Archive: Posts Tagged ‘ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง’

การปลูกมะนาวในท่อซีเมนต์

2 comments June 24th, 2009

การปลูกมะนาวในท่อซีเมนต์
ปลูกมะนาวในท่อซีเมนต์ของศูนย์เรียนรู้

ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง สำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 5 จ.สงขลา กรมส่งเสริมการเกษตร เกิดจากนโยบายของกรมส่งเสริมการเกษตร ที่ยึดแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มาใช้ในงานส่งเสริมการเกษตร โดยมีเป้าหมายสูงสุดอยู่ที่ “เกษตรกร อยู่ดีมีสุขอย่างยั่งยืนตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ภายใต้การนำของ นายเฉลิมศักดิ์ ลิ้มวัฒนา ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 5 ที่มีความตั้งใจจะทำให้พื้นที่ว่างเปล่าประมาณ 3 ไร่ ในบริเวณสำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 5 ตำบลพะวง อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา ให้เป็นพื้นที่ที่มีประโยชน์ ในงานส่งเสริมการเกษตรให้มากที่สุด มีหลายกิจกรรมที่น่าสนใจ คราวที่แล้วบอกเรื่องการทำปุ๋ยหมักสูตรของศูนย์ฯแห่งนี้ไป มีผู้สนใจกันมากมาย โทรฯ มาถามไถ่กันมากเหลือเกิน หากใครสนใจก็ไปดูกันได้ที่ศูนย์แห่งนี้เพราะที่นี่เขาเป็นแหล่งรวบรวมพันธุ์ พืชพื้นบ้านในท้องถิ่นภาคใต้ นอกจากนี้ที่ตั้งศูนย์แห่งนี้ขึ้นมาก็เพื่อใช้เป็นสถานที่ฝึกอบรมด้านการ ผลิตทางการเกษตรตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงแก่เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร ในพื้นที่ภาคใต้ มีกิจกรรมหนึ่ง ที่น่าสนใจและที่นี่ก็มีข้อแนะนำสำหรับการปลูกมะนาวในท่อซีเมนต์ ดังนี้…

สำหรับท่อซีเมนต์ขนาดที่เหมาะสมกับสถานที่ ขนาด 80-100 เซนติเมตร สูง 40 เซนติเมตรด้านล่างก้นท่อมีแผ่นซีเมนต์วางรองอยู่ชนิดไม่เชื่อมกับก้นท่อ หรืออาจจะใช้ท่อซีเมนต์ที่มีรูระบายน้ำก็ได้ เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำที่รดลงไปขังอยู่ด้านล่างและไม่ให้รากมะนาวแทงลงดิน นอกก้น โดยแต่ละท่อควรวางห่างกัน ประมาณ 3×4 เมตร

ขั้นตอนการเตรียมดิน ขั้นตอนนี้สำคัญ เพราะการจำกัดพื้นที่การปลูกและต้องการให้มะนาว เติบโตได้ตามปกติ ดินที่ใช้ต้องเป็นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง ควรเตรียมดินผสมดังนี้คือ ดินร่วนหรือหน้าดิน 3 ส่วน แกลบผุ 1 ส่วน ปุ๋ยคอก (ขี้ไก่) 1 ส่วน ผสมคลุกเคล้าให้เข้ากันให้ดี แล้วนำไปใส่ในท่อซีเมนต์แล้วพูนดินขึ้นมาเล็กน้อยพอเป็นหลังเต่า

ขั้นตอนการคัดเลือกกิ่งพันธุ์ จำเป็นต้องพิจารณาถึงขนาดผล ปริมาณน้ำต่อผล การปฏิบัติดูแลรักษา ต้านทานต่อโรคและแมลง ให้ผลตอบแทนสูง ซึ่งสำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 5 เลือกพันธุ์มะนาวที่นำมาปลูก จำนวน 3 พันธุ์ ได้แก่ พันธุ์พิจิตร 1 พันธุ์ตาฮิติ และพันธุ์ไข่

ขั้นตอนการปลูกนำกิ่งพันธุ์มะนาวที่แข็งแรงลงปลูกในท่อซีเมนต์ ก่อนปลูกควรรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 1 ช้อนแกงต่อต้นและใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 หลังปลูก 1-2 เดือน อัตรา 1 ช้อนแกงต่อต้น ให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ เมื่อมะนาวครบ 8 เดือนหรือ 1 ปี เริ่มบังคับให้ออกดอกตามที่ต้องการเมื่อมะนาวอายุได้ประมาณ 3-5 เดือน มะนาวจะออกดอกติดผลบ้าง ให้ปลิดดอกและผลทิ้ง เพื่อไม่ให้ต้นมะนาวโทรมเร็วกว่าปกติ

ขั้นตอนการบังคับให้มะนาวออกดอกติดผลเมื่อต้องการบังคับให้มะนาวออกดอกติดผลนอกฤดู ควรงดการให้น้ำ และใช้พลาสติกคลุมท่อซีเมนต์เพื่อไม่ให้น้ำฝนลงไปในท่อได้ ในเดือนสิงหาคม หรือเดือนกันยายน ประมาณ 10-15 วัน และคอยสังเกตจนใบมะนาวเริ่มเหี่ยวหรือใบร่วง ควรงดให้น้ำเมื่อใบมะนาวแก่จัดเท่านั้น เมื่อสังเกตเห็นว่ามะนาวขาดน้ำ ใบร่วงแล้ว ดำเนินการ ให้น้ำและปุ๋ยสูตร 12-24-12 อัตรา 1 ช้อนแกงต่อต้น ประมาณ 15-30 วัน มะนาวจะออกดอก ช่วงนี้ต้องให้น้ำอย่างพอเพียง เพราะเป็นช่วงที่มะนาวต้องการน้ำมาก จากนั้นให้ปุ๋ยสูตร 13-13-21 ประมาณ 1-2 ช้อนแกงต่อต้นเดือนละ 1 ครั้ง ทั้งนี้ต้องดูปริมาณผลผลิตด้วยว่า มีจำนวนมากน้อยเพียงใด โดยการให้ปุ๋ยรอบทรงพุ่ม ซึ่งเป็นการบำรุงต้นและผลมะนาว จนกว่าจะเก็บเกี่ยว ผลผลิต

ขั้นตอนการเก็บเกี่ยวผลผลิต หลังจากมะนาวติดดอก และดอกบานได้ประมาณ 4-5 เดือน ก็สามารถเก็บผลผลิตสู่ตลาดได้ โดยสังเกตผิวภายนอกของผลมะนาว จะต้องมีลักษณะเป็นมันถึงจะเก็บเกี่ยวได้

เก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว การดูแลหลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตก็สำคัญเพราะมะนาวต้องให้ผลผลิตในคราวต่อไป …แต่ขอผู้อ่านโปรดติดตามตอนต่อไปในวันพุธหน้า จะมาบอกถึงเรื่องโรคและศัตรูของมะนาวด้วย.

จีร์ ศรชัย
dailynews

การเลี้ยงกบคอนโดร่วมกับปลาดุก

1 comment June 7th, 2009

กบคอนโด
เลี้ยงกบคอนโดฯ ร่วมกับปลาดุก ของศูนย์การเรียนรู้ฯ ภาคเหนือ

เมื่อเร็วๆ นี้ ทางสำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 6 จังหวัดเชียงใหม่ ที่ คุณยลวิไล ประสมสุข เป็นผู้อำนวยการสำนักฯ นั้น ได้จัดการฝึกอบรมครูผู้รับผิดชอบโครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน ตามพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนของภาคเหนือ จำนวน 85 คน และพร้อมกันนี้ได้ไปศึกษาดูงานที่ศูนย์การเรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริฯ และศูนย์สาธิตและส่งเสริมศิลปาชีพภาคเหนือ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเพิ่มทักษะด้านการเกษตร มีจุดเรียนรู้ที่น่าสนใจและเกษตรกรสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในการสร้างงาน สร้างอาชีพ และสร้างรายได้ แบบพอเพียงพึ่งพาตนเอง ได้แก่ การเลี้ยงกบคอนโดฯ ร่วมกับปลาดุก

การเลี้ยงกบคอนโดฯ ร่วมกับปลาดุก

“เมื่อก่อนนี้ การเลี้ยงกบมักมีขั้นตอนที่ยุ่งยาก ลงทุนสูง และกบมักกัดกินกันเอง แต่ปัจจุบันได้มีการคิดค้นหาวิธีการเลี้ยงกบให้คุ้มค่าและเหมาะสม โดยหาวัสดุในท้องถิ่นที่ใช้แล้วนำมาดัดแปลง และยางรถยนต์เก่าที่ใช้แล้ว ก็เป็นวัสดุที่นำมาใช้ในการเลี้ยงกบ ซึ่งได้ผลเป็นที่น่าพอใจ โดยนำมาวางซ้อนกันเป็นชั้นๆ คล้ายกับอาคารคอนโดมิเนียมที่ใช้พื้นที่น้อย แต่อยู่อาศัยและใช้ประโยชน์มาก” จึงเป็นที่มาของการเลี้ยงกบคอนโดฯ จากการบอกกล่าวของ ร.ต.ประกอบ สีขาว วิทยากรฐานการเรียนรู้ด้านการเลี้ยงสัตว์ของศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงภาคเหนือ

วิธีการสร้างคอนโดฯ เลี้ยงกบร่วมกับปลาดุก

การคัดเลือกพื้นที่สำหรับสร้างคอนโดฯ ควรอยู่ใกล้บ่อปลาดุก เพื่อสะดวกในการวางท่อระบายอาหารและน้ำจากคอนโดฯ สู่บ่อปลาดุก สำหรับวิธีการสร้างคอนโดฯ มีขั้นตอน ดังนี้

1. วางระบบท่อระบายน้ำ เพื่อระบายน้ำทิ้งจากคอนโดฯ สู่บ่อปลาดุก

2. นำยางรถยนต์มาวางทับกึ่งกลางท่อระบายน้ำ แล้วใช้ปูนซีเมนต์ยาแนวให้เป็นรูปก้นกระทะด้านล่างสุด เพื่อสะดวกในการให้อาหาร และระบายน้ำ (ถ้าเลือกได้ควรเป็นยางรถปิคอัพ 4 WD เพราะมีขนาดใหญ่ สามารถเลี้ยงกบได้จำนวนมาก)

3. ทิ้งปูนให้แห้ง แล้วเทน้ำใส่ให้ท่วมปูน ตัดต้นกล้วยเป็นชิ้นๆ แล้วนำมาใส่เพื่อเจือจางความเป็นกรดและความเค็มของปูน จากนั้นระบายน้ำทิ้ง แล้วล้างออกด้วยน้ำหมักจุลินทรีย์

4. ทำหลังคาซาแรนบังแดด เพื่อไม่ให้ยางถูกแสงแดดมากจนเกินไป ซึ่งจะทำความเสียหายกับกบได้

5. นำยางมาวางซ้อนกัน 3 ชั้น

6. ปล่อยกบอายุ 1-2 เดือน ลงเลี้ยงในคอนโดฯ คอนโดฯ ละ 150 ตัว

7. ใช้ฝาพัดลมเก่าปิดปากด้านบนคอนโดฯ เพื่อป้องกันกบกระโดดออก

วิธีการเลี้ยงกบคอนโดฯ

เมื่อปล่อยกบอายุ 1-2 เดือน ลงเลี้ยงในคอนโดฯ คอนโดฯ ละ 150 ตัว ระยะเดือนแรกให้อาหารปลาดุกเล็ก เดือนที่สองให้อาหารปลาดุกรุ่น และเดือนที่สามไปแล้วให้อาหารปลาดุกใหญ่ การให้อาหารจะต้องปิดรูระบายน้ำ เติมน้ำให้เต็มกระทะ โรยอาหารลงไปให้ลอยน้ำ กบจะลงมากินอาหารจนอิ่ม แล้วก็จะกลับเข้าไปหลบอาศัยอยู่ในวงยางตามเดิม ควรใส่น้ำในขอบวงยางเพื่อให้ความเย็นแก่กบและถ่ายน้ำทุกวัน เช้าและเย็นก่อนให้อาหาร โดยใช้ขวดน้ำกลั่นที่ใช้แล้ว ตัดเป็นกรวยตักน้ำออกจากวงยาง แล้วระบายน้ำลงสู่บ่อปลาดุก ซึ่งปลาดุกจะได้อาหารเหลือเหล่านั้น สำหรับการใช้ขวดน้ำกลั่นตัดเป็นกรวยตักน้ำเพราะมีความอ่อนสามารถตักน้ำจากวงยางได้หมด แม้จะตักถูกตัวกบก็ไม่ระคาย การเลี้ยงกบคอนโดฯ นี้ ไม่แนะนำให้ใช้ไฟล่อแมลงให้กบกินกลางคืน เพราะกบไม่ได้พักผ่อน จะจ้องแต่กินแมลง และข้อสำคัญคือ เราไม่รู้ว่าแมลงบางชนิดมีพิษอยู่ในตัว หรือแมลงที่ถูกยากำจัดศัตรูพืชและไม่ตายในทันที เมื่อมาเล่นไฟและตกลงไปให้กบกิน กบกินพิษยากำจัดแมลงเข้าไปด้วยก็จะทำให้กบตายในที่สุด แต่ถ้าจะให้อาหารเสริม ควรจะเป็นหนอนหรือไส้เดือนที่เราสามารถเพาะเลี้ยงเองได้

การเลี้ยงกบคอนโดฯ ควรมีการคัดขนาดทุกๆ สัปดาห์ เพราะกบมีการเจริญเติบโตไม่เท่ากัน ถ้าไม่คัดขนาด จะเกิดปัญหากบกัดกินกันเอง และเมื่อเลี้ยงกบได้ 1 เดือน ควรคัดให้เหลือประมาณ 100 ตัว ต่อคอนโดฯ เพื่อไม่ให้แออัดเกินไป เลี้ยงประมาณ 3-4 เดือน ก็สามารถจำหน่ายได้ คิดเป็นเงิน 1,750 บาท ต่อคอนโดฯ

(กบ 100 ตัว ต่อคอนโดฯ เฉลี่ยได้น้ำหนัก 25 กิโลกรัม กิโลกรัมละ 70 บาท : 3-5 ตัว ต่อกิโลกรัม)

สำหรับการเลี้ยงกบคอนโดฯ ร่วมกับปลาดุก อัตราการเลี้ยงระหว่างกบกับปลาดุก คือ กบ 100 ตัว หรือ กบ 1 คอนโดฯ จะปล่อยปลาดุก 20 ตัว โดยไม่ต้องให้อาหารปลาดุก ปลาดุกจะกินเศษอาหารที่เหลือจากการเลี้ยงกบคอนโดฯ ก็พอเพียงต่อการเจริญเติบโตแล้ว หรือถ้าต้องการให้ปลาดุกโตเร็วขึ้น ก็ให้อาหารเสริมบ้างก็ได้ การจำหน่ายปลาดุก 20 ตัว ประมาณ 5 กิโลกรัม กิโลกรัมละ 40 บาท ก็จะได้ 200 บาท ดังนั้น ถ้ารวมกับการจำหน่ายกบทั้งหมด จะได้ 1,950 บาท ในพื้นที่ประมาณ 10 ตารางเมตร

ข้อดีของการเลี้ยงกบคอนโดฯ ร่วมกับปลาดุก

1. เป็นการใช้อาหารอย่างคุ้มค่า ไม่สูญเปล่า เพราะเศษอาหารที่เหลือจากการเลี้ยงกบ จะเป็นอาหารของปลาดุกอีกต่อหนึ่ง

2. ประหยัดต้นทุนในการก่อสร้างบ่อเลี้ยงกบ โดยใช้วัสดุอุปกรณ์จากสิ่งเหลือใช้ ได้แก่ ยางรถยนต์เก่า ฝาพัดลมเก่า เป็นต้น

3. การดูแลรักษาความสะอาดได้ง่าย ลดปัญหาการเกิดโรค

4. ประหยัดน้ำในการล้างทำความสะอาดบ่อ

5. กบโตเร็ว น้ำหนักดี

6. ลดปัญหาเรื่องการกัดกินกันเอง ทำให้อัตราการรอดสูงถึง 95 เปอร์เซ็นต์

การเลี้ยงกบ

การเลี้ยงกบคอนโดฯ ร่วมกับปลาดุก เกษตรกร/ผู้ว่างงานสามารถทำได้ ให้ผลเร็ว พออยู่พอกิน พึ่งตนเองได้ เหมาะสำหรับนำไปประยุกต์ใช้ในยุคเศรษฐกิจปัจจุบันนี้

สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม สอบถามได้ที่ ศูนย์การเรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริฯ และศูนย์สาธิตและส่งเสริมศิลปาชีพภาคเหนือ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ โทร. (053) 299-758

matichon

โครงการเพาะเห็ด

2 comments March 27th, 2009

กลุ่มเกษตรกรเพาะเห็ดฟาง : โครงการเพาะเห็ด
ตำรวจอีสานเพาะเห็ดขาย นำเศรษฐกิจพอเพียงหนีจน

ถิ่นคนดี เกษตรอินทรีชีวภาพ หลากหลายชวนชม รื่นรมย์ลำทะเมนชัย ชายแดนตะวันออกโคราช เป็นคำขวัญประจำ อำเภอลำทะเมนชัย จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นพื้นที่ให้ความสำคัญต่อ ภาคเกษตรกรรม มาโดยตลอด ประชากร ทุกภาคส่วนที่อาศัยอยู่ในอำเภอนี้ ไม่เว้นแม้กระทั่งเจ้า หน้าที่ตำรวจ สภ.ลำทะเมนชัย ก็นำคำขวัญมาเป็นแกนนำสร้างรายได้ เพื่อจุนเจือครอบครัว

พล.ต.ต.ฉัตรกนก เขียวแสงส่อง ผู้บังคับการจังหวัดนครราชสีมา บอกว่า หลังจากมารับตำแหน่งก็ออกตรวจพื้นที่พบว่า สภ.ลำทะเมนชัย ห่างจากตัวเมืองย่าโมเกินกว่า 100 กิโลเมตร เป็นโรงพักที่ไกล เมืองโคราช มาก มี กลุ่มเกษตรกรเพาะเห็ดฟาง ออกจำหน่าย จึงคิดสร้างรายได้เพิ่มให้กับผู้ใต้บังคับบัญชา โดยสนับสนุนเงินสร้างโรงเรือนและอุปกรณ์ต่างๆให้กับ “โครงการเพาะเห็ด

พ.ต.อ.เชิดชาย สัตตบุศย์ ผกก.สภ.ลำทะเมนชัย เล่าว่า เริ่มโครงการนี้ เมื่อปี พ.ศ.2550 โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ ภรรยา และลูกหลาน ซึ่งเวลาที่ว่างเว้นจากการปฏิบัติหน้าที่มาช่วยกัน เน้นใช้วัสดุจากธรรมชาติ เช่น ไม้ไผ่มาสร้างโรงเรือนกับชั้นวางวัสดุเพาะเห็ด ส่วนหลังคา ใช้ หญ้าคามุง แทนสังกะสี ขั้นตอนต่อมาเป็นการใช้วัสดุที่เหลือทิ้งจากธรรมชาติ เช่น ฟางข้าว กากมันสำปะหลัง และ ส่วนผสมอื่นๆ มาสู่ขั้นตอนหมัก โดยใช้ ปูนขาว ปุ๋ยขี้วัว และ รำข้าว นำมาใส่หลุมทำการคลุกเคล้ากันให้ทั่ว ใส่ น้ำหมัก EM โดย ทำเป็นชั้นจำนวน 3 ชั้น ปิดหมักไว้ 3 วัน แล้วพลิกกลับอีกครั้ง จนครบ 7 วัน จากนั้นนำไปขึ้นวางบนโรงเห็ดแล้วจึงปิดพลาสติกโรงเพาะให้สนิทหมดทุกด้าน

ขั้นตอนต่อมาใช้เตาอบที่ยืมมาจาก กลุ่มเพื่อนเห็ด ที่ให้ใช้ฟรี ตามหลัก ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง นำมาทำการอบความร้อนโดยผ่านทางท่อสายยาง เพื่อฆ่าเชื้อรา และ แบคทีเรีย โดยควบคุมอุณหภูมิให้อยู่ที่ ประมาณ 60-70 องศา เป็นเวลา ประมาณ 5 ชั่วโมง ในวันต่อมาใช้ก้อน เชื้อเห็ดมาขยี้กับแป้งข้าวเหนียว นำไปโรยในชั้นใส่ฟางให้ทั่ว แล้วฉีดน้ำให้ทั่วๆ ช่วงนี้ต้องควบคุมอุณหภูมิให้อยู่ที่ 35 องศาเซลเซียส ประมาณ 7 วัน เห็ดก็จะเริ่มออกดอกมาสามารถเก็บไปจำหน่ายได้ทุกวัน วันละ 10-20 กิโลกรัม เป็นระยะเวลา 15-20 วัน

พ.ต.อ.เชิดชาย บอกอีกว่า ผลผลิตได้เราแบ่งปันให้กับทุกคน ทั้งนำมาบริโภคเอง ส่วนที่เหลือจึงขายในราคากิโลกรัมละ 20-35 บาท ในปี พ.ศ.2551 ที่ผ่านมาได้ดำเนินการขยายครบทุกโรงพักแล้วและสามารถพัฒนาไปปลูกพืชชนิดอื่น เช่น พืชผักสวนครัว รวมทั้ง การปศุสัตว์ อีกด้วย

ทุกวันนี้ก็ไม่ใช่ว่า จะตั้งหน้า ตั้งตาขายเห็ดอย่างเดียว หน้าที่หลัก ก็คือ การหาข่าวป้องปรามอาชญากรรม ซึ่งสามารถนำไปสู่การ จับกุมคนร้าย ได้อีกหลายคดี ซึ่งความสำเร็จนี้มาจากพ่อค้าแม่ค้าที่เขาไว้ใจตำรวจและให้ข้อมูลกลุ่มผู้กระทำความผิด

ณ วันนี้ ผลที่ปรากฏเหมาะสมกับคำที่ว่า…ไม่มีอะไรที่ตำรวจไทยจะทำไม่ได้…!!!

ไชยรัตน์ ส้มฉุน
thairath

ธนาคารควายไถนา

No comments March 18th, 2009

การใช้ควายไถนา

ในอดีต ชาวนาไทยเคยพึ่งพาการใช้แรงงานควายในการไถนามาอย่างยาวนาน เรียกว่าเป็นสัตว์ที่มีคุณค่าต่อเกษตรกรอย่างมาก แต่เมื่อยุคสมัยพัฒนาเทคโนโลยีต่าง ๆ ก้าวเข้ามาแทนที่ ทำให้มีรถไถนาเข้ามาแทน เกษตรกรส่วนใหญ่จึงละทิ้งควายคู่ยากไปใช้ควายเหล็กที่ กินน้ำมันแทนหญ้า ที่ไม่เพียงแต่เป็นการเพิ่ม ต้นทุนการผลิตของชาวนาเท่านั้น ยังทำให้วิถีชีวิตชาวนาแบบดั้งเดิมได้หายไปด้วย จากสถิติกรมปศุสัตว์ปี 2551 พบว่ามีเกษตรกร กระบือ 0.21 ล้านราย จำนวน 1.36 ล้านตัว ซึ่งมีแนวโน้มจะลดลงจากนี้อีกถ้าไม่ช่วยกันอนุรักษ์ ด้วยเหตุนี้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีความห่วงใยชาวนา ซึ่งประสบปัญหาความยากจนเนื่องจากภาวะน้ำมันแพงทำให้ต้นทุนสูง พระองค์ทรงรับสั่งให้รัฐบาลสนับสนุนให้เกษตรกรหันมาใช้แรงงานควายเพื่อลดค่า ใช้จ่ายในการทำนา

นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรี ว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯได้น้อมรับที่จะสนองพระราชดำริ จัดตั้งโครงการพลิกฟื้นธนาคารควายไถนาตามแนวพระราชดำริ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ซึ่งได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปลายปี 2551 โดยความร่วมมือของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นับเป็นโครงการที่สนับสนุนให้เกษตรกรชาวนาไทยหันกลับมาใช้แรงงานกระบือในการไถนาเพื่อลด ค่าใช้จ่ายจากเครื่องจักร และเป็นการส่งเสริมการทำเกษตรอินทรีย์

ปัจจุบันมีพื้นที่ดำเนินการ 12 จังหวัด ได้แก่ ฉะเชิงเทรา สระแก้ว ศรีสะเกษ ยโสธร สกลนคร หนองบัวลำภู แพร่ น่าน อุทัยธานี ตาก นครศรีธรรมราช และเชียงราย โดยคาดว่าจะกระตุ้นให้เกษตรกร 309 ราย ประกอบอาชีพการทำนาโดยใช้ปุ๋ยคอกได้ปีละ 1,236 ตัน คิดเป็นมูลค่าปีละ 1,156,000 บาท นอกจากนี้ยังช่วยในการปรับปรุงดิน ลดการใช้สารเคมี รักษาสิ่งแวดล้อม ที่สำคัญยังถือเป็นการรณรงค์ลดปัญหาโลกร้อนได้ทางหนึ่ง ควบคู่ไปกับการฟื้นฟูวัฒนธรรม ประเพณี โดยเฉพาะการลงแขกเกี่ยวข้าว

และในปี 2552 นี้ 10 หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้แก่ สำนักปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมปศุสัตว์ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) กรมพัฒนาที่ดิน กรมการข้าว กรมส่งเสริมการเกษตร กรมประมง กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กรมชลประทาน และสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ได้บูรณาการร่วมกันดำเนินโครงการดังกล่าวให้ลุล่วงตามวัตถุประสงค์ที่ตั้ง ไว้ โดยกำหนดจัดงานโครงการพลิกฟื้นธนาคารควายไถนาตามแนวพระราชดำริ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ขึ้น พร้อมกับการจัด งานกระบือและโคเนื้อแห่งชาติ ครั้งที่ 15 ณ ศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์นครราชสีมา อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ระหว่างวันที่ 26-29 มีนาคม 2552

ทั้งนี้ มุ่งหวังให้เป็นสถานที่แสดงผลงานของเครือข่ายฯ ในการใช้ประโยชน์โค- กระบือไทย เทคโนโลยีใหม่สู่ความพอเพียง เป็นเวทีพบปะแลกเปลี่ยนเรียนรู้และการแสดงผลงานในการพัฒนาการผลิต โค-กระบือไทย ตลอดห่วงโซ่สายพานการผลิตถึงการบริโภคระหว่างหน่วยงานรัฐ เกษตรกร กลุ่มผู้ประกอบการ และองค์กรเอกชน และเพื่อให้กลุ่มเกษตรกรและ โรงเรียนไถนาต้นแบบแสดงผลงานในหอเกียรติยศมอบรางวัลเกียรติยศฟื้นฟูวิถีวัฒนธรรมท้องถิ่น และโรงเรียนฝึกควายฝึกคนต้นแบบ ทั้งยังเป็นแหล่งเปรียบเทียบผลงานเกษตรกรเป็นแหล่งซื้อ-ขาย และแลกเปลี่ยนพันธุ์โค-กระบือ

สำหรับรูปแบบการดำเนินโครงการนี้ เริ่มจากการคัดเลือกเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ เพื่อเข้ารับการฝึกสอนวิธีใช้ควายเพื่อไถนาและทำเกษตรกรรมตามหลักสูตรที่ กำหนด โดยมีกรมปศุสัตว์เป็นพี่เลี้ยง รวมทั้งจัดหาควายให้ยืมไปใช้แรงงาน ซึ่งเกษตรกรจะได้รับความรู้ทั้งการใช้แรงงานควายไถนาและทำการเกษตรด้านอื่น ๆ ใช้มูลควายทำปุ๋ย และอื่น ๆ อีกมากมาย

นับได้ว่าโครงการพลิกฟื้นธนาคารควายไถนาตามแนวพระราชดำริ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ จะก่อให้เกิดประโยชน์กับเกษตรกรได้อย่างยั่งยืน.

dailynews

‘พระเทพ’ ทรงเปิด ‘กาสรกสิวิทย์’

No comments March 11th, 2009

พระเทพฯเสด็จฯไปทรงเปิด
สอนความรู้-อนุรักษ์กระบือไทยแห่งแรก

พระเทพฯเสด็จฯไปทรงเปิด”กาสรกสิวิทย์”โรงเรียนมูลนิธิชัยพัฒนา บ่มเพาะความรู้และอนุรักษ์กระบือไทยแห่งแรก เพื่อผลิตกระบือที่มีความสามารถในการทำเกษตรกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ และให้เกษตรกรได้เรียนรู้การใช้ชีวิตอย่างพอเพียงตามแนวพระราชดำริ พร้อมทรงประทับบนรูปปั้นกระบือเพื่อฉายพระรูป ก่อนทรงรถอีแต๋น ทอดพระเนตรการฝึกไถนา และทรงทดลองการเกี่ยวข้าวแบบพันกำ

เมื่อเวลา 15.20 น. วันที่ 10 มี.ค. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดโรงเรียนกาสรกสิวิทย์ ซึ่งทรงพระกรุณาฯให้มูลนิธิชัยพัฒนา สร้างขึ้น ณ ต.ศาลาลำดวน อ.เมือง จ.สระแก้ว หลังจากทรงเปิดป้ายโรงเรียนกาสรกสิวิทย์ โดยทรงประกอบตัวอักษรชื่อโรงเรียนบนป้าย จากนั้นทรงประทับบนรูปปั้นกระบือที่ตั้งบริเวณทางเข้าโรงเรียนเพื่อทรงฉายพระรูป แล้วทรงขับรถอีแต๋นไปยังห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ และประทับรถยนต์พระที่นั่งไปยังบ้านพักผู้ดูแล กระบือผู้เรียนรู้ ต่อด้วยการทอดพระเนตรบ่อก๊าซชีวภาพ

การเสด็จฯทรงเปิดโรงเรียนกาสรกสิวิทย์ ครั้งนี้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จพระราชทานหญ้าแก่กระบือที่คอกกระบือ และทอดพระเนตรการไถนาของ กระบือบริเวณแปลงนาสาธิต ท่ามกลางสายฝนที่โปรยปรายพร้อมทอดพระเนตรการสาธิตการเกี่ยวข้าวแบบพันกำ และทรงเยี่ยมราษฎรและทอดพระเนตรรถแห่ประเพณีทำขวัญข้าวที่ชนะเลิศการประกวด ในงานสืบสานวัฒนธรรมเบื้องบูรพาของกลุ่มเกษตรกรบ้านพวงนิมิตร ต.เขาสิบสาม อ.เขาฉกรรจ์ จ.สระแก้ว จากนั้นเสด็จฯ ยังท่าน้ำ ริมสระมะรุมล้อมรัก เพื่อพระราชทานอาหารปลาและทรงปล่อยปลา 9 ชนิด และประทับเรือมาดเสด็จฯทางน้ำไปยังกลุ่มบ้านพักผู้เข้ารับการอบรม ที่บ้านดิน ในการนี้ทรงใช้เวลาทอดพระเนตรบ้านดินจำนวน 7 หลัง และเสด็จฯ กลับ

สำหรับโรงเรียนกาสรกสิวิทย์ เป็นโรงเรียนฝึกกระบือและให้เกษตรกรใช้ชีวิตที่เกี่ยวข้องกับกระบือเพื่องาน เกษตรกรรม เกิดจากการดำเนินการของมูลนิธิชัยพัฒนาและความร่วมมือของหน่วยงานต่าง ๆ ทั้ง จ.สระแก้ว กรมปศุสัตว์ กรมการข้าว กรมชลประทาน กรมพัฒนาที่ดิน กรมส่งเสริมการเกษตร กรมประมง และทางหลวงชนบท ตลอดจนการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกันระหว่างโครงการพระราชดำริ โดยได้นำราษฎรในพื้นที่โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เข้ามาถ่ายทอดความรู้ระดับท้องถิ่นสู่ท้องถิ่น เป็นการแลกเปลี่ยนความรู้และภูมิปัญญาในระดับชาวบ้านด้วยกัน

เพื่อให้เป็นไปตามพระราชประสงค์ที่จะให้มีที่ผลิตกระบือที่มีความสามารถใน การทำเกษตรกรรมได้อย่างดี รวมถึงให้เกษตรกรที่รับกระบือจากโรงเรียนไป สามารถใช้กระบือดังกล่าวทำการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเกษตรกรจะได้เรียนรู้การใช้ชีวิตแบบพึ่งพาตนเองและการอยู่อย่างพอเพียง ตามแนวพระราชดำริ เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิต ดูแลสภาพแวดล้อม และรักษาธรรมชาติ สามารถอยู่ร่วมกันเกื้อกูลกันได้สืบต่อไป โดยโรงเรียนกาสรกสิวิทย์ มีกระบือทั้งหมด 26 ตัว เป็นกระบือทรงเลี้ยงที่มีผู้น้อมเกล้าฯ ถวาย ในจำนวนนี้ มีกระบือผู้ให้ความรู้ 17 ตัว ส่วนกระบือผู้เรียนรู้นั้นจะเป็นกระบือจากธนาคารโคกระบือเพื่อเกษตรกรตามพระราชดำริ ในปีแรกจะทำการฝึกจำนวนรุ่นละ 5 ตัว ปีละ 10 รุ่น ใน 1 ปี จะมีกระบือผ่านการอบรมรวม 50 ตัว และจะเพิ่มจำนวนกระบือผู้เรียนรู้ เมื่อการฝึกได้ผลเป็นที่น่าพอใจ.

dailynews