Archive: Posts Tagged ‘ปลาสวยงาม’

การเลี้ยงปลาตะเพียนหางแดง (ปลากระแห)

No comments May 4th, 2010

ปลาตะเพียนหางแดง (ปลากระแห)
ปลากระแห

พบอาศัยอยู่เป็นฝูงในแม่น้ำ ลำคลอง และ หนอง บึงทุกภาคของประเทศไทย ปัจจุบันมนุษย์ นิยมบริโภคโดยการปรุงสด รมควัน ตากแห้ง ทำปลาร้า ปลาส้ม และนิยมเลี้ยงเป็นปลาสวยงาม

งานพิธีมงคลต่างๆ…มักจะมีกิจกรรม ปล่อยปลาสายพันธุ์ไทย…ลงสู่แหล่งน้ำเพื่อสร้างความหลากหลายทางชีวภาพให้กับแม่น้ำลำคลองของบ้านเรา…

โดยปลาสายพันธุ์หนึ่งที่มักจะนำมาใช้ในพิธีการนี้ นั่นคือ ปลากระแห ซึ่งเป็นปลาน้ำจืด สายพันธุ์ไทยแท้ มีชื่ออื่นๆอีกหลายชื่อ เช่น “กระแหทอง” หรือ “ตะเพียนหางแดง” ในภาษาอีสานเรียก “ลำปํา” ในภาษาใต้เรียก “เลียนไฟ” ภาษาเหนือเรียก “ปก” ส่วนชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Barbonymus schwanenfeldii อยู่ในวงศ์ปลาตะเพียน (Cyprinidae)

ลักษณะทั่วไปรูปร่างคล้าย…ปลาตะเพียนทอง แต่ป้อมสั้นกว่า ลำตัวแบนข้าง ส่วนหลังยกสูง หัวค่อนข้างเล็ก ตาโต มีหนวด 2 คู่ที่ริมฝีปาก จะงอยปากสั้นทู่ ปากมีขนาดเล็กอยู่สุดของจะงอยปาก เกล็ดเล็กมีสีเงินวาวเหลือบเหลืองทอง ครีบหลังสีส้มมีแต้มสีดำชัดที่ด้านบนสุด ครีบอื่นๆมีสีส้มสด ยกเว้นขอบบนของครีบอกและขอบล่างของครีบหางที่มีแถบสีดำยาว มีขนาดลำตัวประมาณ 15 เซนติเมตร ถึง 25 เซนติเมตร

พบอาศัยอยู่เป็นฝูงในแม่น้ำ ลำคลอง และ หนอง บึงทุกภาคของประเทศไทย หรือตามบริเวณหน้าวัดที่อยู่ติดริมแม่น้ำต่างๆ โดยมักจะอาศัยอยู่รวมกับปลาตะเพียน ปลาแก้มช้ำ หรือปลาในตระกูลปลาตะเพียนชนิดอื่นด้วยกันเสมอ

อาหารของปลากระแห มักชอบกิน พันธุ์ไม้น้ำ ตัวอ่อนแมลงน้ำ ซากสัตว์ และพืชที่เน่าเปื่อย พฤติกรรม ชอบรักสงบ อยู่รวมกันเป็นฝูง ปราดเปรียว ว่องไว ไม่อยู่นิ่งชอบว่ายน้ำตลอดเวลา ปัจจุบันมนุษย์ นิยมบริโภคโดยการปรุงสด รมควัน ตากแห้ง ทำปลาร้า ปลาส้ม และนิยมเลี้ยงเป็นปลาสวยงามด้วย

ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดยโสธร สังกัดกรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ทำการศึกษา…การอนุบาล ลูกปลากระแหวัยอ่อนในบ่อดิน ด้วยการใช้อาหารเม็ดผสมระหว่างรำข้าวกับปลาป่น ด้วยวัยเพียง 5 วัน ความยาวตัวเฉลี่ย 0.40 เซนติเมตร น้ำหนักตัวเริ่มต้นเฉลี่ย 0.28 มิลลิกรัม ผลสรุปพบว่า การอนุบาลตั้งแต่อายุ 5 วัน ไปจนถึงขนาดลำตัว 5 เซนติเมตร ในบ่อดินขนาดประมาณ 800 ตารางเมตร ควรมีความหนาแน่นของลูกปลากระแหประมาณ 200 ตัวต่อตารางเมตร

อีกทั้งลักษณะที่มีสีตามครีบเป็นที่โดดเด่น กลุ่มผู้เลี้ยงปลาสวยงาม จึงทดลองเลี้ยงเป็น ปลาตู้ ปรากฏว่า สามารถเลี้ยงได้ดีทั้งยังมีสีสันที่สวยงามอีกด้วย นักวิจัยด้านอาหารสัตว์น้ำ จึงทดลองศึกษาผลของแอสตาแซนทินในอาหารต่อสีของปลากระแห โดยเลี้ยงปลากระแหขนาด 3-4 เซนติเมตร ด้วยอาหาร เม็ดสูตรพื้นฐานเสริมแอสตาแซนทินที่ระดับ 25, 50, 100 และ 200 มิลลิกรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัม เป็นเวลา 10 สัปดาห์ พบว่า การเสริมแอสตาแซนทินในอาหารมีผลทำให้สีครีบหางของปลากระแหมีสีแดงมากขึ้น

และเมื่อหยุดเสริมแอสตาแซนทินครีบหางปลาจะมีสีแดงจางลงเท่ากับที่ไม่ได้เสริมในระยะเวลา 21, 28, 50 และ 75 วัน อีกทั้ง แอสตาแซนทินไม่มีผลต่อการเจริญเติบโต หรือ อัตราแลกเนื้อ และ อัตรารอดชีวิตของปลากระแหแต่อย่างใด

ผู้สนใจข้อมูลอย่างละเอียดสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ กรมประมง 0-2562-0569 ในเวลาราชการ.

ไชยรัตน์ ส้มฉุน

การเลี้ยงปลาคาร์ป

No comments December 23rd, 2009

ปลาคาร์ป
การเลี้ยงปลาคาร์ปในปัจจุบัน

จริงอยู่ราคาซื้อ-ขายปลาคาร์ปจะดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับสภาพเศรษฐกิจเป็นสำคัญ เพราะปลาสวยงามชนิดนี้จะเป็นของฟุ่มเฟือยก็ว่าได้

สำหรับ คุณประหยัด สิงห์บุปผา ชาวจังหวัดปทุมธานี มีอาชีพเลี้ยงและจำหน่ายปลาคาร์ปมานานกว่า 10 ปี ได้บอกถึงเสน่ห์ของปลาคาร์ป ผู้เลี้ยงสามารถสร้างมูลค่าของปลาเพิ่มได้ไม่ยาก โดยเฉพาะปลาคาร์ปที่เลี้ยงยิ่งนานปีและมีความสวยงาม ตัวใหญ่จะเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวางในหมู่คนไทยที่มีฐานะดี ถึงแม้สภาวะเศรษฐกิจไทยจะถดถอยลงไปแต่ฟาร์มเพาะเลี้ยงปลาคาร์ป ยังมีจำนวนมาก

ปัจจุบันฟาร์มที่เลี้ยงปลาคาร์ปในประเทศไทยจะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ ฟาร์มของคนที่มีฐานะและมีเงินลงทุนมาก จะต้องมีการสร้างฟาร์มด้วยบ่อซีเมนต์และมีระบบกรองน้ำที่ดีมีประสิทธิภาพ และมักจะนิยมสั่งซื้อพันธุ์ปลาคาร์ป เกรด A จากต่างประเทศมาเลี้ยง อีกกลุ่มหนึ่งจัดเป็นฟาร์มระดับชาวบ้านที่มุ่งเพาะขยายพันธุ์เพื่อผลิตลูกปลาขายเป็นหลัก ไม่เน้นการคัดสายพันธุ์มากนัก เนื่องจากเน้นตลาดล่างหรือตลาดซื้อปลาสวยงามทั่ว ๆ ไป อย่างไรก็ตามผลผลิตลูกปลาบางฟาร์มของกลุ่มนี้ส่งออกลูกปลาคาร์ปไปยังตลาดต่างประเทศอีกด้วย สำหรับฟาร์มของคุณประหยัดจะเลี้ยงปลาคาร์ปในบ่อดิน แต่มีการเอาใจใส่ในเรื่องของคุณภาพน้ำที่จะต้องมีความสะอาดอาหารที่ใช้เลี้ยงจะใช้อาหารเม็ดประเภทปลากินพืช เช่น อาหารปลาดุก

คุณประหยัดบอกว่าในการคัดเลือกลูกปลาคาร์ป ออกจำหน่ายจะเริ่มต้นจากลูกปลาที่ขนาดความยาวของลำตัว 3 นิ้วขึ้นไป โดยแบ่งเกรดการขายออกเป็น 3 ระดับ เกรดเอ ปลาคัดสวยพิเศษขนาดลำตัว 3 นิ้วขึ้นไป จะมีราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 100 บาทขึ้นไป, เกรดบี จะจำหน่ายตัวละ 10 บาทและเกรดซีจะขายเป็นปลาถุงราคาตัวละ 6 บาท สำหรับปลาคาร์ปเกรดเอที่มีสีและลักษณะของลำตัวสวยและมีขนาดลำตัวยาวกว่า 50 เซนติเมตร ราคาขายอาจจะถึงหลักหมื่นก็มี ทุกวันนี้คุณประหยัดจะบรรจุปลาคาร์ปหลากสีสันโดยบรรจุถุงละ 30 ตัว นำไปจำหน่ายที่ตลาดนัดจตุจักรทุกวันตลาดขายลูกปลาคาร์ปของคุณประหยัดจะอยู่ภายในประเทศเป็นหลักคือขายส่งให้พ่อค้าปลาสวยงามตามต่างจังหวัด ตลาดยังพอไปได้เนื่องจากปลาคาร์ปยังจัดเป็นปลาสวยงามที่เลี้ยงง่ายและค่อนข้างทนต่อทุกสภาพแวดล้อม

สำหรับเรื่องของการผสมพันธุ์ปลาคาร์ปไม่ใช่เรื่องยุ่งยาก แม่ปลาหลังจากฉีดฮอร์โมนจะถูกนำมาปล่อยในบ่อปูนซีเมนต์ขนาดความกว้างของบ่อ 2.50 เมตร,ยาว 3 เมตรและมีระดับความสูงของน้ำ 50 เซนติเมตร ภายในบ่อมีพ่อพันธุ์อยู่แล้ว และมีท่อออกซิเจนและเชือกฟางฝอยเพื่อให้ไข่ปลายึดติด เพราะธรรมชาติของไข่ปลาคาร์ปเป็นไข่ลอย สัดส่วนของการปล่อยพ่อ-แม่พันธุ์ในบ่อขนาดนี้จะปล่อยแม่พันธุ์ จำนวน 2 ตัวและพ่อพันธุ์ จำนวน 5 ตัว.

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

การเพาะปลาทอง

No comments November 17th, 2009

ปลาทอง
มือใหม่หัดเพาะปลาทอง

คุณมาโนช ลักษณะกิจ ชาวเชียงใหม่ได้ให้คำแนะนำสำหรับผู้ที่สนใจหรือมือใหม่ที่จะหัดเพาะ ปลาทองจะต้องมีการเตรียมใจกับเรื่องอะไรบ้าง อาทิ เมื่อเพาะออกมาแล้วมีที่เลี้ยงหรือไม่ เนื่องจากในการรีดไข่ปลาในแต่ละครั้งนั้น ถ้าแม่ปลาที่มีความสมบูรณ์เต็มที่จะให้ลูกได้ไม่ต่ำกว่า 2,000-4,000 ตัว มีที่เลี้ยงเพียงพอกับการอนุบาลต่อไปหรือไม่

ในการอนุบาลลูกปลาทองจะต้องมีการเอาใจใส่ดูแลเป็นอย่างดี ถ้าขาดตกบกพร่องในขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่ง จะมีผลต่อการเจริญเติบโตของลูกปลาได้ อีกทั้งอาหารจะต้องมีการให้อย่างสม่ำเสมอและน้ำที่ใช้เลี้ยงจะต้องคอย เปลี่ยนถ่ายให้สะอาดอย่างตลอดเวลา

หลักการสำคัญในการเพาะปลาทองนั้น คุณมาโนช บอกว่า พ่อแม่พันธุ์ที่จะใช้ในการผสมพันธุ์นั้น แนะนำให้ใช้ตัวผู้ 2 ตัว ต่อตัวเมีย 1 ตัว เนื่องจากน้ำเชื้อตัวผู้เพียงตัวเดียวจะไม่เพียงพอกับไข่ปลาตัวเมียที่ สมบูรณ์เพียงตัวเดียว ถ้าเป็นการผสมพันธุ์แบบธรรมชาติ เราจะปล่อยให้พ่อ-แม่พันธุ์ได้ผสมพันธุ์กันเอง ตัวผู้จะไล่ตอดตัวเมียเพื่อให้ไข่หลุดออกมาจากท้องตัวเมีย หลังจากนั้นจะทำการฉีดน้ำเชื้อเข้าผสมไข่ที่หลุดออกมา ในบ่อผสมพันธุ์ควรจะมีพันธุ์ไม้น้ำ เช่น สาหร่ายหรืออาจจะใช้เชือกฟางฉีกเป็นฝอยเพื่อให้ไข่ปลาเกาะติด (เชือกฟางหรือสาหร่ายจะสามารถป้องกันการกินไข่ของพ่อแม่ปลาทองได้) พ่อแม่ปลาทองจะเก็บกินไข่ที่ตกอยู่ที่พื้นหรือที่โล่งจนหมด

สำหรับวิธีการผสมพันธุ์เทียม ให้สังเกตดูท้องตัวเมียจะป่อง ๆ แสดงว่าจะเริ่มไข่แล้ว หากไข่ที่สุกเต็มที่ตัวเมียจะขับเมือกคาว ๆ ออกมาพร้อมไข่ ให้เตรียมกะละมังขาวใส่น้ำสะอาด (ปราศจากคลอรีน) มาเตรียมเพื่อทำการรีดไข่ นำแม่พันธุ์มาอยู่ในกะละมัง พยายามจับเบา ๆ อย่า ให้แม่ปลาทองตกใจ จากนั้นให้นำพ่อปลาทองมาใส่รวมกัน เมื่อแม่ปลาหายตื่นตกใจให้เริ่มทำการรีดไข่ปลา

โดยปกติแล้วน้ำเชื้อของตัวผู้จะต้อง ออกแรงฉีดมากกว่าตัวเมีย เนื่องจากไข่ของตัวเมียแค่แม่ปลาสะบัดตัวก็หลุดออกมาแล้ว ในการรีดไข่จะต้องมีเทคนิคตรงที่ขณะที่รีดจะต้องวนมือเป็นวงกลมตามกะละมัง ด้วย เพื่อให้ไข่มีการกระจายตัวอย่างสม่ำเสมอเพื่อเปอร์เซ็นต์การฟักจะสูงขึ้น ด้วย จากนั้นประมาณ 10-15 นาที ให้นำกะละมังไปล้างน้ำสะอาดอีกครั้ง เราจะพบไข่ปลาที่มีสีเหลืองใส ติดหนึบอยู่บริเวณก้นกะละมัง นำกะละมังนั้นไปแช่ในอ่างแล้วเปิดออกซิเจนให้แรงให้ออกซิเจนเพียงพอสำหรับ ไข่ปลาที่กำลังจะฟัก

หลังจากนั้นอีกประมาณ 3-4 วัน ลูกปลาตัวน้อยก็จะเริ่มดีดตัวออกมาจากไข่ ลูกปลาจะออกช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับอุณหภูมิของน้ำด้วย ถ้าอุณหภูมิของน้ำค่อนข้างเย็น ลูกปลาจะออกช้าซึ่งเป็นผลดี เพราะการที่ลูกปลาอยู่ในไข่นานจะทำให้การพัฒนาเป็นตัวมีความสมบูรณ์มากยิ่ง ขึ้น.

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ
dailynews

การเลือกซื้อปลาหมอสี

2 comments November 17th, 2009

ปลาหมอสี
การเลือกซื้อปลาหมอสี

ปัจจุบัน “ปลาหมอสี” จัดเป็นปลาสวยงามที่คนไทยนิยมนำมาเลี้ยงมากที่สุดชนิดหนึ่ง นอกจากจะเป็นปลาที่มีความสวยงามแล้ว ในเรื่องของการเลี้ยงดูจัดเป็นปลาสวยงามชนิดหนึ่งที่เลี้ยงง่ายและเป็นปลา ที่มีความอดทนสูง กินอาหารง่าย

ไม่ว่าจะเป็นอาหารสด ลูกกุ้ง ไรทะเล ไส้เดือน หรือที่สะดวกที่สุดคือ อาหารสำเร็จรูป จุดสำคัญของการเลี้ยงปลาหมอสีคือการถ่ายน้ำ อาทิตย์หนึ่งให้ถ่าย น้ำออก 10% เพื่อเปลี่ยนสภาพของน้ำให้ ดีขึ้นหรืออย่างน้อยที่สุดจะต้องมีการถ่ายน้ำเดือนละครั้ง นอกจากนั้นผู้เลี้ยงควรจะต้องรู้จักลักษณะนิสัยของปลาหมอสีซึ่งจัดเป็นปลา ที่ค่อนข้างรักถิ่น หวงที่อยู่และมีความก้าวร้าว เมื่อมีปลาตัวอื่นหลงเข้าไปในถิ่นหรือพื้นที่ที่ปลาหมอสีได้สร้างอาณาจักร เอาไว้จะโดนไล่กัดทันที และนี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ไม่ควรเลี้ยงปลาหมอสีรวมกันหลายตัวภายในตู้เดียว กัน

คุณปกเกล้า วณิตย์ธนาคม คนเมืองชาละวัน จังหวัดพิจิตร เริ่มต้นเลี้ยงปลาหมอสีด้วยความชอบส่วนตัว เริ่มจากเลี้ยงไว้ดูเล่น จนปัจจุบันสนใจเลี้ยงอย่างจริงจังสามารถเพาะพันธุ์ปลาหมอสีออกจำหน่ายได้ คุณปกเกล้า บอกว่า พ่อ-แม่พันธุ์ที่จะนำมาเพาะจะต้องมีอายุตั้งแต่ 1 ปี ขึ้นไป แม่ปลาหมอสี 1 ตัวจะให้ลูกได้เฉลี่ย 500-1,000 ตัว และช่วงฤดูการเพาะจะทำในช่วงฤดูร้อนเท่านั้น เนื่องจากปลาหมอสีไม่ชอบสภาพอากาศเย็น (ฤดูหนาว จะไม่เพาะเลย เนื่องจากเปอร์เซ็นต์การ ติดน้อยมากหรือถ้าติดโอกาสจะรอดก็ยากมาก) ในช่วงฤดูฝนก็พอเพาะได้แต่จะต้องใช้ฮีทเตอร์ช่วย ในการเลือกซื้อปลาหมอสีมาเลี้ยงนั้น คุณป๊อปได้มีวิธีการแนะนำ ดังนี้

เริ่มจากพิจารณาที่ลูกตาของปลาจะต้องมีลูกตาใส ไม่เป็นสีขาวขุ่น มองหน้าตรงแล้วระดับของตาสองข้างควรจะเท่ากัน ส่วนของครีบบนคือส่วนของกระโดงบนควรมีระดับความสูงไล่ระดับจากต่ำไปหาสูง เมื่อดูจากส่วนหัวของปลานั้น กระโดงจะเริ่ม ที่บริเวณใกล้ ๆ กับลูกตา ของปลา ถ้าเป็นปลาหมอสีที่มีลักษณะที่ดีส่วนของหางควรจะกางแผ่ได้เต็มที่ ข้อหางไม่คด ส่วนของลำตัวโดยทั่วไปแล้ว คนไทยมักจะนิยมเลี้ยงปลาหมอสีที่มีลักษณะลำตัวสั้นและกว้างมากกว่าปลาที่มี ลักษณะลำตัวยาวและแคบ โหนกหรือหัวที่โหนกนูนของปลา ควรจะดูว่าโหนกของปลาที่จะซื้อมาเลี้ยงนั้นได้สมดุลซ้าย-ขวา หรือไม่ ลวดลายบนลำตัวปลาหมอสีนับเป็นลักษณะเด่นและสร้างความสวยงามให้ตัวปลามากที่ สุดอย่างหนึ่ง ซึ่งจะขึ้นอยู่กับประเภทของปลาเป็นสำคัญ บางพื้นที่ปลา ที่มีลำตัวแดงอาจจะขายดีกว่าปลามุกที่มีเกล็ดเงา

สรุปถึงวิธีการเลือกซื้อปลาหมอสีมาเลี้ยงในตู้เป็นปลาสวยงามนั้นให้ดูลักษณะ 3 ประการ คือ ดูทรง ดูสีและดูหัว เป็นปลา ที่มีทรงสั้น ลำตัวมีสีแดงสดและหัวใหญ่ขนาดลูกกอล์ฟหรือลูกส้มเช้งหรือส้มเขียวหวาน.

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ
dailynews

โรคของปลากัด

No comments November 17th, 2009

ปลากัด
ปลากัดปลอดเชื้อ

หลายคนยังไม่ทราบว่า “ปลากัด” ของไทยมีมูลค่าในการส่งออกอยู่ในลำดับที่ 1 ใน 3 ของปลาสวยงามส่งออกตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543-2550 แต่ปัญหาหนึ่งของการผลิตปลากัดเพื่อการส่งออก คือ การติดเชื้อแบคทีเรีย โดยเฉพาะโรควัณโรคในปลา ซึ่งพบว่ามีการแพร่ระบาดในปลาสวยงาม เช่น ปลากัด ปลาเทวดาและปลาออสก้า เป็นต้น

ต้นเหตุของโรคเกิดจากเชื้อมัยโคแบคทีเรียม ซึ่งเชื้อนี้สามารถพบในไรแดง ลูกน้ำ ไส้เดือนฝอย ฯลฯ จากการปนเปื้อนของเชื้อโรคดังกล่าวในกลุ่มอาหารมีชีวิตที่ได้มาในข้างต้น ทำให้ปลากัดที่เลี้ยงด้วยอาหารดังกล่าวมีโอกาสติดเชื้อและการแพร่ระบาดของ โรคนี้แพร่ไปได้ง่าย จากการสุ่มตรวจตัวอย่างปลาสวยงามดังกล่าว พบว่าประมาณ 90% ของตัวอย่างปลาพบเชื้อมัยโคแบคทีเรียม โดยที่ปลาไม่แสดงอาการป่วย เมื่อปลากัดเป็นโรคนี้ยังไม่มีวิธีการรักษา ดังนั้นการศึกษาการผลิตปลากัดปลอดเชื้อจึงเป็นแนวทาง หนึ่งในการป้องกันการระบาดของโรคติดเชื้อนี้

คุณเต็มดวง สมศิริ และคณะ จากสถาบันวิจัยสุขภาพสัตว์น้ำจืด ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดระยอง จึงได้เริ่มโครงการทดลองผลิตปลากัดปลอดเชื้อโดยการเลี้ยงจากการควบคุมการ ผลิตไรแดง จากหัวน้ำเขียวคลอเรลล่าที่ปลอดเชื้อ มีการควบคุมสุขอนามัยฟาร์มโดยการฆ่าเชื้อใน น้ำและอุปกรณ์ในระบบการเพาะเลี้ยงด้วยคลอรีน รวมทั้งคัดเลือกพ่อ-แม่พันธุ์ปลากัดที่ผ่านการทดสอบว่าไม่มีการปนเปื้อนของ เชื้อมัยโคแบคทีเรียม จากการทดลองพบว่าเมื่อนำปลากัดมาเพาะพันธุ์ทั้งหมด 3 รุ่น พบว่าลูกปลากัดจำนวน 29 ครอกจาก 30 ครอก ไม่มีเชื้อดังกล่าว ทำให้สรุปได้ในเบื้องต้นว่าพ่อ-แม่พันธุ์ปลากัดที่ปลอดเชื้อสามารถผลิตลูก ปลากัดปลอดเชื้อได้ผลเป็นที่น่าพอใจ

เป็นที่สังเกตว่าอาหารธรรมชาติมีชีวิตสำหรับปลาในเขตร้อนพบว่าไรแดงเป็น แหล่งโปรตีนที่ดีที่สุดของลูกปลา มีปริมาณโปรตีนสูงถึง 70% และการเพาะเลี้ยงไรแดงในประเทศไทยส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดนิยมใช้ปุ๋ยมูล สัตว์ เช่น หมูและไก่ ทำให้เชื้อโรคต่าง ๆ ที่อาจปะปนมากับมูลสัตว์ เมื่อนำ ไรแดงจากการเลี้ยงด้วยอาหารดังกล่าวมีโอกาสที่มีเชื้อโรคติดมาซึ่งรวมถึง เชื้อมัยโค แบคทีเรียมด้วย การเพาะเลี้ยงไรแดงที่ใช้ปุ๋ยเคมีเพื่อเร่งการเจริญของน้ำเขียวเพื่อเป็น อาหารของไรแดง พบว่ามีสุขอนามัยดีกว่า แต่มีต้นทุนในการผลิตสูงกว่าและผลผลิตไรแดงต่อพื้นที่ยังต่ำกว่าการเลี้ยง ด้วยมูลสัตว์

ปัจจุบันเกษตรกรส่วนใหญ่ยังไม่ สามารถผลิตลูกปลากัดปลอดเชื้อได้ เนื่องจากศักยภาพของฟาร์มยังไม่มีความพร้อม รวมทั้งตัวเกษตรกรเองยังไม่มีความเข้มงวดในการปฏิบัติงานตามระบบ อย่างไรก็ตามทางศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดระยอง มีวัตถุประสงค์ในการผลิตลูกปลากัดปลอดเชื้อเพื่อผลิตพันธุ์ปลากัดได้คุณภาพ ,ลดการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อมัยโคแบคทีเรียม และส่งเสริมให้เกษตรกรเพาะเลี้ยงปลากัดที่ได้คุณภาพเพื่อการส่งออก.

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ
dailynews