Archive: Posts Tagged ‘บ่อก๊าซชีวภาพ’

การเลี้ยงไก่ไข่ในระบบ EVAP

No comments December 1st, 2008

ภายนอก โรงเรือนอีแวป
เลี้ยงไก่ไข่ด้วยอีแวป…ทำไบโอแก๊สลดค่าใช้จ่าย

แม้ว่าการเลี้ยงไก่ไข่ที่ทำอยู่ขณะนี้ จะดูเสมือนเลี้ยงให้คนอื่น ไก่ที่กำลังเลี้ยงอย่างเอาใจใส่อยู่ขณะนี้พอวันหนึ่งมันไข่ออกมา ไข่นั้นมิใช่ไข่ของมัน มิใช่ไข่ของเรา แต่เป็นไข่ของบริษัทที่เรารับจ้างเขาเลี้ยง พอถึงวันนั้นก็ต้องดีใจเพราะมั่นใจได้ว่า ไม่ขาดทุนอย่างแน่นอนเพราะมีการประกันราคาไข่ไก่ไว้ ซึ่งนอกจากไข่แล้ว ทางบริษัทเขายังรับซื้อแม่ไก่ที่ปลดระวางด้วย

ที่อยากบอกเล่าในวันนี้ที่สำคัญคือเรื่อง การทำไบโอแก๊ส… การเลี้ยงไก่ (และ/หรือสัตว์ชนิดอื่น ๆ) นอกจากจะขายไข่ได้แล้ว ยังได้ประโยชน์มากกว่านั้นอีกคือ การนำเอาแก๊สที่จะต้องสูญเปล่าหากปล่อยทิ้งไป มาทำให้เกิดประโยชน์โภชผลมากกว่านั้น คือ การทำไบโอแก๊ส (Bio Gas) หากไม่ทำไบโอแก๊สแล้ว ก็จะเกิดมลพิษ ณ บริเวณนั้นและรอบ ๆ แต่หากทำ นอกจากจะไม่ก่อให้เกิดมลพิษแล้วยังก่อให้เกิดประโยชน์อย่างยิ่งแก่เจ้าของ ฟาร์ม

อย่าง คุณเจียดฉพร บุญรักศรพิทักษ์ เจ้าของธนโชติฟาร์ม อยู่บ้านเลขที่ 99 หมู่ 5 ต.ท่างาม อ.อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี ที่เริ่มต้นเลี้ยงไก่เมื่อปี 2550 ที่ผ่านมากับโครงการส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงไก่ไข่แก่เกษตรกรรายย่อยของ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ซึ่งคุณเจียดฉพรมีโรงเรือนเลี้ยงไก่ 1 โรง มีไก่ 36,000 ตัว โรงเรือนเป็นระบบปิดปรับอากาศด้วยการระเหยของน้ำ หรือ Evaporative cooling system (EVAP) คุณเจียดฉพรทำไบโอแก๊สแบบ Plug Flow แล้ว สามารถลดค่าให้จ่ายได้มาก เช่น ค่าไฟฟ้าก่อนที่จะทำไบโอแก๊สนั้นสูงมาก แต่หลังจากที่ทำระบบนี้แล้วค่าไฟฟ้าลดลง

คุณเจียดฉพร เล่าให้ฟังว่า เงินลงทุนทำ ไบโอแก๊สนั้นมีทั้งเงินส่วนตัวและเงินสนับสนุนจากทางราชการ บ่อนี้ลงทุนไม่รวมเครื่องปั่นไฟประมาณ 1.2 ล้านบาท มีขนาด 700 คิว ม.เชียงใหม่ช่วยประมาณ 900 บาทต่อคิว ไก่รุ่นที่ผ่านมามีรายได้จากการขายมูลไก่ที่ชักกากตากแห้งได้กิโลกรัมละ 3 บาท คิดเป็นตันละ 3,000 บาท ถ้าคิดเป็นเดือนจะมีรายได้เฉลี่ยประมาณ 6,000 บาท ในส่วนมูลไก่สดที่ไม่ได้ลงบ่อจะขายได้ประมาณ 6,000 บาท เฉลี่ยแล้ว มูลไก่ทั้งหมดจะได้เป็นเงิน 12,000 บาท

เมื่อทำไบโอแก๊สแล้ว จากเดิมเสียค่าไฟฟ้า 45,000 บาทต่อเดือน แต่ปัจจุบันเหลือ ประมาณ 18,000 บาท …เห็นได้ว่าจ่ายถูกลงกว่าเดิมถึง 60%

สำหรับเหตุผลที่ตัดสินใจทำไบโอแก๊สประการแรกคือเรื่องของการตระหนักถึงสิ่งแวดล้อม เนื่องจากการเลี้ยงไก่ย่อมต้องมีกลิ่นจากมูลไก่ซึ่ง อาจรบกวนชุมชนโดยรอบได้ ประกอบกับได้เงินลงทุนจึงหันมาใช้ไบโอแก๊ส โดยทาง ม.เชียงใหม่ มีวิศวกรมาดูแลถึงความเหมาะสมในการใช้ไบโอแก๊สให้เหมาะกับขนาดของฟาร์ม ซึ่งทาง ม.เชียงใหม่ มีงบประมาณให้เฉพาะแค่ 700 คิวเท่านั้น ถ้าเกษตรกรต้องการเพิ่มขนาดโรงเรือนให้ใหญ่กว่านี้ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเอง ซึ่งในอนาคตที่นี่อาจเพิ่มขนาดบ่อให้เหมาะสมตามจำนวนไก่ด้วย

ระบบการจัดการเรื่องของมูลไก่ มีระบบการเก็บโดยใช้สายพานและมีท่อลำเลียงเพื่อปล่อยลงไปยังบ่อหมัก โดยมูลไก่สดจะมีเกษตรกรมารับซื้อ ที่เหลือประมาณ 4 ตันจะลงบ่อทำไบโอแก๊สโดยมูลไก่ที่ได้และกากที่เหลือจากบ่อหมักจะได้ประมาณ 2 ตัน ซึ่งกากที่หายไปจะถูกย่อยเป็นน้ำ น้ำที่ได้จะไม่มีกลิ่นและไม่มีความเค็มจะมีค่า NPK ที่สูงสามารถนำมารดน้ำต้นไม้และนำมาทำการเกษตรได้ สำหรับมูลไก่ที่ชักกากขึ้นมานั้นเป็นปุ๋ยที่ดี ไม่มีกลิ่น แต่มีประโยชน์สำหรับต้นไม้ สามารถจำหน่ายได้เช่นกัน

ภายใน โรงเรือน ไก่ไข่

เห็นได้ชัดเจนว่าการเลี้ยงไก่ด้วยระบบที่มีคุณภาพ ผลผลิตที่ได้ย่อมมีคุณภาพ และหากในฟาร์มมีการทำไบโอแก๊สด้วยแล้วก็จะไร้ปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อม ชาวบ้านที่อยู่รายรอบฟาร์มก็จะเป็นมิตรที่ดีต่อฟาร์มเพราะเป็นฟาร์มที่ปลอด กลิ่น ปลอดแมลงวัน ที่สำคัญยังเป็นการลดต้นทุนอีกด้วย.

จีร์ ศรชัย

เครื่องทำปุ๋ยชีวภาพอัดเม็ด

No comments November 25th, 2008

เครื่องทำปุ๋ยชีวภาพอัดเม็ด
เครื่องทำปุ๋ยชีวภาพอัดเม็ด 2 in 1 ใช้ก๊าซขับเคลื่อน-คืนทุนใน 3 ปี

ฟาร์มสุกรที่เลี้ยงสุกรไม่ถึง 500 ตัว ที่ไม่มีระบบผลิตก๊าซชีวภาพ ในแต่ละวันจะมีมูลสุกรและของเสียจากการชะล้างเป็นจำนวนมาก และใช้วิธีปล่อยลงบ่อพักซึ่งส่งกลิ่นเหม็นรบกวนชุมชนรอบข้าง ส่วนการจัดการกากตะกอนก็จะใช้วิธีตากแห้งแล้วทำเป็นปุ๋ย ขายได้เพียง 1 บาท/กก. ส่วนฟาร์มที่มีระบบผลิตก๊าซชีวภาพจะมีการจัดการน้ำเสียควบคู่กันไป แต่ในส่วนกากตะกอนก็จะถูกปล่อยลงพื้นที่ว่างเปล่า หรือหากนำไปขายเป็นปุ๋ยก็จะได้ในราคาถูกเช่นเดียวกัน

ด้วยเหตุนี้ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงาน จึงมอบหมายให้มหาวิทยาลัยขอนแก่น ดำเนินโครงการศึกษาการใช้ก๊าซชีวภาพเป็นพลังงานในเครื่องผลิตปุ๋ยชีวภาพอัด เม็ด เพื่อเพิ่มมูลค่า และนำก๊าซชีวภาพที่ผลิตได้มาใช้ให้คุ้มค่ามากที่สุด

รศ. ดร.ธนากร วงศ์วัฒนาเสถียร แห่งภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ผู้จัดการโครงการฯ เล่าว่า ก๊าซชีวภาพที่ผลิตได้จากฟาร์มสุกรขนาดเล็กนำไปใช้ในการหุงต้มเพียง 1-2 ลบ.ม./วัน เท่านั้น แต่มีก๊าซส่วนที่เหลือ 3-4 ลบ.ม./วัน ทำให้ต้องปล่อยก๊าซที่เหลือทิ้ง ซึ่งก่อให้เกิดภาวะเรือนกระจก และส่งผลต่อภาวะโลกร้อนได้

ทางคณะวิจัย ได้ทำการออกแบบเครื่องผลิตปุ๋ยชีวภาพอัดเม็ด และนำเครื่องจักรกลการเกษตร ได้แก่ เครื่องยนต์รถไถนาเดินตามมาดัดแปลงติดตั้งเครื่องยนต์ให้เป็นเครื่องต้น กำลัง และนำก๊าซชีวภาพที่เหลือใช้มาเป็นพลังงานร่วมกับน้ำมันดีเซล

“ผลการทดลองด้วยการนำกากตะกอนจากการผลิตก๊าซชีวภาพมาผลิตปุ๋ยอัดเม็ด โดยใช้ก๊าซชีวภาพเป็นพลังงานร่วมกับน้ำมันดีเซล พบว่าการใช้ก๊าซชีวภาพเป็นพลังงานร่วมกับน้ำมันดีเซล (เปิดวาล์ว 50%) ผลิตปุ๋ยอัดเม็ดได้ 190.98 กก./ชม. และใช้น้ำมันเชื้อเพลิงน้อยมาก เพียง 0.00134 ลิตร/ปุ๋ย 1 กก. ซึ่งหากเปรียบเทียบกับการใช้น้ำมันดีเซลเป็นเชื้อเพลิงอย่างเดียว จะผลิตปุ๋ยอัดเม็ดได้ 171.14 กก./ชม. และใช้น้ำมันเชื้อเพลิง 0.00319 ลิตร/ปุ๋ย 1 กก.”

หัวหน้าโครงการ ระบุว่า โดยสรุปแล้ว การผลิตปุ๋ยชีวภาพอัดเม็ดโดยนำก๊าซชีวภาพมาเป็นพลังงานร่วม ช่วยประหยัดน้ำมันดีเซลได้ 57.99% เมื่อเทียบกับการใช้น้ำมันดีเซลเป็นเชื้อเพลิงเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ปุ๋ยที่ผลิตได้ก็เพิ่มมูลค่าจากเดิมขายได้เพียง 1 บาท/กก. ก็เพิ่มเป็น 5 บาท/กก. ขณะที่คุณสมบัติด้านธาตุอาหารของปุ๋ยดังกล่าว พบว่าอุดมไปด้วยธาตุอาหารพืช ทั้งไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม ซึ่งนำไปใช้กับพืชไร่ต่างๆ ได้เป็นอย่างดี

ด้าน ดร.ไปรยา เฉยไสย ผู้ร่วมวิจัย ได้ประเมินความเหมาะสมทางเศรษฐศาสตร์ ว่าต้นทุนเครื่องผลิตปุ๋ยนั้นมีต้นทุนที่ 40,600 บาท ส่วนเครื่องยนต์ต้นกำลัง 33,000 บาท รวมต้นทุนทั้งหมด 73,600 บาท โดยหากเกษตรกรมีกำลังการผลิตปุ๋ยชีวภาพอัดเม็ด 50 กก./วัน จะต้องขายราคา 15 บาท/กก. มีระยะเวลาคืนทุน 1.31 ปี หากขายปุ๋ยราคา 5 บาท/กก. จะคืนทุนในเวลา 2.71 ปี

ทั้งนี้ หากเกษตรกรรายใดที่มีเครื่องยนต์การเกษตรที่เป็นเครื่องยนต์ต้นกำลังแล้วจะ ให้ผลคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์มากยิ่งขึ้น เพราะไม่ต้องลงทุนเครื่องยนต์ เพียงแต่นำมาดัดแปลงและติดตั้งกับเครื่องผลิตปุ๋ยอัดเม็ดเท่านั้น

ขณะที่ จินตนา เหล่าฤชุพงศ์ หัวหน้ากลุ่มเทคโนโลยีพลังงานก๊าซชีวภาพ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน บอกว่า กรมได้มอบหมายให้ทางมหาวิทยาลัยขอนแก่นทำการศึกษา วิจัย และทดลองโดยใช้เวลา 1 ปี ปัจจุบันการผลิตเครื่องปุ๋ยชีวภาพอัดเม็ดโดยใช้ก๊าซชีวภาพที่เหลือใช้เป็น พลังงานร่วมแล้วเสร็จ โดยมี “สังเวียนฟาร์ม” ที่ตั้งอยู่ อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น เป็นฟาร์มต้นแบบ

มยุรี อัครบาล

การผลิตก๊าซชีวภาพใช้เอง

66 comments November 7th, 2008

ก๊าซแพง เกษตรกรพะเยา ผลิตก๊าซชีวภาพใช้เอง

เชื้อเพลิงที่เราใช้ประกอบอาหารส่วนใหญ่ก็คือ ก๊าซหุงต้ม หรือก๊าซแอลพีจี เป็นก๊าซที่ได้จากธรรมชาติ เป็นผลผลิตจากปิโตรเคมี ที่เราทราบกันดีแล้วว่าเริ่มขาดแคลนและมีราคาสูงขึ้นเรื่อยๆ ถึงแม้ประเทศไทยจะมีแหล่งก๊าซธรรมชาติของเราเอง แต่ก็มีอยู่ไม่มาก ทุกวันนี้เราเองต้องสั่งซื้อก๊าซจากต่างประเทศเข้ามาใช้กันแล้ว สภาวการณ์เช่นนี้ ก๊าซชีวภาพน่าจะเป็นทางเลือกที่น่าสนใจทางหนึ่ง ที่เราน่าจะเริ่มนำมาใช้กันอย่างจริงจัง นับแต่วันนี้ เพราะสามารถนำมาเป็นเชื้อเพลิงที่ใช้ในการหุงต้มแทนก๊าซแอลพีจี ได้อย่างสบาย

ก๊าซชีวภาพที่ผลิตขึ้นจากการหมักมูลสัตว์ มูลคน และขยะเหลือทิ้งที่ย่อยสลายได้จากครัวเรือนและชุมชน โดยการหมักในสภาพแวดล้อม เช่น ถังหมักหรือบ่อที่ไร้อากาศ จุลินทรีย์ที่มีอยู่ตามธรรมชาติจะเปลี่ยนอินทรียวัตถุเหล่านี้ให้กลายเป็น ก๊าซชีวภาพที่มีคุณสมบัติติดไฟ สามารถนำไปใช้เป็นพลังงานให้ความร้อน ใช้หุงต้ม ให้แสงสว่าง หรือใช้เดินเครื่องจักรเครื่องยนต์ได้

ส่วนใหญ่การทำบ่อหมักก๊าซชีวภาพของฟาร์มเลี้ยงสัตว์ ก็เพื่อแก้ปัญหามูลสัตว์ที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก ส่งกลิ่นเหม็น และส่งผลเสียต่อสภาพแวดล้อม ได้ก๊าซชีวภาพเป็นผลพลอยได้ ในปัจจุบันก๊าซธรรมชาติกำลังขาดแคลนและมีราคาสูง ก๊าซชีวภาพจึงน่าจะกลับมามีบทบาทที่สำคัญในการแก้ปัญหาในเรื่องพลังงาน ถังหมักหรือบ่อหมักก๊าซชีวภาพมีหลายรูปแบบ และหลายขนาด ตั้งแต่ถังขนาดเล็กที่สามารถทำใช้เองในครัวเรือน ไปจนถึงบ่อถาวรขนาดใหญ่ที่สร้างขึ้นใช้ในชุมชน แต่ที่สำคัญเทคโนโลยีก๊าซชีวภาพนี้มีข้อดีที่ทุกคนสามารถทำขึ้นใช้เอง ทำให้สามารถพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น รวมทั้งแก้ไขปัญหาขยะที่มีมากขึ้นจนเป็นปัญหาให้ลดลง จึงช่วยแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมไปในตัว รวมทั้งได้ผลพลอยได้ที่เป็นปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวภาพที่สามารถนำไปใช้เป็น ปุ๋ยปลูกพืชปลอดสารเคมีได้เป็นอย่างดี

คุณลุงเสาร์แก้ว ใจบาล อยู่บ้านเลขที่ 139 หมู่ที่ 4 ตำบลบ้านตุ่น อำเภอเมืองพะเยา และ คุณลุงเจริญ คำโล อยู่บ้านเลขที่ 75 หมู่บ้านเดียวกัน อ่านเจอจากหนังสือ ก็ใคร่ครวญตรึกตรองกันอยู่นาน คิดอยู่ว่ามันจะเกิดก๊าซจริงหรือเปล่า อย่ากระนั้นเลย ไม่ลองก็ไม่รู้ เลยตัดสินใจชวนกันทำดู ไปซื้อวัสดุ ซึ่งประกอบไปด้วย

ส่วนประกอบของถังหมักและถังเก็บก๊าซชีวภาพ

ถังพลาสติคปิดฝา ขนาด 200 ลิตร จำนวน 1 ใบ ทำหน้าที่ในการบรรจุมูลสัตว์และเศษอาหารเพื่อย่อยสลายจนเกิดก๊าซ โดยมีช่องใส่วัตถุดิบ ท่อน้ำล้นเพื่อควบคุมปริมาตรภายใน และท่อระบาย ด้านบนจะมีสายยางต่อเพื่อลำเลียงก๊าซที่ผลิตได้ไปสู่ถังเก็บ

ถังพลาสติคเปิดฝาบน ขนาด 200 ลิตร จำนวน 1 ใบ เป็นถังเก็บก๊าซถังหงาย โดยจะตั้งหงายเพื่อบรรจุน้ำสำหรับเป็นตัวกันไม่ให้ก๊าซรั่วออกนอกถังเก็บ ถังจะตั้งหงายเพื่อให้ถังใบเล็กอีกถังครอบ ในส่วนของคุณลุงเสาร์แก้ว ดัดแปลงใช้วงบ่อซีเมนต์ ขนาด 80 เซนติเมตร 2 วง ฉาบปูนแทน

ถังพลาสติคเปิดฝาบน ขนาด 120 ลิตร จำนวน 1 ใบ เป็นถังเก็บก๊าซถังคว่ำ โดยจะตั้งคว่ำลงภายในถังเก็บก๊าซ ขนาด 200 ลิตร หรือวงบ่อที่ใส่น้ำ ทำหน้าที่เป็นตัวกักก๊าซไว้โดยตัวถังจะลอยขึ้นเมื่อก๊าซถูกลำเลียงมาจากถัง หมัก ด้านบนจะมีท่อลำเลียงก๊าซไปจุดใช้งานต่อไป ก่อนจะเริ่มใช้งานให้ใส่น้ำลงไปในถังใบที่ 2 ถังเก็บก๊าซถังหงายให้เต็ม แล้วสวมถังใบที่ 3 หรือถังเก็บก๊าซถังคว่ำลงในถังใบที่ 2 ให้จมลงไปในน้ำพอดีก้นถัง ต่อสายยางจากถังหมักมายังถังเก็บก๊าซ และต่อสายยางจากถังเก็บก๊าซไปยังเตาแก๊สเพื่อไว้ใช้งานต่อไป

ส่วนประกอบสำหรับท่อน้ำล้นและท่อระบายของถังหมักก๊าชชีวภาพ

ข้อต่อเกลียวนอก ขนาด 1 นิ้ว 1 อัน

ข้องอเกลียวใน ขนาด 1 นิ้ว

ท่อพีวีซี ขนาด 1 นิ้ว ตัดยาว 2 นิ้ว 1 อัน

3 ทาง ขนาด 1 นิ้ว 2 อัน

ฝาปิดพีวีซี ขนาด 1 นิ้ว 1 อัน

ท่อพีวีซี ขนาด 1 นิ้ว ตัดประมาณ 40 เซนติเมตร 1 อัน

ท่อพีวีซี ขนาด 1 นิ้ว ตัดประมาณ 30 เซนติเมตร 1 อัน

ส่วนประกอบสำหรับช่องเติมและท่อส่งก๊าซของถังหมัก

ท่อพีวีซี ขนาดยาว 1 เมตร เจาะช่องกลางท่อ ขนาดกว้าง 0.5 ของท่อ และยาว 15 เซนติเมตร ตัดให้ช่องห่างจากปากท่อ 32 เซนติเมตร

ข้องอเกลียวนอก ขนาด 4 หุน 1 อัน

หัวต่อสายยางเกลียวนอก ขนาด 4 หุน 1 อัน

ส่วนประกอบสำหรับท่อนำก๊าซของถังเก็บก๊าซ

3 ทาง ขนาด 4 หุน 1 ตัว

หัวต่อสายยางเกลียวนอก ขนาด 4 หุน 2 อัน

ส่วนประกอบปลีกย่อยอื่นๆ

กิ๊บยึดท่อ ขนาด 1 นิ้ว 1-2 อัน

กาวซีเมนต์ (กาวแห้งเร็ว 2 หลอดคู่) 1 ชุด

กาวซิลิโคลน ชนิดใส 1 หลอด

สายยาง 3 หุน ยาว 5 เมตร 1 เส้น

วิธีการประกอบถังหมักก๊าซชีวภาพ

นำ ถังใบที่ปิดสนิทเจาะรูขนาดเท่ากับเกลียวของข้อต่อเกลียวนอก 4 หุน บริเวณที่เรียบๆ บนฝาถัง เจาะรูถังขนาดเท่าเกลียวนอกของข้อต่อตรงขนาด 1 นิ้ว เจาะบริเวณข้างถังสูงจากก้นถังประมาณ 3 นิ้ว เนื่องจากฝาถังหมักปิดสนิทต้องใช้แท่งพีวีซี ติดข้อต่อเกลียวนอก ขนาด 1 นิ้ว ไว้ที่ปลาย แล้วแยงจากช่องเติมอาหารผ่านไปติดที่ข้างถังด้านใน โดยให้ปลายเกลียวพ้นรูถังออกมา ทากาวบริเวณที่พ้นผ่านรูออกมา และทากาวที่ปากท่อข้องอเกลียวใน 1 นิ้ว จึงนำมาประกอบกัน ในส่วนของส่วนประกอบท่อน้ำล้น โดย 3 ทางตัวบน ต้องสูงได้ 75 เปอร์เซ็นต์ของตัวถัง จากนั้นยึดด้วยกิ๊บยึดท่อก็เป็นอันเสร็จในส่วนท่อน้ำล้น จากนั้นนำข้องอเกลียว ขนาด 4 หุน มาทากาวที่ปากท่อหมุนเกลียวเข้ารูที่ใช้ลำเลียงก๊าซด้านบนของถังหมัก และติดหัวต่อสายเกลียวนอก ขนาด 4 หุน ที่ข้องอเพื่อจะใช้ต่อสายยางต่อไป ประกอบท่อพีวีซี 3 นิ้ว ส่วนที่เป็นที่เติมวัตถุดิบด้านบนของถัง โดยหย่อนลงในถังด้านบนที่เจาะรูไว้ หันช่องเติมที่เจาะเข้าด้านในถัง ทากาวขอบท่อให้ทั่วเพื่อกันอากาศเข้า

วิธีการประกอบถังเก็บก๊าซชีวภาพ

เจาะ รูที่ก้นถังพลาสติคขนาด 120 ลิตร 1 รู ขนาดเท่ากับเกลียวของข้องอเกลียวนอก ขนาด 4 หุน ติด 3 ทาง ขนาด 4 หุน ที่ก้นถังด้านนอกอัดกาวให้ทั่ว ใช้เกลียวหมุนให้แน่น ต่อหัวต่อสายยางเกลียวนอก ขนาด 4 หุน ทั้ง 2 ด้าน ของรู 3 ทาง จากนั้นต่อสายยาง ขนาด 3 หุน เข้าหาถังหมัก และถังเก็บก๊าซความยาวตามต้องการ

การใช้งานถังหมักก๊าซชีวภาพ

วัตถุดิบ

1. มูลสัตว์

2. น้ำ

3. เศษอาหาร

ขั้นตอนการหมักก๊าซชีวภาพ

นำมูลสัตว์แห้งหรือเปียกผสมกับน้ำแล้วใส่ลงไปในถังหมักปริมาตร 25 เปอร์เซ็นต์ของตัวถัง ใช้ท่อพีวีซี กระทุ้งให้มูลสัตว์กระจายตัวให้ทั่วถึง หมักมูลสัตว์ที่เป็นวัตถุดิบตั้งต้นในถังประมาณ 10-15 วัน หลังจากนั้น เติมน้ำลงไปให้ถึงระดับ 75 เปอร์เซ็นต์ของถัง ซึ่งจะอยู่ที่ระดับน้ำล้นของถัง แล้วจึงสามารถเติมเศษอาหารหรือมูลสัตว์เพื่อผลิตก๊าซต่อไปได้ ในระยะแรกเติมวัตถุดิบแต่น้อยทุกวันที่มีการใช้ก๊าซประมาณ 1-2 กิโลกรัม แต่ไม่ควรเกิน 4 กิโลกรัม ต่อวัน เมื่อใช้ไปนานๆ สามารถเติมได้มากขึ้น แต่ไม่เกิน 10 กิโลกรัม เมื่อเติมลงช่องให้ใช้ท่อพีวีซี กระทุ้งขึ้น-ลงให้เศษอาหารกระจายตัว กระบวนการย่อยเพื่อผลิตก๊าซจะใช้เวลาประมาณ 24 ชั่วโมง เมื่อมีก๊าซเกิดขึ้น ชุดถังเก็บก๊าซที่คว่ำอยู่จะเริ่มลอย ก๊าซที่เกิดมาชุดแรกให้ปล่อยทิ้งก่อนเพราะจะจุดไฟไม่ติดหรือติดยาก เพราะมีปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์มาก เมื่อหมักจนเกิดก๊าซตั้งแต่ถังที่ 2 ต่อไปจึงสามารถจุดไฟใช้งานได้

การดูแลรักษา

เมื่อ ใช้งานจนถึงช่วง 7 เดือน ถึง 1 ปี ให้ปล่อยกากออกทางช่องระบาย ซึ่งสามารถสังเกตได้จากเมื่อเติมมูลสัตว์หรือเศษอาหารเข้าไปแล้วไม่ค่อยล้น แสดงว่ามีเศษไปตกตะกอนอุดตัน หรือดูได้จากอัตราการเกิดก๊าซน้อยลง แสดงว่ามีการอุดตันเช่นเดียวกัน ไม่ควรใส่เศษอาหารเปรี้ยวในถังหมักเพราะจะทำให้แบคทีเรียไม่ทำงาน เนื่องจากค่าความเป็นกรดด่างไม่เหมาะสม ในถังเมื่อมีค่ากรดเกินไปจะสังเกตได้จากการเกิดก๊าซน้อย และพยายามอย่าให้ถังกระทบกระเทือนมากเพราะกาวจะกะเทาะออกได้จนเกิดการรั่ว เมื่อเกิดก๊าซให้ตรวจสอบรอยรั่วและสามารถใช้กาวทาซ่อมได้

ข้อเด่นของ ก๊าซแอลพีจี ที่เราใช้กันอยู่จนเคยชินคือ เรื่องแรงดันของก๊าซ ความร้อนของไฟ และการที่สามารถบรรจุในถังก๊าซได้ ซึ่งก๊าซชีวภาพที่เราผลิตจากมูลสัตว์และเศษอาหารในชุดถังหมักนี้จะมีแรงดัน ต่ำกว่าก๊าซแอลพีจี จึงต้องมีการปรับรูเตาแก๊สให้มีขนาดใหญ่ขึ้น หรือใช้วิธีเพิ่มน้ำหนักกดทับด้านบนของถังเก็บก๊าซหรือทำโครงเหล็กกดถังเก็บ ก๊าซ ทั้งนี้เพื่อให้เกิดแรงดันก๊าซชีวภาพที่มากขึ้น

คุณลุงเสาร์ และคุณลุงเจริญ แห่งตำบลบ้านตุ่น อำเภอเมืองพะเยา พูดถึงเรื่องก๊าซว่า นับวันก๊าซแอลพีจี มีแต่ราคาจะแพงขึ้น แหล่งก๊าซธรรมชาติก็เริ่มหมดไป ชีวิตในเมืองที่ทรัพยากรธรรมชาติ อย่างเช่น ไม้ที่จะนำมาเผาถ่านก็มีน้อย การพึ่งก๊าซธรรมชาติจากถังบรรจุที่จำหน่ายอยู่ทั่วไปอย่างเดียวก็คงเป็นทาง เลือกที่บั่นทอนค่าใช้จ่ายในครัวเรือน เพราะไม่สามารถควบคุมราคาได้ การนำทางเลือกอื่น อย่างเช่น ก๊าซชีวภาพมาใช้จะเป็นสิ่งที่ช่วยให้พึ่งตนเองได้ เปลี่ยนขยะ หรือมูลสัตว์ ที่หากทิ้งไว้ก็เป็นสาเหตุหนึ่งของภาวะโลกร้อน สู้นำมาผลิตเป็นพลังงานทดแทนใช้ในครัวเรือน

เป็นการแก้ปัญหาในหลายๆ สิ่ง เมื่อหมักเสร็จแล้วเศษที่เหลือก็สามารถนำไปเป็นปุ๋ยให้กับแปลงพืช หรือหญ้าที่ปลูกไว้อีกด้วย

คุณ ลุงทั้งสองคนบอกว่า ยังอยากจะแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับคนที่มีแนวทางเดียวกัน สนใจจะมาดูของจริงเชิญที่บ้านได้เลย หรือใครที่ทำได้ดีกว่านี้คุณลุงทั้งสองบอกว่า ขอช่วยส่งข่าวให้ด้วยเพื่อจะได้ตามไปดูแล้วนำมาปรับปรุงของพวกเรา หากจะโทรศัพท์คุยกันเชิญที่โทร. (054) 423-228

การุณย์ มะโนใจ
วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 21 ฉบับที่ 442

ฟาร์มสุกรประหยัดพลังงาน

1 comment September 30th, 2008

ฟาร์มสุกรประหยัดพลังงาน มีรายได้เหลือจากขายกากของเสีย – [24 ก.ย. 51 - 00:30 - ไทยรัฐ]

“ฟาร์มปศุสัตว์” ในบ้านเราหลายแห่ง เริ่มปรับเปลี่ยนเทคนิควิธีเลี้ยง ระบบการจัดการ โดยนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยเกื้อกูลต่อสุขภาพ สัตว์ สิ่งแวดล้อม ที่นานาประเทศนำมาเป็นปัจจัยหลัก ซึ่งนอกจากใช้เป็นเกณฑ์การส่งออก ยังเป็นอีกหนทางที่ช่วย “ลดต้นทุน” ให้กับผู้เลี้ยง

…ฟาร์มสุกรขุน บ่อพลอยฟาร์ม ของ นายกฤษฎา คุณากรประพันธ์ ตั้งอยู่เลขที่ 121/10 หมู่ 1 ตำบลบ่อพลอย อ.บ่อพลอย จ.กาญจนบุรี เป็นอีกแห่งที่นำระบบ “บ่อก๊าซชีวภาพจากมูลสุกร” มาใช้ นอกจากต้นทุนที่ลดลง วันนี้เขายังมีผลพลอยได้จากการขาย “ขี้หมูแห้ง”

นายกฤษฎา เล่าให้ฟังว่า หลังจบการศึกษาด้านนิเทศศาสตร์ต้องการกลับ มาอยู่บ้าน มองหาอาชีพที่ “เป็นนายตัวเอง” จึงเริ่มศึกษาหาความรู้การเลี้ยงสุกร และไปดูงานกับทางบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) (CPF) ได้ตัดสินใจเข้าสู่อาชีพ “คนเลี้ยงหมูขุน” ด้วยคิดว่า “เป็นอาชีพที่มั่นคง” โดยเข้าโครงการส่งเสริมอาชีพเกษตรกรรายย่อย ในรูปแบบ “Contract Farming” กับทาง ซีพีเอฟ ซึ่งผู้เลี้ยงไม่ต้องดูแลการตลาด

ในปี’47 สร้างโรงเรือนหลังแรกเลี้ยงสุกรจำนวน 500 ตัว แล้วมาคิดว่าควรปรับสภาพฟาร์มการเลี้ยงให้ดีขึ้น เพราะแน่ใจว่าอาชีพนี้เลี้ยงครอบครัวเราได้ ฉะนั้นจึงควรนำเอาระบบ “ไบโอแก๊ส” มาใช้ ที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ยังช่วยลดต้นทุนค่าไฟ เมื่อสร้างโรงเรือนเพิ่มขึ้น 2 หลัง จึงติดต่อกับทาง มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้ช่วยติดตั้งบ่อแก๊สขนาดกลาง (ระบบ UASB) เพราะหากเกษตรกรสามารถควบคุมมาตรฐานระบบก่อสร้าง การใช้ไฟ และค่าน้ำเสียจากฟาร์มได้ตามเกณฑ์ ภาครัฐมีเงินช่วยเหลือค่าก่อสร้าง 30 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งคาดว่าจะคุ้มทุนในปีที่ 4

“ผมมองตรงนั้นเหมือนเราสร้างแหล่งที่ช่วยลดต้นทุนภายในฟาร์ม ในช่วง ที่หมูยังเล็กค่าไฟก็จะใช้มาก แต่พอเริ่มโตของเสียมีมากปริมาณการใช้ไฟ จะลดน้อยลงตามลำดับ ที่สำคัญ กากขี้หมูแห้ง ก็ยังขายได้คิดเฉลี่ยตกปีละประมาณ 220,000 บาท ซึ่งมันคืนทุนด้วยตัวมันเอง”

ส่วน ระบบการจัดการ กฤษฎา บอกว่า ลูกหมูที่เอาเข้ามาจะมีอายุ 18 วัน แรกเข้าจะใช้ไฟอบให้ความอบอุ่น การดูแลภายในโรงเรือนเน้นเรื่องความสะอาด เมื่อเริ่มโตช่วงเช้าจะกวาดมูลทิ้งและทำทั้งวัน เปลี่ยนน้ำ ดูแลอาหาร ควบคุมอุณหภูมิด้วยระบบ “อีแว้ป” ภายในโรงเรือน เฉลี่ยที่ 28 องศา ไม่ควรอาบน้ำเพราะจะทำให้สุขภาพหมูแย่ มีอาหารให้กินทั้งวัน ทั้งหมดนี้ช่วยให้หมูเจริญเติบโตดีในช่วง 5 เดือน หลังจับหมูออกแล้วจะทำความสะอาด ฆ่าเชื้อ พักเล้า 15 วัน

นายทรงศักดิ์ ฟูตระกูล รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายธุรกิจครบวงจรภูมิภาค บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) (CPF) บอกว่า รูปแบบโครงการส่งเสริมอาชีพฯ บริษัทจะนำพันธุ์สัตว์ อาหาร ยา เทคโนโลยี เจ้าหน้าที่มาให้ ส่วนเกษตรกรทำหน้าที่ดูแลซึ่งจะมีรายได้จากส่วนที่เป็นน้ำหนักเพิ่ม ถ้าเลี้ยงได้ดีอัตราแรกเนื้อต่ำ การเจริญเติบโตดี อัตราการตายคัดทิ้งน้อยก็จะได้ราคาที่ดี

ฟาร์มสุกรขุน บ่อพลอยฟาร์มแห่งนี้ จึงกล่าวได้ว่าเป็นฟาร์มคนรุ่นใหม่ ที่อายุน้อยแต่ประสบความสำเร็จสามารถบริหารงานได้ดีและเป็นตัวอย่างกับ คนรุ่นใหม่ที่น่าจับตามอง ใครที่สนใจสามารถกริ๊งกร๊างไปได้ที่โทร. 08-9814-7787.