Archive: Posts Tagged ‘ปุ๋ยหมักชีวภาพ’

การทำปุ๋ยหมัก

No comments June 4th, 2009

เกษตรอินทรีย์
ทำ ‘ปุ๋ยหมัก’ ใช้เอง ลดต้นทุน ตลาดต้องการผลผลิต

ล่องใต้คราวที่แล้วกับกรมส่งเสริมการเกษตร เขาพาแวะไปดู ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง สำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 5 ที่ได้จัดทำแปลงพืชผักเศรษฐกิจ เพื่อเป็นแหล่งศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ให้แก่เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร เกษตรกร และผู้สนใจทั่วไปที่เข้ามาศึกษาหาความรู้ในแปลงเรียนรู้หลายรูปแบบ ทั้ง แปลงอิฐบล็อก เพื่อปลูกผักเนื่องจากสภาพพื้นที่ ดิน และข้อจำกัดด้านแรงงาน ทำให้ต้องจัดทำแปลงอิฐบล็อกขึ้นมาปลูกผัก ซึ่งผู้ที่สนใจจะต้องนำไปดัดแปลงให้เหมาะสมกับพื้นที่ของตนเองภายใต้ความประหยัด ลดต้นทุน และเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ โดยผักที่ปลูก ประกอบด้วย ผักบุ้ง ผักกวางตุ้ง ผักกาดขาว ปลูกพืชผักในล้อยางเก่า โดยนำล้อยางรถยนต์เก่าวางริมถนนในบริเวณสำนักงานและแปลง เรียนรู้ฯ กว่า 100 ล้อ และปลูกพืชผัก ได้แก่ มะเขือ เปราะ มะเขือยาว พริก ถั่วฝักยาว และแตงกวา จัดทำซุ้มฟักแฟงและอุทยานผักพื้นบ้าน โดยนำพืชตระกูลฟักและสมุนไพร ได้แก่ น้ำเต้าจีน น้ำเต้าขาควาย ฟักเขียว แฟง ฟักเงิน ฟักทอง ขิง ข่า ตะไคร้ โหระพา มาปลูกไว้อย่างสวยงาม ปลูกไม้ผลไม้ยืนต้น ได้แก่ กล้วยน้ำว้า กล้วยหอมทอง มะละกอ และไผ่หวาน โดยปลูกบริเวณริมรั้ว และพื้นที่ว่างรอบ ๆ สำนักงาน…ฉะนั้น ใครไปเยี่ยมชมก็จะได้อะไรดี ๆ ไปใช้ในสวนในไร่ของตนเอง อย่างแน่นอน

แต่ที่น่าสนใจที่จะนำมาเสนอวันนี้คือเรื่องของ การทำปุ๋ยหมักไว้ใช้ในแปลง เนื่องจากปัจจุบันทั่วโลกหันมาบริโภคพืชผักที่ผลิตโดยระบบอินทรีย์กันมากขึ้น เกษตรกรก็ปรับตัวโดยการหันมาใช้สารอินทรีย์ในการปรับปรุงบำรุงพืชผัก มิฉะนั้นจะขายไม่ออก หากอยากจะขายออกก็ต้อง ทำตามสมัยนิยม จริงไหม

ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง สำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 5 ได้นำการทำปุ๋ยหมักสูตรต่าง ๆ มาทำและใช้ในแปลงพืชผัก และ พืชอื่น ๆ โดยมีสูตรการทำ ดังนี้

การทำโบกาฉิ ประกอบด้วย มูลสัตว์ 1 ปี๊บ แกลบดิบ 1 ปี๊บ รำละเอียด 1 ปี๊บ จุลินทรีย์ (EM) 2 ช้อนโต๊ะ กากน้ำตาล 2 ช้อนโต๊ะ น้ำ 10 ลิตร

ขั้นตอนวิธีทำ คือ

1. นำมูลสัตว์ แกลบ ผสมให้เข้ากันแล้วคลุกเคล้ากับรำละเอียด นำไปหมักในกอง

2. ผสม EM กับน้ำและกากน้ำตาลแล้วนำไปราดบนกองปุ๋ยหมักให้ทั่ว

3. กลับกองปุ๋ยหมักทุกวันแล้วปิดด้วยกระสอบป่านทิ้งไว้ 7 วัน ก็สามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อไปได้

การนำโบกาฉิไปใช้ประโยชน์

พืชผัก ใช้ประมาณ 1-3 กิโลกรัม/8 ตารางเมตร เดือนละ 1 ครั้ง หรือใช้ปรับปรุงดินทุกครั้งที่เริ่มเตรียมดินปลูกใหม่ บำรุงรักษา เพื่อลำต้นและใบแข็งแรง ถั่วฝักยาว แตงกวา ใช้ประมาณ กิโลกรัม/1 ล้อยางเดือนละ 1 ครั้ง บำรุง รักษา เพื่อลำต้นและใบแข็งแรง มะเขือ และ พริกขี้หนู ใช้ประมาณ กิโลกรัม/1 ลูกล้อยาง เดือนละ 1 ครั้ง บำรุงรักษา เพื่อลำต้นและใบแข็งแรง ฟักแฟง บวบ และ น้ำเต้า ใช้ประมาณ กิโลกรัม ต่อ 1 หลุม เดือนละ 1 ครั้ง บำรุงรักษา เพื่อ ลำต้นและใบแข็งแรง

การทำปุ๋ยหมักแห้ง 24 ชั่วโมง ประกอบ ด้วย หญ้าแห้งหรือใบไม้แห้ง 10 กิโลกรัม โบกาฉิ 5 กิโลกรัม รำละเอียด 5 กิโลกรัม จุลินทรีย์ (EM) 2 ช้อนโต๊ะ กากน้ำตาล 2 ช้อนโต๊ะ น้ำ 10 ลิตร

ขั้นตอนวิธีทำ มีดังนี้

1. นำหญ้าแห้งหรือใบไม้แห้ง โบกาฉิ ผสมให้เข้ากันแล้วคลุกเคล้า กับรำละเอียด แล้วนำไปหมักในกอง

2. ผสม EM กับน้ำและกากน้ำตาลแล้วนำไปราดบนกองปุ๋ยหมักให้ทั่ว

3. กลับกองปุ๋ยหมัก 1 ครั้ง และปิดด้วยกระสอบป่านไว้ 18 ชั่วโมง

จากนั้นก็สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ เป็นการทำปุ๋ยหมักเพียง 1 วันเท่านั้น สมกับ เป็นเกษตรกรในยุคที่มีเวลาจำกัด!

หมายเหตุ ข้อมูลจาก สมบูรณ์ เขาไข่แก้ว และ สุภา ด้วงนุ้ย.

จีร์ ศรชัย
dailynews

การปลูกฟักทอง

No comments February 27th, 2009

ฟักทอง
การปลูกฟักทองแบบปลอดภัย

ฟักทอง จัดเป็นผักในตระกูลแตงที่มีการใช้ประโยชน์มาอย่างยาวนานที่สุดชนิดหนึ่ง คาดการณ์ว่ามีการปลูกมานานไม่ต่ำกว่า 10,000 ปี สำหรับการปลูกฟักทองในประเทศไทยได้มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง คนไทยนิยมบริโภคฟักทองที่มีขนาดน้ำหนักผลเฉลี่ย 2-3 กิโลกรัม เปลือกมีสีเขียวคล้ำ ร่องผลเป็นพูสม่ำเสมอหรือเปลือกขรุขระแบบหนังคางคก เนื้อสีเหลืองหนาและเหนียว พันธุ์ฟักทองที่เกษตรกรไทยนิยมปลูกเป็นการค้าส่วนใหญ่จะซื้อพันธุ์ลูกผสมที่ มีราคาค่อนข้างแพงให้ผลผลิตสูงแต่ไม่สามารถเก็บเมล็ดไว้ทำพันธุ์ต่อได้ ในขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งเป็นพันธุ์ฟักทองที่ได้จากการผสมปล่อยและได้มีการคัด เลือกพันธุ์จนมีความนิ่งระดับหนึ่งเมื่อปลูกไปแล้วสามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ ทำพันธุ์ต่อได้

ผศ.ดร.จานุลักษณ์ ขนบดี จากสถาบันวิจัยและฝึกอบรมการเกษตรลำปาง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ได้มีการเผยแพร่ วิธีการปลูกฟักทองแบบปลอดภัย เริ่มต้นจากการปรับปรุงดินให้มีคุณภาพดีโดยใช้ปุ๋ยหมักชีวภาพ มีการคลุมดินด้วยวัสดุจากธรรมชาติ เช่น ฟางข้าว ซากพืชและสัตว์ที่ผุพัง มีการปลูกพืชหมุนเวียนเพื่อลดการระบาดของศัตรูพืชและมีการอนุรักษ์แมลงที่ เป็นประโยชน์ การราดน้ำปุ๋ยหมักชีวภาพลงในดินที่ใช้ปลูกฟักทองจะเป็นการเพิ่มปริมาณ จุลินทรีย์ให้แก่ดินบริเวณรากพืช จุลินทรีย์จะใช้อาหารจากปุ๋ยหมักชีวภาพและตรึงไนโตรเจนจากอากาศได้ ในการเตรียมพื้นที่ปลูกฟักทอง เกษตรกรจะต้องทราบสภาพความเป็นกรด-ด่างของดิน ถ้าดินมีค่า pH ต่ำกว่า 5.5 จะต้องใส่ปูนขาวหรือปูนโดโลไมท์ อัตรา 100-200 กิโลกรัมต่อไร่ และจะต้องใส่ก่อนลงมือปลูกอย่างน้อย 1 อาทิตย์ หลังจากนั้นให้ไถพรวนผสมคลุกเคล้าให้ปูนผสมกับดินและตากดินทิ้งไว้ การไถพรวนตากดินควรให้มีความลึกอย่างน้อย 30 เซนติเมตร สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งที่เกษตรกรผู้ปลูกฟักทองควรคำนึงคือ ต้นฟักทองจะมีการเจริญเติบโตได้ดีที่อุณหภูมิเฉลี่ย 18-27 องศาเซลเซียส จัดเป็นพืชผักที่ไม่ทนต่อสภาพอากาศที่หนาวเย็นจัด พบว่าต้นฟักทองจะชะงักการเจริญเติบโตในสภาพอุณหภูมิที่ต่ำกว่า 10 องศาเซลเซียส

หลังจากที่เพาะเมล็ดฟักทองในถาดเพาะกล้านานเฉลี่ย 10-13 วัน หรือเมื่อต้นฟักทองมีใบจริง 1-2 ใบจึงทำการย้ายปลูก ปัจจุบันมีเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่มีความปลอดภัยต่อเกษตรกรและสิ่งแวดล้อมด้วย การรองก้นหลุมด้วยสารสตาร์เกิล จี อัตรา 2 กรัมต่อหลุม

พบว่าในระยะการเจริญเติบโตของต้นกล้าจนต้นฟักทองมีความสูงประมาณ 20-30 เซนติเมตร สารสตาร์เกิล จี จะป้องกันการทำลายของแมลงปากดูดทุกชนิดรวมถึงกำจัดเต่าแตงที่เข้ามาทำลายใบ ฟักทองได้ด้วย ในการปลูกฟักทอง ในเชิงพาณิชย์แนะนำให้ใช้ระยะปลูกระหว่างต้น 1 เมตร ระยะระหว่างแถว 4 เมตร พื้นที่ 1 ไร่ จะปลูกได้ประมาณ 400 ต้น.

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ
dailynews

อบรมผลิตปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพ

No comments February 12th, 2009

ปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพ

นาย ฉลอง เทพวิทักษ์กิจ รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เผยว่า ปัจจุบันปริมาณขยะเพิ่มขึ้น น้ำทิ้งจากชุมชนลงแหล่งน้ำธรรมชาติและการทำปศุสัตว์ กลายเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมที่สำคัญส่งผลให้เกิดน้ำเสียและส่งกลิ่นเหม็น ที่ผ่านมา กรมได้ทำการวิจัยด้านจุลินทรีย์และมีผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์สารเร่ง พด. เพื่อใช้ผลิตปุ๋ยอินทรีย์น้ำหมักชีวภาพ สารบำบัดน้ำเสียและขจัดกลิ่นเหม็นจึงส่งเสริมให้เกษตรกรนำผลิตภัณฑ์เหล่านี้ ไปใช้ประโยชน์ทางการเกษตร เพื่อเพิ่มคุณภาพผลผลิตรวมถึงลดต้นทุนค่าปุ๋ยเคมีตลอดจนใช้เพื่อกำจัดกลิ่น เหม็นในคอกเลี้ยงสัตว์หรือบำบัดน้ำในบ่อเลี้ยงปลา

ดังนั้น กรมจึงต้องการขยายผลการดำเนินงานที่มุ่งเน้นไปในกลุ่มประชาชนในเขตชุมชน เพื่อช่วยลดปัญหาขยะในชุมชนเมืองเป็นการรักษาสิ่งแวดล้อม ที่สำคัญยังช่วยลดภาวะโลกร้อนได้อีกทางหนึ่ง ซึ่งกรมฯได้เปิดฝึกอบรมในหลักสูตร การผลิตและใช้น้ำหมักชีวภาพ สารบำบัดน้ำเสียและขจัดกลิ่นเหม็นโดยใช้สารเร่ง พด.ขึ้น โดยตั้งเป้าอบรมหลักสูตรนำร่องรวม 4 รุ่น ขณะนี้อบรมแล้ว 2 รุ่น ได้รับความสนใจจากประชาชนในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมถึงเดินทางมาจากจังหวัดต่างๆจำนวนมาก ซึ่งจะเปิดอบรมในรุ่นต่อไป ผู้สนใจสอบถามที่ 0-2579-8515, 0-2579-0679

“นอกจากนี้ กรมฯยังมุ่งหวังว่าจะช่วยให้เกิดการขยายเครือข่ายผู้ผลิตและใช้น้ำหมักชีวภาพเพิ่มขึ้นในแต่ละชุมชน สำหรับท่านที่อยู่ต่างจังหวัดหรือไม่สะดวกเดินทางแต่ในชุมชนมีผู้สนใจสามารถ รวมตัวกันติดต่อมายังกรมฯจะส่งเจ้าหน้าที่ไปอบรมให้ถึงชุมชน โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ” นายฉลองกล่าว.

thairath

การเลี้ยงไส้เดือนดิน

9 comments November 11th, 2008

สถานที่เลี้ยงไส้เดือนดิน
กำจัดขยะด้วย “ไส้เดือนดิน” ต่อยอดงานวิจัยสู่ชุมชนต้นแบบ

ความสำเร็จในการคิดค้นวิธีกำจัดขยะอินทรีย์ด้วยไส้เดือนดินและผลิตภัณฑ์ ปุ๋ย/น้ำหมักชีวภาพจากมูลไส้เดือนดินในเชิงพาณิชย์ของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ไม่เพียงอีกก้าวของผลงานวิจัยเด่น ที่แปรสภาพให้เห็นเป็นรูปธรรม แต่ยัง มีการขยายผลไปสู่เกษตรกรและชุมชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ภายใต้โครงการ ถ่ายทอดเทคโนโลยีการกำจัดขยะอินทรีย์ด้วยไส้เดือนดินไปสู่ชุมชนต้นแบบ

โครงการนี้เกิดขึ้นหลังจาก รศ.ดร.เทพ พงษ์พานิช อธิการบดีมหา วิทยาลัยแม่โจ้ ได้มอบหมายให้รศ.ดร.อานัฐ ตันโช อาจารย์ภาควิชาทรัพยากรดิน และสิ่งแวดล้อม คณะผลิตกรรมการเกษตรและผู้เชี่ยวชาญไส้เดือนดิน ของมหาวิทยาลัยเป็นหัวหน้ารับผิดชอบ โดย รศ.ดร.อานัฐได้อธิบายถึงแนวคิดใน การจัดสร้างโรงเรือนต้นแบบการกำจัดขยะอินทรีย์ด้วยไส้เดือนดินในระดับชุมชน ว่า

โครงการ นี้จะดำเนินการจัดสร้างโรงเรือนต้นแบบในพื้นที่เป้าหมาย5 แห่ง ใน จ. เชียงใหม่ มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างโรงเรือนต้นแบบกำจัดขยะอินทรีย์และวัสดุ เหลือใช้ทางการเกษตรด้วยไส้เดือนดินในระดับ 10 ตันต่อวัน สำหรับใช้กำจัดขยะ อินทรีย์ควบคู่กับการถ่ายทอดความรู้ด้านการจัดการขยะอินทรีย์ให้แก่หน่วยงาน และประชาชนในชุมชน รวมถึงเพื่อผลิตปุ๋ยหมักและน้ำหมักมูลไส้เดือนดิน

รูปแบบกำจัดขยะอินทรีย์นั้นจะเลือกใช้ไส้เดือนดินสายพันธุ์ท้องถิ่นของไทยซึ่งหาได้ง่ายและเพื่อเพิ่มมูลค่าของไส้เดือนท้องถิ่นของไทยใน อนาคตในการช่วยย่อยสลายขยะอินทรีย์ให้เปลี่ยนเป็นมูลไส้เดือนดินและน้ำหมัก มูลไส้เดือนดิน โดยในกระบวนการกำจัดขยะอินทรีย์จะไม่มีพลังงานเข้ามาเกี่ยว ข้องในระบบและการดำเนินงานยิ่งนานประสิทธิภาพการกำจัดยิ่งสูง ซึ่งตรงข้าม กับวิธีกำจัดขยะด้วยการฝังกลบและเตาเผา เนื่องจากตัวไส้เดือนดินที่ใช้เป็น ตัวกำจัดขยะอินทรีย์เหล่านั้นเพิ่มจำนวนมากยิ่งขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป

ใครอยากเลี้ยงไส้เดือนเพื่อการค้าหรือเพื่อผลิตปุ๋ยหมักหรือกำจัดขยะ อยากแนะนำให้เป็นสายพันธุ์ไทยมากกว่า แม้ว่ากินอาหารไม่เก่ง แต่ก็ไม่ เป็นพิษเป็นภัยต่อสภาพแวดล้อมหรือระบบนิเวศวิทยา” รศ.ดร.อานัฐกล่าวย้ำถึง สายพันธุ์ไส้เดือนดิน และระบุว่าไส้เดือนสายพันธุ์ไทยนั้นจะกินอาหาร เฉลี่ย 120-150 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว1 กรัมต่อวันโดยปกติไส้เดือนดินสาย พันธุ์ไทย 1 กิโลกรัมจะมีประมาณ 1,200 ตัวจึงควรได้รับอาหาร ประมาณ 120-150 กรัมต่อวัน

หัวหน้าโครงการเผยต่อว่าการกำจัดขยะอินทรีย์ด้วยวิธีนี้ค่อนข้างง่าย และรวดเร็วในระดับครัวเรือน สามารถทำได้ทันทีหากได้รับการถ่ายทอดเทคนิควิธี ที่ถูกต้องและเหมาะสม ดังนั้นในการสนับสนุนหรือส่งเสริมให้ชุมชนสามารถทำได้ ง่าย เมื่อชุมชนยอมรับและทำตามก็จะเกิดการแยกขยะอินทรีย์กับขยะแห้งออกจาก กัน และขยะอินทรีย์จะถูกนำไปทิ้งในบ่อกำจัดขยะด้วยไส้เดือนดินจนหมดจะเหลือ แต่ขยะแห้งที่เทศบาลต้องจัดเก็บไปกำจัด เป็นการลดปริมาณขยะมูลฝอยที่ออกจาก บ้านเรือนได้ทางหนึ่งและช่วยให้บ่อฝังกลบขยะของเทศบาลเต็มช้าลงนอกจากนี้โรง เรือนต้นแบบดังกล่าวจะสามารถผลิตปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดินได้ไม่น้อย กว่า432 ตันต่อปี และน้ำหมักมูลไส้เดือนดินไม่น้อยกว่า 1,440,000 ลิตรต่อ ปี นอกจากนี้ยังใช้เป็นแหล่งศึกษาดูงานของเกษตรกร ผู้สนใจ รวมถึงหน่วยงาน หรือชุมชนจากทั่วประเทศเพื่อสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในระดับครัวเรือนหรือ ชุมชนต่อไป

และในวันที่28-30 พฤศจิกายนนี้ สถานีวิทยุ มก. ร่วมกับสำนักวิจัยและ ส่งเสริมวิชาการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้จัดทริปพิเศษ “ทัวร์เกษตร 75 ปีแม่ โจ้” เยี่ยมชม “เทคนิคการเลี้ยงไส้เดือนดิน” เชิงพาณิชย์ พร้อมฐานเรียนรู้ การเกษตรอื่นๆ อีก 20 กว่าแห่งของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ สนใจสำรองที่นั่งได้ที่ โทร.0-2942-8069-71 ต่อ 114 (รับเพียง 40 ท่าน)

สุรัตน์ อัตตะ

การแปรรูปสับปะรด

No comments November 8th, 2008

สินค้าจาก สัปปะรดแปรรูป
แปรรูปสับปะรดครบวงจร เนื้อกวน-น้ำ-เปลือกทำปุ๋ย

บรรดาแม่บ้านจากบ้านจำค่า ต.บ้านเสด็จ อ.เมือง จ.ลำปาง ก็คล้ายๆ กับหลายๆ หมู่บ้าน ที่มองเห็นถึงผลผลิตทางการเกษตรที่มีราคาตกต่ำและล้นตลาดอย่างน่าเสียดาย

จึงรวมตัวตั้งเป็นกลุ่มวิสาหกิจแม่บ้านจำค่าขึ้นมา เพื่อเพิ่มมูลค่าให้แก่ผลผลิตสับปะรด ด้วยการแปรรูปทำสับปะรดกวน ส่วนน้ำทำเป็นปุ๋ยชีวภาพ และเปลือกทำเป็นปุ๋ยหมักมาใช้เอง ปรากฏว่าเฉพาะผลิตภัณฑ์สับปะรดกวนสามารถสร้างรายเดือนละ 2.5 หมื่นบาท

อัมพร ปินตาสา ประธานกลุ่มวิสาหกิจแม่บ้านจำค่า บอกว่า ใน ต.บ้านเสด็จ รวมถึงในหมู่บ้านจำค่าด้วย ชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร ยึดอาชีพปลูกสับปะรดสายพันธุ์ปัตตาเวียครอบครัวละตั้งแต่ 5-50 ไร่ โดยผลผลิตป้อนส่งโรงงานมาตั้งแต่บรรพบุรุษ แต่ตอนหลังเกิดภาวะผลผลิตสับปะรดล้นตลาด ส่งผลให้ราคาตกต่ำ บางปีเหลือเพียงกิโลกรัมละ 1.50 บาท จากปกติในอดีตทรงตัวอยู่ที่กิโลกรัมละ 6 บาท ที่สำคัญตอนหลังโรงงานจำกัดการปริมาณรับซื้อด้วย เกษตรกรบางส่วนจึงนำสับปะรดไปขายให้โรงงานที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ แต่ยังมีสับปะรดอีกจำนวนหนึ่งเหลือทิ้ง จึงคิดว่าควรจะนำสับปะรดเหล่านี้มาแปรรูปทำเป็นผลิตภัณฑ์อย่างอื่น เนื่องจากถ้าจะให้เกษตรกรอยู่ได้จริง สับปะรดต้องมีราคาอยู่ที่กิโลกรัมละ 5 บาท

ใน ที่สุดเมื่อปี 2548 จึงรวมกลุ่ม 15 คน พร้อมจดทะเบียนเป็นกลุ่มวิสาหกิจแม่บ้านจำค่า โดยมีศูนย์ประสานงานติดถนนลำปาง-งาว ต.บ้านเสด็จ เริ่มต้นมาจากแปรรูปทำเป็นสับปะรดกวน เนื่องจากสามารถเก็บได้นานถึง 6 เดือน ต่อมานำน้ำสับปะรดทำเป็นปุ๋ยชีวภาพ เปลือกสับปะรดมาทำเป็นปุ๋ยชีวภาพ นำไปใช้ในพื้นที่การเกษตร รวมใช้ในไร่สับปะรดด้วย นอกจากนี้ยังคัดสับปะรดเกร็ดเอที่มีรสชาติหวานกรอบ ที่ชาวบ้านเรียกว่าสายน้ำผึ้ง มาวางจำหน่ายแก่นักท่องเที่ยวที่สัญจรผ่านตามถนนสายลำปาง-งาว และอีกจำนวนหนึ่งมีพ่อค้าจากถิ่นอื่นซื้อไปขายต่อในราคากิโลกรัมละ 6 บาท จากปกติที่โรงงานรับกิโลกรัมละ 4.50 บาท

อัมพรเล่าถึงการแปรรูปสับปะรด ทำเป็นสับปะรดกวนด้วยว่า ใช้ผลสับปะรดสด 100 กิโลกรัม จะได้สับปะรดกวน 10 กิโลกรัม ขายส่งที่ทำการกลุ่มกิโลกรัมละ 80 บาท นอกจากนั้นมีการบรรจุล่องเองขายเป็นของฝากด้วย มี 3 ขนาด คือ ขนาดเล็ก 100 กรัม กล่องละ 10 บาท ขนาดกลาง 20 บาท ขนาดใหญ่ 50 บาท วางจำหน่วยให้แก่นักท่องเที่ยวที่ทำการของกลุ่มเดือนละประมาณ 200-250 กิโลกรัม สร้างรายได้เฉพาะสับปะรดกวนเดือนละ 1.6-2.5 หมื่นบาท ส่วนปุ๋ยชีวภาพจากน้ำสับปะรด และปุ๋ยหมักจากเปลือกสับปะรด จะนำมาใช้เองมากกว่า

“สับปะรดกวนถือเป็นอาชีพเสริมของเรา เพราะอาชีพหลักของเราคือ การปลูกสับปะรดส่งขายให้โรงงาน บางคนทำเองในครัวเรือน บางคนมาทำที่กลุ่ม ถ้ามาทำที่กลุ่มเราให้ค่าแรงคนละ 120 บาทต่อวัน พอสิ้นปีจะมีการปั่นผลอีกครั้ง” อัมพรกล่าว

ด้านบุญเทียม ปินตาสา ประธานกลุ่มสมาคมไร่สับปะรด จ.ลำปาง และประธานสหพันธ์ผู้ปลูกสับปะรดบ้านเสด็จ บอกว่า ในพื้นที่บ้านเสด็จมีเกษตรกรปลูกสับปะรดทั้งหมดในพื้นที่ 1.7 หมื่นไร่ ในแต่ละวันจะมีสับปะรดป้อนเข้าสู่โรงงานราววันละ 900 ตัน หากราคาสับปะรดอยู่ที่กิโลกรัมละ 4.50 บาท จะมีเงินสะพัดเข้า ต.บ้านเสด็จ ถึงวันละกว่า 4 ล้านบาท แต่น่าเสียดายที่สับปะรดราคาตกต่ำ ซึ่งความจริงน่าจะอยู่ที่กิโลกรัมละ 5 บาท จึงอยากให้รัฐบาลช่วยแก้ปัญหาราคาสับปะรดด้วย

“ยังดีครับ ที่ในหมู่บ้านจำค่าของผมนี่ มีกลุ่มแม่บ้านรวมตัว เพื่อแปรรูปสับปะรด และคัดสับปะรดเกรดดีมาขาย ทำให้แม่บ้านมีรายได้เสริมขึ้นมาบ้าง อย่างน้อยได้ช่วยจุนเจือครอบครัวได้ระดับหนึ่ง” บุญเทียมกล่าว

นับเป็นกลุ่มแม่บ้านตัวอย่างอีกกลุ่มหนึ่ง ที่สามารถนำผลผลิตพืชผลทางการเกษตรที่ล้นตลาด มาแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า ส่งผลให้ผลผลิตที่เกือบจะสูญเปล่ามีค่าขึ้นมาได้

โครงการเกษตรทัศนศึกษากับ “คม ชัด ลึก” ที่จะไปดูงานด้านการเกษตรบนพื้นที่สูง จ.เชียงราย ระหว่างวันที่ 21-23 พฤศจิกายนนี้ จะพาแวะชมการแปรรูป ไปชิมน้ำสับปะรดและสับปะรดกวนที่บ้านเสด็จด้วย สนใจสอบถามได้ที่ 0-2338-3356-7

ดลมนัส กาเจ