Archive: Posts Tagged ‘การเพาะเห็ดฟาง’

การเพาะเห็ดฟางในตะกร้า

6 comments June 7th, 2009

การเพาะเห็ดฟางในตระกร้า
เพาะเห็ดฟางในตะกร้า ทำได้ดี ที่ภูเก็ต

ไม่ว่าจะเป็นยุคใดสมัยใด ผู้คนมักให้ความสำคัญกับการรักษาสุขภาพของตนเองเป็นอันดับต้นๆ จึงทำให้มีการหันมาพึ่งพาธรรมชาติมากขึ้น หันมาปลูกผักสวนครัวแทนการปลูกไม้ดอก เพราะรู้สึกมั่นใจว่าร่างกายจะไม่รับสารเคมี นอกจากผักสวนครัวที่สามารถปลูกได้ในครัวเรือนแล้ว ยังสามารถเพาะเห็ดฟางไว้รับประทานได้อีกด้วย

ไม่ใช่สิ่งที่น่าเหลือเชื่อ เพราะผู้คนส่วนใหญ่มักจะคิดว่าการเพาะเห็ดจะต้องทำโรงเรือนใหญ่โต แต่ขณะนี้เราไม่จำเป็นต้องใช้พื้นที่มากในการเพาะเห็ดฟาง เพียงแค่มีตะกร้า 1 ใบ ก็สามารถเพาะเห็ดฟางนำมารับประทานในครัวเรือนได้แล้ว

คุณสมชาย เฮงวัชรไพบูลย์ เกษตรจังหวัดภูเก็ต บอกว่า กลุ่มส่งเสริมและพัฒนาการผลิต ได้สาธิตและแลกเปลี่ยนเรียนรู้การเพาะเห็ดฟางในตะกร้าพลาสติค เพื่อเป็นแนวทางส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรที่เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมภูเก็ต ซึ่งมีพื้นที่การเกษตรลดลง ค่าครองชีพสูง และบริเวณที่พักอาศัยมีพื้นที่ว่างไม่มาก การเพาะเห็ดฟางในตะกร้าพลาสติค จะสามารถช่วยเพิ่มรายได้ และลดรายจ่าย ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง

การเพาะเห็ดฟาง สามารถทำได้หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น การเพาะแบบกองเตี้ย การเพาะในถุง การเพาะแบบโรงเรือนอบไอน้ำ แล้วแต่สภาพความพร้อมของพื้นที่และความพร้อมของผู้เพาะ รวมทั้งวัสดุที่ใช้เพาะ ก็ใช้ได้หลากหลายอย่าง ตามที่มีในท้องถิ่น เช่น ฟางข้าว ผักตบชวา ต้นกล้วยแห้ง ไส้นุ่น เปลือกถั่ว หรือกากมันสำปะหลัง ซึ่งเป็นการนำวัสดุที่เหลือใช้ในท้องถิ่นมาเพิ่มมูลค่านั่นเอง ที่สำคัญการเพาะเห็ด นอกจากจะเป็นการผลิตอาหารในครอบครัวแล้ว ยังสามารถสร้างงาน สร้างรายได้เสริม ในช่วงว่างจากฤดูการทำนา และวัสดุที่เหลือจากการเพาะเห็ดก็สามารถนำกลับลงในแปลงนาเพื่อบำรุงดิน หรือทำเป็นปุ๋ยหมักใส่พืชผักได้อีกด้วย

การเพาะเห็ดในตะกร้า เป็นการเพาะเห็ดอีกรูปแบบหนึ่งที่ทำได้ง่าย ใช้พื้นที่น้อย ขั้นตอนไม่ยุ่งยาก สามารถทำได้ทุกครัวเรือนเพื่อบริโภค ดอกเห็ดสามารถทยอยออกได้เรื่อยๆ เป็นการลดรายจ่ายด้านอาหารในครัวเรือน และสามารถทำเป็นกิจกรรมเสริมเพื่อพักผ่อนหย่อนใจได้ด้วย โดยใช้วัสดุที่เหลือใช้จากไร่นาได้เกือบทั้งสิ้น เช่นเดียวกับการเพาะเห็ดฟางแบบอื่นๆ แต่ที่พิเศษไปกว่านั้นคือ สามารถนำก้อนเชื้อเห็ดที่เก็บดอกหมดแล้วมาใช้ได้ ทั้งเห็ดฟาง เห็ดขอนขาว เห็ดนางฟ้า และเห็ดนางรม

สำหรับวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ก็หาได้ไม่ยาก ประกอบด้วย ตะกร้าพลาสติค ขนาด 12×14 นิ้ว มีตาห่างประมาณ 2×2 เชื้อเห็ดฟางที่พร้อมเพาะ ก้อนเชื้อเห็ดเก่า ปุ๋ยหมัก หรือผักตบชวาหั่นสด ท่อนไม้ สำหรับรองก้นตะกร้า โครงไม้ไผ่แบบสุ่ม และผ้าพลาสติคคลุมสุ่ม

ส่วนวิธีเพาะ ให้เทก้อนเชื้อเห็ดเก่าออกจากถุง ขยี้ให้แตก อัดลงในตะกร้า หนาชั้นละ 3 นิ้ว ใส่อาหารเสริมจำพวกปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก หรือผักตบชวาสับ ชั้นละ 1-2 กำมือ โรยเชื้อเห็ดฟาง รดน้ำพอชุ่มแล้วทำชั้นที่ 2 และชั้นที่ 3 ต่อไปเหมือนกัน โดยชั้นที่ 3 ให้เหลือช่องว่างของตะกร้าจากปากไว้ 3 นิ้ว การเลือกเชื้อเห็ดที่ดี ควรเลือกที่มีเส้นใยเต็มถุง มีสีขาวนวล ไม่อ่อนหรือแก่เกินไป ไม่มีการปนเปื้อนของเชื้อรา และมีกลิ่นหอมของเห็ดฟาง ส่วนพื้นที่เพาะเห็ดต้องเป็นบริเวณที่ไม่มียาฆ่าแมลง น้ำไม่ท่วมขัง มีการระบายน้ำได้ดี

วิธีการดูแลไม่ยาก หลังจากบรรจุวัสดุเพาะเห็ดเรียบร้อย ให้นำตะกร้าเห็ดที่ได้ไปวางไว้ตามร่มไม้ชายคา ที่มีแสงแดดเล็กน้อยโดยเอาท่อนไม้วางรองด้านล่างกันปลวก โดยการเพาะ 1 สุ่ม ควรใช้ตะกร้า 4 ใบ วางด้านล่าง 3 ใบ ซ้อนด้านบน 1 ใบ ใช้สุ่มครอบ คลุมด้วยแผ่นพลาสติค เมื่อครบ 4 วัน ให้เปิดพลาสติคคลุมตอนเช้า หรือเย็นเพื่อให้เชื้อเห็ดรับอากาศ ประมาณ 2 ชั่วโมง แล้วปิดไว้ตามเดิม ทิ้งไว้กระทั่ง วันที่ 9-12 ดอกเห็ดฟางก็จะเกิด สามารถเก็บไปประกอบอาหารได้ ถ้าทำจำนวนมากหลายสุ่มจะเหลือจำหน่ายเป็นรายได้เสริมอย่างดีอีกด้วย โดยดอกเห็ดฟางในตะกร้าสามารถเก็บได้เรื่อยๆ จนหมดรุ่น ซึ่งสามารถเปิดพลาสติครดน้ำให้เปียกเอารุ่นที่ 2 ได้อีก พอดอกเห็ดหมดสามารถนำวัสดุที่เหลือนำไปเป็นปุ๋ยหมัก ใส่แปลงผัก หรือใส่แปลงนาได้อย่างดี หลังจากนั้น ล้างตะกร้าให้สะอาดตากแดด ประมาณ 1-2 แดด นำมาเพาะเห็ดรุ่นต่อไปได้

สภาพอากาศที่เหมาะสมในการเพาะเห็ดฟาง ประมาณ 35-37 องศาเซลเซียส เนื่องจากเห็ดฟางชอบอากาศร้อน เจริญเติบโตได้ดีทั้งในฤดูฝนและในฤดูร้อน เพราะอากาศร้อนจะช่วยเร่งการเจริญเติบโตของดอกเห็ดได้ดีอยู่แล้ว ส่วนในช่วงอากาศหนาวไม่ค่อยจะดีนัก เพราะอากาศที่เย็นเกินไปไม่เอื้ออำนวยต่อการเติบโตของดอกเห็ดฟาง สำหรับทางภาคใต้ก็สามารถจะเพาะเห็ดฟางได้ตลอดทั้งปี ถ้ามีฝนตกไม่มากเกินไปนัก จึงเห็นได้ว่า การเพาะเห็ดฟางของประเทศไทยเราสามารถเพาะได้ตลอดปี แต่หน้าหนาวผลผลิตจะลดน้อยลง เนื่องจากอุณหภูมิต่ำ จึงทำให้เห็ดฟางมีราคาสูง

เห็ดฟาง ไม่ชอบแสงแดดโดยตรง หากถูกแสงแดดมากเกินไปเส้นใยเห็ดอาจจะตายได้ง่าย จึงควรจะคลุมกองด้วยผ้าพลาสติค เพื่อพรางแสงแดด โดยดอกเห็ดฟางที่ไม่โดนแสงแดดจะจัดมีสีขาวนวลสวย ถ้าดอกเห็ดฟางโดนแดดแล้วจะเปลี่ยนจากสีขาวเป็นสีดำเร็วขึ้นกว่าปกติ

การเก็บเห็ดได้เร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับวิธีการเพาะและฤดูกาล คือ ฤดูร้อนและฤดูฝนจะเก็บเห็ดได้เร็วกว่าฤดูหนาว เพราะความร้อนช่วยเร่งการเจริญเติบโตของเห็ด นอกจากนั้น ถ้าใส่อาหารเสริมด้วยแล้ว จะทำให้เกิดดอกเห็ดเร็วกว่าไม่ใส่อีกด้วย ดอกเห็ดที่ขึ้นเป็นกระจุก มีทั้งอ่อนและแก่ ถ้ามีดอกเล็กๆ มากกว่าดอกใหญ่ ควรรอเก็บเมื่อดอกเล็กโตหรือรอเก็บชุดหลัง เก็บดอกเห็ดที่ขึ้นทั้งกระจุก โดยใช้มือจับทั้งกระจุกอย่างเบาๆ แล้วหมุนซ้ายและขวาเล็กน้อย ดึงขึ้นมาพยายามอย่าให้เส้นใยกระทบกระเทือน

ศัตรูของเห็ดฟาง คือ แมลง เช่น มด ปลวก ไรเห็ด วิธีการแก้ไข ให้ใช้สารเคมีพวก เซฟวินโรยรอบๆ กอง ห่างประมาณ 1 ศอก ควรจะโรยสารเคมีนี้ประมาณ 1 สัปดาห์ ก่อนที่จะเริ่มกองเห็ด แต่อย่าโรยภายในกอง เพราะจะมีผลต่อการออกดอก อีกทั้งยังมีสารพิษตกค้างในดอกเห็ด ซึ่งเกิดอันตรายต่อผู้บริโภคได้

นอกจากแมลงที่เป็นศัตรูของเห็ดฟางแล้ว ศัตรูอีกอย่างคือ เห็ดคู่แข่ง เป็นเห็ดที่เราไม่ได้เพาะ แต่ขึ้นมาด้วย หรือเชื้อโรคอื่นๆ ที่เป็นศัตรูของเห็ดฟาง เช่น พวกราต่างๆ วิธีแก้คือ การเก็บฟางไม่ควรให้ถูกฝน และถ้ามีราขึ้นให้หยิบฟางขยุ้มนั้นทิ้งให้ไกลกองเพาะ

“การเพาะเห็ดฟางในตะกร้า มีต้นทุนต่ำ เหมาะกับทุกบ้านเรือน เนื่องจากใช้พื้นที่น้อย ให้ผลผลิตทุกฤดูกาล ที่สำคัญเป็นพืชปลอดสารพิษ นอกจากนำผลผลิตมารับประทานในบ้านเรือนแล้ว ผลผลิตที่เหลือยังสามารถนำไปขายเป็นรายได้เสริมอย่างดี” เกษตรจังหวัดภูเก็ต กล่าว

อย่างไรก็ตาม การที่เกษตรจังหวัดภูเก็ต ได้ให้ความสำคัญต่อการเพาะเห็ดฟางในตะกร้า ส่วนหนึ่งเกิดจากก่อนหน้านี้การสร้างโรงเรือนเพาะเห็ดใกล้แหล่งเพาะปลูกที่ต้องอาศัยปุ๋ยเคมี กระทั่งมีสารเคมีตกค้างในพื้นดินจำนวนมาก จนทำให้การเพาะเห็ดในโรงเรือนได้รับสารเคมีไปด้วย การเพาะเห็ดในตะกร้าจึงเป็นทางเลือกหนึ่งในการหลีกเลี่ยงสารเคมีจากผลผลิตทางการเกษตร

เห็ดฟาง หรือเห็ดบัว ภาคอีสานเรียกว่า เห็ดเฟียง มีชื่อสามัญว่า Straw Mushroom มีถิ่นกำเนิดจากประเทศจีน เห็ดฟางเป็นเห็ดที่ขึ้นตามกองฟาง ดอกตูมมีลักษณะเป็นก้อนกลมสีขาว มีเยื่อหุ้มกระเปาะคล้ายถ้วย รองรับฐานเห็ดเรียกว่า ผ้าอ้อมเห็ด เมื่อหมวกเห็ดเจริญเติบโตเต็มที่จะกางออก คล้ายร่ม ด้านบนของหมวกเห็ดจะสีเทาอ่อน หรือเทาเข้ม ผิวเรียบและอาจมีขนละเอียดคลุมอยู่บางๆ คล้ายเส้นไหม ด้านล่างมีครีบดอกบางๆ ก้านดอกสีขาว เนื้อในแน่น ละเอียด ออกดอกทุกฤดูกาล

เห็ดฟางนำมาปรุงอาหารได้หลายอย่าง เช่น ยำเห็ดฟาง เห็ดฟางผัด ต้มยำเห็ดฟาง และแกงเลียงใส่เห็ดฟาง เป็นต้น นอกจากนี้ เห็ดฟางยังมีสรรพคุณทางยาอีกด้วย เพราะเห็ดฟางมีสาร Vovatoxin ช่วยป้องกันการเจริญเติบโตของไวรัส ที่ทำให้เกิดไข้หวัดใหญ่ ช่วยลดปัญหาเกี่ยวกับไขมันในเส้นเลือดและโรคหัวใจได้ นอกจากจะอร่อยแล้วยังมีประโยชน์ต่อร่างกายไม่น้อยเลยทีเดียว หากผู้อ่านสนใจก็สามารถทดลองเพาะเห็ดฟางในตะกร้าได้ภายในบริเวณบ้าน แต่หากอดทนรอเพาะเห็ดฟางรับประทานเองไม่ไหว คงต้องอุดหนุนเกษตรกรผู้เพาะเห็ดดีกว่า

สิริพร ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา
วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 21 ฉบับที่ 456
matichon

โครงการเพาะเห็ด

2 comments March 27th, 2009

กลุ่มเกษตรกรเพาะเห็ดฟาง : โครงการเพาะเห็ด
ตำรวจอีสานเพาะเห็ดขาย นำเศรษฐกิจพอเพียงหนีจน

ถิ่นคนดี เกษตรอินทรีชีวภาพ หลากหลายชวนชม รื่นรมย์ลำทะเมนชัย ชายแดนตะวันออกโคราช เป็นคำขวัญประจำ อำเภอลำทะเมนชัย จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นพื้นที่ให้ความสำคัญต่อ ภาคเกษตรกรรม มาโดยตลอด ประชากร ทุกภาคส่วนที่อาศัยอยู่ในอำเภอนี้ ไม่เว้นแม้กระทั่งเจ้า หน้าที่ตำรวจ สภ.ลำทะเมนชัย ก็นำคำขวัญมาเป็นแกนนำสร้างรายได้ เพื่อจุนเจือครอบครัว

พล.ต.ต.ฉัตรกนก เขียวแสงส่อง ผู้บังคับการจังหวัดนครราชสีมา บอกว่า หลังจากมารับตำแหน่งก็ออกตรวจพื้นที่พบว่า สภ.ลำทะเมนชัย ห่างจากตัวเมืองย่าโมเกินกว่า 100 กิโลเมตร เป็นโรงพักที่ไกล เมืองโคราช มาก มี กลุ่มเกษตรกรเพาะเห็ดฟาง ออกจำหน่าย จึงคิดสร้างรายได้เพิ่มให้กับผู้ใต้บังคับบัญชา โดยสนับสนุนเงินสร้างโรงเรือนและอุปกรณ์ต่างๆให้กับ “โครงการเพาะเห็ด

พ.ต.อ.เชิดชาย สัตตบุศย์ ผกก.สภ.ลำทะเมนชัย เล่าว่า เริ่มโครงการนี้ เมื่อปี พ.ศ.2550 โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ ภรรยา และลูกหลาน ซึ่งเวลาที่ว่างเว้นจากการปฏิบัติหน้าที่มาช่วยกัน เน้นใช้วัสดุจากธรรมชาติ เช่น ไม้ไผ่มาสร้างโรงเรือนกับชั้นวางวัสดุเพาะเห็ด ส่วนหลังคา ใช้ หญ้าคามุง แทนสังกะสี ขั้นตอนต่อมาเป็นการใช้วัสดุที่เหลือทิ้งจากธรรมชาติ เช่น ฟางข้าว กากมันสำปะหลัง และ ส่วนผสมอื่นๆ มาสู่ขั้นตอนหมัก โดยใช้ ปูนขาว ปุ๋ยขี้วัว และ รำข้าว นำมาใส่หลุมทำการคลุกเคล้ากันให้ทั่ว ใส่ น้ำหมัก EM โดย ทำเป็นชั้นจำนวน 3 ชั้น ปิดหมักไว้ 3 วัน แล้วพลิกกลับอีกครั้ง จนครบ 7 วัน จากนั้นนำไปขึ้นวางบนโรงเห็ดแล้วจึงปิดพลาสติกโรงเพาะให้สนิทหมดทุกด้าน

ขั้นตอนต่อมาใช้เตาอบที่ยืมมาจาก กลุ่มเพื่อนเห็ด ที่ให้ใช้ฟรี ตามหลัก ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง นำมาทำการอบความร้อนโดยผ่านทางท่อสายยาง เพื่อฆ่าเชื้อรา และ แบคทีเรีย โดยควบคุมอุณหภูมิให้อยู่ที่ ประมาณ 60-70 องศา เป็นเวลา ประมาณ 5 ชั่วโมง ในวันต่อมาใช้ก้อน เชื้อเห็ดมาขยี้กับแป้งข้าวเหนียว นำไปโรยในชั้นใส่ฟางให้ทั่ว แล้วฉีดน้ำให้ทั่วๆ ช่วงนี้ต้องควบคุมอุณหภูมิให้อยู่ที่ 35 องศาเซลเซียส ประมาณ 7 วัน เห็ดก็จะเริ่มออกดอกมาสามารถเก็บไปจำหน่ายได้ทุกวัน วันละ 10-20 กิโลกรัม เป็นระยะเวลา 15-20 วัน

พ.ต.อ.เชิดชาย บอกอีกว่า ผลผลิตได้เราแบ่งปันให้กับทุกคน ทั้งนำมาบริโภคเอง ส่วนที่เหลือจึงขายในราคากิโลกรัมละ 20-35 บาท ในปี พ.ศ.2551 ที่ผ่านมาได้ดำเนินการขยายครบทุกโรงพักแล้วและสามารถพัฒนาไปปลูกพืชชนิดอื่น เช่น พืชผักสวนครัว รวมทั้ง การปศุสัตว์ อีกด้วย

ทุกวันนี้ก็ไม่ใช่ว่า จะตั้งหน้า ตั้งตาขายเห็ดอย่างเดียว หน้าที่หลัก ก็คือ การหาข่าวป้องปรามอาชญากรรม ซึ่งสามารถนำไปสู่การ จับกุมคนร้าย ได้อีกหลายคดี ซึ่งความสำเร็จนี้มาจากพ่อค้าแม่ค้าที่เขาไว้ใจตำรวจและให้ข้อมูลกลุ่มผู้กระทำความผิด

ณ วันนี้ ผลที่ปรากฏเหมาะสมกับคำที่ว่า…ไม่มีอะไรที่ตำรวจไทยจะทำไม่ได้…!!!

ไชยรัตน์ ส้มฉุน
thairath

เตาผลิตไอน้ำเพาะเห็ด

No comments March 25th, 2009

โรงเรือน เพาะเห็ด
เตาผลิตไอน้ำใช้ระบบถ่าย นวัตรกรรมใหม่ วงการ เพาะเห็ด

การผลิตเห็ดฟางของเกษตรกรจะนิยมเพาะในโรงเรือน เนื่องจากสามารถผลิตเห็ดได้ตลอดทั้งปี และควบคุมปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวกับการผลิตได้ ซึ่งการเพาะเห็ดในโรงเรือน เกษตรกรผู้เพาะเห็ดทุกรายจะต้องมีเตาต้มน้ำเพื่อผลิตไอน้ำ ไว้สำหรับอบฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ภายในโรงเรือน ดังนั้นการผลิตไอน้ำจึงนับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อกระบวนการเพาะเห็ด เพราะเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อปริมาณผลผลิต ในอดีตการผลิตไอน้ำของเกษตรกรส่วนใหญ่จะนิยมใช้วัสดุที่หาง่ายและมีราคาถูกเป็นเชื้อเพลิงเช่น ไม้ฟืน ซังข้าวโพด น้ำมันเตา น้ำมันเครื่องเก่า และยางรถยนต์ เป็นต้น

ภาควิชาเทคนิคเกษตร คณะเทคโนโลยีการเกษตร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง จึงจัดทำโครงการ “การพัฒนาเตาผลิตไอน้ำสำหรับโรงเรือนเพาะเห็ด” โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เพื่อพัฒนาและปรับปรุงเตาผลิตไอน้ำให้มีประสิทธิภาพ และคุ้มค่ามากขึ้น เพื่อทดแทนการใช้ยางรถยนต์ที่ก่อมลพิษต่อชุมชน และลดมลภาวะที่เป็นพิษ

ลือพงษ์ ลือนาม อาจารย์ประจำภาควิชาเทคนิคเกษตร หัวหน้าโครงการ กล่าวว่า เกษตรกรผู้เพาะเห็ดฟางส่วนใหญ่มักนิยมจะใช้ถังขนาด 200 ลิตร ทำเป็นหม้อต้มเพื่อนำไอน้ำเข้าไปฆ่า เชื้อต่างๆ ในโรงเรือน โดยนิยมใช้ยางรถยนต์เก่าเป็นเชื้อเพลิงต้มน้ำเนื่องจากมีราคาถูก ซึ่งก่อให้เกิดมลพิษต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม ทางโครงการจึงได้พัฒนาเตาอบไอน้ำภายใต้แนวคิดที่ว่าจะทำอย่างไรให้เกิดมลพิษน้อยที่สุดและเกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรมากที่สุด

“สำหรับเตาผลิตไอน้ำที่ได้รับการพัฒนาแล้วมีต้นทุนในการสร้าง 6,000-7,000 บาท โดย สร้างจากอิฐมอญก่อเป็นผนังเตาและใช้ถังขนาด 200 ลิตร เป็นหม้อต้มน้ำ การเผาไหม้คล้ายคลึงกับเตาที่ใช้เผาถ่าน คุณสมบัตินอกจากผลิตไอน้ำไว้ใช้ในโรงเรือนได้อย่างเพียงพอแล้ว ยังเกิดผลพลอยได้คือถ่านและน้ำส้มควันไม้ ซึ่งนำไปใช้ประโยชน์ทางการเกษตรหรือจำหน่ายเป็นรายได้เสริมอีกทางหนึ่ง” อ.ลือพงษ์กล่าว

เตาผลิตไอน้ำที่พัฒนาขึ้นนั้น จะใช้เชื้อเพลิงจากวัสดุในธรรมชาติ อาทิ ไม้ฟืน 100 กิโลกรัม เมื่อผ่านกระบวนการเผาในเตาจนแล้วเสร็จก็จะได้ “ถ่านไม้” ราว 25 กิโลกรัม ซึ่งเกษตรนำไปขายได้กิโลกรัมละ 7 บาท ขณะที่รับซื้อไม้ฟืนมาตันละ 500-600 บาท หักค่าใช้จ่ายแล้วเท่ากับว่ามีรายได้เสริมจากการเผาถ่าน 1,150-1,250 บาท นอกจากนี้ยังมีผลพลอยได้คือ “น้ำส้มควันไม้” ซึ่งนำไปใช้เป็นสารไล่แมลงทำการเกษตรได้อีกด้วย ปัจจุบันจำหน่ายราคาลิตรละ 70 บาท

สมพงษ์ ดีอาษา แกนนำกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตเห็ดบ้านดงข่า ต.เกาะโพธิ์ อ.ปากพลี จ.นครนายกเผยว่า ในอดีตการใช้ยางรถยนต์เป็นเชื้อเพลิงได้ก่อปัญหากับคนในชุมชนเป็นอย่างมาก แต่เมื่อมีโครงการเข้ามา ความสัมพันธ์ระหว่างผู้เพาะเห็ดกับชาวบ้านก็ดีขึ้น บ้านไหนที่มีต้นไม้ขึ้นตามหัวไร่ปลายนา ชาวบ้านก็เริ่มตัดมาขายให้เท่ากับว่าเป็นรายได้ของชาวบ้านอีกทาง

“เตาผลิตไอน้ำนี้ได้รับความสนใจจากเกษตรในพื้นที่อย่างมาก เนื่องจากแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากกระบวนการเพาะเห็ดฟางได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะเรื่องมลภาวะที่เกิดขึ้นในชุมชน ซึ่งนอกจากเกษตรกรจะขายเห็ดฟางได้ตามปกติแล้ว ยังจะมีรายได้เสริมจากผลพลอยได้ดังกล่าว ซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายของครอบครัวและสามารถพัฒนาเป็นธุรกิจของชุมชนต่อไปได้” สมพงษ์ระบุ

การดำเนินงานของโครงการมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชน นอกจากได้รับความร่วมมือจากชาวบ้านแล้ว ยังก่อให้เกิดความยั่งยืนในอาชีพของเกษตรกรผู้เพาะเห็ด และทำให้เกษตรแขนงนี้อยู่ร่วมกับเกษตรกรอาชีพอื่นๆ ได้โดยไม่ก่อปัญหามลภาวะให้แก่ชุมชนและสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป

komchadluk

เพาะเห็ดฟางสร้างรายได้ให้เกษตรกร

3 comments October 17th, 2008

เห็ดฟาง

เกษตรกรบ้านศรีวิไล ต.มหาชัย อ.ไทรงาม จ.กำแพงเพชร ใช้เวลาว่างจากการทำอาชีพหลักมารวมกลุ่มกันเป็น “วิสาหกิจชุมชนเพาะเห็ดฟาง” ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ที่จัดตั้งเป็นศูนย์เรียนรู้ด้านเกษตรกรรม

พร้อมให้เงินทุนกู้ยืม 2 แสนบาท ภายใต้การนำของ นางพิมพ์ คำบรรลือ เกษตรกรหัวก้าวหน้าที่ต้องการเปลี่ยนสภาพความเป็นอยู่ของเพื่อนชาวบ้านให้ดี ขึ้น อยู่ได้อย่างไม่ขัดสนในภาวะเศรษฐกิจขาลง

นางพิมพ์ เล่าว่า เดิมชาวบ้านในพื้นที่ประกอบอาชีพทำนา ทำไร่ แต่ด้วยความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจ ทั้งด้านราคา การตลาด อีกทั้งผลผลิตที่ไม่คงที่ ทำให้เกษตรกรได้รับความเดือดร้อน ไม่มีเงินทุนที่จะลงทุนได้ต่อเนื่อง เกษตรกรจึงพยายามหาทางออกด้วยการหารายได้พิเศษ คือเพาะเห็ดฟาง เพราะมองว่าไม่ยาก วัตถุดิบหาง่าย และการลงทุนไม่สูง ที่สำคัญตลาดมีความต้องการสูง ดังนั้นจึงเกิดการรวมกลุ่มของชาวบ้านจากเล็กๆ กลายเป็น “กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเพาะเห็ดฟางบ้านศรีวิไล” ถึงขณะนี้เป็นเวลา 5 ปีแล้ว ปัจจุบันมีสมาชิกทั้งหมด 29 คน

การเพาะเห็ดฟางของกลุ่มนั้น เรานำแนวพระราชดำรัสเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงมาใช้ โดยเน้นการผลิตใช้ต้นทุนต่ำ คือใช้วัสดุที่หาได้ภายในชุมชนเพื่อลดต้นทุนการผลิต แต่ขณะเดียวกันผลผลิตเห็ดนั้นก็ให้คุณภาพสูง” ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเพาะเห็ดฟางฯ แจง

พร้อมบอกถึงวิธีการเพาะเห็ดฟางของกลุ่มว่าจะเป็นลักษณะ “กองเตี้ย” ในพื้นที่โล่ง เพราะนอกจากเพาะง่ายแล้ว ยังไม่ต้องสร้างโรงเรือน ซึ่งช่วยลดต้นทุนได้มาก

ทั้งนี้ การเพาะเห็ดแบบกองเตี้ยของกลุ่มฯ ใช้พื้นที่ราว 2 งาน ทำเป็นแปลงรวม 10 แปลง แต่ละแปลงมี 20 บล็อก ใช้ดินเหนียวเพาะ และใช้เปลือกถั่วเขียว 50-60 กิโลกรัมต่อแปลง เพื่อให้อุณหภูมิความร้อนแทนการใช้ไอน้ำแบบโรงเรือน ซึ่งการใช้เปลือกถั่วเขียวนั้นจะให้ความร้อนได้ดีกว่าการใช้ไอน้ำในโรงเรือน อีกทั้งยังทำให้ดอกเห็ดที่ได้ไม่มีกลิ่นเหม็นอับ

การเพาะเห็ดฟางแบบกองเตี้ย

“เราจะใช้มูลสัตว์และรำข้าวเป็นอาหารให้กับหัวเชื้อเห็ด นอกจากนี้ยังใช้ฟางที่หาได้ตามท้องนาคลุมบนแปลงแทนการใช้ผ้ายาง ซึ่งเห็ดจะได้รับอากาศที่เป็นธรรมชาติ ทำให้มีคุณภาพดีและมีปริมาณเพิ่มขึ้น” นางพิมพ์แจง

พร้อมบอกอีกว่า การเพาะเห็ดฟางแบบกองเตี้ยนั้นใช้ต้นทุนแปลงละ 300 บาท แต่สามารถทำรายได้ถึง 500-1,000 บาท/แปลง ต่อเดือนสร้างรายได้ 1-4 หมื่นบาท โดยผลผลิตเห็ดฟางของกลุ่มฯ จะนำไปขายตามตลาดของชุมชนและในเมืองกำแพงเพชร โดยกำหนดราคาส่งอยู่ที่กิโลกรัมละ 50 บาท ส่วนช่วงเทศกาลจะอยู่ที่กิโลกรัมละ 60 บาท

ด้วยจุดเด่นผลผลิตเห็ดฟางของกลุ่มฯ ที่ดอกใหญ่ คุณภาพดี รสชาติหวาน ไม่มีกลิ่นอับ น้ำหนักประมาณ 4 ขีดต่อหนึ่งกระจุก และใช้เวลาเพียง 10 วันก็เก็บดอกส่งขายได้แล้ว สามารถสร้างรายได้เสริมให้แก่สมาชิกไม่น้อยในแต่ละเดือน

การเพาะเห็ดฟางเป็นอีกอาชีพที่น่าสนใจ เกษตรกรหรือบุคคลที่สนใจ สามารถหาความรู้เพิ่มเติมได้ที่ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชนในเขต ปฏิรูปที่ดิน ต.มหาชัย อ.ไทรงาม จ.กำแพงเพชร หรือ ติดต่อได้ที่ประธานกลุ่มฯ โทรศัพท์ 08-9562-2996

ทัศนีย์ ไพชำนาญ