Archive: Posts Tagged ‘การส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์’

มาตรฐานสินค้าเกษตรอินทรีย์

2 comments December 2nd, 2008

สินค้าเกษตรอินทรีย์
สร้างมาตรฐานสินค้าเกษตรอินทรีย์ดึงตลาดโลก

ปีนี้ กระทรวงเกษตรฯ เร่งขับเคลื่อนพัฒนาเกษตรอินทรีย์ตามแผน “ยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ ฉบับที่ 1 (พ.ศ.2551-2554)” เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและผู้บริโภค รวมทั้งสร้างความมั่นคงทางอาหาร ช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตรอินทรีย์ และพัฒนาให้ประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่สำคัญในระดับภูมิภาค

เมทนี สุคนธรักษ์ ผอ.สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตร และอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กล่าวว่า ปีนี้กระทรวงเกษตรฯ มีเป้าหมายให้เกษตรกรขยายพื้นที่ผลิตเกษตรอินทรีย์เพิ่มขึ้น ไม่น้อยกว่า 200,000 ไร่ เพื่อเพิ่มปริมาณผลผลิตให้มีความหลากหลายโดยเฉพาะกลุ่มสินค้าที่มีศักยภาพ ส่งออก เช่น ข้าวอินทรีย์ ชาอินทรีย์ พืชผัก สมุนไพร ผลไม้เมืองร้อน และกุ้งอินทรีย์ เป็นต้น ขณะเดียวกันยังมีแผนส่งเสริมให้เกษตรกรและกลุ่มเกษตรกรเข้าสู่ระบบการผลิต ตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์เพิ่มขึ้น เพื่อให้ได้สินค้าที่ผ่านการรับรองและเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค และประเทศคู่ค้า พร้อมเชื่อมโยงการผลิต การแปรรูปและการตลาด เพื่อให้ได้สินค้าที่มีปริมาณและคุณภาพตรงตามความต้องการของตลาดทั้งภายใน และต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดกลุ่มสหภาพยุโรป (EU) สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ ซึ่งมีกำลังซื้อสูง

อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการสร้างจุดแข็งให้กับสินค้าเกษตรอินทรีย์ของไทย มกอช.ได้กำหนด มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ครอบคลุมทั้ง สินค้าพืช ปศุสัตว์ และประมง เพื่อใช้เป็นแนวทางปฏิบัติสำหรับเกษตรกรและการตรวจรับรอง โดย กระทรวงเกษตรฯ ได้ประกาศใช้มาตรฐานแล้ว 3 เรื่อง คือ 1.มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ เล่ม 1 : การผลิต การแปรรูป แสดงฉลาก และจำหน่ายเกษตรอินทรีย์ 2.มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ เล่ม 2 : ปศุสัตว์อินทรีย์ หลักเกณฑ์เพิ่มเติมสำหรับด้านฟาร์มปศุสัตว์ใช้คู่กับมาตรฐานเล่ม 1 และ 3.มาตรฐานระบบการผลิตเฉพาะสินค้า ได้แก่ การเลี้ยงกุ้งทะเลระบบอินทรีย์ ซึ่งมาตรฐานดังกล่าวได้อ้างอิงถึงมาตรฐาน Codex และมาตรฐานของสมาพันธ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติ (IFOAM)

ส่วนระบบการตรวจสอบรับรองเกษตรอินทรีย์นั้น มกอช. ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการรับรอง ระบบงาน กระทรวงอุตสาหกรรม ได้ร่วมบูรณาการพัฒนาระบบการรับรองในรูปแบบเครือข่าย โดย มกอช. ทำหน้าที่เป็นหน่วยรับรองระบบงาน (Accreditation Body:AB) ให้การรับรองระบบงาน (Accredit) แก่หน่วยรับรอง (Certification Body :CB) ที่ตรวจสอบรับรองมาตรฐานในด้านสินค้าเกษตรและอาหาร ขณะเดียวกันยังได้จัดระบบองค์กรให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล และในการดำเนินการเพื่อให้มาตรฐานและระบบการรับรองของไทยเป็นที่ยอมรับของ สหภาพยุโรป

ขณะนี้ประเทศไทยได้ยื่นหนังสือต่อคณะกรรมาธิการสหภาพยุโรป ขอสมัครขึ้นทะเบียนเป็นประเทศในบัญชีประเทศที่ 3 (Third Country list) ของ EU แล้ว ซึ่งอยู่ระหว่างขั้นตอนดำเนินการเพื่อให้ EU ยอมรับมาตรฐานและระบบรับรองของไทย อาจใช้เวลาไม่น้อยกว่า 2 ปี เนื่องจากต้องปฏิบัติตามข้อกำหนด เงื่อนไขและกฎระเบียบของ EU เพื่อให้มาตรฐานสินค้าเกษตรอินทรีย์ของไทยมีความทัดเทียมและสอดคล้องกับข้อ บังคับของ EU ด้วย ในอนาคตหากไทยเข้าอยู่ในบัญชีประเทศที่ 3 ได้ คาดว่าไทยจะสามารถส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์ไปยังตลาดกลุ่มยุโรปได้คล่องตัว มากขึ้น โดยใช้ระบบการตรวจรับรองของไทยเอง…

ประเทศไทยต้องให้ความสำคัญต่อการพัฒนาการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ เพื่อการบริโภคทั้งในประเทศและเพื่อการส่งออก นอกจากจะช่วยลดมลพิษและรักษาสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังช่วยเพิ่มศักยภาพการผลิตและการจำหน่ายสินค้าเกษตรที่มีภาพลักษณ์ที่ดี เป็นที่ยอมรับในตลาดโลก ซึ่งจะช่วยเสริมเสถียรภาพการส่งออกสินค้าเกษตรไทยให้โดดเด่นในตลาดโลก.

กล้วยหอมทอง

No comments November 25th, 2008

กล้วยหอมทอง
กล้วยหอมทองปลอดสารพิษ

กล้วยหอมทอง” เป็นพืชเศรษฐกิจชนิดหนึ่งที่มีศักยภาพในการส่งออก โดยเฉพาะตลาดญี่ปุ่นมีความต้องการสูง ด้วยคุณ ลักษณะของกล้วยหอมทองพันธุ์แท้ ที่มีน้ำหนักมาก และลักษณะของกล้วยแต่ละลูกที่เรียงตัวกันอยู่ในหวีอย่างสวยงาม สีสวย รสชาติดี มีกลิ่นหอม น่ารับประทาน อีกทั้งผลผลิตของไทยมีความปลอดภัย ไร้สารเคมีและสารพิษตกค้างปนเปื้อน ทำให้กล้วยหอมทองของไทยได้รับความนิยมและเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคในตลาด ญี่ปุ่น ซึ่งนับวันแนวโน้มความต้องการของตลาดยิ่งเพิ่มสูงขึ้น

กล้วยหอมทองที่ปลูกในประเทศไทย ลักษณะทั่วไปของกล้วยหอมทองจะมีลำต้นสูง 2.5- 3.5 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางมากกว่า 20 เซนติเมตร กาบลำต้นด้านนอกมีประดำ ด้านในสีเขียวอ่อน และมีเส้นลายสีชมพู ก้านใบมีร่องค่อนข้างกว้าง และมีปีก เส้นกลางใบสีเขียว ส่วนของดอก ก้านเครือมีขน ปลีรูปไข่ ค่อนข้างยาว ปลายแหลม ด้านบนสีแดงอมม่วง ด้านในสีแดงซีด กล้วยเครือหนึ่งมี 4-6 หวี หวีหนึ่งมี 12-16 ผล ผลกว้าง 3-4 เซนติเมตร และ ยาว 21-25 เซนติเมตร ปลายผลมีจุกเห็นชัด เปลือกบาง เมื่อสุกเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทอง แต่ที่ปลายจุกจะมีสีเขียว แล้วเปลี่ยนสีภายหลัง เนื้อสีเหลืองเข้ม กลิ่นหอม รสหวาน

ประเทศไทยมีการส่งออกกล้วยกับคู่ค้าอย่างประเทศญี่ปุ่นมากว่าสิบปี ซึ่งคนญี่ปุ่นเองนิยมบริโภคกล้วยหอมจากประเทศไทยมากกว่ากล้วยจากประเทศอื่น ๆ เช่น ฟิลิปปินส์ เอกวาดอร์และโคลอมเบีย ที่มีการส่งออกกล้วยไปญี่ปุ่นเหมือนกัน เนื่องจากกล้วยหอมของไทยมีรสชาติหอมหวาน เปลือกบาง เนื้อไม่เหนียว จึงทำให้สามารถขายได้ในราคาที่สูงกว่ากล้วยจากประเทศคู่แข่ง แต่ไทยก็สามารถส่งออกได้เพียง 0.2 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ทำให้ความต้องการนำเข้ากล้วยหอมไทยเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่ญี่ปุ่นต้องนำเข้ามากถึงปีละ 1 ล้านตัน จากความต้องการของตลาดที่มีมากขึ้นทำให้ ประเทศไทยต้องมีการเพิ่มฐานการผลิต โดยเพิ่มพื้นที่การปลูกกล้วยให้มากขึ้น แต่ปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ทำให้การเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกเป็น ไปได้อย่างล่าช้า

นายจิตรกร สามประดิษฐ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ซึ่งกำกับดูแลการส่งเสริมการผลิตกล้วยหอมทองของสหกรณ์ในประเทศไทย กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า การส่งกล้วยหอมทองไปจำหน่ายที่ประเทศญี่ปุ่น ผ่านช่องทางของสหกรณ์ผู้ผลิตในประเทศไทย ถึงสหกรณ์ผู้บริโภคที่ประเทศญี่ปุ่น นับเป็นจุดกำเนิดของความร่วมมือในการซื้อขายผลผลิต กันระหว่างสหกรณ์ของ ทั้งสองประเทศในยุคแรก ๆ เรื่องของ สหกรณ์เป็นการช่วย เหลือซึ่งกันและกันในทุกด้าน เป็นหลักข้อ ที่ 6 ของสหกรณ์ ที่สหกรณ์ทั่วโลกยึดถือ ความร่วมมือกันจึงไม่เฉพาะแต่เรื่องของธุรกิจ แต่รวมถึงด้านวิชาการทางการเกษตรด้วย จากความร่วมมือกันดังกล่าว ทำให้สหกรณ์ของไทยต้องปรับปรุงศักยภาพการผลิต เนื่องจากบ้านเราส่วนใหญ่นิยมใช้สารเคมีในการปลูกพืชผัก เช่น ปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง โดยไม่มีการควบคุม ทุกพื้นที่จึงมีแต่สารเคมีเต็มไปหมด เพราะฉะนั้นในการปลูกกล้วยหอมเพื่อส่งออกไปยังญี่ปุ่น ทางญี่ปุ่น จะส่งเจ้าหน้าที่มาควบคุมคุณภาพอย่างเคร่งครัด ถึงแม้ทางญี่ปุ่นต้องการกล้วยหอมจากไทยเยอะมาก แต่เราไม่สามารถเพิ่มผลผลิตให้ทันต่อความต้องการของเขาได้ เนื่องจาก ไม่ค่อยมีใครอยากทำเพราะว่าขั้นตอนการปลูก การผลิตเขาจะเข้มงวด ตั้งแต่การเตรียมดิน ขั้นตอนการปลูก การขนส่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าดินไม่ปลอดสารเคมีทางญี่ปุ่นก็จะไม่รับซื้อผลผลิต เกษตรกรของไทยจึงจำเป็นต้องเรียนรู้วิทยาการด้านการเกษตร และการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยของประเทศญี่ปุ่นจากความร่วมมือในครั้งนี้

“การที่จะทำให้ดินไม่มีสารเคมีก็ต้องไม่เพิ่มเติมสารเคมีอะไรลงไป ปล่อยให้ชะล้างโดยธรรมชาติประมาณ 3-5 ปีกว่าจะหมด กว่าจะขยาย พื้นที่เพาะปลูกได้ต้องใช้เวลานาน นี่คือปัญหาอย่างหนึ่งในการเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกกล้วยหอมทองของไทย” รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว

เกษตรกร คัดกล้วยหอมทอง

สหกรณ์การเกษตรบ้านลาด จำกัด อ.บ้านลาด จ.เพชรบุรี ได้เริ่มจัดตั้งองค์กรส่งเสริม การสหกรณ์กับชุมนุมสหกรณ์ผู้บริโภคซูโตเคน ตั้งแต่ปี 2542 ปัจจุบันมีสมาชิกที่ปลูกกล้วยหอมทอง จำนวน 124 ราย เฉลี่ยปลูกรายละ 2-5 ไร่ ส่งกล้วยหอมทองให้ญี่ปุ่นสัปดาห์ละ 12 ตัน โดยในปี 2550 ที่ผ่านมามีมูลค่าการค้า 5.15 ล้านบาท ผลผลิตกล้วยหอมทองที่ส่งไปประเทศญี่ปุ่น จะส่งเมื่อผลของกล้วยมีความสุกประมาณ 70% เมื่อไปถึงประเทศญี่ปุ่นก็จะสุกพอดีรับประทาน ในปีการผลิต 2551/2552 สหกรณ์ผู้บริโภคซูโตเคน มีความต้องการกล้วยหอมทองสัปดาห์ละ 13-16 ตัน โดยสหกรณ์มีการเตรียมแผนเพื่อขยายกำลังการผลิตสำหรับตอบสนองความต้องการที่ เพิ่มขึ้นแล้ว โดยมีการประชาสัมพันธ์ให้สมาชิกเข้าร่วมโครงการเพิ่มขึ้น พร้อมกับขยายพื้นที่เพาะปลูกอีกประมาณ 15 ไร่ต่อเดือน.

ข่าวเกษตร 22 พฤศจิกายน 2551

No comments November 22nd, 2008

เกาะข่าวเกษตรประจำฉบับวันเสาร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

นายประเสริฐ โกศัลวิตร อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า ในช่วงนี้หลายพื้นที่แม้ไม่มีฝนตกแล้วแต่ยังมีน้ำท่วมขัง ทำให้พื้นที่การเกษตรเสียหาย เกษตรกรที่ปลูกข้าวแต่ยังไม่ได้เก็บเกี่ยวไม่ควรให้ข้าวแช่น้ำนานเกิน 2 วัน ควรเร่งระบายน้ำออก และเมื่อเก็บเกี่ยวแล้วควรรีบลดความชื้นข้าวโดยการตากแขวนรวงทันทีก่อนที่จะ ทำการนวด จากนั้นทำการลดความชื้นเมล็ดข้าวให้เหลือประมาณ 14% หากต้องการเก็บข้าวไว้เพื่อบริโภคควรเก็บรักษาในสภาพข้าวสาร ข้าวที่แช่น้ำและทำให้สุกแล้วไม่ควรเหลือค้าง เพราะข้าวจะบูดง่าย

นอกจากนี้ในช่วงระหว่างน้ำลดอาจพบโรคกาบใบแห้งซึ่งเกิดจากเชื้อรา โดยแสดงอาการเป็นโรคข้าวยุบตายเป็นหย่อม ให้ทำการป้องกันกำจัดด้วยสารเคมี ฉีดพ่นตรงบริเวณโคนต้น หากพบหนอน กระทู้คอรวง หรือหนอนกระทู้กล้า ควรรีบเก็บทำลาย

นายศิริชัย จันทร์นาค ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรบ้านลาด จำกัด กล่าวถึงปัญหาการเพิ่มผลผลิตกล้วยหอมให้เพียงพอกับความต้องการของตลาดใน ปัจจุบันว่า สาเหตุที่ขยายพื้นที่การผลิตไม่ได้ตามที่ต้องการในตอนนี้คือ ระบบชลประทาน เพราะกล้วยหอมเป็นพืชที่ต้องการน้ำเป็นอย่างมาก เพราะฉะนั้นในส่วนที่ต้องการให้ขยายพื้นที่ปลูกก็ติดขัดด้วยเรื่องชลประทานเหมือนกัน เพราะต้องทำในเขต ชลประทาน จะได้มีน้ำในการปลูกกล้วยอย่างเพียงพอ ถ้าไม่มีแหล่งน้ำทำไม่ได้เลย

ส่วน นายชัชชัย ไพศาล ประธานกลุ่มเกษตรกรทุ่งคาวัด อ.ละแม จ.ชุมพร กล่าวว่า ทางกลุ่มฯ ได้ส่งกล้วยหอม ออกไปประเทศญี่ปุ่นมาประมาณ 15-16 ปีแล้ว โดยมีพื้นที่ปลูกกว่า 2,000 ไร่ และใน 1 ปี จะส่งออก 51 สัปดาห์ ครั้งละประมาณ 50 ตัน มีการพัฒนาในการเพิ่มพื้นที่ โดยแนะนำส่งเสริม และชี้แจงถึงการลงทุนและผลกำไร ซึ่งต้นทุนในการปลูกกล้วยหอมนั้นจะอยู่ประมาณ 17,000-20,000 กว่าบาทต่อไร่ เมื่อขายจะได้ 35,000-40,000 บาทต่อไร่ เพราะฉะนั้นจะมีรายได้หลังหักค่าใช้ประมาณ 15,000 กว่าบาทขึ้นไปอย่างแน่นอน ส่วนการเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกนั้นมีแน่นอน แต่ต้องใช้เวลา เพราะกล้วยที่ได้มาตรฐาน และปลอดสารเคมีต้องใช้เวลา เกษตรกรผู้ปลูกต้องมีระเบียบวินัยมีความอดทน

ทางด้าน นายอาคม คงกะเรียน หัวหน้าหน่วยฝ่ายการตลาด สหกรณ์การเกษตรท่ายาง จำกัด จ.เพชรบุรี กล่าวว่า สหกรณ์การเกษตรท่ายาง จำกัด ผลิตกล้วยหอมทองปลอดสารพิษส่งจำหน่ายให้แก่สหกรณ์ผู้บริโภคโตโต้ประเทศ ญี่ปุ่น ปีละประมาณ 300-400 ตัน และตอนนี้ได้มีออร์เดอร์ล่วงหน้า 2 ปี โดยในปี 2552 มีออร์เดอร์ 780 ตัน และในปี 2553 อีก 1,100 ตัน โดยมีสมาชิกที่ปลูกกล้วยหอมทองจำนวน 122 ราย เนื้อที่เพาะปลูกประมาณ 500-600 ไร่ ในปี พ.ศ. 2550 ที่ผ่านมามีมูลค่าการค้า 8.22 ล้านบาท และในตอนนี้สหกรณ์ได้เตรียมแผนขยายกำลังการผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะขยายพื้นที่มากกว่าเดิมถึง 2 เท่าของปีนี้

ปลา น้ำกร่อย

การผลิตสินค้าเกษตรระบบ GAP

No comments November 19th, 2008

ระบบจัดการผลิตที่ถูกต้องเหมาะสม (GAP)
ยกเกรดสินค้าเกษตรโกอินเตอร์ เปลี่ยนแนวการผลิตด้วย GAP

ปัจจุบันผลิตผลทางเกษตรกรรม… แม้เกษตรกรไทยจะมีฝีมือสร้างผลิตผลออกมาคุณภาพสูงเพียงใด หากผ่านกระบวนการตาม ระบบจัดการผลิตที่ถูกต้องเหมาะสม (GAP) ก็ไม่เป็นที่ยอมรับของตลาด….มิหนำซ้ำยังถูก “กดราคา” รับซื้อโดยเฉพาะกับผู้บริโภคในต่างแดน

แต่ถ้าหากรายไหน “ปรับทิศเปลี่ยนแนวทาง” ได้ทันสถานการณ์ ก็นอนนับเงินต่างประเทศได้อย่าง “ชิลด์ๆ” เหมือนอย่างกลุ่มผู้ปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้ส่งออกของ นายมนตรี ศรีนิล เกษตรกรบ้านเลขที่ 31 หมู่ 7 ตำบลโป่งตาลอง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ซึ่งในวันนี้โกยเม็ดเงินจากการส่งออกผลผลิตได้ปีหนึ่งนับล้านบาท

…มนตรี บอกให้ฟังว่า….หลังไปดูงานที่กลุ่มผู้ส่งออกมะม่วงในอำเภอบางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา พอกลับมาจึงเริ่มโค่นพันธุ์เขียวเสวย ทองดำ แก้ว แล้วเปลี่ยนมาปลูก “น้ำดอกไม้” ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศ พร้อมทั้งติดต่อกับบริษัทผู้รับซื้อเพื่อส่งออกกับเขาบ้าง แต่ไม่ค่อยได้รับความสนใจ และยังโดนกดราคา ทั้งๆที่ผลผลิตมีคุณภาพ

…แล้วชักชวนเพื่อนบ้านรวมกลุ่ม ปรึกษา หาแนวทางผลิตมะม่วงคุณภาพ ศึกษาว่า “สารเคมี” ที่อยู่ตามท้องตลาดว่า ชนิดไหนต้องห้ามสามารถใช้ได้กี่วันก่อนเก็บเกี่ยว อีกทั้ง ติดต่อขอคำชี้แนะจาก สนง.เกษตรอำเภอ ในการ เข้าสู่ การผลิตระบบ GAP หลังเก็บเกี่ยวผลผลิตได้จึงส่งไปตรวจ ขอรับรองสัญลักษณ์ Q ว่า “ปลอดสาร” จาก กรมวิชาการเกษตร

หลายๆบริษัทเริ่มเข้ามารับซื้อถึงหมู่บ้าน เพื่อส่งไปขาย ประเทศญี่ปุ่น ยุโรป เกาหลี จีน สิงคโปร์ จากเดิมสมาชิกบางรายจะขายมะม่วงแบบ เหมาสวน พอเปลี่ยนมาควบคุมคุณภาพแม้บางฤดูผลผลิตจะมีมากแต่ก็ไม่ทำให้เสียราคา

และ…นี่คือความแตกต่างของตลาดในบ้านเรากับตลาดส่งออก ที่เพียงรักษาคุณภาพให้ได้อย่างที่ผู้ซื้อต้องการ ราคาก็ไม่ตกแม้ผลผลิตจะมีมาก… .

สำหรับการจัดการ ภายในสวนเพื่อให้มีคุณภาพนั้น มนตรี บอกว่า ในเดือนมกราคมหลังเก็บเกี่ยวผลิตผลหมดจะให้ปุ๋ยสูตรเสมอ อัตราครึ่ง กก./ต้น/ครั้ง ทิ้งช่วง 30 วัน ตัดแต่งกิ่ง ฉีดฮอร์โมนกระตุ้น ช่วงที่แดดไม่ร้อนจัด พอเริ่มแตกใบอ่อนจะราดสารแพคโคบิวโคโซนเพื่อชะลอการเจริญเติบโต และให้น้ำปุ๋ยเคมี ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ จากนั้น 15 วัน ฉีดพ่นอาหารทางใบ กระตุ้นการสร้างตา พอเริ่มเห็นดอกมะม่วงควรให้น้ำ พร้อมกับฉีดยากันแมลง ภายในสวนต้องสะอาดตามมาตรฐานของกรมวิชาการเกษตรและเกณฑ์ของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเจ้าหน้าที่จะมาดูบ่อยครั้ง

พอมะม่วงมีขนาดเท่าไข่ไก่ ห่อด้วยถุงกระดาษ “คาร์บอน” กันแมลง แต่ถ้าไม่ใช้ตลาดต่างประเทศก็ไม่รับซื้อผลผลิต จึงทำให้มีต้นทุนสูงขึ้น และเราพึ่งตั้งกลุ่มไม่นานเงินทุนหมุนเวียนมีน้อย ดังนั้นจึงกู้เงินจาก ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) มาใช้หมุนเวียน หลังจากนั้นอีก 45-50 วัน จึง เก็บผลผลิตอย่างระมัดระวัง เพราะหากเกิดรอยช้ำจะทำให้ ราคาหายไปเกือบครึ่ง

นายไพฑูรย์ มาไพศาล หนึ่ง ในสมาชิก บอกว่า แรกๆตอนพี่มนตรีชักชวนให้เข้าร่วมยังไม่กล้าเพราะต้องใช้ต้นทุนสูง อีกทั้งทางประเทศญี่ปุ่นเคร่งครัดเรื่องคุณภาพที่ต้องผ่านการคัดสรรอย่างดี ทำให้กลัวว่าผลผลิตจะไม่ผ่านเกณฑ์ แต่ผ่านไปหนึ่งฤดู บอกได้เลยว่า “ไม่ใช่เรื่องยาก” ถ้า ทำตามแนวทางการดูแลสวนอย่างที่อบรม วันนี้ตั้งมั่นเพียงอย่างเดียวว่าทำอย่างไรให้มะม่วงของเราคุณภาพดีที่สุด เท่านั้น ทุกวันนี้ผมเริ่มจะลืมตาอ้าปากได้ “แม้ต้นทุนจะสูงแต่ก็พออยู่ได้ เพราะการรับซื้อผลผลิตเขาวัดกันที่คุณภาพ”

นายวินัย ตั้งบุญนิธิวงศ์ ผู้จัดการ ธ.ก.ส.สาขาปากช่อง บอกว่า แม้หลายพื้นที่จะหันมาปลูกมะม่วงสายพันธุ์น้ำดอกไม้กันมาก แต่เพื่อไม่ให้ปริมาณล้นตลาด กลุ่มผู้ส่งออกจึงวางแผนร่วมกัน อย่างที่อำเภอปากช่อง จะทำมะม่วงนอกฤดู พอปริมาณเริ่มลดน้อยลง ผลผลิตจากอำเภอบางคล้า สุพรรณบุรี อ่างทอง พื้นที่ทางภาคเหนือ ก็จะออกสู่ท้องตลาดหมุนเวียนสลับกัน การวางแผนนี้จึงทำให้ราคาซื้อขายไม่ตก

เกษตรกรรายใดที่ต้องการหันมาเปลี่ยนแนวทางการผลิตที่ถูกต้องอย่างเหมาะสม เพื่อทำให้ผลผลิตโกอินเตอร์บ้าง กริ๊งกร๊างสอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร. 08-9582-2211, 08-9844-4993. ในวันเวลาที่เหมาะสม.

เพ็ญพิชญา เตียว

ข่าวเกษตร 14 พฤศจิกายน 2551

No comments November 14th, 2008

เกาะข่าวเกษตรประจำฉบับวันศุกร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยระหว่างการสนทนากับ Mr.John Mutorwa รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร น้ำ และป่าไม้ สาธารณรัฐนามิเบีย ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีความยินดี ที่จะให้ความช่วยเหลือด้านการเกษตรสาขาที่สาธารณรัฐนามิเบีย มีความสนใจ ซึ่งในปี 2549 ที่ผ่านมาทางสาธารณรัฐนามิเบีย ได้เสนอขอความร่วมมือด้านผู้เชี่ยวชาญสาขาผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำเปลือกแข็ง 1 คน ไปปฏิบัติงานที่ นามิเบีย ในเบื้องต้นกระทรวงเกษตรฯ จึงได้พิจารณาให้ความร่วมมือจัดส่งเจ้าหน้าที่ กรมประมง 3 คน ไปสำรวจข้อมูลที่นามิเบีย ส่วนความร่วมมือด้านพืชนั้น สาธารณรัฐนามิเบียมีความสนใจเป็นพิเศษต่อเทคโนโลยีการเพาะปลูกข้าว เทคโนโลยี การเก็บเกี่ยวและการแปรรูปข้าว เนื่องจากพื้นที่บางส่วนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของสาธารณรัฐ นามิเบีย มีสภาพภูมิประเทศที่เหมาะสม มีแหล่งน้ำและปริมาณน้ำฝนพอเพียงต่อการเจริญเติบโตของข้าว ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ มีความพร้อมและยินดีที่จะให้ความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนดูงาน รวมถึงจัดส่งทีมผู้เชี่ยวชาญ วิทยากรด้านการเพาะปลูกและวิจัยพันธุ์ข้าวจากหน่วยงานต่าง ๆ ปฏิบัติงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ของสาธารณรัฐ นามิเบีย

นายสมพัฒน์ แก้วพิจิตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยว่า ที่ประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้ และประเทศ +3 ณ กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม ได้มีมติเห็นชอบในการดำเนินงาน โครงการการพัฒนาสินค้าเกษตรอินทรีย์ ในกลุ่มประเทศอาเซียน เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนาระบบการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ รวมทั้งการควบคุมคุณภาพเพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล ระหว่างประเทศ อาเซียนและจีน รวมถึงการพัฒนาความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน เพื่อนำไปสู่การเป็นศูนย์กลางด้านการผลิตและการส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์ไป สู่ตลาดโลก

นายธวัชชัย สำโรงวัฒนา รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดการสัมมนา เรื่อง “แนวทางการดำเนินงานศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้านและ ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชน ปีงบประมาณ พ.ศ. 2552” ณ โรงแรมปรินซ์พาเลซ ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เล็งเห็นความสำคัญขององค์ความรู้ของปราชญ์ชาวบ้าน ในการถ่ายทอด การพัฒนาการเกษตรตามแนวทฤษฎีใหม่โดย ยึดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง จึงได้ประสานความร่วมมือกับปราชญ์ชาวบ้านในทุกภาคของประ เทศ จำนวน 154 ศูนย์ เพื่อดำเนินการฝึกอบรมเกษตรกรจำนวน 75,000 ราย โดยการดำเนินงานตามแผนงานในปีงบประมาณ พ.ศ. 2551 ได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ จนถึงเดือนกันยายน ซึ่งบรรลุผลสำเร็จตาม เป้าหมายที่กำหนดไว้ และในปีงบประมาณ 2552 ได้ดำเนินโครงการดังกล่าวต่อเนื่องอีกต่อไป

ปลา น้ำกร่อย