Archive: Posts Tagged ‘การเลี้ยงกบ’

การเพาะเลี้ยงกบ

No comments November 29th, 2008

การเพาะเลี้ยงกบ ที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงใหม่ ศึกษาวิจัยการเลี้ยงกบ ได้ข้อสรุปว่า ในบ่อซีเมนต์ที่นิยมใช้เลี้ยงกันทั่วไปทั้งกบนาและกบบูลฟร็อก จะมีขนาดตั้งแต่ 2×2.5×1 ลบ.ม. จนถึง 3x4x1 ลบ.ม. บ่อกักเก็บน้ำลึก 30-50 เซนติเมตร มีหลังคาหรือสิ่งคลุมปิดบังแสงสว่างบางส่วน เพื่อทำให้กบไม่ตื่นตกใจง่ายและช่วยในการป้องกันศัตรู บ่อแบบนี้สามารถดัดแปลงนำไปใช้ในการเลี้ยงเพื่อจุดประสงค์ต่าง ๆ เช่น การขยายพันธุ์ เลี้ยงกบเนื้อและพ่อแม่พันธุ์ การอนุบาลลูกอ๊อดและลูกกบเล็ก ความหนาแน่นที่ใช้เลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ คือ 50-80 ตัว/ตารางเมตร กบรุ่นหรือกบเนื้อ คือ 100-120 ตัว/ตารางเมตร และลูกอ๊อด คือ 1,000-1,500 ตัว/ตารางเมตร

ส่วนการเลี้ยงกบในบ่อดินควรทำในลักษณะกึ่งถาวร โดยขุดบ่อลึกไปในดิน 50-70 เซนติเมตร ฝังท่อระบายน้ำก่อขอบบ่อด้วยอิฐบล็อกสูง 2-3 ก้อน ด้านบนปากบ่อมีตาข่ายคลุมปิดเพื่อป้องกันนก ศัตรูธรรมชาติอื่น ๆ และแมลงปอลงวางไข่ บ่อทำได้ในขนาดเดียวกับบ่อซีเมนต์โดยขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่ของเกษตรกร ปัจจุบันบ่อดินมีความนิยมน้อยลง เนื่องจากมีข้อเสีย คือดูแลรักษาความสะอาดและป้องกันศัตรูได้ยาก ส่วนข้อดีคือการลงทุนต่ำและบริเวณที่มีอากาศหนาวสามารถใช้เลี้ยงพ่อแม่ พันธุ์กบนาข้ามฤดูกาลได้ดีกว่าบ่อซีเมนต์ อาจทำเป็นบ่อพักกบนาชั่วคราว ในกรณีที่ต้องการลดอาหารเพื่อให้กบพักตัวในช่วงฤดูหนาวก่อนไปขาย

การเพาะเลี้ยงกบในบ่อซีเมนต์ชนิดกลม มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางบ่อเป็น 1.5 เมตร มีความสูงอย่างน้อย 50 เซนติเมตร และมีฝาปิด บ่อขนาดนี้ใช้ได้ดีในการขยายพันธุ์อนุบาลลูกอ๊อดและลูกกบเล็ก ง่ายต่อการคัดขนาด แต่ไม่เหมาะสำหรับเลี้ยงกบใหญ่เนื่องจากกบจะกระโดดชนผนังและฝาที่ใช้ปิด ทำให้ปากแผลเกิดการติดเชื้อได้ง่าย ถ้าจะใช้เลี้ยงกบใหญ่ ควรทำบ่อซีเมนต์ให้มีความสูงอย่างน้อย 1 เมตร การใช้ถังซีเมนต์ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางเล็กกว่า 1.5 เมตร ทำบ่อเลี้ยงกบทำให้กบเจริญเติบโตไม่ดีเนื่องจากบ่อมีขนาดเล็กเกินไปทำให้กบ แออัด

การเลี้ยงกบในกระชัง ในบริเวณพื้นที่ที่มีบ่อน้ำ หรือมีสระน้ำขนาดใหญ่หรือมีร่องน้ำไหลผ่านสามารถเลี้ยงกบในกระชังได้ ขนาดของกระชังไม่ควรเล็กกว่า 1x2x1 ม. หรือใหญ่กว่า ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบริเวณพื้นที่ที่ลอยกระชังได้ ด้านบนกระชังต้องมีฝาปิดเพื่อป้องกันศัตรู ควรหมั่นตรวจดูรอยรั่วหรือขาดของกระชังอย่างสม่ำเสมอ กระชังสามารถใช้ในการเลี้ยงได้ดีตั้งแต่การอนุบาลลูกอ๊อด ลูกกบเล็กไปจนถึงใหญ่ และเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ โดยเฉพาะในการอนุบาลลูกอ๊อดกบบูลฟร็อกจะทำให้ลูกอ๊อดโตเร็วและสมบูรณ์

การเลือกพ่อแม่พันธุ์ พ่อแม่พันธุ์กบนาที่ดีควรมีอายุไม่ต่ำกว่า 14 ปี มีน้ำหนักระหว่าง 200-300 กรัม จากการสังเกตลักษณะภายนอกของกบนาเพศผู้ที่มีความพร้อม จะสังเกตเห็นรอยย่นของถุงเสียงที่ใช้ในการส่งเสียงร้องเรียกตัวเมียมีลักษณะ สีเทาดำคล้ำใต้คางอย่างชัดเจนทั้งสองข้าง และที่บริเวณด้านในของนิ้วหัวแม่มือของกบนาเพศผู้ทั้งสองข้างจะพบแถบหนาสี น้ำตาล มีลักษณะเป็นปุ่มหยาบ ปุ่มนี้ช่วยในการยึดเกาะบนผิวหนังที่บริเวณเอวของตัวเมียให้ดีขึ้น ปุ่มจะหายไปเมื่อหมดฤดูผสมพันธุ์ ส่วนกบนาเพศเมียที่มีความพร้อม สังเกตได้จากที่บริเวณเอวมีลักษณะพองโต ท้องอูม และผิวหนังสดใส เมื่อพลิกด้านท้องขึ้นเห็นเส้นเลือดใต้ผิวหนังชัดเจน ในบางตัวอาจสังเกตเห็นเม็ดไข่สีดำและที่ด้านข้างลำตัวทั้งสองข้าง เมื่อใช้มือลูบจะมีลักษณะสากมือเพราะมีปุ่มขนาดเล็กจำนวนมาก ปุ่มนี้จะช่วยให้กบตัวผู้เกาะคู่ได้ดีขึ้น ยิ่งมีความสากมากเท่าใดก็แสดงถึงความพร้อมของกบเพศเมียมากขึ้นเท่านั้น

การเจริญเติบโตของกบบูลฟร็อก มีการเจริญเติบโตช้ากว่ากบนา และใช้เวลาในการเลี้ยงนานกว่า อุณหภูมิน้ำที่เหมาะสำหรับการพัฒนาของลูกอ๊อดกบบูลฟร็อกอยู่ระหว่าง 25-33 องศาเซลเซียส ซึ่งลูกอ๊อดจะพัฒนาเป็นลูกกบได้ตามปกติในเวลา 75-90 วัน ในท้องที่ที่มีอากาศเย็นและมีอุณหภูมิต่ำ ลูกอ๊อดจะพัฒนาเป็นลูกกบโดยใช้เวลา 6-12 เดือน การเจริญเติบโตของลูกอ๊อดของกบบูลฟร็อกในระยะที่มีการงอก 2 ขาหลังจะมีขนาดใหญ่กว่าลูกอ๊อดของกบนา 5-7 เท่า และอาจมีขนาดใหญ่มากตั้งแต่ 4-6 นิ้ว ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอายุ สำหรับการเจริญเติบโตจากลูกกบจนเป็นกบเนื้อใช้เวลา 5-6 เดือน และเจริญเติบโตไปเป็นพ่อแม่พันธุ์ที่สมบูรณ์ใช้เวลา 14-18 เดือน.

การเลี้ยงกบในขวดพลาสติก

53 comments November 19th, 2008

การเลี้ยงกบในขวดพลาสติก
ใช้ขวดพลาสติกเลี้ยงกบ

ลุงค่อย อินแพง เกษตรกรวัย 50 ปีเศษ ชาวบ้านหมู่ 9 ต.ร่มเมือง อ.เมือง จ.พัทลุง กล่าวว่า ได้เลี้ยงกบแบบปล่อยเลี้ยงในบ่อ แต่กบกลับโตช้า และลำตัวมีขนาดเล็ก-ใหญ่ไม่เท่ากัน เพราะต่างแย่งอาหารกัน จึงคิดทดลองเลี้ยงกบในขวดพลาสติก เนื่องจากมองว่าน่าจะตัวใหญ่เพราะไม่มีการแย่งอาหารกัน

“ผมเลือกขวดพลาสติกชนิดเหลี่ยม ขนาด 1.25 ลิตร เจาะรูด้านข้างเป็นรูกลมขนาด 2 เซนติเมตร และนำคอขวดน้ำพลาสติกชนิดกลมมาเสียบ นำมุ้งมาคลุมด้านบน รัดด้วยยางเส้นกันกบกระโดดออก ให้อาหารสำเร็จรูปวันละ 2 มื้อ เปลี่ยนถ่ายน้ำ 2 วันครั้งไป 15 วัน เปลี่ยนอาหารเป็นอาหารกบรุ่น พอได้ 1 เดือนให้อาหารกบใหญ่ 2-3 เดือนก็จับขายได้”

กบในขวดพลาสติก

จากการทดลองเลี้ยงกบที่ได้มีขนาด 2-3 ตัวต่อกิโลกรัม โดยส่งขายตามร้านขายอาหารกิโลกรัมละ 80 บาท หากชำแหละจะขายกิโลกรัมละ 100 บาท

“การเลี้ยงจะเป็นแบบโรงเรือนโดยทำเป็นชั้นๆ เพื่อวางขวดเป็นแถว เปิดโรงเรือนให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก โดยผมจะเลี้ยงเป็นรุ่น รุ่นละ 100 ตัว ถ้าต้องการให้โตเร็วควรเลี้ยงกบตัวเมีย”

นอกจากช่วยเสริมรายได้ให้ครัวเรือนแล้ว ยังสามารถนำขวดพลาสติกเหลือใช้กลับมาใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่าอีกด้วย หากเกษตรกรท่านใดที่สนใจดูวิธีการเลี้ยงก็ติดต่อไปได้ที่บ้าน หรือโทร. 08-7299-2826

กันยา ขำนุรักษ์

เลี้ยงกบเสริมรายได้ในสวนปาล์ม

No comments November 1st, 2008

เลี้ยงกบเสริมรายได้ในสวนปาล์ม ที่ปลายพระยา

คุณภิญโญ และ คุณสดใส ภูศรี สองสามีภรรยาเจ้าของสวนปาล์ม 100 ไร่ ตำบลปลายพระยา อำเภอปลายพระยา จังหวัดกระบี่ โทร. (086) 281-2345 ทดลองเลี้ยงกบกลางสวนปาล์มน้ำมัน บริเวณด้านหลังบ้าน โดยมีจุดประสงค์ช่วงแรกเพื่อเลี้ยงไว้กินในครอบครัวและแจกจ่ายให้กับพรรคพวก เพื่อนฝูง ปรากฏว่า วิธีการเลี้ยงและผสมพันธุ์รุ่นแรกมีปัญหามาก เนื่องจากขาดประสบการณ์ แต่บรรลุเป้าหมายที่วางไว้ได้

เลี้ยงรุ่นสอง นำประสบการณ์หรือปัญหาจากรุ่นแรกมาวิเคราะห์ ปรากฏว่า สามารถเลี้ยงและผสมพันธุ์กบได้ อีกทั้งยังขายผลผลิตออกสู่ตลาดได้อีกด้วย

“ผมมีเวลาว่างเยอะในแต่ละวัน เพราะว่าปาล์มที่ปลูกไว้มันโตแล้ว และไม่ต้องเก็บเกี่ยวเอง ส่วนใหญ่ว่าจ้างทั้งนั้น เพราะว่ามีชาวบ้านมารับเหมา ไม่เพียงเก็บเกี่ยวผลผลิตเท่านั้น แต่ยังใส่ปุ๋ยและกำจัดพืชให้ด้วย ทำให้มีเวลาว่างเยอะเลย จึงอยากหาอาชีพเสริมบ้าง จริงๆ แล้วเคยทดลองเลี้ยงปลาดุกบิ๊กอุยมาก่อน แต่มันไม่ดีเลย เพราะว่ากินอาหารเก่งเกินไป ทำให้ไม่คุ้มค่ากับการลงทุน ก็ตัดสินใจเลิก และหันมาทดลองเลี้ยงกบต่อไป ซึ่งต้นทุนการเลี้ยงต่ำ เนื่องจากแต่ละตัวกินอาหารน้อยกว่าปลาดุกมากเลย” คุณภิญโญ กล่าว

เลี้ยงกบรุ่นแรกเขาใช้บ่อปูนซีเมนต์ที่เดิมเคยเลี้ยงปลาดุก ซึ่งลักษณะบ่อไม่มีเกาะกลางหรือพื้นที่กบขึ้นมาผึ่งแดดได้ มีเพียงท่อน้ำทิ้งเท่านั้น

“ธรรมชาติของกบเป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ มันชอบขึ้นมาผึ่งแดด เมื่อไม่มีเกาะกลางผมก็หาเศษไม้และอื่นๆ ใส่ลงไป เพื่อเป็นที่อาศัยของกบ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ผมได้สร้างบ่อเลี้ยงกบขึ้นมาใหม่แล้ว เพื่อขยายฟาร์มให้ใหญ่ ซึ่งออกแบบค่อนข้างดี คือสะดวกกับการเปลี่ยนถ่ายน้ำ และมีเกาะกลางให้กบขึ้นมาผึ่งแดดด้วย”

บ่อใหม่ที่เขาออกแบบมานั้น มีขนาดกว้าง 5 เมตร ยาว 20 เมตร สูง 1 เมตร พื้นบ่อมีลักษณะพิเศษ คือห่างจากขอบบ่อ 1 เมตรเศษ ทั้ง 4 ด้าน จะขุดดินลงไป 1 ฟุต เพื่อให้เกิดท้องกระทะ ทั้งนี้ไม่เพียงให้กบได้อาศัยเท่านั้น แต่ยังสะดวกกับการเปลี่ยนถ่ายน้ำด้วย

บริเวณขอบบ่อทั้ง 4 ด้าน กบก็ยังอาศัยอยู่ได้ แต่จะเป็นพื้นที่ที่มีระดับน้ำตื้นเพียง 2-3 เซนติเมตร เท่านั้น ซึ่งกบสามารถขึ้นมาอาบแดดได้โดยตรง

“บ่อนี้เป็น บ่อใหญ่มาก จุดประสงค์เพื่อเลี้ยงกบขุน ซึ่งสามารถปล่อยได้จำนวนมากถึง 10,000 ตัว เลี้ยง 3-4 เดือน ก็สามารถทยอยจับออกขายได้แล้ว ส่วนตัวที่มีโครงสร้างใหญ่ผมจะคัดไว้เป็นพ่อแม่พันธุ์รุ่นต่อไป โดยนำไปเลี้ยงในบ่อเก่าหรือบ่อเลี้ยงปลาดุกเดิม ซึ่งมีขนาดเล็ก คือ กว้าง 2 เมตร ยาว 6 เมตร สามารถปล่อยพ่อแม่พันธุ์ลงเลี้ยงได้ประมาณ 200 ตัว โดยเลี้ยงในระดับน้ำสูง 6 นิ้ว ภายในมีพวกเศษไม้เพื่อให้กบขึ้นมาอาบแดดด้วย” คุณภิญโญ กล่าว

ผสมพันธุ์กบเรียนรู้เอง ทำเอง

ใน การเลี้ยงกบเป็นอาชีพเสริมนั้น เริ่มแรกเขาไปขอซื้อลูกพันธุ์จากฟาร์มเลี้ยงกบที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี จำนวน 500-600 ตัว เพื่อทดลองเลี้ยง

ด้วยประสบการณ์น้อย ทำให้กบเสียหายไปเกือบครึ่งหนึ่ง ที่เหลือเก็บมาเลี้ยงเป็นพ่อแม่พันธุ์ พร้อมกับกลับไปซื้อลูกพันธุ์ใหม่มาเลี้ยงเพิ่มเติม

“ผมยอมรับว่าไม่มีความรู้ด้านนี้เลย ขาดประสบการณ์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเปลี่ยนถ่ายน้ำหรืออาหารการกิน แต่เมื่อผ่านรุ่นแรกไปแล้ว ก็มีความรู้เพิ่ม ด้วยการรู้จักสังเกตพฤติกรรมของสัตว์เอง”

เขาเปลี่ยนถ่ายน้ำทุกๆ 3 วัน ต่อครั้ง โดยแต่ละครั้งเปิดน้ำเก่าทิ้งเกือบทั้งหมด และให้น้ำใหม่เข้ามาแทนที่ ซึ่งเป็นน้ำบาดาลที่ขุดเจาะขึ้นมาใช้เอง

กล่าว สำหรับการเลี้ยงกบเพื่อเป็นพ่อแม่พันธุ์นั้น เขาจะปล่อยเลี้ยงร่วมกัน โดยซื้ออาหารสำเร็จรูปให้กินทุกวัน เมื่ออายุได้ 6-7 เดือน หรือย่างเข้าฤดูฝนกบก็พร้อมผสมพันธุ์กันเองแล้ว

“เมื่อก่อนผมปล่อยให้ผสมพันธุ์ในบ่อกันเอง ปรากฏว่า ไข่ออกมาเยอะ แต่สุดท้ายพ่อแม่พันธุ์ก็ทยอยกินไข่กันหมด หลังจากได้ประสบการณ์ ครั้งต่อๆ ไป เมื่อมีการผสมพันธุ์วางไข่แล้ว ผมก็จะจับพ่อแม่พันธุ์ออกไปเลี้ยงที่บ่ออื่น ปล่อยให้ไข่ฟักออกเป็นตัวเอง โดยไม่มีอะไรไปรบกวน ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้ระยะเวลาประมาณ 24 ชั่วโมง ก็ออกมาเป็นตัวอ๊อดเล็กๆ แล้ว”

ปล่อยให้ลูกอ๊อดพัฒนาไปเรื่อยๆ จนถึงวันที่ 7 ก็เริ่มให้กินอาหารสำเร็จรูป วันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น

15 วัน ผ่านไป มีลูกอ๊อดทั้งตัวเล็กและใหญ่อยู่ปะปนกันไป หากปล่อยไว้มักจะทำร้ายหรือกินกันเอง คุณภิญโญใช้สวิงช้อนจับ เพื่อแยกเลี้ยง

ย่าง เข้าสัปดาห์ที่ 4 เขาจะเปลี่ยนถ่ายน้ำออกทิ้งทั้งหมด และนำน้ำใหม่เข้ามาแทนที่ ซึ่งหลังจากนั้นทุกๆ 3 วัน ก็จะทำกิจกรรมเปลี่ยนถ่ายน้ำอย่างต่อเนื่อง

“ช่วงที่เราอนุบาลลูกอ๊อดนี้ ยังมีการสูญเสียค่อนข้างเยอะอยู่ คือ ประมาณ 30-40 เปอร์เซ็นต์ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร หรืออาจมาจากเป็นเกษตรกรน้องใหม่ก็ได้ อย่างไรก็ตาม ผมก็พอใจกับสิ่งที่ได้รับแล้ว เนื่องจากการผสมพันธุ์แต่ละครั้งจะได้จำนวนไข่ที่เยอะมาก” คุณภิญโญ กล่าว

ย่าง เข้าสู่สัปดาห์ที่ 5 ลูกอ๊อด เริ่มเป็นลูกกบ คือส่วนหางจะหดตัวลง และต้องการขึ้นมาตากแดด ช่วงนี้คุณภิญโญก็นำขอนไม้และภาชนะอื่นๆ ใส่ลงในบ่อ โดยให้ต่ำกว่าระดับน้ำประมาณ 2 เซนติเมตร

“ช่วงเป็นลูกกบนี้ เราจะเปลี่ยนสูตรอาหารใหม่ ซึ่งเป็นอาหารสำเร็จรูปเหมือนกัน แต่เป็นเม็ดที่ใหญ่กว่า” คุณภิญโญ กล่าว

กบเลี้ยงง่าย โตเร็ว ตลาดท้องถิ่นต้องการ

เมื่อ ลูกกบเริ่มแข็งแรงขึ้น คุณภิญโญก็ใช้สวิงช้อนจับมาเลี้ยงในบ่อขนาดใหญ่ ทั้งนี้เพื่อเลี้ยงเป็นกบขุนต่อไป โดยยังใช้สูตรอาหารเหมือนเดิม แต่เมื่ออายุกบเข้าสู่เดือนที่สาม ก็เปลี่ยนอาหารเม็ดโตขึ้น และให้กินเพียงวันละ 1 ครั้ง ในช่วงเย็นเท่านั้น

“การเลี้ยงกบกับปลาดุกนั้น แตกต่างกันมาก โดยเฉพาะเรื่องอาหาร ซึ่งกบจะกินน้อยกว่ามาก ส่วนปลาดุกนั้นให้กินแต่ละครั้งมาก และกินอย่างต่อเนื่อง กินเก่ง ไม่อิ่มกันเลย นอกจากนี้ การเลี้ยงปลาดุกนั้นเราต้องซื้อสายพันธุ์ตลอด แต่กบ เราสามารถเพาะขยายพันธุ์ได้เองแล้ว รวมๆ แล้ว ประหยัดค่าใช้จ่ายได้ค่อนข้างดีทีเดียว”

เขาใช้ระยะเวลาในการเลี้ยงกบประมาณ 3 เดือนครึ่ง ก็สามารถจับขายได้แล้ว โดยผลผลิตส่วนใหญ่อยู่ประมาณ 5-6 ตัว ต่อกิโลกรัม

“ผมขายอยู่ที่บ้าน ใครสนใจอยากกิน ก็มาซื้อที่ฟาร์ม ในราคากิโลกรัมละ 100 บาท วันหนึ่งๆ ขายได้ 10-30 กิโลกรัม มันไม่แน่นอน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้บริโภค ผมไม่รีบร้อนขาย เพราะว่าส่วนที่เหลือ เราสามารถเลี้ยงต่อไปได้ และโตขึ้นเรื่อยๆ”

“เมื่อก่อนไม่ค่อยมีใครรู้ว่าผมเลี้ยงกบขาย แต่เดี๋ยวนี้รู้กันมากแล้ว เพราะว่าผมให้เพื่อนบ้านกินฟรีและขายในราคาถูกๆ เยอะแล้ว และได้กลายเป็นกระบอกเสียงอย่างดี ดังนั้น ตอนนี้ตลาดกบของผมไม่ค่อยมีปัญหาและสามารถตั้งราคาขายได้เองอีกด้วย” คุณภิญโญ กล่าว

คุณภิญโญ บอกว่า อาชีพนี้เราทำด้วยใจรัก ซึ่งไม่หวังผลตอบแทนอะไรมากนัก เพียงแต่อยากเรียนรู้หรือศึกษา และไม่อยากปล่อยเวลาว่างไปโดยไร้ประโยชน์เท่านั้น แต่ปรากฏว่ายิ่งทำ ยิ่งได้มาก ไม่เพียงกำไรเท่านั้น แต่ยังมีผลดีต่อสวนปาล์มน้ำมันที่อยู่บริเวณใกล้ๆ กับบ่อเลี้ยงกบด้วย

นั่นก็คือ น้ำทิ้งจากบ่อเลี้ยงกบ กลายเป็นปุ๋ยชั้นดีให้กับต้นปาล์มน้ำมัน ส่งผลให้ลำต้นเจริญเติบโตดีและผลผลิตเพิ่มขึ้น

“ตอนนี้ผมกำลังคิดจะขยายบ่อเลี้ยงกบเพิ่มขึ้น เพราะว่าเราผลิตลูกพันธุ์ได้เอง และต้นทุนการเลี้ยงก็ไม่สูง ตลาดท้องถิ่นก็พอไปได้ โดยตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะสร้างบ่อบนพื้นที่เนินสูง จากนั้นต่อท่อน้ำทิ้งไปตามโคนต้นปาล์มน้ำมัน ซึ่งมันจะได้ประโยชน์หลายด้านทีเดียวเลย” คุณภิญโญ กล่าวทิ้งท้าย

ไชย ส่องอาชีพ
วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 21 ฉบับที่ 442

การเลี้ยงกบในกระชัง

No comments October 4th, 2008

การเลี้ยงกบในกระชังของผู้ใหญ่บ้านที่มีความพอเพียง

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงห่วงใยราษฎรในทุกพื้นที่ที่ได้รับความเดือดร้อน จังหวัดพิษณุโลกเช่นเดียวกันที่ราษฎรเดือดร้อนที่มักประสบปัญหาน้ำท่วมซ้ำ ซากในฤดูฝนและใน ฤดูแล้งก็จะพบปัญหาน้ำแล้งมาโดยตลอด ดังนั้นจึงมี พระราชดำริให้กรมชลประทานดำเนินการก่อสร้างเขื่อนแควน้อยฯ โดยมีสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราช ดำริ (กปร.) เป็นผู้สนับสนุนงบประมาณและประสานการดำเนินงานในการก่อสร้างเขื่อนแควน้อยฯ ซึ่งได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2546 และจะสามารถกักเก็บน้ำได้ในช่วงฤดูฝนในปีนี้

นอกจากจะสร้างเขื่อนแล้ว ทางสำนักงาน กปร.ยังจัดให้มีการฝึกอาชีพของราษฎรในพื้นที่รายรอบเขื่อนโดยการส่งเสริม สนับสนุนจากหน่วยราชการใน จังหวัดพิษณุโลก อาชีพที่สนับสนุนเหล่านี้ล้วนเป็นอาชีพเสริมรายได้และช่วยลดค่าใช้จ่ายให้ แก่ครอบครัวเพื่อให้ประชาชนบริเวณรอบเขื่อนมีอาชีพและรายได้ เสริมเลี้ยงครอบครัวเพิ่มขึ้น

ตัวอย่าง เช่น นายสมพงษ์ อ้นชาวนา อยู่ที่หมู่ 2 บ้านบางกระน้อย ต.นครป่าหมาก อ.บางกระทุ่ม จ.พิษณุโลก เขาได้รับรางวัลชมเชยในการประกวดผลงานตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในโครงการ เฉลิมพระเกียรติ “80 พรรษาปวงประชาสุขศานต์” ซึ่งเป็นผู้น้อมนำ แนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง ไปปฏิบัติจนมีชีวิตที่ดีขึ้น

กิจกรรมที่เพิ่มรายได้ เช่น เลี้ยงวัว เลี้ยงกบ เลี้ยงปลา เลี้ยงจิ้งหรีด ปลูกข้าว ปลูกไม้ผล ทำปุ๋ยหมัก เผาถ่าน ทำให้ครอบครัวมีรายได้มั่นคงและมีภูมิคุ้มกันในตัวเองตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจ พอเพียง

เห็นเขาเลี้ยงกบในกระชังได้ตัวโตมาก… มาก จึงขอคำแนะนำจากเขามาว่าเลี้ยงอย่างไรให้ได้ตัวโตขนาดนั้น เผื่อผู้อ่านจะนำไปเลี้ยงบ้าง อาจจะประสบความสำเร็จเช่นเขา ทอดกบนี่เป็นอาหารขึ้นชื่อของฝรั่งเศสเชียวนะ แต่ของเขาไม่รู้สายพันธุ์อะไร นอกจากกบแล้วชาวฝรั่งเศสเขายังนิยมรับประทานหอยทากด้วย อ่านแล้วเชื่อว่าผู้อ่านมีอยู่ 2 ทางเลือกคือ อยากกิน และไม่อยากกิน…

สมพงษ์ อ้นชาวนา บอกว่า การเลี้ยงกบในกระชังมีวิธีการคือต้องนำกระชังลงไปแช่ไว้ในบ่อ โดยการปักเสา 4 เสาแล้วมัดกระชังตัดกับหลักไม้ขอบกระชังสูงจากผิวน้ำประมาณ 1 เมตร แล้วทำแพไม้ไผ่ใส่ในกระชังความกว้าง-ยาวแล้วแต่ขนาดของกระชัง และนำผักบุ้งใส่ลงไปด้วยเอาไว้ให้เป็นที่หลบอาศัยของกบ พอเสร็จแล้วนำลูกกบใส่ลงไปตามขนาดของกระชัง ไม่ให้มากหรือน้อยเกินไปเพราะถ้าใส่ลูกกบลงไปมากจะทำให้กบแน่นกระชัง แล้วกบจะกินกันเองหรือไม่จะกัดกันเกิดแผลและจะตายในที่สุด หรือหากใส่น้อยเกินไปกบจะมีปัญหา คือ กินอาหารไม่ทั่วถึงเพราะว่าเราต้องหว่านอาหารลงในน้ำพื้นที่มันกว้างเกิน กว่าที่กบจะว่ายน้ำกินอาหารได้หมด เพราะฉะนั้น เราต้องเน้นความพอประมาณในการเลี้ยงการเลี้ยงอาหารควรให้อาหารแต่พอดี เพราะถ้าให้มากเกินไปจะทำให้น้ำเสียเร็ว แต่ถ้าให้น้อยเกินจะทำให้กบกินไม่อิ่ม เมื่อกินไม่อิ่มมันก็จะกินกันเอง

ข้อดีของการเลี้ยงกบในกระชังคือเราไม่ต้องถ่ายน้ำและเศษอาหารที่เหลือก็ยัง จมลงไปให้ปลาที่อยู่ในบ่อกินต่อไปอีกด้วย เพราะฉะนั้นเราต้องปล่อยปลาลงไปในบ่อน้ำนั้นด้วยเพื่อให้ปลาคอยเก็บเศษอาหาร กิน

สมพงษ์บอกว่า หากใครยังไม่ขุดบ่อและไม่อยากขุด สามารถทำบ่อเลี้ยงกบง่ายได้ดังนี้เพียงนำดินมาทำเป็นคันล้อมเป็นสี่เหลี่ยม เป็นบ่อทำคันดินกว้าง 50 ซม. สูง 20-30 ซม. โดยเว้นบริเวณบ่อกว้าง 3 คูณ 3 เมตร ปูด้วยผ้ายางในบ่อ ส่วนนอกบ่อล้อมด้วยผ้าลี่สูง 120 ซม. วางท่อระบายน้ำบริเวณพื้นบ่อเพื่อปล่อยน้ำออกบ่อที่ทำ ไม่ควรขุดลงไปเพราะจะปล่อยน้ำยาก ต้องวิดหรือสูบออก แนะนำให้นำดินจากที่อื่นมาทำเป็นคันดินกั้นน้ำและวางท่อจะปล่อยน้ำออกง่าย ทำบ่อเสร็จปล่อยน้ำใส่ลงบ่อให้เต็ม นำผักบุ้งใส่ลงไปในบ่อเอาไว้ให้ลูกกบอาศัย แล้วนำเอาลูกกบใส่ลงในบ่อ 1,000 ตัว จะพอดีกับพื้นที่ 3 คูณ 3 เมตร เลี้ยงด้วยอาหารปลาดุกหรืออาหารกบตามขนาดของตัวกบ แต่ขอแนะนำให้อาหารปลาดุกจะประหยัดต้นทุน ในช่วงที่ลูกกบยังตัวเล็กให้เลี้ยงด้วยหัวอาหาร แต่พอกบโตขึ้นให้ไป เอาหอยเชอรี่ต้มแล้วหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ให้กบกินคู่กับ หัวอาหารหรือให้กินหอยเชอรี่อย่างเดียวก็ได้จะทำให้ประหยัดเป็นอย่างมาก โดยเอากองบนไม้กระดานเป็นกอง ๆ ประเดี๋ยวกบจะมากินเอง แต่แนะนำให้เลี้ยงในช่วงเย็นเพราะกบจะกินในตอนกลางคืนหรือถ้าที่ไหนมีลูกปลา ซิวหรือปลากระดี่ ให้ไปช้อนเอามาเป็น ๆ มาใส่ไว้ในบ่อ เดี๋ยวกบจะกินเองจะลดต้นทุนได้เยอะมาก

การนำกบลงบ่อแนะนำให้เอาลูกอ๊อดที่ออกขาหมดแล้ว แต่หางยังไม่หลุด เพราะลูกกบช่วงนี้จะอยู่ในน้ำกำลังจะขึ้นนั่งบนบก ลูกกบจะคุ้นเคยกับบ่อเป็นอย่างดีเพราะมันจะคิดว่าเป็นธรรมชาติไม่กระโดดชน ผ้าลี่ แต่ถ้าเอาลูกกบที่กระโดดได้แล้วมันอาจจะกระโดดชนผ้าลี่ตายได้

“เมื่อเราปล่อยลูกกบลงไป 1,000 ตัว จะเหลือกบที่โตแล้วประมาณ 800 ตัว เพราะกบจะกินกันเองหรือตายเอง เราต้องคอยดูว่ามีอะไรเข้าไปกวนกบได้หรือไม่ ถ้าเราปล่อยกบ 1,000 ตัว แล้วเหลือกบ 800 ตัว แล้วเลี้ยง 3 เดือนกบจะโตอยู่ที่ 4-5 ตัวต่อกิโลกรัม รวมแล้วได้กบ 175-200 กก. ถ้าขายโลละ 50 บาทก็ได้ประมาณ 8,500-10,000 บาท”

ข้อแนะนำอีกอย่างจากผู้ใหญ่สมพงษ์ อ้นชาวนา คือต้องคอยให้ยาถ่ายพยาธิอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง ถ้ามีปัญหาน้ำเน่าเสียให้ราดด้วยสารน้ำ หมักชีวภาพหรือ อีเอ็ม ตามที่จำหน่ายในท้องตลาด จะช่วยให้เกิดออกซิเจนขึ้น ปัญหาน้ำเน่าจะเกิด น้อยลง

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ผู้ใหญ่บ้านสมพงษ์ โทร. 08-9437-5924.

‘สุโขสโมสร’