Archive: Posts Tagged ‘ปุ๋ย’

การลดต้นทุนการผลิตปาล์มน้ำมัน

1 comment May 4th, 2010

ปาล์มน้ำมัน

การผลิตปาล์มน้ำมัน

ปัจจุบันปาล์มน้ำมัน มีพื้นที่ปลูกรวม 3.89 ล้านไร่ พื้นที่ส่วนใหญ่ร้อยละ 88 อยู่ในภาคใต้ จังหวัดที่ปลูกมาก คือ จังหวัดกระบี่ สุราษฎร์ธานี ชุมพร รองลงมาเป็นภาคตะวันออกและภาคกลาง ร้อยละ 11 ส่วนภาคอื่น ๆ ร้อยละ 1 พื้นที่ที่ให้ผลผลิตแล้วมีประมาณ 3.19 ล้านไร่ ให้ผลผลิตปาล์มสด รวม 8.16 ล้านตัน สามารถสกัดน้ำมันปาล์มได้ 1.42 ล้านลิตร ผลผลิตน้ำมันปาล์มส่วนใหญ่ใช้บริโภคภายในประเทศ ปริมาณ 8-9 แสนลิตร โดยนำไปผลิตไบโอดีเซล 3-4 แสนลิตร ที่เหลือส่งออกและเก็บสำรองเป็นสต๊อกภายในประเทศ

สำหรับสถานการณ์การผลิตในปี 2553 คาดว่าจะมีพื้นที่ให้ผลผลิตแล้ว รวม 3.6 ล้านไร่ เพิ่มขึ้นจาก ปี 2552 ประมาณ 440,000 ไร่ เนื่องจากมีการปลูกใหม่เมื่อปี 2550 ทั้งในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และแหล่งผลิตเดิมในภาคใต้ ที่ปลูกทดแทนสวนไม้ผลเก่า เช่น ทุเรียน เงาะ กาแฟ รวมทั้งที่นา และพื้นที่ป่าพรุ พื้นที่ให้ผลผลิตที่เพิ่มขึ้นทำให้คาดว่าจะได้ผลผลิตปาล์มสด 10.28 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2552 จำนวน 1.9 ล้านตัน เนื่องจากสวนปาล์มน้ำมันส่วนใหญ่เป็นปาล์มน้ำมันพันธุ์ดี และอยู่ในช่วงให้ผลผลิตสูง ประกอบกับปริมาณน้ำฝนและสภาพดินฟ้าอากาศเหมาะสม ส่งผลให้ต้นปาล์มให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น

นายอนันต์ ลิลา รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เผยว่า จากการเปิดเสรีทางการค้าในกลุ่มประเทศ อาเซียนตามข้อตกลงการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) มีผลกระทบกับสินค้าปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์ม เนื่องจากประเทศคู่แข่ง คือ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย มีต้นทุนการผลิตสินค้าต่ำกว่าประเทศไทย ซึ่งหากมีการนำเข้าน้ำมันปาล์มราคาถูกจากประเทศดังกล่าว จะมีผลกระทบทำให้ราคาผลผลิตปาล์มน้ำมันในประเทศตกต่ำ และเมื่อวิเคราะห์ปัญหาการผลิตปาล์มน้ำมันของเกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมันของไทย พบว่าต้นทุนการผลิตปาล์มน้ำมันของไทยเพิ่มสูงขึ้นจาก 2.14 บาท/กิโลกรัม ในปี 2550 เป็น 2.58 บาท/กิโลกรัม ในปี 2552 (ข้อมูล : สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร) ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากราคาปุ๋ยเคมีที่สูงขึ้น เกษตรกรใช้ปุ๋ยในอัตราที่มากเกินความต้องการของพืช และพบว่าโครงสร้างต้นทุนการผลิตปาล์มน้ำมัน ร้อยละ 40 เป็นค่าปุ๋ยเคมี

สำหรับพืชปาล์มน้ำมัน อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ โดยรัฐบาลให้แนวทางรองรับการเปิดเสรีสินค้าเกษตร คือ

ขั้นที่ 1 การบริหารการนำเข้า ณ ด่านศุลกากร การเข้มงวดการตรวจใบรับรองต่าง ๆ เช่น ใบรับรองสุขอนามัย

ขั้นที่ 2 เยียวยาเกษตรกรเพื่อให้สามารถผลิตเพื่อการแข่งขันได้

และ ขั้นที่ 3 ใช้มาตรการปกป้องพิเศษโดยการขึ้นค่าธรรมเนียมปกป้องทันทีเพื่อระงับผลกระทบชั่วคราว

ในส่วนของกรมส่งเสริมการเกษตรได้ดำเนินโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตปาล์มน้ำมัน ปี 2551-2555 โดยใช้งบกองทุนปรับโครงสร้างการผลิตภาคเกษตรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ โดยจัดถ่ายทอดความรู้เป็นการเตรียมความพร้อมของเกษตรกรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุนการผลิต และปรับปรุงคุณภาพผลผลิต ให้เกษตรกรมีความสามารถในการผลิตปาล์มน้ำมันเพื่อแข่งขันได้ใน อนาคต

ในการลดต้นทุนการผลิต เกษตรกรต้องใช้ปุ๋ยให้ถูกต้องเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ และความต้องการของต้นปาล์มน้ำมัน โดยเกษตรกรควรตรวจวิเคราะห์ดิน และใส่ปุ๋ยตามคำแนะนำเพื่อให้ต้นปาล์มน้ำมันได้รับธาตุอาหารอย่างเหมาะสม เป็นการลดค่าใช้จ่ายปุ๋ยเคมี และช่วยเพิ่มผลตอบแทนแก่เกษตรกร

นอกจากนั้นเกษตรกรควรปรับปรุงคุณภาพผลผลิต โดยการเก็บเกี่ยวผลผลิตปาล์มสุก ซึ่งมีเปอร์เซ็นต์น้ำมันสูง จะมีส่วนให้โรงงานสกัดน้ำมันปาล์มสามารถสกัดน้ำมันได้เปอร์เซ็นต์สูง ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตน้ำมันปาล์มของประเทศลดลงตามไปด้วย.

การดูแลต้นละมุด

No comments June 12th, 2009

ละมุด
เกษตร มีคำตอบ : ตัดแต่งและบำรุงละมุด

มีคำถามเข้ามาว่า ปลูกละมุดไว้ไม่กี่ต้น บริเวณบ้าน แต่ต้องการให้ละมุดออกลูกเพื่อไว้กินบ้างควรทำอย่างไรดี

สอบถามไปยังผู้รู้เรื่องนี้แล้วท่านบอกมาว่าทำได้ไม่ยากและสามารถทำได้ด้วย ตนเอง เริ่มต้นด้วยการเตรียมต้นเพื่อให้พร้อมสำหรับการออกดอกด้วยการตัดแต่งกิ่ง หลังการเก็บเกี่ยวผลผลิต ละมุดรุ่นแรกไปแล้วโดยตัดแต่งกิ่งที่เป็นโรค กิ่งแห้ง กิ่งฉีกหักเสียหายเนื่องจากการเก็บเกี่ยว และกิ่งแขนงในทรงพุ่ม เพื่อควบคุมทรงพุ่มและความสูงไม่มากนัก เพื่อสะดวกในการดูแลรักษา และเก็บเกี่ยวผลผลิต เพื่อช่วยบำรุงต้นให้มีความสมบูรณ์ ซึ่งการใส่ปุ๋ยจะเปลี่ยนสูตรไปตามระยะเวลาของความต้องการ คือหลังเก็บผลให้ใส่ปุ๋ยคอกและปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 เพื่อช่วยบำรุงต้น ก่อนออกดอก ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 12-24-12 เพื่อช่วยให้ต้นมีการเก็บสะสมอาหารในการสร้างตาดอก จากนั้นใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 13-13-21 ในช่วงผลเริ่มแก่เพื่อปรับปรุงคุณภาพเนื้อให้มีรสชาติดีขึ้น ที่สำคัญละมุดเป็นผลไม้ที่ต้องการน้ำมาก โดยเฉพาะช่วงออกดอกและดอกบานช่วงผลแก่ก่อนเก็บเกี่ยวประมาณ 20 วัน ควรลดการให้น้ำ เพื่อเร่งความหวานความกรอบให้มีมากขึ้น

หมอเกษตร
dailynews

ระวังปุ๋ยปลอม

No comments May 20th, 2009

ปุ๋ยปลอม
ระวัง ปุ๋ยปลอม เกลื่อนช่วงฤดูเพาะปลูก

นาย สมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมวิชาการเกษตร แจ้งเตือนว่า ช่วงฤดูเพาะปลูกปี 2552 นี้ เกษตรกรผู้ปลูกพืชทั่วประเทศจำเป็นต้องระมัดระวังในการเลือกซื้อปุ๋ยมาใช้ เนื่องจากปีที่ผ่านมากรมวิชาการได้ตรวจวิเคราะห์คุณภาพปุ๋ย พบปุ๋ยปลอมวางจำหน่ายอยู่ในท้องตลาดปริมาณมาก คิดเป็น 40% ของตัวอย่างปุ๋ยที่ส่งเข้ามาตรวจทั้งหมด โดยเฉพาะปุ๋ยผสม สูตร 15-15-15 เป็นปุ๋ยที่ตรวจพบการปลอมปนสูงสุด ส่วนใหญ่พบว่ามีธาตุฟอสฟอรัส (P) และธาตุโพแทสเซียม (K) ต่ำมากและสัดส่วนธาตุอาหารที่พืชต้องการมีไม่ครบตามที่ระบุไว้ในสูตรปุ๋ย

“อีกทั้งยังพบว่าแหล่งที่มีปุ๋ยปลอมระบาดมากที่สุด คือ พื้นที่ภาคกลางซึ่งมีการเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจหนาแน่น ทั้งข้าว พืชสวน พืชไร่และไม้ผล ขณะเดียวกันยังตรวจพบการจำหน่ายปุ๋ยปลอมในพื้นที่ภาคตะวันออกและภาคตะวันออก เฉียงเหนือด้วย นอกจากผู้ประกอบการจะวางจำหน่ายปะปนกับปัจจัยการผลิตทางการเกษตร อื่น ๆ ในร้านค้าแล้ว ยังมีพ่อค้านำปุ๋ยผสมออกเร่ขายไปตามหมู่บ้านโดยขายในราคาถูกกว่าท้องตลาดและ ยังมีการให้สินเชื่อเพื่อดึงดูดใจเกษตรกรด้วย ดังนั้น จึงต้องระวังให้มากเพราะอาจถูกหลอกให้ซื้อปุ๋ยผสมที่ไม่มีคุณภาพ นำไปใช้แล้วได้ผลไม่คุ้มค่าการลงทุน”

นายสมชายกล่าวด้วยว่า เกษตรกรควรเลือกซื้อปุ๋ยจากแหล่งที่เชื่อถือได้ โดยซื้อจากร้านจำหน่ายปัจจัยการผลิตทางการเกษตรที่มีใบอนุญาตจากกรมวิชาการ เกษตร ซึ่งมีกว่า 13,000 ร้านค้าทั่วประเทศ และทุกครั้งที่ซื้อปุ๋ยต้องสังเกตเลขทะเบียนปุ๋ย ชื่อบริษัทผู้ผลิต วันเดือนปีที่ผลิต และผู้จัดจำหน่าย ที่สำคัญต้องขอใบเสร็จรับเงินจากผู้จำหน่ายทุกครั้งด้วยซึ่งจะตรวจสอบได้ เมื่อมีปัญหา และห้ามซื้อปุ๋ยจากพ่อค้าเร่ขายอย่างเด็ดขาด

หากไม่มั่นใจเกษตรกรควรเก็บตัวอย่างปุ๋ยส่งมาตรวจวิเคราะห์ที่ สวพ.เขตที่ 1-9 หรือสำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร อย่างไรก็ตาม กรมวิชาการเกษตรต้องขอความร่วมมือเกษตรกรให้ช่วยสอดส่องดูแลการจำหน่ายปุ๋ย ในท้องตลาด หากพบเบาะแสผู้กระทำผิดกฎหมาย เช่น พ่อค้าเร่ขายปุ๋ย สามารถแจ้งข้อมูลได้ที่ โทร. 0-2579-8576.
dailynews

ปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง

No comments April 8th, 2009

ปุ๋ยอินทรีย์ คุณภาพสูง
ปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง ทางเลือกของเกษตรกรยุคนี้

แม้ทุกวันนี้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงจะมีการปรับตัวขึ้นลงไม่รุนแรงเหมือนปี 2551 ที่ผ่านมา ทำให้หลายคนไม่ค่อยได้รับผลกระทบมากนัก แต่ราคาน้ำมันก็ยังส่งผลต่อสินค้าเกษตรอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะปัจจัยการผลิตของเกษตรกร นั่นคือ ปุ๋ยเคมีที่ยังมีต้นทุนสูงอยู่ ด้วยเหตุนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมายให้กรมพัฒนาที่ดินเร่งส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตและใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ทดแทนปุ๋ยเคมี เพื่อลดต้นทุนการผลิตและสร้างความมั่นคงให้กับเกษตรกร

นายชาติชาย พุคยาภรณ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ในช่วงที่ปุ๋ยเคมีปรับราคา เกษตรกรต้องแบกรับภาระต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ในขณะที่ราคาจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตรไม่ได้ปรับตามขึ้นไปสักเท่าไรนั้น ทางเลือกทางรอดที่เกษตรกรจะพึงปฏิบัติได้ คือ การพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสโดยการหันกลับมาใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงในการดำรง ชีวิตด้วยการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ที่เกษตรกรสามารถผลิตได้เอง โดยใช้วัสดุทางการเกษตร เศษพืช เศษอาหารที่มีอยู่ในท้องถิ่นให้เกิดประโยชน์

โดยในปีที่ผ่านมากรมพัฒนาที่ดินได้คิดค้นวิธีการผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง ที่ผลิตมาจากวัสดุอินทรีย์ หรืออนินทรีย์ธรรมชาติ ที่มีอยู่ในท้องถิ่นและมีธาตุไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียมสูง มาผ่านกระบวนการผลิตให้ได้ปุ๋ยอินทรีย์มีคุณภาพตรงตามความต้องการธาตุอาหาร ของพืชแต่ละชนิด ซึ่งได้เริ่มส่งเสริมและถ่ายทอดความรู้สู่เกษตรกรใช้กับพืชชนิดต่าง ๆ มาระยะ หนึ่งแล้ว ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ

ปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงสูตรกรมพัฒนาที่ดินนั้น จะมีธาตุอาหารที่ครบถ้วน ใช้ในปริมาณที่น้อยกว่าปุ๋ยหมัก โดยใช้สารเร่ง พด.1, 2 และ 9 เป็นสารเร่งในการผลิตปุ๋ยดังกล่าวออกมา ซึ่งจะทำให้ปุ๋ยอินทรีย์ที่จะผลิตออก มานั้นมีคุณสมบัติใกล้เคียงกับปุ๋ยเคมี แม้ว่าจะใช้เป็นปริมาณที่มากกว่าสารเคมี 2 เท่า แต่เทียบราคาต่อหน่วยแล้วจะทำให้เกษตรกรประหยัดต้นทุนการใช้สารเคมีเพื่อการ บำรุงดินและพืชลงไปได้

“การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ไม่เพียงแต่ช่วยลดต้นทุนการผลิตเท่านั้น ยังเป็นการลดการพึ่งพาต่างประเทศ ทำให้ไม่ต้องสูญเสียเงินตราในการนำเข้าปุ๋ยเคมีจากต่างประเทศได้ปีละหลาย หมื่นล้านบาท นอกจากนั้น ถ้าเกษตรกรสามารถผลิตปุ๋ยอินทรีย์ได้จำนวนมากมีการรวมตัวกันผลิต ยังนำที่เหลือมาจำหน่ายสร้างรายได้เสริมได้อีกทางหนึ่ง” นายชาติชาย กล่าว

ด้าน นายบัณฑิต ตันศิริ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้กรมฯ ได้นำสูตรปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงไปส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตไว้ใช้เอง โดยเป็นสูตรที่เหมาะสมกับพืชและดินแต่ละชนิด ล่าสุดได้นำร่องโครงการทดสอบการใช้ปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงในข้าว คาดว่าจะสามารถสรุปผลการดำเนินงานได้ภายในเดือนธันวาคมนี้ ซึ่งจะทำให้ทราบว่าการใช้ปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงเมื่อเปรียบเทียบกับการใช้ ปุ๋ยเคมี อะไรได้ผลผลิตมากกว่ากัน และสามารถลดต้นทุน การผลิตได้มากน้อยแค่ไหน เมื่อได้ผลสัมฤทธิ์ แล้วเชื่อมั่นว่าจะเป็นแนวทางในการส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ทดแทนปุ๋ยเคมีได้มากขึ้นจากเดิมแน่นอน

เกษตรกรทำปุ๋ยอินทรีย์ไว้ใช้เอง

หากเกษตรกรท่านใดสนใจสูตรการทำปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง สามารถสอบถามข้อมูลได้จากกรมพัฒนาที่ดิน หรือหมอดินอาสาที่มีอยู่กว่า 70,000 คนทั่วประเทศ.

dailynews

ส้มเขียวหวาน

No comments March 16th, 2009

ต้น ส้มเขียวหวาน

“ส้ม” เป็นไม้ผลที่มีการเพาะปลูกอยู่ทั่วโลกนับร้อยชนิด และได้รับความนิยมจากผู้บริโภค เนื่องจากผลมีรสเปรี้ยวหรือหวาน และมีคุณค่าทางโภชนาการ ประกอบด้วย แคลเซียม โพแทสเซียม วิตามินเอ และวิตามินซี เปลือกส้มมีน้ำมันหอมระเหย ใช้ปรุงยาหอม แก้ลมจุกเสียด

ส้มเขียวหวานเป็นส้มพันธุ์หนึ่งที่มีการปลูกในทุกภาคของประเทศไทย โดยเฉพาะภาคเหนือซึ่งมีอากาศหนาวเย็นจะช่วยให้ผิวของผลส้มมีสีเหลืองส้มมาก ขึ้น โดยมีการปลูกมากในจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย น่าน แพร่ ลำปาง สุโขทัย พะเยา นอกจากจะเป็นผลไม้ที่ผู้บริโภคนิยมรับประทานแล้ว ยังสามารถส่งออกไปจำหน่ายในต่างประเทศปีละหลายสิบล้านบาท โดยมีตลาดส่วนใหญ่อยู่ในทวีปเอเชีย เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ และกัมพูชา

ส้มเขียวหวานเป็นพืชที่ชอบดินที่มีความร่วนซุย ถ้าปลูกในดินที่มีการระบายอากาศไม่ดีมักจะมีปัญหาจากโรครากเน่า โคนเน่า ทำให้มีการใช้สารเคมีจำนวนมากในการเพาะปลูก เนื่องจากมีแมลงศัตรูและโรคพืชหลายชนิด ส่งผลให้มีต้นทุนการผลิตสูงขึ้น แต่พืชผลกลับดูดปุ๋ยไปใช้ได้เป็นส่วนน้อย จึงทำให้เกษตรกรได้ผลตอบแทนต่ำ นอกจากนี้ยังมีผลเสียต่อสุขภาพของเกษตรกรและผู้บริโภค ตลอดจนส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมเนื่องจากมีธาตุอาหารตกค้างในดินและปนเปื้อน ออกไปในแหล่งน้ำ

ด้วยเหตุนี้ ผศ.ดร.สมจิตร อยู่เป็นสุข จากภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ ม.เชียงใหม่ และ ศ.ดร.เบญจวรรณ ฤกษ์เกษม เมธีวิจัยอาวุโส สกว. จึงได้ศึกษาวิจัยการ เพิ่มประสิทธิภาพของการดูดธาตุอาหารในต้นกล้าส้มเขียวหวาน มะนาว ส้มโอ และส้มเกลี้ยง ด้วยเชื้อราอาร์บัสคูลาร์ไมคอร์ไรซ่า โดยได้รับทุนวิจัยจากฝ่ายวิชาการ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

เชื้อราอาร์บัสคูลาร์ไมคอร์ไรซ่า เป็นเชื้อราที่อาศัยอยู่ร่วมกับรากพืชแบบพึ่งพาอาศัยกัน ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดูดซึมน้ำและแร่ธาตุให้แก่พืช โดยเฉพาะอย่างยิ่งฟอสฟอรัส ซึ่งดินส่วนใหญ่มักมีปัญหาขาดแคลนธาตุนี้ นอกจากนี้ยังช่วยปรับปรุงโครงสร้างของดิน เนื่องจากเส้นใยของเชื้อราจะช่วยทำให้เกิดการจับตัวกันของอนุภาคดินทำให้ เกิดเม็ดดิน ช่วยทำให้ดินร่วนซุยเหมาะแก่การระบายน้ำและอากาศ รวมทั้งช่วยทำให้พืชต้านทานต่อจุลินทรีย์ในดินที่เป็นสาเหตุของโรคพืชได้มาก ขึ้นด้วย เชื้อราอาร์บัสคูลาร์ไมคอร์ไรซ่ามีอยู่ในธรรมชาติ แต่ในพื้นที่เพาะปลูกอาจมีปริมาณน้อยและไม่ใช่ชนิดที่มีประสิทธิภาพดีต่อการ เจริญเติบโตของต้นส้ม ดังนั้นจึงต้องมีการตรวจสอบหาเชื้อราอาร์บัสคูลาร์ไมคอร์ไรซ่า เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาไปสู่การผลิตหัวเชื้อและส่งเสริมให้มีการนำไปใช้ ประโยชน์เป็นปุ๋ยชีวภาพมากยิ่งขึ้น

จากการศึกษาพื้นที่เพาะปลูกส้มในภาคเหนือของประเทศไทย ประกอบด้วย สวนส้มเขียวหวานในจังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย พบว่าเชื้อราอาร์บัสคูลาร์ไมคอร์ไรซ่าจะช่วยเพิ่มการเจริญเติบโตของต้นมะนาว ส้มโอ และส้มเขียวหวานพันธุ์คลีโอพัตรา ฟรีมองต์ โอเชียน และสายน้ำผึ้ง ทั้งนี้ เชื้อราอาร์บัสคูลาร์ไมคอร์ไรซ่ามีผลต่อการเจริญเติบโตของกิ่งตอนส้มเขียว หวานสายพันธุ์ ต่าง ๆ และพืชตระกูลส้มบางชนิด เช่น มะนาว และ ส้มโอ ที่มีการใส่ปุ๋ยไนโตรเจนและฟอสฟอรัสในระดับที่แตกต่างกัน โดยระดับฟอสฟอรัสในดินที่บริเวณสวนส้มมีผลต่อเปอร์เซ็นต์การเข้าสู่รากของ เชื้อราอาร์บัสคูลาร์ไมคอร์ไรซ่าในต้นส้ม ทำให้เชื้อราอาร์บัสคูลาร์ไมคอร์ไรซ่าในรากและปริมาณสปอร์ในดินลดลง

ผลการวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่า การใส่ปุ๋ยไนโตรเจนและฟอสฟอรัสในปริมาณมาก จะทำให้ศักยภาพของเชื้อราอาร์บัสคูลาร์ไมคอร์ไรซ่าในการส่งเสริมการเจริญของ ต้นส้มลดลง นอกจากนี้ยังพบว่าเชื้อราอาร์บัสคูลาร์ไมคอร์ไรซ่าช่วยให้ต้นกล้ามะนาวและ ส้มโอดูดธาตุอาหารจากดินได้ดี และโตเร็วกว่าต้นส้มชนิดอื่น รวมทั้งส้มเขียวหวานพันธุ์คลีโอพัตราและโทรเยอร์ที่นิยมใช้เป็นต้นตอของส้ม สายน้ำผึ้ง ต้นกล้าของมะนาวและส้มโอมีการตอบสนองต่อเชื้อราอาร์บัสคูลาร์ไมคอร์ไรซ่าได้ ดีมากเมื่อเปรียบเทียบกับต้นกล้าของส้มชนิดอื่น จึงน่าจะนำมาทดสอบเพื่อใช้เป็นต้นตอของส้มเขียวหวานพันธุ์สายน้ำผึ้ง ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนในการเพาะปลูก การใช้ปุ๋ยและสารเคมี

ผศ.ดร.สมจิตร อยู่เป็นสุข เป็นผู้ทำการวิจัยทางไมคอร์ไรซ่า ในกลุ่มวิจัยทรัพยากรพันธุกรรมและธาตุอาหารพืชที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่สนับสนุนโดย สกว. ซึ่งนอกจากส้มแล้ว ไม้ยืนต้นชนิดอื่น เช่น กาแฟ และยางพารา ยังได้ประโยชน์ จากการติดเชื้อราไมคอร์ไรซ่าที่รากด้วย กล้าไม้ที่มีเชื้อราไมคอร์ไรซ่าจะแข็งแรงและโตเร็ว มีอัตราการรอดสูง และสามารถเจริญเติบโตได้ดีเมื่อนำออกลงปลูกในแปลง

ผู้สนใจในการใช้เชื้อราอาร์บัสคูลาร์ไมคอร์ไรซ่าในพืช ติดต่อสอบถามได้ที่ ผศ.ดร.สมจิตร อยู่เป็นสุข ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 50200 โทร. 0-5394-1946-8 ต่อ 143 หรือ e-mail : scboi027@chiangmai.ac.th.

dailynews