Archive: Posts Tagged ‘ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง’

แนวทางเศรษฐกิจพอเพียง

No comments February 12th, 2009

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ด้านเกษตรทฤษฎีใหม่
ปลูกทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่ปลูก ชีวิตอยู่ได้อย่างยั่งยืน

ตลอดเวลากว่า 30 ปี นับตั้งแต่ปี 2517 เป็นต้นมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงห่วงใยต่อสถานการณ์และปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของคนไทยในยุคโลกาภิวัตน์ จนกระทั่งเข้าสู่ห้วงเวลาที่ประสบวิกฤติทางเศรษฐกิจในปี 2540 และภายหลังจากวิกฤติปัญหา พระองค์ทรงพระราชทานแนวทางแก้ไขปัญหาเพื่อให้รอดพ้นและสามารถดำรงอยู่ได้ ภายใต้กระแสการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ด้วยปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” ทรงเตือนทุกฝ่ายให้รู้จักคำว่า “เพียงพอ” อย่าทำอะไรเกินตัว ทำอะไรรอบคอบ ไม่ประมาท ดำรงชีวิตอย่างสมถะและสามัคคี จึงจะนำพาตนเองและประเทศชาติให้รอดพ้นภาวะวิกฤติต่าง ๆ และนำไปสู่ความสุขได้

เมื่อปี พ.ศ. 2551 ที่ผ่านมาทางสำนักงานคณะกรรมการพิเศษ เพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) ได้จัดโครงการเฉลิมพระเกียรติ ภายใต้ชื่อ “80 พรรษาปวงประชา เป็นสุขศานต์” เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 โดยกำหนดให้มีการจัดประกวดผลงาน ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นกิจกรรมสำคัญในการเฉลิมพระเกียรติครั้งนี้ โดยแบ่งประเภทการประกวดเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ประเภทบุคคลและประเภทธุรกิจ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการเผยแพร่ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ด้วยตัวอย่างความสำเร็จของบุคคลและองค์กรภาคธุรกิจ ที่ได้น้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน และการบริหารกิจการ จนเกิดผลสำเร็จและยั่งยืน อีกทั้งเป็นตัวอย่างในการนำไปประยุกต์ และปฏิบัติในการดำเนินชีวิต หนึ่งของผู้ที่ชนะการประกวด คือ นายบุญเป็ง จันต๊ะภา ได้รับรางวัลรองชนะเลิศ ผลงาน ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ด้านเกษตรทฤษฎีใหม่ นายบุญเป็งเป็นเกษตรกรบ้านห้วยก้างปูล้าน ตำบลไม้ยา อำเภอพญาเม็งราย จังหวัดเชียงราย ผู้ผสมผสานการทำเกษตรที่หลากหลาย จนเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป

เดิมทีนายบุญเป็งเป็นคนไทยคนหนึ่งที่ยากจน ถึงขั้นต้องออกขอทานเพื่อหาอาหารมาใส่ท้อง หลังจากได้ร่ำเรียนในวัด ก็นำหลักคุณธรรมมาใช้ในชีวิต พอมีครอบครัว ก็ประกอบอาชีพโดยยึดหลักอิทธิบาท 4 และพรหมวิหาร 4 ปี 2529 ไปทำงานที่ประเทศบรูไน หวังให้ฐานะครอบครัวดีขึ้น แต่ไม่สำเร็จจึงเดิน ทางกลับมา กับเงินเก็บเพียงสองพันกว่าบาท ต่อมาได้ประมาณตนเองและปรับความคิดว่า ถ้ามีความขยันเหมือนกับทำงานที่บรูไน อยู่เมืองไทยก็คงมีรายได้อย่างพอเพียง ปี 2542 รัฐบาลให้มีการพักชำระหนี้ แต่บุญเป็งพักไม่ได้ เนื่องจากมียอดหนี้เกินแสน เลยนำเอา ปฏิทินรูปในหลวงมาตั้งสัจจะอธิษฐานว่า ข้าพเจ้าและครอบครัวจะขยันเพิ่มขึ้น ลดละเลิกบางสิ่งบางอย่างที่ไม่จำเป็น กินทุกอย่างที่ปลูก ปลูกทุกอย่างที่กินและจะขอปลดหนี้ภายใน 4 ปี โดยจะยึดแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาดำเนินการ

เศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวปรัชญาที่ชี้การดำรงอยู่และปฏิบัติของประชาชน ทุกระดับ ตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชน จนถึงระดับรัฐ โดยผู้ปฏิบัติจะต้องมีคุณลักษณะที่เป็นฐานราก คือ มีทั้งความมีเหตุผล ความพอประมาณ ความมีภูมิคุ้มกัน ความรอบรู้ และความมีคุณธรรม ซึ่งหลักการต่าง ๆ หัวหน้าครอบครัวจันต๊ะภา วัย 54 ปีผู้นี้ ได้นำมาปรับใช้ในชีวิตได้อย่างดี ทีเดียว

นายบุญเป็ง พึ่งพาตนเองครบวงจรอย่างสมบูรณ์ ด้วยการเกษตรอินทรีย์ทฤษฎีใหม่ ใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า ทำให้ประหยัดเงินลงทุนเกิดรายได้จากการเลี้ยงปลา และผลผลิตทางการเกษตรตลอดปี ไม่สร้างหนี้สินให้เป็นภาระ ไม่เบียดเบียนตนเอง รวมทั้งรู้จักเรียนรู้การใช้ทรัพยากรในพื้นที่หรือของเสียให้เกิดประโยชน์ สูงสุดประกอบอาชีพการเกษตรผสมผสาน ปรับปรุง และพัฒนาเปลี่ยนแปลงตามแนวทางทฤษฎีใหม่อย่างสม่ำเสมอ จนประสบความสำเร็จและยังถ่ายทอดความรู้ช่วยเหลือสังคม จนได้รับรางวัลมากมายในปัจจุบัน รู้จักอดออมไม่มีหนี้สิน ทำให้การดำเนินชีวิตไม่เดือดร้อน พื้นที่แปลงเกษตรทฤษฎีใหม่จะปลูกทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่ปลูก และยึดถือคติการเป็นลูกจ้างตนเอง ดีกว่าเป็นนายจ้างคนอื่นลงแรงทำทุกอย่างด้วยตนเอง ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นมาประยุกต์กับความรู้ใหม่ ๆ ได้ไปศึกษาดูงานมา

บนพื้นที่ 10 ไร่ 1 งาน 35 ตารางวา มีการแบ่งสัดส่วนตามหลักทฤษฎีใหม่ได้อย่างลงตัว เป็นนาข้าว 5 ไร่ ปลูกข้าวเหนียวปีละ 1 ครั้ง ได้ผลผลิต 850 กิโลกรัมต่อไร่ โดยปลูกสลับกับข้าวโพด แตงโม แตงไทย แหล่งน้ำใช้จากอ่างเก็บน้ำของหมู่บ้าน มีระบบส่งน้ำผ่านพื้นที่ทำกิน มีสระน้ำขนาด 20x20x4 จำนวน 2 บ่อ มีบ่อน้ำขนาดเล็กอีก 20 บ่อ อีก 5 ไร่ ปลูกผัก สมุนไพร ไม้ผล เช่น ลำไย มะม่วง กล้วย และส่วนสุดท้ายเป็นบ้านพักอาศัย เป็นเรือนพอเหมาะกับครอบครัว มีโรงเลี้ยงสัตว์ ประเภท กระบือ สุกร ไก่พื้นเมืองและจิ้งหรีด

จากการประสบความสำเร็จในชีวิตของนายบุญเป็งนับเป็นบทพิสูจน์ได้เป็นอย่างดี ว่า “เศรษฐกิจพอเพียง” สามารถนำมาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อครอบครัวและส่วนรวม หากรู้จักคิด ใช้ อยู่ กิน อย่างพอเพียง ชีวิตก็ดำรงได้อย่างยั่งยืนมั่นคง ภายใต้ ภาวะเศรษฐกิจถดถอยเช่นในตอนนี้.

dailynews

ข่าวเกษตร 1 ธันวาคม 2551

No comments December 1st, 2008

เกาะข่าวเกษตรประจำวันจันทร์ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2551

กระทรวงเกษตรฯจัดทำ โครงการพลิกฟื้นธนาคารควายไถนาตามพระราชดำริสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ขึ้นในพื้นที่ จังหวัดหนองบัวลำภู เพื่อนำร่องการรณรงค์ส่งเสริมสนับสนุนให้เกษตรกรชาวนาไทย หันกลับมาใช้แรงงานกระบือเพื่อไถนา การใช้แรงงานกระบือเพื่อการเกษตร ให้ความสำคัญในเรื่องของภูมิปัญญาไทย เป็นการฟื้นฟูวัฒนธรรม ซึ่งสามารถแก้ไขปัญหาเชิงระบบ ทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และในระยะยาวได้อย่างเป็นมิตรกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยมีเป้าหมายในเขตพื้นที่สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) จ.หนองบัวลำภู โดยเบื้องต้นดำเนินการในพื้นที่ ต.กุดดินจี่ อ.นากลาง พื้นที่นา 327 ไร่ เกษตรกรร่วมโครงการฯ 26 ราย สำหรับรูปแบบการดำเนินงาน เป็นการบูรณาการประสานความร่วมมือการทำงานของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ตลอดจนหน่วยงานที่ดูแลด้านพืช ประมง และปศุสัตว์ ส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินและนอกเขตปฏิรูปที่ดิน ประกอบอาชีพการทำนาโดยใช้แรงงานกระบือในระบบเกษตรผสมผสานแบบเศรษฐกิจพอเพียง

ปัจจุบันพรรณไม้เมืองหนาวที่สำคัญในประเทศไทยมี 7 ชนิด ได้แก่ บ๊วย พีช พลัม พลับ สาลี่ สตรอเบอรี่ และอโวกาโด แต่การส่งเสริมการปลูกผลไม้เมืองหนาวพบว่า ยังมีปัญหาต้องเร่งแก้ไข อาทิ พื้นที่ปลูกไม้ผลเขตหนาวมีพื้นที่จำกัดจึงต้องใช้พื้นที่ให้เป็นประโยชน์ คุ้มค่ามากที่สุด ผลไม้บางชนิดมีปัญหาด้านคุณภาพเมื่อเทียบกับต่างประเทศและมีผลผลิตออกมาเกิน ความต้องการของตลาด อีกทั้งยังมีการนำเข้าจากต่างประเทศเป็นจำนวนมากและมีคุณภาพดีเมื่อเปรียบ เทียบพันธุ์ที่ปลูกในประเทศ รวมทั้งพรรณไม้ที่ปลูกในปัจจุบันเป็นพันธุ์เก่าดั้งเดิมที่พัฒนามานานแล้วทำ ให้ไม่สามารถแข่งขันกับพันธุ์อื่น ๆ ได้ ฉะนั้น กรมวิชาการเกษตร จึงหาแนวทางในการพัฒนาการปลูกผลไม้เมืองหนาวโดย ดำเนินการศึกษาชนิดและพรรณไม้ที่มีราคาผลผลิตสูงเพื่อผลตอบแทนที่มีมูลค่า สูง ลดพื้นที่การปลูกไม้ที่มีผลผลิตล้นตลาดและหาพันธุ์ใหม่ที่มีคุณภาพสูงมาปลูก ทดแทน เพื่อให้สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ รวมทั้งแปรรูปผลไม้ที่มีปริมาณการผลิตจนล้นตลาดหรือป้องกันผลผลิตล้นตลาดในอนาคต

ดงข้าว

เศรษฐกิจพอเพียง

No comments November 28th, 2008

โครงการ เศรษฐกิจพอเพียง
เศรษฐกิจพอเพียงศาสตร์แห่งการพัฒนามนุษยชาติ

งานพัฒนาที่สำคัญประการหนึ่งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนับตั้งแต่เสด็จ ขึ้นครองสิริราชสมบัติมาเป็นเวลา 61 ปีแล้วนั้น คือ ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งถือเป็นใบนำทางสำหรับการยกระดับคุณภาพชีวิตมิใช่เพียงสำหรับคนไทยเท่า นั้น แต่ยังรวมถึงคนจากทั่วโลก

การยอมรับในระดับนานาชาติของความสำคัญของปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมีมากขึ้น หลังจากที่สำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (United Nations Development Program หรือ UNDP) ได้จัดพิมพ์รายงานการพัฒนามนุษย์ของประเทศไทยฉบับปี พ.ศ. 2550 (Thailand Human Development Report 2007) ภายใต้ชื่อ เศรษฐกิจพอเพียงกับการพัฒนามนุษย์ รายงานนี้เป็นผลของความร่วมมือนานนับปีระหว่างผู้เชี่ยวชาญไทยและผู้เชี่ยว ชาญต่างชาติ พร้อมด้วยความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่และนักวิชาการฝ่ายไทยหลายคน ซึ่งมุ่งมั่นที่จะทำให้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นที่รู้จักอย่าง แพร่หลาย

ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานให้คน ไทยได้ฝังรากลึกในสังคมไทย และได้กลายเป็นปรัชญาชี้นำยุทธศาสตร์และนโยบายการพัฒนาประเทศ ซึ่งรวมถึงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 10 ซึ่งมีผลบังคับใช้ระหว่างปี พ.ศ. 2550-2554

ณ วันนี้เป็นที่ยอมรับกันว่า ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมีความเชื่อมโยงกับสภาวการณ์ของโลกในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นวิกฤติเศรษฐกิจ ภาวะโลกร้อนและการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างไม่ยั่งยืน ปรัชญานี้มุ่งให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนและมีสมดุลมากขึ้น ซึ่งนับว่าเป็นทางเลือกที่เป็นที่ต้องการมากกว่าสิ่งที่ทำอยู่ในปัจจุบันนี้

นายเฉลิมเกียรติ แสนวิเศษ เลขาธิการ คณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงยึดเป็นแนว ทางในการดำเนินชีวิตของพระองค์เอง โดยพระองค์ได้พระราชทานให้คนไทยเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2517 แต่ในขณะนั้นคนไทยยังไม่ค่อยให้ความสำคัญเท่าใดนักเพราะกำลังฟุ้งเฟ้ออยู่ กับการเจริญเติบโตและการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่รวดเร็ว ซึ่งในอันที่จริงแล้วได้กลับกลายเป็นเศรษฐกิจฟองสบู่ในที่สุด

อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ประเทศไทยกำลังทนทุกข์ทรมานกับวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานขวัญและกำลังใจให้กับคนไทย และได้ทรงแนะนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อเป็นแนวทางให้สามารถเอาตัวรอด จากวิกฤติต่าง ๆ

เศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาที่เน้นทางสายกลางในการดำรงชีวิตของผู้คนทุกเพศทุกวัยและ ทุกอาชีพ ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ส่งเสริมให้ประชาชนมีความพอเพียงในด้านเศรษฐกิจเทคโนโลยี และการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ตลอดจนด้านจิตใจและสังคม และยังสามารถประยุกต์ใช้ได้ทั้งในระดับบุคคล ชุมชน และประเทศ

ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมีหลักการที่สำคัญ 3 ประการ คือ ความพอประมาณ ซึ่งหมายถึงการไม่สุดโต่งและดำเนินกิจกรรมด้วยความระมัดระวัง พร้อม ๆ ไปกับการพึ่งพาอาศัยกันตามธรรมชาติของปัจจัยต่าง ๆ ความมีเหตุมีผล ซึ่งหมายถึงการดำเนินกิจกรรมด้วยความยืดหยุ่นเพื่อให้ได้มาตรฐานการดำรง ชีวิตที่เป็นที่พอใจ โดยไม่ติดกับความเกินพอหรือความฟุ่มเฟือย และความมีภูมิคุ้มกันที่ดี ซึ่งหมายถึงการป้องกันกิจกรรมทางเศรษฐกิจหลัก ๆ จากปัจจัยทั้งภายในและภายนอก และเพื่อให้บรรลุเป้าหมายความพอเพียง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงแนะนำให้ใช้ความรู้และเทคโนโลยีในการวาง แผนและดำเนินกิจกรรมด้วยความระมัดระวัง ตลอดจนการเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านศีลธรรมของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของความซื่อสัตย์และความจริงใจต่อกัน

ส่วนในระดับปัจเจกบุคคล ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงได้เน้นให้ประชาชนพออยู่พอกิน ซึ่งจะนำไปสู่ความพอเพียงและความมีภูมิคุ้มกันที่ดี หลังจากนั้นประชาชนจึงจะสามารถปฏิบัติตนตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงในระดับชุมชน ต่อไป สำหรับระดับประเทศ ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงได้ชี้นำแนวทางใหม่เพื่อบรรลุเป้าหมายของการพัฒนา ที่มั่นคง ไม่โอนเอียงและยั่งยืน ดังนั้นประโยชน์ของเศรษฐกิจพอเพียงจึงตกอยู่กับประชาชนทุกภาคส่วน

“เนื่องจากคนไทยส่วนใหญ่ประกอบอาชีพด้านเกษตรกรรม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงได้ทรงแนะนำเครื่องมือที่เกี่ยวข้องกับการ เกษตรที่ปฏิบัติได้จริง เพื่อให้ประชาชนมีความพอเพียง ซึ่งก็คือการเกษตรทฤษฎีใหม่ การเกษตรทฤษฎีใหม่เป็นแนวทางการบริหารจัดการที่ดินและน้ำที่เป็นระบบซึ่งไม่ เพียงแต่ทำให้เกษตรกรพออยู่พอกินเท่านั้น แต่ยังมีความมั่นคงทางอาชีพด้วย การเกษตรทฤษฎีใหม่ยังเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับครอบครัว และชุมชนอย่างเป็นขั้นเป็นตอนอีกด้วย” นายเฉลิมเกียรติกล่าว

ข่าวเกษตร 17 พฤศจิกายน 2551

No comments November 17th, 2008

เกาะข่าวเกษตรประจำวันจันทร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

จากการประชุมสัมมนา การจัดทำแผนการฝึกอบรมชาวนาไทยของวิทยากรฝึกอบรมโครงการพลิกฟื้นธนาคารควายไถนาตามพระราชดำริ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ กระทรวงเกษตรฯ น้อมรับพระราชดำริโดยจัดทำ โครงการพลิกฟื้นธนาคารควายไถนาตามพระราชดำริ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ขึ้น เพื่อให้เกษตรกรตระหนักถึงความสำคัญและประโยชน์ของควายที่มีผลต่ออาชีพการทำนาในภาวะต้นทุนด้านการเกษตรราคาแพง และเป็นกระบวนการหนึ่งของการส่งเสริมไปสู่ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง รวมทั้งพลิกฟื้นระบบการจัดการไร่นาโดยการสนับสนุนให้เกษตรกรเลี้ยงควาย ฝึกควายไถนา และใช้แรงงานควายในการเตรียมดิน การขนส่ง

ด้านกรมส่งเสริมการเกษตรเตรียมสนองพระราชดำริตามโครงการดังกล่าวโดยการจัด ประชุมสัมมนา เรื่อง การจัดทำแผนการฝึกอบรมชาวนาไทยของวิทยากรฝึกอบรมโครงการพลิกฟื้นธนาคารควาย ไถนา ตามพระราชดำริ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เพื่อเป็นการนำร่องการรณรงค์ส่งเสริม สนับสนุน ให้เกษตรกรหันกลับมาใช้แรงงานกระบือเพื่อไถนา โดยให้ความสำคัญในเรื่องของภูมิปัญญาไทย เป็นการฟื้นฟูวัฒนธรรม ประเพณีซึ่งจะสามารถแก้ไขปัญหาเชิงระบบทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และในระยะยาวได้อย่างเป็นมิตรกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

สำหรับพื้นที่เป้าหมายดำเนินการส่งเสริมให้เกษตรกรใช้แรงงานกระบือไถนาและทำการเกษตร จะเน้นพื้นที่ทำนาของเกษตรกรที่มีขนาด 7-10 ไร่ ในเขตพื้นที่ ส.ป.ก. หรือพื้นที่อื่น ๆ ที่เหมาะสม จำนวน 12 แห่ง ในจังหวัดต่าง ๆ ได้แก่ จังหวัดฉะเชิงเทรา สระแก้ว ศรีสะเกษ ยโสธร สกลนคร หนองบัวลำภู แพร่ น่าน อุทัยธานี ตาก นครศรีธรรมราช และเชียงราย รวมพื้นที่ 3,128 ไร่ มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 309 ราย โดยขณะนี้ สามารถจัดหากระบือจากโครงการธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ มาให้เกษตรกรได้แล้ว 249 ตัว และดำเนินการฝึกกระบือไถนาได้แล้ว จำนวน 119 ตัว ทั้งนี้คาดว่า ผลการดำเนินโครง การฯ จะสามารถลดค่าใช้จ่ายจากการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงได้ ไร่ละ 132 บาท คิดเป็นเงิน 412,900 บาทต่อปี ลดค่าใช้จ่ายปุ๋ยเคมีโดยสามารถผลิตปุ๋ยคอกได้ปีละ 1,156 ตัน คิดเป็นมูลค่าปีละ 1,156 ล้านบาท นอกจากนี้ยังช่วยในเรื่องของการปรับปรุงดิน ลดการใช้สารเคมี และช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

สำหรับเกษตรกรที่ถูกน้ำท่วมพื้นที่เกษตร ทางกระทรวงเกษตรฯรวบรวมข้อมูล พื้นที่การเกษตรที่เสียหายจากน้ำท่วม เพื่อเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันพรุ่งนี้ (18 พ.ย.) เพื่อพิจารณาอนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณในการชดเชยความเสียหาย ประมาณ 3,000 ล้านบาท ซึ่งในส่วนของพื้นที่การเกษตรที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมในช่วงเดือน กันยายนที่ผ่านมา ทางจังหวัดได้จัดสรรงบประมาณผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรแล้ว ส่วนหนึ่ง แต่ทั้งนี้ คาดว่าจะใช้ระยะเวลาดำเนินการตรวจสอบข้อมูล และเบิกจ่ายเงินช่วยเหลือให้แก่เกษตรกรผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การ เกษตร (ธ.ก.ส.) ได้ตั้งแต่วันที่ 16 ธันวาคม ที่จะถึงนี้

ดงข้าว

สูตรน้ำหมักหอยเชอรี่

No comments November 12th, 2008

น้ำหมักหอยเชอรี่
เยาวชนรักษ์สิ่งแวดล้อม หมักหอยเชอรี่ใช้ทดแทนสารเคมี

การกำจัดหอยเชอรี่ ซึ่งถือเป็น ศัตรูตัวสำคัญ ของ เกษตรกร เพราะมันเป็นสัตว์ที่เจริญเติบโตและขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว มีความอดทนต่อความแห้งแล้งและยังสามารถลอยตัวไปตามน้ำไหลได้อีกด้วย

อาหารหลักของหอยเชอรี่ คือพืชที่มีลักษณะนุ่ม จำพวก สาหร่าย ผักบุ้ง ผักกระเฉด แหน ซากพืชน้ำ ซากสัตว์ที่เน่าเปื่อยในน้ำ และ ต้นข้าว

ในอดีตที่ผ่านมา เกษตรกรมีหลายวิธีในการ กำจัดหอยเชอรี่ ทั้งการจัดเก็บเพื่อทำลาย โดยใช้สิ่งกีดขวาง เช่น ตาข่ายดักจับ ใช้ไม้หลักปักในนาข้าว เพื่อให้หอยมาวางไข่ตามหลักที่ปักไว้แล้วนำไปกำจัดทิ้ง หรือ การใช้สารเคมีฆ่าหอยเชอรี่ และ ชีววิธีโดยการเลี้ยงสัตว์ ที่กินหอยเชอรี่เป็นอาหารอย่างเช่น เป็ด นกกระยาง นกกระปูด นกอีลุ้ม และ นกปากห่าง เป็นต้น

กลุ่มสมาชิกชมรมยุวเกษตร โรงเรียนโพธิ์ตากพิทยาคม จังหวัดหนองคาย เป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่เขามีวิธีการใช้ประโยชน์จากหอยเชอรี่ โดย การทำ น้ำหมักจากหอยเชอรี่ ซึ่งเป็นสูตรที่เยาวชนคิดค้นขึ้นตาม แนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วยการ “ใช้ธรรมชาติบำบัดธรรมชาติ” เพื่อนำมาใช้บำรุงและฟื้นสภาพดินที่แห้งแข็งจากปุ๋ยเคมีให้ร่วนซุยและมีธาตุอาหารมากขึ้น

ด.ช.ภัทรวิทย์ บุญพรม หรือน้องฟิวส์ หนึ่งในสมาชิกชมรมยุวเกษตรของโรงเรียนโพธิ์ตาก เล่าให้ฟังว่า น้ำหมักหอยเชอรี่ทำง่ายมากๆ แค่ใส่กากน้ำตาลลงไปคลุกกับหอยเชอรี่ แล้วหมักไว้ประมาณ 15 วันก็ใช้ได้ แต่ยิ่งเก็บไว้นานก็ยิ่งดี…เทคนิคที่สำคัญ ถ้าขยันทุบหอยให้แตกอย่างละเอียด ก็จะนำมา ใช้ได้เร็วขึ้น เพราะหอยชิ้นเล็กลงจะย่อยสลายง่ายขึ้น น้ำหมักที่ได้นำมาผสมน้ำ 20 เท่า ใช้รดน้ำต้นไม้งอกงามดี เป็นการใช้แทนปุ๋ยเคมีและสารเคมี

การทำน้ำหนักหอยเชอรี่

สำหรับ สูตรน้ำหมักหอยเชอรี่ ประกอบด้วยหอยเชอรี่ 30 กิโลกรัม และ กากน้ำตาล 10 กิโลกรัม คลุกเคล้าผสมกัน ทิ้งไว้ประมาณ 15-30 วัน นำมาใช้รดน้ำผัก รดน้ำต้นไม้ได้โดยผสมน้ำเปล่าในอัตรา 1:20 อาจใช้ผลไม้สุก หรือขยะเปียก พวกเศษอาหารแทนหอยเชอรี่ก็ได้

“ผมกับแม่ก็ช่วยกันทำน้ำหมัก ใช้รดผักสวนครัว ไม่ได้ใช้หอยเชอรี่ แต่เอาเศษอาหาร น้ำก๋วยเตี๋ยว เศษผักที่เหลือจากร้านขายก๋วยเตี๋ยวมาหมักแทน บางทีก็ใช้มันสำปะหลัง เพราะมีไร่มันสำปะหลัง ซึ่งคิดว่าควรจะต้องดูว่าวิถีชีวิตใครมีอะไรใกล้ตัวก็นำมาใช้ได้อย่างง่ายๆ” ภัทรวิทย์ กล่าว

นอกจากนี้ ยังเน้นส่งเสริม การเรียนรู้ด้วยการศึกษาสภาพภูมิสังคม และ การลงมือปฏิบัติจริง โดยตั้งโครงการทำปุ๋ยหมักจากเศษใบไม้ช่วย ลดปัญหาภาระหนี้สิน จาก การใช้ปุ๋ยเคมี ของชุมชน เกษตรกรโดยรอบอีกด้วย

…โรงเรียนโพธิ์ตากพิทยาคม…ยังเป็นเครือ ข่ายของ “โครงการพัฒนาศักยภาพปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ของชุมชนโพธิ์ตาก และได้รับเลือกเป็น โรงเรียนตัวอย่าง ด้านการจัดการขยะของ “โครงการโรงเรียนสร้างสรรค์สิ่งแวดล้อมดีเด่น เฉลิมพระเกียรติ” อีกด้วย

…นี่เป็นเพียงหนึ่งตัวอย่างใน การสร้างสรรค์ สิ่งแวดล้อมของเยาวชนไทย…สนใจข้อมูลเพิ่มเติม กริ๊งกร๊างที่ศูนย์ประสานงานโครงการฯ 0-2751-8166, 0-2752-7697 หรือคลิกที่ www.hondagreenschool.com

ไชยรัตน์ ส้มฉุน