Archive: Posts Tagged ‘งานวิจัย’

การเพาะเลี้ยงไรน้ำนางฟ้าสิรินธรในกระชังและในบ่อดิน

No comments May 4th, 2010

ไรน้ำนางฟ้าสิรินธร
การเพาะเลี้ยงไรน้ำนางฟ้าสิรินธร

ปัจจุบันมีการใช้ไรน้ำนางฟ้าเป็นอาหารคุณภาพสูงสำหรับเร่งสีในการผลิตปลาหมอสีครอสบรีดเพื่อการส่งออกและยังมีการทดลองใช้ไรน้ำนางฟ้าสิรินธรเป็นอาหารสำหรับเลี้ยงกุ้งก้ามกราม พบว่ากุ้งก้ามกรามอายุ 6 เดือนที่ได้รับไรน้ำนางฟ้าสิรินธรเป็นอาหาร 100% เป็นเวลา 2 เดือน มีการเจริญเติบโตและอัตรารอดสูงที่สุด ทำให้ในขณะนี้ได้มีการพัฒนาใช้ประโยชน์จากไรน้ำนางฟ้าเพื่อใช้ทดแทนอาร์ทีเมียและไรน้ำชนิดอื่น ๆ ในอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของประเทศไทย

สาขาวิชาประมง คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสานร่วมกับ สาขาวิชาชีววิทยาคณะ วิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยมี ผศ.ดร.โฆษิต ศรีภูธร และ ศ.ดร.ละออศรี เสนาะเมือง เป็นผู้ทำการวิจัยและพัฒนารูปแบบที่เหมาะสมและการจัดการการเพาะเลี้ยงไรน้ำนางฟ้าเชิงพาณิชย์ในประเทศไทยในพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ จ.ขอนแก่น, สกลนคร, มหาสารคามและกาฬสินธุ์ ได้พัฒนาระบบการเลี้ยงไรน้ำนางฟ้าไทยและไรน้ำนางฟ้าสิรินธร ซึ่งจัดเป็นไรน้ำที่มีขนาดใหญ่ที่พบในประเทศไทย

การเลี้ยงไรน้ำนางฟ้าไทยในบ่อดินที่ระดับความหนาแน่น 1 ล้านตัวต่อไร่และในกระชังที่ระดับความหนาแน่น 2,500 ตัวต่อตาราง เมตร สำหรับการเลี้ยงไรน้ำนางฟ้าสิรินธรในบ่อดินจะใช้ความหนาแน่น 2 ล้านตัวต่อไร่และในกระชังที่ระดับความหนาแน่น 5,000 ตัวต่อตารางเมตร พบว่าสามารถพัฒนาการเลี้ยงไรน้ำทั้ง 2 ชนิดได้ในทุกจังหวัดที่ได้กล่าวมา โดยการเลี้ยง ในบ่อดินจะให้ผลผลิตรวมสูงกว่าการเลี้ยง ในกระชัง แต่การเลี้ยงในกระชังพบข้อดีตรงที่การจัดการและเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ง่ายกว่าในบ่อดิน

ปัจจุบันได้มีตัวอย่างเกษตรกรที่มีการเลี้ยงไรน้ำนางฟ้าสิรินธรในบ่อดินร่วม กับการอนุบาลลูกปลาน้ำจืดเศรษฐกิจ หลายชนิด พบว่าลูกปลาที่อนุบาลในบ่อดินร่วมกับไรน้ำนางฟ้านั้นลูกปลามีการเจริญเติบโตดีและอัตรารอดตายสูงมาก อีกทั้งสามารถลดการใช้อาหารสำเร็จรูปในการอนุบาลลูกปลาได้มากกว่า 50% ส่วนวิธีการเลี้ยงไรน้ำในบ่อดินพบว่าการใช้มูลไก่ในอัตรา 70 กิโลกรัมร่วมกับปุ๋ยเคมีสูตร 16-20-0 ในอัตรา 10 กิโลกรัม ต่อไร่ต่อสัปดาห์ จะได้ผลผลิตไรน้ำนางฟ้าสิรินธรสูงที่สุดคือเฉลี่ย 50-80 กิโลกรัม ต่อไร่

แต่ถ้าในบางช่วงเวลาที่ปุ๋ยเคมีมีราคาแพงสามารถใช้ปุ๋ยมูลไก่เพียงอย่างเดียวได้ นอกจากนั้นยังพบว่าไรน้ำนางฟ้าสิรินธรจะเลี้ยงได้ตลอดทั้งปียกเว้นในช่วงที่มีอากาศหนาวจัด โดยการเลี้ยงในช่วงฤดูร้อนไรน้ำนางฟ้าสิรินธรจะมีการเจริญเติบโตดีกว่าฤดูฝนและฤดูหนาวตามลำดับ.

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

ต้นเร่วหอม

No comments April 2nd, 2010

เร่วหอม
เร่วหอม พืชสมุนไพรมากสรรพคุณ

“เร่วหอม” พืชสมุนไพรเศรษฐกิจมากคุณค่า สามารถสกัดได้เป็น ทั้งน้ำมันหอมระเหย เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์อาหารได้อีกหลากหลายชนิด โดยนำเทคนิคการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อมาช่วยการขยายพันธุ์เร่วที่มีคุณภาพ เพื่อให้ทันกับความต้องการของตลาดยาสมุนไพรและตลาดสินค้าส่งออก

นางมณฑา วงศ์มณีโรจน์ และทีมงานนักวิจัยฝ่ายปฏิบัติการวิจัยและเรือนปลูกพืชทดลอง สถาบันวิจัยและพัฒนามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน และทีมงานนักวิจัยสถานีวิจัยวนเกษตรตราด สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ร่วมกันพัฒนาการผลิตต้นกล้าเร่วหอม โดยใช้เทคนิคการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อมาช่วยในการขยายพันธุ์ เนื่องจากเร่วหอมเป็นพืชสมุนไพรที่ เหง้ามีกลิ่นหอมและมีน้ำมัน หอมระเหยเป็นองค์ประกอบ จึงเป็นพืชที่มีศักยภาพในการนำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ เพื่อให้มีการใช้ประโยชน์อย่างกว้างขวางมากขึ้น โดยทำการปลูกแบบระบบการปลูกพืชเพื่อให้มีวัตถุดิบเพียงพอและสอดคล้องกับความต้องการของตลาด ลดการเข้าไปขุดเหง้าเร่วหอมจากป่ามาขาย

สำหรับวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเร่วหอมนั้น เริ่มจากการฟอก ฆ่าเชื้อเนื้อเยื่อเร่วหอม โดยนำหน่ออ่อนที่ใบยังไม่ คลี่ออกยาวประมาณ 5-6 นิ้ว มาล้างให้ สะอาด ลอกกาบใบออกเพื่อนำไปฟอกฆ่าเชื้อด้วยน้ำยาคลอร็อก 10% นาน 10 นาที และ 5 นาที ล้างน้ำให้สะอาด 2 ครั้ง จากนั้นให้สูตรอาหารที่เหมาะสมในการ ขยายพันธุ์ตามลำดับขั้นตอนของอายุเนื้อเยื่ออ่อน

เมื่อมีการแตกหน่อใหม่ที่สมบูรณ์แล้วได้นำไปทดลองปลูกที่สถานีวิจัยวน เกษตรตราด จ.ตราด พบว่าเร่วหอมเจริญเติบโตได้ดี ทั้งที่ปลูกในร่มเงาของสวนยางพารา สวนผลไม้ที่มีร่มเงาประมาณ 50-60% สำหรับการเก็บเกี่ยวเพื่อจำหน่าย เมื่อเร่วหอมมีอายุประมาณ 3 ปี มีกิ่งเหง้าขนาด 1-2 ต่อต้นกอ สามารถขุดแยก เหง้าแล้วนำไปขายได้กิโลกรัมละ 25-30 บาท และเมื่อแยกเหง้าแล้วสามารถปล่อยให้เหง้าในดินแตกหน่อเพื่อเติบโตต่อไปได้อีกด้วย

การนำเร่วหอมไปใช้ประโยชน์ อาทิ ผลใช้เป็นเครื่องเทศ ใช้ปรุงยาขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ จุกเสียด รากมีกลิ่นหอม ใช้เป็นยาเส้น ยาหอมเย็น เครื่องปรุงน้ำก๋วยเตี๋ยวเนื้อ แกงเลียง แกงป่า ผัดเผ็ด และน้ำต้มเนื้อ เหง้ามีกลิ่นหอมและมีน้ำมันหอมระเหยเป็นองค์ประกอบ รับประทานสดหรือใช้ต้มน้ำซุปก๋วยเตี๋ยว

นับได้ว่าเร่วเป็นพืชที่มีศักยภาพชนิดหนึ่ง ที่ผ่านมาพบว่ามีการส่งเร่วเป็นสินค้าออกจำนวนกว่า 200,000 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่ากว่า 30 ล้านบาท ซึ่งตลาดที่มีความ ต้องการอย่างมาก ได้แก่ ฮ่องกง จีน ญี่ปุ่น และ เกาหลีใต้ เพราะนอกจากจะบริโภคในระดับครัวเรือนแล้ว ยังนำมาทำเป็นส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์น้ำมันหอมระเหย เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์อาหาร

ดังนั้น จึงมีความจำเป็นในการศึกษาเพื่อพัฒนาศักยภาพของเร่วให้เป็นพืชสมุนไพรเศรษฐกิจของประเทศ เพื่อการแข่งขันด้านการส่งออกต่อไป.

โรคเหงาหลับในปลา

No comments December 24th, 2009

ปลา และ ปลิง

โรคเหงาหลับในปลา จัดเป็นโรค ที่สร้างความเสียหายให้กับเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงปลาอย่างมากในปัจจุบัน เนื่องจากยังไม่มียาหรือ สารเคมีที่สามารถใช้ในการกำจัดหรือรักษาโรคนี้ให้หายขาดได้ สาเหตุของโรคเกิดจากปรสิตเซลล์เดียวที่มีแส้ในเลือดของปลาน้ำจืด

ดร.ฐิติพร หลาวประเสริฐ จากสถาบันวิจัยสุขภาพน้ำจืด สำนักวิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด กรมประมง ได้แสดง ผลวิจัยโดยการตรวจปรสิตในเลือดของ ตัวอย่างปลาน้ำจืดที่รวบรวมได้จากแหล่งน้ำ ธรรมชาติ ในบริเวณภาคกลางของประเทศไทย ได้แก่ จ.สุพรรณบุรี, พระนครศรีอยุธยา, นครปฐม, ราชบุรี, สิงห์บุรี และชัยนาท เป็นต้น พบปรสิตที่เป็นสาเหตุของโรคเหงาหลับในปลา จำนวน 9 ชนิด คือ ตะเพียนขาว, ดุกอุย, บู่ทราย, หมอไทย, กระดี่นางฟ้า, สลิด, กระดี่หม้อ, กะสง และปลาช่อน ส่วนปลาที่ไม่พบปรสิตเลยคือ ปลาสร้อยหลอด

ผลจากการวิจัยยังพบว่าปลาบู่ทรายมีความชุกชุมของปรสิตมากที่สุด และรองลงมาคือปลาช่อนและปลา กะสงตามลำดับ มีการตรวจพบปรสิตเซลล์ เดียวที่มีแส้ครั้งแรกในปลาทองต่อมาพบ ในปลาไนและพบในปลาคาร์ปที่นำเข้ามา จากประเทศเยอรมนี ในประเทศไทยมีการตรวจพบปรสิตชนิดนี้ในเลือดของปลาน้ำ จืดหลายชนิด เช่น ปลาแรด, ปลานิล, ปลาดุกบิ๊กอุย และปลาช่อน แต่ในขณะนั้นยัง ไม่มีการศึกษาวิจัยอย่างจริงจัง

ดร.ฐิติพร ยังได้บอกถึงวิธีการป้องกันโรคนี้เริ่มต้นจะต้องมีการจัดฟาร์มที่ดี โดยการกำจัดปลิงซึ่งเป็นพาหะของปรสิต ชนิดนี้ในระบบเพาะเลี้ยง ในปัจจุบัน การเพาะพันธุ์ปลาน้ำจืดหลายชนิดในบ้าน เรา เช่น ปลาช่อน, ปลาบู่, ปลาไหลนา, ปลาหลด และปลากระดี่ เป็นต้น ยังมีความจำเป็นจะต้องอาศัยพ่อ-แม่พันธุ์ปลาจากธรรมชาติ

จากข้อมูลเบื้องต้นมีรายงานว่าในสภาวะที่ปลามีความอ่อนแอและมีปรสิตเซลล์เดียวที่มีแส้อยู่ในเลือด ปรสิตชนิดนี้ จะสามารถเพิ่มจำนวนได้อย่างรวดเร็วและมีผลกระทบต่อสุขภาพของปลา จากผลงานวิจัยนี้ทำให้ทราบว่าปลาน้ำจืดจากแหล่ง น้ำธรรมชาติของประเทศไทยมีโอกาสพบปรสิตเซลล์เดียวมีแส้ได้มากกว่า 50% ซึ่งเมื่อรวบรวมปลามาเตรียมการเพาะพันธุ์ในโรงเพาะฟัก ปลาจะแสดงอาการของโรคในเวลาต่อมา เช่น ไม่กินอาหาร เซื่องซึมลอยหัวและตายในที่สุด เมื่อนำปลาดังกล่าวมาตรวจวินิจฉัยโรคพบว่า ปลามีอาการเหงือกซีด ตาโปนและมีปรสิตเซลล์เดียวที่มีแส้เป็นจำนวนมาก ลักษณะกลไกการก่อให้เกิดโรคนี้ เกิดจากการที่ปรสิตใช้สารอาหารและก๊าซออกซิเจนในกระแสเลือดของปลาเป็นแหล่งพลังงาน ในขณะเดียวกันก็ผลิตสารฮีโมไลซินซึ่งเป็นพิษต่อเม็ดเลือดแดง มีผลทำให้เม็ดเลือดแดงแตก เมื่อจำนวนของเม็ดเลือดแดงมีจำนวนน้อยลงปลาจะเริ่มอ่อนแอ เกิดอาการโลหิตจาง ระบบหมุนเวียนเลือดล้มเหลวและตายใน ที่สุด

ดังนั้นในการรวบรวมปลาจากแหล่งน้ำธรรมชาติเพื่อมาใช้เป็นพ่อ-แม่พันธุ์จะต้องระมัดระวังไม่ให้ปลาเกิดความเครียดหรืออ่อนแอและควรกำจัดพาหะ คือ ปลิงดูดเลือดไม่ให้ปนเปื้อนมากับปลา.

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

โครงการใช้นกแสกควบคุมประชากรหนูในสวนปาล์มน้ำมัน

No comments September 23rd, 2009

นกแสกกำจัดหนู
นกแสกนักปราบหนูมือหนึ่งในสวนปาล์มน้ำมัน

โครงการใช้นกแสกควบคุมประชากรหนูในสวนปาล์มน้ำมัน

หนู เป็นศัตรูพืชสำคัญที่สร้างความเสียหายให้กับสวนปาล์มน้ำมันทุกระยะ โดย หนูพุกใหญ่ และ หนูนาใหญ่ มักกัดทำลายต้นกล้าปาล์มน้ำมันในแปลงเพาะชำและต้นปาล์มปลูกใหม่ นอกจากนี้ยังมี หนูป่ามาเลย์ ที่เข้าทำลายปาล์มน้ำมันในช่วงให้ผลผลิต กัดกินตั้งแต่ช่อดอกอ่อน ผลปาล์มอ่อน ผลดิบ และกินกระทั่งเนื้อเปลือกผลสุก เกษตรกรหลายพื้นที่ได้รับความเดือดร้อนจากหนูป่า มาเลย์ที่กัดกินทะลายปาล์มสดเสียหายสะสมรุนแรง ทำให้ขายผลผลิตไม่ได้ราคา รวมทั้งยังต้องสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายในการซื้อสารเคมีเพื่อกำจัดหนูค่อนข้างสูงแต่ก็ยังไม่สามารถปราบหนูได้ กรมวิชาการเกษตร จึงได้ศึกษาวิจัยการใช้ “นกแสก” กำจัดหนูในสวนปาล์มน้ำมันซึ่งได้ผลดีมาก

นกแสกเป็นนกประจำถิ่นของไทยซึ่งมีอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศ และเป็นนกกลางคืนที่อาศัยอยู่ใกล้ชุมชน ปกติใช้โพรงไม้และช่องใต้หลังคาเป็นรังวางไข่ กินหนูเป็นอาหาร มีพฤติกรรมล่าเหยื่อในที่โล่ง ทุ่งหญ้า ไร่นา และสวนปาล์มน้ำมัน มีการผสมพันธุ์ในช่วงเดือนกันยายน-กุมภาพันธ์ เลี้ยงลูก 2 ครอกติดต่อกัน จำนวนไข่รังละ 5-7 ฟอง จำนวนต่ำสุด 2 ฟอง สูงสุด 15 ฟอง เพศเมียจะฟักไข่ประมาณ 30 วัน ใช้เวลาฟักไข่ 18 ชั่วโมงต่อวัน ระยะแม่นกฟักไข่และช่วงที่ลูกยังเล็ก ๆ พ่อนกจะออกล่าเหยื่อนำมาป้อนให้แม่และลูกนกทุกวัน

ทีมนักวิจัยของกรมวิชาการเกษตรได้ศึกษาส่วนประกอบของเศษอาหารที่นกแสกสำรอกออกมาในบริเวณที่นกเกาะพักนอน พบว่า นกแสกในสวนปาล์มน้ำมันของไทยกินหนูป่ามาเลย์เป็นอาหารเกือบ 100% โดยนกแสกกินหนูเฉลี่ยวันละ 1-2 ตัว หรือประมาณ 350-700 ตัวต่อปี ซึ่งหนูจำนวนนี้ถ้าปล่อยให้กัดกินผลปาล์มจะทำความเสียหายต่อผลผลิตปีละ 1.1-2.5 ตัน คิดเป็นมูลค่าความสูญเสียประมาณ 2,750-6,250 บาท ขณะเดียวกันเกษตรกรยังจะเสียเงินค่าซื้อสารเคมีและจ้างแรงงานวางยากำจัดหนูทำให้มีต้นทุนสูงขึ้นอีก 700-1,400 บาทด้วย

นายเกรียงศักดิ์ หามะฤทธิ์ นักสัตววิทยาปฏิบัติการ สำนักวิจัยพัฒนา การอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร หัวหน้าทีมนักวิจัย “โครงการใช้นกแสกควบคุมประชากรหนูในสวนปาล์มน้ำมัน” กล่าวว่า เมื่อปี พ.ศ. 2537 ได้ศึกษาวิจัยและทดลองใช้นกแสกควบคุมหนูในสวนปาล์มน้ำมันนำร่องในสวนปาล์มเอกชนที่ อ.พระแสง จ.สุราษฎร์ธานี พื้นที่ 15,000 ไร่ เริ่มต้นจากพ่อ-แม่นกแสก 2 ตัว พร้อมสร้างรังเทียมจำนวน 15 รัง เพื่อให้นกแสกใช้พักนอนและเพาะขยายพันธุ์ ปี พ.ศ. 2543-2544 นกแสกได้เข้าใช้รังเทียมวางไข่มากขึ้น โครงการฯจึงเพิ่มจำนวนรังนกเป็น 154 รัง พบว่า นกแสกเข้าใช้รังเพิ่มขึ้นทุกปีและประชากรนกแสกก็เพิ่มมากขึ้นประมาณ 700 ตัวใน ปี พ.ศ. 2547 ซึ่งสามารถกำจัดหนูที่กัดทำลายผลผลิตปาล์มน้ำมันได้ประมาณปีละ 245,000-490,000 ตัว

ผลสำรวจการกัดทำลายของหนูบนทะลายปาล์มสดที่ตัดลงมากองรวมไว้ พบร่องรอยการกัดทำลายน้อยมาก การกัดแทะบนทะลายในสภาพรุนแรงมีไม่เกิน 5% ทำให้เจ้าของสวนพึงพอใจมากเพราะทำให้ไม่ต้องใช้สารเคมีกำจัดหนู ปัจจุบันพื้นที่นำร่องใช้นกแสกควบคุมหนูในสวนปาล์มมีนกแสกประมาณ 1,200-1,300 ตัว ถือว่าประสบความสำเร็จมาก

ปัจจุบันได้ขยายผลโครงการฯไปสู่สวนปาล์มน้ำมันเอกชนในพื้นที่ อ.ปะทิว จ.ชุมพร และ อ.บางสะพานน้อย จ.ประจวบคีรีขันธ์ อีกกว่า 12,000 ไร่ เริ่มต้นปล่อยนกแสก 30 ตัว พร้อมสร้างรังเทียมจากถังน้ำมันตั้งบนเสาสูงจากพื้นดินประมาณ 2.5 เมตร พบว่า นกแสกมีการจับคู่ผสมพันธุ์และเข้าใช้รังเทียมเร็วมาก มีการขยายพันธุ์เพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว ขณะนี้มีประชากรนกแสกในพื้นที่ดังกล่าวไม่น้อย กว่า 900 ตัว จำนวน 300 รัง คาดว่าจะสามารถกำจัดหนูได้ปีละกว่า 630,000 ตัว ช่วยลดความเสียหายของผลปาล์มที่อยู่ด้านนอกของทะลายที่ถูกกัดกินมากกว่า 25% ขึ้นไป โดยมีจำนวนลดลงอย่างเห็นได้ชัด ประมาณ 7% จากเดิมที่พบถึง 10-20% และช่วยลดค่าใช้จ่ายค่าสารเคมีกำจัดหนูได้ถึง 1 ล้านบาทต่อหมื่นไร่ต่อปี

โครงการใช้นกแสกควบคุมประชากรหนูในสวนปาล์มน้ำมัน ได้รับรางวัลด้านสิ่งแวดล้อมจากมูลนิธิฟอร์ดแห่งประเทศไทย ขณะนี้มีเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันในพื้นที่จังหวัดสงขลา สุราษฎร์ธานี ชุมพร และกระบี่ นำนกแสกไปใช้ควบคุมหนูในสวนปาล์มด้วย รวมทั้งนาข้าวใน จ.สระแก้ว นอกจากนั้นยังมีเกษตรกรในพื้นที่ภาคเหนือสนใจจะนำนกแสกไปใช้ควบคุมหนูในแหล่งปลูกข้าวไร่ และสวนกาแฟด้วย ซึ่งต้องมีการศึกษาวิจัยถึงความเป็นไปได้อีกครั้งหนึ่ง…

กลุ่มผู้ปลูกปาล์มน้ำมันสนใจที่จะใช้นกแสกควบคุมหนูในสวนปาล์ม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ โทร. 08-1919-7964, 08-1919-7964.

เพิ่มเติมข้อมูลได้ที่
farmdaily@dailynews.co.th
dailynews

ปลาเทโพ

No comments September 21st, 2009

“ปลาเทโพ” เป็นปลาน้ำจืดของไทยที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจอีกชนิดหนึ่งที่จัดอยู่ในครอบครัวเดียวกับปลาสวายและปลาบึก ปลาเทโพ มีชื่อเรียกตามภาษาท้องถิ่นแตกต่างกันออกไป เช่น คนหนองคายจะเรียกว่า “ปลาหูหมาด”

ส่วนคนทางอีสานใต้ เช่น จ.อุบลราชธานี, ศรีสะเกษ, สุรินทร์, มหาสารคาม, ร้อยเอ็ด ฯลฯ เรียกว่า “ปลาปึ่ง” ในประเทศไทยพบว่าปลาเทโพอาศัยอยู่ในแม่น้ำสายต่าง ๆ เช่น แม่น้ำโขง แม่น้ำมูล หรือแม้แต่สาขาของแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำปิงและยังสามารถพบได้ในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ เช่น อ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิติ์ ด้วยปลาเทโพจัดเป็นปลาน้ำจืดที่มีรสชาติอร่อย ราคาแพงและเป็นที่ต้องการของตลาด ทำให้ปลาเทโพที่จับได้จากธรรมชาติเหลือน้อยลง

ปัจจุบันทางศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดอุบลราชธานีได้ทำการเพาะพันธุ์ปลาเทโพและมีการส่งเสริมเป็นอาชีพให้กับเกษตรกรในเขตพื้นที่ภาคอีสานตอนใต้ได้นำไปเลี้ยงในบ่อดินและเลี้ยงในกระชัง สร้างรายได้ดีให้กับเกษตรกร ทางศูนย์ฯได้แนะนำในการเตรียมพ่อ-แม่พันธุ์ปลาเทโพควรจะมีอายุประมาณ 3 ปี

โดยน้ำหนักพ่อ-แม่พันธุ์ในอายุดังกล่าวจะมีน้ำหนักตัวไม่ต่ำกว่า 2.5 กิโลกรัม การเลี้ยงพ่อ-แม่พันธุ์ควรเลี้ยงในบ่อดินแบบรวมเพศ ควรปล่อยพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ในอัตราส่วน 1 : 2 ในพื้นที่บ่อครึ่งไร่ปล่อยพ่อพันธุ์จำนวน 20 ตัว และแม่พันธุ์จำนวน 40 ตัว แบ่งบ่อโดยใช้ตาข่ายพลาสติกกั้นไว้เป็นสองส่วน ปล่อยพ่อ-แม่พันธุ์ด้านละ 30 ตัว

ในการคัดเลือกพ่อ-แม่พันธุ์ใช้วิธีการตรวจสอบความสมบูรณ์เพศของพ่อพันธุ์ด้วยการใช้มือรีดเบา ๆ บริเวณช่องเพศจะพบน้ำเชื้อไหลออกมา สำหรับแม่พันธุ์ปลาเทโพสังเกตจากท้องที่อูมเป่ง ผนังท้องบางและนิ่ม ช่องเพศขยายตัวมีสีชมพู ดูดไข่มาตรวจสอบความสมบูรณ์ ปลาเทโพสามารถเพาะพันธุ์ได้ในช่วงปลายเดือนมิถุนายน-สิงหาคม โดยการผสมเทียม แม่พันธุ์จะตกไข่หลังจากการฉีดฮอร์โมนประมาณชั่วโมงที่ 11-12 ที่อุณหภูมิน้ำ 27-29 องศาเซลเซียส ลูกปลาจะฟักออกเป็นตัวในระยะเวลา 21-25 ชั่วโมงหลังจากตกไข่

รูปแบบการเลี้ยงปลาเทโพของเกษตรกรในเขตพื้นที่ จ.อุบลราชธานี จะนิยมเลี้ยงในกระชังในแม่น้ำมูล โดยซื้อลูกปลาเทโพขนาด 1-2 นิ้ว นำมาอนุบาลในกระชังมุ้งเขียวจนมีขนาดตัวประมาณ 5 นิ้ว จึงนำลงเลี้ยงในกระชังในแม่น้ำมูล ขนาดของกระชังเลี้ยง 5x6x2 เมตร อาหารที่ใช้เลี้ยงส่วนใหญ่จะใช้ไส้ไก่และหัวไก่นำมาบด (ต้นทุนกิโลกรัมละ 8 บาท) ให้อาหารวันละ 2 ครั้ง สลับกับการให้อาหารเม็ดปลาดุกและเศษอาหาร ใช้ระยะเวลาในการเลี้ยงประมาณ 1 ปี จะเริ่มนำปลาเทโพทยอยออกจำหน่าย ราคาจำหน่ายปากกระชังเฉลี่ยกิโลกรัมละ 55 บาท.

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ
dailynews