Archive: Posts Tagged ‘การเลี้ยงปลาเทพา’

ปลาเทโพ

No comments September 21st, 2009

“ปลาเทโพ” เป็นปลาน้ำจืดของไทยที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจอีกชนิดหนึ่งที่จัดอยู่ในครอบครัวเดียวกับปลาสวายและปลาบึก ปลาเทโพ มีชื่อเรียกตามภาษาท้องถิ่นแตกต่างกันออกไป เช่น คนหนองคายจะเรียกว่า “ปลาหูหมาด”

ส่วนคนทางอีสานใต้ เช่น จ.อุบลราชธานี, ศรีสะเกษ, สุรินทร์, มหาสารคาม, ร้อยเอ็ด ฯลฯ เรียกว่า “ปลาปึ่ง” ในประเทศไทยพบว่าปลาเทโพอาศัยอยู่ในแม่น้ำสายต่าง ๆ เช่น แม่น้ำโขง แม่น้ำมูล หรือแม้แต่สาขาของแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำปิงและยังสามารถพบได้ในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ เช่น อ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิติ์ ด้วยปลาเทโพจัดเป็นปลาน้ำจืดที่มีรสชาติอร่อย ราคาแพงและเป็นที่ต้องการของตลาด ทำให้ปลาเทโพที่จับได้จากธรรมชาติเหลือน้อยลง

ปัจจุบันทางศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดอุบลราชธานีได้ทำการเพาะพันธุ์ปลาเทโพและมีการส่งเสริมเป็นอาชีพให้กับเกษตรกรในเขตพื้นที่ภาคอีสานตอนใต้ได้นำไปเลี้ยงในบ่อดินและเลี้ยงในกระชัง สร้างรายได้ดีให้กับเกษตรกร ทางศูนย์ฯได้แนะนำในการเตรียมพ่อ-แม่พันธุ์ปลาเทโพควรจะมีอายุประมาณ 3 ปี

โดยน้ำหนักพ่อ-แม่พันธุ์ในอายุดังกล่าวจะมีน้ำหนักตัวไม่ต่ำกว่า 2.5 กิโลกรัม การเลี้ยงพ่อ-แม่พันธุ์ควรเลี้ยงในบ่อดินแบบรวมเพศ ควรปล่อยพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ในอัตราส่วน 1 : 2 ในพื้นที่บ่อครึ่งไร่ปล่อยพ่อพันธุ์จำนวน 20 ตัว และแม่พันธุ์จำนวน 40 ตัว แบ่งบ่อโดยใช้ตาข่ายพลาสติกกั้นไว้เป็นสองส่วน ปล่อยพ่อ-แม่พันธุ์ด้านละ 30 ตัว

ในการคัดเลือกพ่อ-แม่พันธุ์ใช้วิธีการตรวจสอบความสมบูรณ์เพศของพ่อพันธุ์ด้วยการใช้มือรีดเบา ๆ บริเวณช่องเพศจะพบน้ำเชื้อไหลออกมา สำหรับแม่พันธุ์ปลาเทโพสังเกตจากท้องที่อูมเป่ง ผนังท้องบางและนิ่ม ช่องเพศขยายตัวมีสีชมพู ดูดไข่มาตรวจสอบความสมบูรณ์ ปลาเทโพสามารถเพาะพันธุ์ได้ในช่วงปลายเดือนมิถุนายน-สิงหาคม โดยการผสมเทียม แม่พันธุ์จะตกไข่หลังจากการฉีดฮอร์โมนประมาณชั่วโมงที่ 11-12 ที่อุณหภูมิน้ำ 27-29 องศาเซลเซียส ลูกปลาจะฟักออกเป็นตัวในระยะเวลา 21-25 ชั่วโมงหลังจากตกไข่

รูปแบบการเลี้ยงปลาเทโพของเกษตรกรในเขตพื้นที่ จ.อุบลราชธานี จะนิยมเลี้ยงในกระชังในแม่น้ำมูล โดยซื้อลูกปลาเทโพขนาด 1-2 นิ้ว นำมาอนุบาลในกระชังมุ้งเขียวจนมีขนาดตัวประมาณ 5 นิ้ว จึงนำลงเลี้ยงในกระชังในแม่น้ำมูล ขนาดของกระชังเลี้ยง 5x6x2 เมตร อาหารที่ใช้เลี้ยงส่วนใหญ่จะใช้ไส้ไก่และหัวไก่นำมาบด (ต้นทุนกิโลกรัมละ 8 บาท) ให้อาหารวันละ 2 ครั้ง สลับกับการให้อาหารเม็ดปลาดุกและเศษอาหาร ใช้ระยะเวลาในการเลี้ยงประมาณ 1 ปี จะเริ่มนำปลาเทโพทยอยออกจำหน่าย ราคาจำหน่ายปากกระชังเฉลี่ยกิโลกรัมละ 55 บาท.

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ
dailynews

ปลาเทพา

No comments January 27th, 2009

ปลาเทพา
ปลาเทพา..ยักษ์แห่งเจ้าพระยา ปลาสัญชาติไทยที่ต้องอนุรักษ์

ปลาเทพา มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pangasius sanitwongsei ตั้งโดย ดร.ฮิว แมคคอร์มิค สมิธ (Hugh McCormick Smith) อธิบดีกรมประมงคนแรก เพื่อเป็นเกียรติแด่ ?ในฐานะเป็นผู้ผลักดัน และบุกเบิกให้มีหน่วยงานทาง ด้านการศึกษา และ จัดการสัตว์น้ำในประเทศไทย

ดร.สมหญิง เปี่ยมสมบูรณ์ อธิบดี กรมประมง อธิบายให้เด็กๆฟังว่า….ปลาเทพาเป็นปลาไม่มีเกล็ดคล้ายปลาสวาย แต่ลำตัวจะสั้นกว่า ลักษณะทั่วไปมีส่วนหัวที่กว้าง แบน ใหญ่กว่า ครีบทุกครีบใหญ่ยาวกว่าปลาในสกุลเดียวกัน ปลายครีบหลัง ครีบอก ครีบท้องยื่นเป็นเส้นยาวและครีบหางเว้าลึก เมื่อว่ายน้ำ ครีบจะตั้งชันเหมือนปลาฉลาม โดยเฉพาะก้านครีบแรกจะยาวเป็นเส้นออกมา ครีบไขมันมีขนาดเล็ก

ลำตัวรูปร่างป้อมมีขนาดลำตัวยาวประมาณ 1-1.25 เมตร ขนาดใหญ่สุดพบยาวถึง 3 เมตร ด้านบนส่วน หลังยกสูงเป็นสีดำ ช่วงใต้ลำตัวเป็นสีเงิน มีหนวดยาวพอประมาณที่ใต้ปากล่าง 1 คู่ มุมปาก 1 คู่ ใช้ในการหาอาหาร ฟันแหลมคม มีตาขนาดเล็กเหนือมุมปากเล็กน้อย

ปลา เทพา
ปลาเทพา ได้รับฉายาว่า เจ้าแห่งแม่น้ำเจ้าพระยา เนื่องจากเป็นปลาที่มีรูปร่างขนาดใหญ่ที่สุด ล่าสุดไม่มีใครพบมันในแหล่งน้ำธรรมชาติจึงถูกขึ้น บัญชีให้อยู่ในสภาวะสัตว์น้ำใกล้สูญพันธุ์ สาเหตุจากมนุษย์ใช้เครื่องมือดักจับที่ไม่เหมาะสมและ ทำลายสิ่งแวดล้อมปล่อยน้ำเสียลงแหล่งน้ำ

ด้วยเหตุผลนี้เอง สถานีวิจัยประมงน้ำจืดจังหวัดพะเยา กรมประมง (ซึ่งเคยได้รับความสำเร็จในการผสมเทียมปลาบึก) จึงทำการวิจัยเพาะขยายพันธุ์ โดยวิธีการผสมเทียม จนได้ รับความสำเร็จเมื่อปี พ.ศ. 2540 ได้ปลาวัยอ่อนจำนวนหนึ่ง เมื่อผ่านวัยอนุบาลแล้วได้นำไป ปล่อยลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ และนำไป เลี้ยงเป็นปลาตู้ (ปลาสวยงาม)

โดยนิเวศวิทยาปลาเทพาในธรรมชาติชอบน้ำที่ใสสะอาดมีการไหลเวียนอย่างดี เนื่องจากมันจะว่ายอยู่ตลอดเวลา หากเลี้ยงเป็นปลาตู้ควรใส่เครื่องพ่นน้ำเพื่อให้เกิดการหมุนเวียนที่ดี

อาหารของปลาเทพาใช้ได้หลายชนิด ทั้งลูกปลาลูกกุ้งเป็นๆ ไส้เดือนน้ำ ไรทะเล หรือเนื้อสัตว์หั่นเป็นชิ้นๆ และสามารถฝึกให้ อาหารเม็ดได้ดี เพราะมันมีประสาทรับกลิ่นดี เพียงแค่อาหารถึงน้ำหนวดทั้ง 4 เส้นจะกางออกและควานหาอาหารในทันที ปัจจุบันนิยมนำมาเลี้ยงเป็นปลาสวยงาม โดย เฉพาะอย่างยิ่งหากปรับรูป ร่างให้มันเป็น ปลาพิการ ที่มีลักษณะ ลำตัวสั้นกว่าปกติ (Short Body) สนน ราคาสูง ถึงหลักหมื่นบาท เลยทีเดียว

หากท่านต้องการชมโฉมตัวเป็นๆของมันที่มีขนาดใหญ่สมบูรณ์ตามธรรมชาติ ซึ่งมีความยาวถึง 2.5 เมตร และ หนักกว่า 100 กิโลกรัม เชิญที่ สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำกรุงเทพฯ กรมประมง บางเขน กทม. สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ 0-2940-6543 และ 0-2562-0600-15 ต่อ 5118, 5222, 5224.

ไชยรัตน์ ส้มฉุน