอดินอาสาประจำหมู่บ้านกว่า 70,000 รายทั่วประเทศ.

dailynews