Archive: Posts Tagged ‘การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ’

ต้นเร่วหอม

No comments April 2nd, 2010

เร่วหอม
เร่วหอม พืชสมุนไพรมากสรรพคุณ

“เร่วหอม” พืชสมุนไพรเศรษฐกิจมากคุณค่า สามารถสกัดได้เป็น ทั้งน้ำมันหอมระเหย เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์อาหารได้อีกหลากหลายชนิด โดยนำเทคนิคการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อมาช่วยการขยายพันธุ์เร่วที่มีคุณภาพ เพื่อให้ทันกับความต้องการของตลาดยาสมุนไพรและตลาดสินค้าส่งออก

นางมณฑา วงศ์มณีโรจน์ และทีมงานนักวิจัยฝ่ายปฏิบัติการวิจัยและเรือนปลูกพืชทดลอง สถาบันวิจัยและพัฒนามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน และทีมงานนักวิจัยสถานีวิจัยวนเกษตรตราด สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ร่วมกันพัฒนาการผลิตต้นกล้าเร่วหอม โดยใช้เทคนิคการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อมาช่วยในการขยายพันธุ์ เนื่องจากเร่วหอมเป็นพืชสมุนไพรที่ เหง้ามีกลิ่นหอมและมีน้ำมัน หอมระเหยเป็นองค์ประกอบ จึงเป็นพืชที่มีศักยภาพในการนำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ เพื่อให้มีการใช้ประโยชน์อย่างกว้างขวางมากขึ้น โดยทำการปลูกแบบระบบการปลูกพืชเพื่อให้มีวัตถุดิบเพียงพอและสอดคล้องกับความต้องการของตลาด ลดการเข้าไปขุดเหง้าเร่วหอมจากป่ามาขาย

สำหรับวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเร่วหอมนั้น เริ่มจากการฟอก ฆ่าเชื้อเนื้อเยื่อเร่วหอม โดยนำหน่ออ่อนที่ใบยังไม่ คลี่ออกยาวประมาณ 5-6 นิ้ว มาล้างให้ สะอาด ลอกกาบใบออกเพื่อนำไปฟอกฆ่าเชื้อด้วยน้ำยาคลอร็อก 10% นาน 10 นาที และ 5 นาที ล้างน้ำให้สะอาด 2 ครั้ง จากนั้นให้สูตรอาหารที่เหมาะสมในการ ขยายพันธุ์ตามลำดับขั้นตอนของอายุเนื้อเยื่ออ่อน

เมื่อมีการแตกหน่อใหม่ที่สมบูรณ์แล้วได้นำไปทดลองปลูกที่สถานีวิจัยวน เกษตรตราด จ.ตราด พบว่าเร่วหอมเจริญเติบโตได้ดี ทั้งที่ปลูกในร่มเงาของสวนยางพารา สวนผลไม้ที่มีร่มเงาประมาณ 50-60% สำหรับการเก็บเกี่ยวเพื่อจำหน่าย เมื่อเร่วหอมมีอายุประมาณ 3 ปี มีกิ่งเหง้าขนาด 1-2 ต่อต้นกอ สามารถขุดแยก เหง้าแล้วนำไปขายได้กิโลกรัมละ 25-30 บาท และเมื่อแยกเหง้าแล้วสามารถปล่อยให้เหง้าในดินแตกหน่อเพื่อเติบโตต่อไปได้อีกด้วย

การนำเร่วหอมไปใช้ประโยชน์ อาทิ ผลใช้เป็นเครื่องเทศ ใช้ปรุงยาขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ จุกเสียด รากมีกลิ่นหอม ใช้เป็นยาเส้น ยาหอมเย็น เครื่องปรุงน้ำก๋วยเตี๋ยวเนื้อ แกงเลียง แกงป่า ผัดเผ็ด และน้ำต้มเนื้อ เหง้ามีกลิ่นหอมและมีน้ำมันหอมระเหยเป็นองค์ประกอบ รับประทานสดหรือใช้ต้มน้ำซุปก๋วยเตี๋ยว

นับได้ว่าเร่วเป็นพืชที่มีศักยภาพชนิดหนึ่ง ที่ผ่านมาพบว่ามีการส่งเร่วเป็นสินค้าออกจำนวนกว่า 200,000 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่ากว่า 30 ล้านบาท ซึ่งตลาดที่มีความ ต้องการอย่างมาก ได้แก่ ฮ่องกง จีน ญี่ปุ่น และ เกาหลีใต้ เพราะนอกจากจะบริโภคในระดับครัวเรือนแล้ว ยังนำมาทำเป็นส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์น้ำมันหอมระเหย เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์อาหาร

ดังนั้น จึงมีความจำเป็นในการศึกษาเพื่อพัฒนาศักยภาพของเร่วให้เป็นพืชสมุนไพรเศรษฐกิจของประเทศ เพื่อการแข่งขันด้านการส่งออกต่อไป.

การผลิตหัวพันธุ์มันฝรั่ง

No comments November 28th, 2008

ผลิตหัวพันธุ์”มันฝรั่ง”แทนนำเข้า อีกทางออกเกษตรกร”ลดต้นทุน”

แม้ปัจจุบันความต้องการมันฝรั่งเพื่อป้อนโรงงานสูงถึงปีละ 1.2 แสนตัน ทว่าการปลูกมันฝรั่งในประเทศไทยก็ยังต้องพึ่งพาหัวพันธุ์ที่นำเข้าจากต่าง ประเทศเกือบทั้งหมด คิดเป็นมูลค่ากว่า 75 ล้านบาทต่อปี ไม่เพียงเท่านั้นแต่ช่วยลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรเท่านั้น ยังสุ่มเสี่ยงต่อการนำโรคเข้ามาในราชอาณาจักรอีกด้วย

ด้วยเหตุนี้เองทำให้กรมวิชาการเกษตร โดยศูนย์บริการวิชาการด้านพืชและปัจจัยการผลิตเชียงใหม่และศูนย์วิจัยเกษตร หลวงเชียงใหม่ ได้ทำการวิจัยและพัฒนาการผลิตหัวพันธุ์มันฝรั่งคุณภาพที่ทนต่อสภาพพื้นที่ และภูมิอากาศในเมืองไทยจนประสบความสำเร็จ ด้วยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อและขยายต้นพันธุ์ปลอดโรคให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ภาคเหนือ

จำลองอธิบายต่อว่า การผลิตหัวพันธุ์หลักนั้นเริ่มจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อโดยใช้ต้นอ่อนปลอด โรคพันธุ์แอตแลนติก (Atlantic) ซึ่งได้รับมาจากศูนย์มันฝรั่งระหว่างประเทศ (ซีไอพี) ทำการขยายโดยการ sub culture ทุก 2-3 สัปดาห์เพื่อให้มีปริมาณเพียงพอสำหรับการใช้ผลิตต้นแม่พันธุ์ จากนั้นนำต้นอ่อนปลอดเชื้อจากห้องเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อย้ายลงปลูกในกระบะภาย ในโรงเรือนกันแมลง โดยวัสดุปลูกต้องผ่านการอบฆ่าเชื้อด้วยไอน้ำที่อุณหภูมิ 80 องศาเซลเซียสเป็นเวลาครึ่งถึง 1 ชั่วโมง เมื่อต้นอ่อนเติบโตให้ตัดยอดมีใบติดอยู่ 3-4 ใบแล้วนำไปปักชำขยายพันธุ์ต่อเป็นต้นแม่พันธุ์

“ระหว่างที่ปัก ชำเราก็จะสุ่มตัวอย่างต้นแม่พันธุ์นำไปตรวจโรคไวรัสและโรคเหี่ยวจากเชื้อ แบคทีเรียโดยวิธี เอ็นซีเอ็ม อีลิซ่า (NCM Elisa) เป็นระยะๆ เพื่อให้มั่นใจว่าต้นพันธุ์ปลอดโรค ก่อนจะตัดชำต้นแม่พันธุ์เพื่อนำมาผลิตหัวพันธุ์หลักต่อไป โดยจะสามารถตัดชำยอดต้นแม่พันธุ์ได้ทุก 10-15 วันต่อต้น” ผอ.ศูนย์คนเดิมแจงรายละเอียด

เขาระบุอีกว่า หลังจากได้หัวพันธุ์หลักแล้ว จากนั้นก็จะนำไปเก็บรักษาในห้องเย็นระยะเวลา 5-6 เดือน ก่อนนำออกมาผึ่งเป็นชั้นในโรงเก็บแบบพรางแสง หลังจากนำหัวพันธุ์ออกผึ่งได้ 1 เดือนก็จะมีหน่องอกออกมา พร้อมที่จะนำไปปลูกลงแปลงเพื่อผลิตเป็นหัวพันธุ์ขยายต่อไป

“เมื่อพบต้นที่แสดงอาการเป็นโรคไวรัสหรือโรคเหี่ยวจากเชื้อแบคทีเรียต้องรีบถอนทิ้ง นำไปฝังหรือเผาทำลายเพื่อไม่ให้ระบาดไปยังต้นที่ดี เราจะเก็บเกี่ยวเมื่อต้นมันฝรั่งมีอายุได้ 90-110 วันแล้วนำไปเก็บรักษาในห้องเย็นเพื่อเตรียมปลูกขยายเป็นหัวพันธุ์รับรอง หรือ จี 2 ในฤดูกาลต่อไป” จำลองกล่าว

ขณะที่สมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าวถึงโครงการผลิตหัวพันธุ์มันฝรั่งเพื่อทดแทนการนำ เข้าระหว่างนำคณะสื่อมวลชนตรวจเยี่ยมศูนย์ว่ากรมวิชาการจะเร่งผลิตหัวพันธุ์หลักและหัวพันธุ์ขยาย ให้ทางภาคเอกชนหรือเกษตรกร กลุ่มเกษตรกรไปปลูกเพื่อผลิตเป็นหัวพันธุ์รับรอง โดยจะมีนักวิชาการจากกรมวิชาการเกษตรคอยให้คำแนะนำในการตรวจแปลงและการเก็บ ตัวอย่างการตรวจสอบโรคเป็นระยะๆ

“เป้าหมายในปี 2554 หลังสิ้นสุดโครงการเราจะได้หัวพันธุ์ จี 3 หรือผลผลิตของเกษตรกรประมาณ 1,707 ตันเพื่อส่งโรงงานแปรรูป คาดว่าจะสามารถลดการนำเข้าหัวพันธุ์จากต่างประเทศได้ประมาณร้อยละ 20 และยังเป็นการลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรได้ด้วย” อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าวทิ้งท้าย

นับเป็นอีกก้าวของวงการเกษตรไทย ในการผลิตหัวพันธุ์มันฝรั่งทดแทนการนำเข้าจากต่างประเทศ ไม่เพียงแต่ช่วยเกษตรกรลดต้นทุนช่วยประเทศประหยัดเงินตราเท่านั้นยังป้องกัน โรคร้ายที่อาจจะเล็ดลอดเข้ามาในราชอาณาจักรอีกด้วย

สุรัตน์ อัตตะ