Archive: Posts Tagged ‘การส่งออก’

ส่งออกผลไม้ไทยตีตลาดจีน

1 comment September 22nd, 2009

ผลไม้
ผลไม้เมืองร้อนไทย สยายปีกตีตลาดจีน

สาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นตลาดส่งออกสินค้าเกษตรสำคัญของไทย โดยมีมูลค่าส่งออกสูงถึง 200,000 ล้านบาทต่อปี และมีสินค้าส่งออกหลัก ได้แก่ ยางพารา ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ข้าว ผลไม้ สดแช่เย็น-แช่แข็งและแห้ง ปลาสดแช่เย็น-แช่แข็ง กุ้งสดแช่เย็น-แช่แข็ง ปลาหมึกสดแช่เย็น-แช่แข็ง กล้วยไม้ สัตว์น้ำ จำพวกครัสตาเซีย และตะพาบน้ำ เป็นต้น ขณะนี้ผลไม้ไทยกำลังได้รับความนิยมจากผู้บริโภคชาวจีนอย่างมาก ทำให้ไทยสามารถส่งออกผลไม้คุณภาพดีไปจีนได้ปีละกว่า 5,000 ล้านบาท และปีนี้คาดว่ามูลค่าส่งออกจะมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอีก เนื่องจากกระทรวง เกษตรฯ เร่งสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพสินค้า และความปลอดภัยทางอาหารให้กับผู้นำเข้า ซึ่งเป็นช่องทางที่จะช่วยขยายตลาดส่งออกผลไม้ไทยในจีนได้เพิ่มมากขึ้น

นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯ มอบหมายให้สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตร และอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ร่วมกับสำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศประจำกรุงปักกิ่ง ภาคเอกชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการจัดโรดโชว์ ศักยภาพผลไม้เมืองร้อนของไทยได้แก่ ทุเรียน มังคุด ลำไย เงาะ ลองกอง ส้มโอ และ กล้วยไข่ ที่ตลาดขายส่งสินค้าเกษตรซินฟาตี้ ณ กรุงปักกิ่ง ภายใต้ ชื่อ “ผลไม้มงคล สดจากไทยปลอดภัยได้มาตรฐานสากล”

การจัดโรดโชว์ครั้งนี้ ยังเป็นการเปิดเวทีให้ผู้ส่งออกผลไม้ของไทยได้พบปะกับผู้นำเข้าและลูกค้าชาวจีนที่มาซื้อผลไม้ ณ ตลาดผลไม้กรุงปักกิ่ง ซึ่งจะทำให้ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาการผลิตสินค้าเกษตรให้ตรงตามความต้องการของตลาด ซึ่งผลการจัดงานปรากฏว่าได้รับความสนใจจากผู้นำเข้า ผู้ค้าส่ง-ค้าปลีก และผู้บริโภคชาวจีนเป็นจำนวนมาก

ปัจจุบันรัฐบาลจีนอนุญาตให้นำเข้าผลไม้ไทย จำนวน 23 ชนิด สำหรับผลไม้ที่ได้รับความนิยม ได้ แก่ ทุเรียน มังคุด ลำไย กล้วยไข่ ชมพู่ทับทิมจันทร์ มะม่วงน้ำดอกไม้ เงาะโรงเรียน ส้มโอ มะขามหวาน มะพร้าวน้ำหอม ส้ม เปลือกล่อน น้อยหน่า และแก้วมังกร นอกจากนั้นยังมีผลไม้แปรรูปหลายชนิดกำลังเป็นที่นิยมด้วย อาทิ ลำไยอบแห้ง ทุเรียนทอดกรอบ กล้วยอบกรอบ ขนุนและสับปะรดอบกรอบ เป็นต้น

ประเทศไทยได้เปิดช่องทางขนส่งสินค้าผลไม้ไปจีนเส้นทางใหม่ คือ เส้นทาง R9 จากจังหวัดมุกดาหารผ่านลาว เวียดนาม เข้าสู่ด่านโหย่อี้กว่าน เมืองผิงเสียง มณฑลกวางสีของจีน ระยะทางรวมประมาณ 1,200 กิโลเมตร ซึ่งการลำเลียงสินค้าไปยังปลายทางจะใช้ระยะเวลาสั้น ประมาณ 2-3 วัน ทำให้ชาวจีนที่อยู่ห่างไกลมีโอกาสบริโภคผลไม้ไทยที่ยังสด ใหม่ รสชาติดี และคงคุณค่าทางโภชนาการที่สมบูรณ์เหมือนกับสินค้าที่คน ไทยได้บริโภค อนาคตคาดว่าการเปิดเส้นทาง R9 จะช่วยให้ไทยสามารถกระจายสินค้า ผลไม้และสินค้าเกษตรอื่น ๆ ไปจีนได้เพิ่มขึ้น 20-30% หรือประมาณ 1,000-1,500 ล้านบาท

นางสาวเมทนี สุคนธรักษ์ ผอ.สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กล่าวเพิ่มเติมว่า การเยือนจีนครั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ได้หารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงควบคุมคุณภาพและตรวจสอบกักกันโรค (AQSIQ) แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยฝ่ายไทยขอให้ AQSIQ มั่นใจในสินค้าเกษตรและอาหารจากไทยโดยเฉพาะผลไม้

นอกจากนั้น AQSIQ ยังได้เสนอ ให้มีการทำความร่วมมือในการขนส่งสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้นอีก 1 เส้นทาง คือ เส้นทาง R3 ที่เชื่อมระหว่างจังหวัดเชียงรายไปยังมณฑลยูนนานของจีน ซึ่งการขนส่งสินค้าผ่านเส้นทางนี้ จะทำให้เกิดการค้าสินค้าผักและผลไม้ระหว่างกันเพิ่มมากขึ้นและทั้ง 2 ฝ่ายยังได้หารือถึงแนวทางการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช พร้อมพิจารณาความก้าวหน้าเรื่องคงค้างระหว่างกัน

หลังเปิดเขตเสรีทางการค้าหรือ เอฟทีเอ (FTA) ระหว่างไทย-จีน ที่มีการปรับ ลดภาษีนำเข้าตามข้อตกลงเหลือร้อยละ 0 ส่งผลให้มีการขยายการค้าสินค้าผักและผลไม้ เพิ่มขึ้น โดยไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้า และการเปิดใช้เส้นทาง R9 ขนส่งสินค้า ผลไม้ทางบกไปยังจีนจะเป็นช่องทางสำคัญที่ช่วยกระจายสินค้าผลไม้ไปจีนได้เพิ่มมากขึ้นและรวดเร็วด้วย โดยเฉพาะช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดกระจุกตัวมาก คาดว่าจะสามารถช่วยระบายสินค้าออกจากแหล่งผลิตและช่วยลดปัญหาสินค้าล้นตลาดได้

dailynews

พุทราพันธุ์มิ่งเฉา

No comments August 1st, 2009

พุทรา มิ่งเฉา
พุทราพันธุ์ มิ่งเฉา ที่ไต้หวัน

หลายคนยังไม่ทราบว่าไต้หวันเป็นประเทศที่มีสายพันธุ์พุทราดี ๆ มากมายหลายสายพันธุ์มีเกษตรกรไทยนำพันธุ์พุทราจากไต้หวันมาปลูกในบ้านเราจน ประสบผลสำเร็จหลายราย เนื่องจากพุทราไต้หวันมีขนาดของผลใหญ่มาก รสชาติดีและเป็นที่ต้องการของตลาด ในขณะเดียวกันที่ไต้หวันเองได้มีการพัฒนาสายพันธุ์พุทราอย่างต่อเนื่อง

อย่างกรณีของพุทราพันธุ์ “มิ่งเฉา” ซึ่งเมื่อแปลเป็นภาษาไทยเรียกว่าพันธุ์ “น้ำผึ้ง” เป็นสายพันธุ์ที่มีการปลูกมากที่สุดในไต้หวันด้วยคุณภาพที่เนื้อหวานและกรอบ มีรูปทรงเป็นรูปกระสวย ขนาดของผลใหญ่มีน้ำหนักผลเฉลี่ย 5-6 ลูกต่อ 1 กิโลกรัมแตกต่างจากพันธุ์ซุปเปอร์จัมโบ้และพันธุ์นมสดที่มีปลูกอยู่ในบ้าน เราในขณะนี้

ในเรื่องวิธีการปลูกและบำรุงรักษาพุทราพันธุ์ “มิ่งเฉา” มีหลายเรื่องที่น่าสนใจที่นำมาประยุกต์ใช้ในบ้านเราได้ อาทิ อุณหภูมิของสภาพพื้นที่ปลูกเฉลี่ยไม่ควรสูงกว่า 35 องศาเซลเซียส และอุณหภูมิต่ำสุดเฉลี่ยจะต้องไม่เกิน 5 องศาเซลเซียส สภาพดินที่ใช้ปลูกพุทราที่ไต้หวันจะให้ความสำคัญในเรื่องของอินทรียวัตถุมาก โดยเฉพาะการใส่ปุ๋ยคอก ค่าของความเป็นกรดและด่างของดินเฉลี่ย 6-6.5 (pH=6-6.5) เหมาะสมที่สุด

ต้นพุทราไม่ชอบสภาพดินเป็นกรด ถ้า สภาพดินมีค่า pH ต่ำกว่า 5 จะต้องใส่ปูนขาวก่อนปลูก นอกจากนั้นสภาพดินควรจะมีการระบายน้ำที่ดีถึงแม้จะเป็นสภาพที่ดอนควรจะทำ แปลงแบบยกร่องลูกฟูก แปลงปลูกพุทราหลายแปลงที่มีพื้นที่ปลูกไม่มากจะมีการกางมุ้งเพื่อป้องกัน แมลง เป็นที่สังเกตว่าการปลูกพุทราไต้หวันหลังจากที่เก็บ เกี่ยวผลผลิตเสร็จในแต่ละปี จะมีการตัดกิ่งทั้งหมดทิ้งให้เหลือเพียงต้นตอและกิ่งหลัก

หลังจากนั้นจะมีการนำยอดหรือตาพันธุ์ดีมาเสียบใหม่ทุกปี สำหรับปุ๋ยเคมีที่ใช้ในการปลูกพุทราพันธุ์ “มิ่งเฉา” นั้นในช่วงแตกใบใหม่จะเน้นปุ๋ยที่มีธาตุไนโตรเจนและฟอสฟอรัส ในช่วง ติดผลจะเน้นธาตุโพแทสเซียม สำหรับการบริหารวัชพืชในแปลงปลูกพุทราจะไม่นิยมใช้สารป้องกันและกำจัดวัชพืช ทุกชนิด จะใช้วิธีการตัดหญ้าเนื่องจากที่ผ่านมาการใช้ยาฆ่าหญ้ามีผลกระทบต่อต้นพุทรา

การค้าขายผลผลิตพุทราพันธุ์นี้จะแบ่งออกเป็น 5 เกรด เกรดเอ มีน้ำหนักผลไม่ต่ำกว่า 150 กรัม และมีความหวานไม่ต่ำกว่า 13 เปอร์เซ็นต์บริกซ์, เกรดบี มีน้ำหนักผลเฉลี่ย 130-150 กรัม ความหวานเท่ากับเกรดเอ สำหรับเกรดซี มีน้ำหนักผลเฉลี่ย 110-130 กรัม, เกรดดี มีน้ำหนักผลเฉลี่ย 90-110 กรัม และเกรดสุดท้ายมีน้ำหนักผลต่ำกว่า 90 กรัมลงมา และทั้ง 3 เกรดจะต้องมีความหวานเฉลี่ยอยู่ที่ 12 เปอร์เซ็นต์ บริกซ์

ช่วงเทศกาลตรุษจีนของทุกปีจะเป็นช่วงที่คนไต้หวันนิยมบริโภคพุทรามากที่สุด และในช่วงเวลานั้นพุทราพันธุ์ “มิ่งเฉา” จะมีราคาแพงที่สุด.

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ
dailynews

ปทุมมา หรือ สยามทิวลิป

10 comments July 8th, 2009

ดอกปทุมมา
ปทุมมา เป็นที่ต้องการของตลาดโลก

เราเห็นดอกทิวลิป เราก็ว่ามันเป็นดอกไม้ที่สวยงาม โดยเฉพาะที่เขาปลูกเป็นทิวแถวเห็นแล้วรู้สึกชื่นชมสมอุรา ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์เขาปลูกเป็นอุตสาหกรรมเลย ปัจจุบันบ้านเราก็มีคนเอาทิวลิปมาปลูกกันแล้ว แต่ต้องมีวิธีการจัดการที่เหมาะสม เพราะมันเป็นไม้ดอกเมืองหนาว แต่ก่อนนั้น เราไม่มีทิวลิป เราเห็น ดอกกระเจียว หรือ ดอกปทุมมา เราก็พยายามผลักดันให้มันเหมือนดอกทิวลิป คือจากดอกไม้ที่ไม่มีราคาค่างวดอะไรก็พยายามส่งเสริม ยกระดับมันขึ้นมาให้มันเป็น “ดาว” ให้ได้ มัวแต่ผลักดันปั้นดินให้เป็นดาว จนลืมไปว่า ชาวต่างชาติชอบที่จะนำเอาพืชท้องถิ่นของไทยนี่แหละ ไปจดสิทธิบัตรว่า เป็นพันธุ์พืชของประเทศเขา เราเคยโดนมาแล้วไง ยังไม่เข็ด แล้วปทุมมาที่เรากำลังผลักดันให้เป็นดาวอยู่นี่แหละ เรากำลังหวั่นเกรงว่าจะถูกเนเธอร์แลนด์ยื่นจด “สิทธิบัตร” ฮุบ “พันธุ์ปทุมมา”

เรื่องนี้ช้าไม่ได้ ทาง นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมวิชาการเกษตร บอกว่า เนื่องจากแต่ละปีสมาชิกกลุ่มสหภาพยุโรป (อียู) นำเข้าหัวพันธุ์ปทุมมาจากไทยไปปลูกค่อนข้างมาก เพื่อผลิตเป็นไม้ตัดดอกและไม้กระถาง โดยเฉพาะประเทศเนเธอร์แลนด์ได้มีความพยายามที่จะยื่นจดสิทธิบัตรพันธุ์ปทุมมาให้เป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในเนเธอร์แลนด์ กรมวิชาการเกษตรจึงนำคณะนักพฤกษศาสตร์ของไทยเดินทางไปยังกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเป็นแหล่งรวบรวมพันธุ์พืชคุ้มครองของอียูเพื่อตรวจสอบข้อมูลการยื่นจด สิทธิบัตรคุ้มครองพันธุ์ปทุมมาที่เนเธอร์แลนด์แอบอ้างสิทธิ ถ้าพบว่าเป็นพันธุ์ปทุมมาของไทย กรมวิชาการเกษตรจะยื่นคัดค้านการจดสิทธิบัตรพันธุ์พืชดังกล่าวทันที เพื่อปกป้องพันธุ์พืชไทยไม่ให้ต่างชาติขโมยพันธุ์ไปได้ ขณะเดียวกันยังเป็นการปกป้องตลาดและมูลค่าการส่งออกหัวพันธุ์ปทุมมาที่มีแนว โน้มเพิ่มสูงขึ้นไต่ระดับสู่ปีละ 100 ล้านบาท

หากปล่อยให้อียู ขึ้นทะเบียน และจดสิทธิบัตรปทุมมาเป็นพันธุ์พืชคุ้มครองของอียูได้ อนาคตจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกหัวพันธุ์ปทุมมาของไทยอย่างมาก โดยผู้ส่งออกต้องเสียค่าใช้จ่ายให้กับประเทศที่ยื่นจดสิทธิบัตรเอาไว้ซึ่งจะ ทำให้มีต้นทุนสูงขึ้น กรมวิชาการเกษตรจำเป็นต้องเร่งตรวจสอบข้อ มูลรายละเอียด ทั้งเอกสารเกี่ยวกับพันธุ์ปทุมมาที่เนเธอร์แลนด์ขอยื่นจดสิทธิบัตร พร้อมดูงานในเนอร์สเซอรี่และแปลงปลูกทดสอบ โดยต้องตรวจสอบลักษณะต้น ลักษณะหัว ลักษณะใบ และลักษณะดอก ถ้าพิสูจน์แล้วพบว่า ปทุมมาที่เนเธอร์แลนด์อ้างสิทธิ เป็นปทุมมาต่างชนิดกับพันธุ์ปทุมมาของไทย ก็จะให้ขึ้นทะเบียนพันธุ์พืชและจดสิทธิบัตรได้

ปทุมมา หรือที่ชาวต่างชาตินิยม เรียกว่า สยามทิวลิป เป็นไม้ดอกที่มีศักยภาพในการส่งออกสูงเป็นอันดับ 2 ของไทยรองจากกล้วยไม้ ปัจจุบันประเทศไทยมีมูลค่าการส่งออกปทุมมา ปีละประมาณ 30-40 ล้านบาท ขณะที่ตลาดโลกมี ความต้องการหัวปทุมมาไม่น้อยกว่า 200 ล้านบาทต่อปี โดยมีตลาดนำเข้าหลัก ได้แก่ ญี่ปุ่น เนเธอร์แลนด์ สหรัฐอเมริกา เยอรมนี โปรตุเกส อิสราเอล เบลเยียม อิตาลี จีน และไต้หวัน ถือเป็นตลาดที่มีคุณภาพและมีกำลังซื้อสูง ซึ่งมีความต้องการหัวพันธุ์ปทุมมา รวมปีละ 2-3 ล้านหัว

แหล่งปลูกปทุมมาเพื่อผลิตหัวพันธุ์เพื่อการส่งออกของไทยในปัจจุบัน ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน พะเยา เลย และชัยภูมิ เป็นต้น สำหรับพันธุ์ปทุมมาไทยมีค่อนข้างหลากหลาย อาทิ พันธุ์ชมพูพิงค์ ดอยตุง บลูมูน ชมพูพร้าว ขาวสันทราย เขียวมรกต และพันธุ์เชียงใหม่พิงค์ ซึ่งเป็นพันธุ์ที่เกษตรกรนิยมปลูกและส่งออกมากที่สุด โดยประเทศผู้นำเข้ามีความต้องการนำเข้าหัวพันธุ์ในช่วงเดือนกันยายนของทุกปี เพื่อปลูกขายเป็นไม้ดอกในเทศกาลคริสต์มาส ซึ่งได้รับการตอบรับจากตลาดดีมาก

dailynews

นวัตกรรมกล้วยไม้นานาชาติ

No comments June 25th, 2009

กล้วยไม้
เป้าผลักดันส่งออกกล้วยไม้ปีละ 10,000 ล้านบาท

นายอรรถ อินทลักษณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สมาคมพฤกษชาติแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ และสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย โดยสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การ มหาชน) เป็นผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการ จัดงานแสดง “นวัตกรรมกล้วยไม้นานาชาติ” ขึ้นในระหว่างวันที่ 24-26 กรกฎาคม 2552 ณ ฮอลล์ 8 อาคารอิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี

สำหรับการจัดงานในครั้งนี้ก็เพื่อให้เกิดการขยายตัวทางด้านการตลาด การเจรจาทางธุรกิจและการตกลงซื้อขายสินค้ากล้วยไม้และไม้ดอกไม้ประดับให้ กว้างขวางเพิ่มมากขึ้น และเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีในการเป็นผู้นำด้านการผลิตกล้วยไม้และไม้ดอกไม้ประดับ ของประเทศไทย อีกทั้งสร้างความเข้าใจในด้านคุณภาพและมาตรฐานสินค้าระหว่างผู้ผลิตและผู้ประกอบการทุกประเภทที่เกี่ยวข้อง

“กิจกรรมภายในงานจะประกอบด้วยนิทรรศการ 2 ส่วน โดยส่วนที่ 1 เป็นนิทรรศการกลางจัดแสดงนวัตกรรมใหม่ของกล้วยไม้ไทยและนานาชาติ จะจัดนิทรรศ การเกี่ยวกับกล้วยไม้ ไม้ดอก ไม้ประดับพันธุ์ใหม่ นิทรรศการการผลิตกล้วยไม้ในทศวรรษหน้า และนิทรรศการการสาธิต การใช้ประโยชน์จากกล้วยไม้ สำหรับส่วนที่ 2 เป็นนิทรรศ การแสดงผลงานด้านนวัตกรรมและผลงานวิจัยและการบริการของหน่วยงานภาครัฐและ เอกชนทั้งในและต่างประเทศ นอกจากนั้นยังมีการสัมมนานวัตกรรมกล้วยไม้ ทั้งด้านการผลิตและการตลาด การเจรจาธุรกิจระหว่าง ผู้นำเข้าจากต่างประเทศ และผู้ส่งออกของไทย รวมทั้งการจัดประกวดกล้วยไม้และจัดจำหน่ายสินค้ากล้วยไม้ ไม้ดอกไม้ประดับที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน รวมทั้งปัจจัยการผลิตและสินค้าเกษตรอื่น ๆ ด้วย” นายอรรถ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรกล่าว

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรกล่าวเพิ่ม เติมด้วยว่า เนื่องจากประเทศไทยมีโอกาสที่จะขยายการส่งออกได้อีกมาก เพราะประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตกล้วยไม้เมืองร้อนเป็นอันดับ 1 ของโลกและมีศักยภาพในการผลิตไม้ดอกไม้ประดับอื่น ๆ อีกมากมายหลายชนิดประกอบกับเป้าหมายที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะขยายผลการ ส่งออกกล้วยไม้ให้ได้มูลค่าปีละ 10,000 ล้านบาท ในปี พ.ศ. 2555 จึงจำเป็นต้องเร่งขีดความสามารถทั้งด้านการผลิตให้มีประสิทธิภาพและ ด้านการตลาดกล้วยไม้รวมถึงไม้ดอกไม้ประดับ อื่น ๆ ให้ขยายออกไปกว้างขวางมากยิ่งขึ้น

กล้วยไม้

ซึ่งหากมีการจัดงานแสดงนวัตกรรมกล้วยไม้นานาชาติขึ้นที่ประเทศไทยอย่างต่อ เนื่องทุกปี จะแสดงถึงศักยภาพในการเป็นผู้นำด้านกล้วยไม้และไม้ดอกไม้ประดับของไทยใน อนาคต ซึ่งคาดว่าจะส่งผลดีต่อภาพลักษณ์ ของประเทศไทยและธุรกิจกล้วยไม้และไม้ดอก ไม้ประดับของไทย รวมถึงเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวของไทยต่อไปอีกทางหนึ่งด้วย.

dailynews

การส่งออกของลำไย

No comments June 20th, 2009

ลำไย
ราคาสูง จีน ยุโรป อินโดนีเซีย รับไม่อั้น

นายกมล เกษมศุข รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ปัจจุบันพื้นที่ปลูกลำไยมีมากกว่า 1 ล้านไร่ ทำให้ผลผลิตลำไยล้นตลาดขายไม่ได้ราคา โดยเฉพาะอย่างยิ่งลำไยในฤดูซึ่งจะออกในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ของทุกปี โดยลำไยผลใหญ่สุดได้แก่ ลำไยเกรด AA จะมีราคาประมาณกิโลกรัมละ 10 บาท ลำไยเกรด A มีราคาประมาณกิโลกรัมละ 5 บาท และลำไยเกรด B มีราคาประมาณกิโลกรัมละ 3 บาทเท่านั้น

ทำให้เกษตรกรจำนวนมากประสบปัญหาการขาดทุน ส่งผลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งหาทางแก้ไข ซึ่งในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยให้กรมส่งเสริมการเกษตรหาแนวทางแก้ไข ด้วยการกระจายการผลิตลำไยให้ได้ผลผลิตตลอดทั้งปี ให้ครอบคลุมพื้นที่ร้อยละ 40 ของพื้นที่ผลิตลำไยทั้งหมด

ส่วนใหญ่การส่งออกของลำไยจะอยู่ในรูปลำไยสดช่อซึ่งมีตลาดส่งออกหลัก คือ จีน อินโดนีเซีย ฮ่องกง สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย แคนาดา เนเธอร์แลนด์ และอังกฤษ และภายหลังที่ประเทศไทยได้จัดทำข้อตกลงเปิดเขตการค้าเสรี หรือเอฟทีเอกับหลายประเทศ เป็นผลให้ลำไยได้กลายเป็นสินค้าเกษตรที่มีแนวโน้มสดใส ซึ่งคาดว่าจะสามารถผลักดันส่งออกได้เพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งการเปิดตลาดใหม่ที่น่าสนใจซึ่งผู้บริโภคมีกำลังซื้อสูง ได้แก่ สหรัฐอเมริกา กลุ่มตะวันออกกลาง และสหภาพยุโรป เป็นต้น

“กรมส่งเสริมการเกษตรจึงได้เร่งพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตลำไย นอกฤดูคุณภาพดี เพื่อลดปริมาณการกระจุกตัวของลำไยสดช่อที่จะออกสู่ตลาดในฤดูช่วงเดือน กรกฎาคม-สิงหาคมของทุกปี ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาราคาตกต่ำและส่งผลให้เกษตรกรประสบปัญหาขาดทุน ปัจจุบัน สินค้าลำไยนอกฤดูกำลังเป็นที่ต้องการของตลาดโดยเฉพาะตลาดส่งออก จึงมีเกษตรกรบางส่วนได้หันมาผลิตลำไยนอกฤดู เพื่อป้อนตลาดที่มีกำลังความต้องการสูง” นายกมล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าว

รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรเปิดเผยเพิ่มเติมด้วยว่า ในปีนี้ลำไยนอกฤดูของเกษตรกรในหลายพื้นที่ เช่นที่ อำเภอโป่งน้ำร้อน และ อำเภอสอยดาว จังหวัดจันทบุรี กำลังให้ผลผลิต โดยเฉพาะในอำเภอโป่งน้ำร้อนมีพื้นที่เพาะปลูกลำไยนอกฤดูกว่า 60,562 ไร่ ให้ผลผลิตประมาณ 49,372 ไร่ ซี่งผลผลิตทั้งหมดจะส่งออกไปจำหน่ายในประเทศจีน ร้อยละ 80 อินโดนีเซีย ร้อยละ 10 และ ทวีปยุโรป ร้อยละ 3 โดยราคารับซื้ออยู่ที่กิโลกรัมละ 25 ถึง 30 บาท

“นับเป็นความสำเร็จอีกขั้นหนึ่งของการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกร หันมาปลูกพืชที่ให้ผลผลิตนอกฤดูกาล อันนำมาซึ่งรายได้ของเกษตรกรตลอดทั้งปี และรายได้ของประเทศในการส่งออกผลผลิตภาคการเกษตรอีกด้วย” นายกมล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าว.

dailynews