Archive: Posts Tagged ‘การผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์’

กล้วยหอมทอง

No comments November 25th, 2008

กล้วยหอมทอง
กล้วยหอมทองปลอดสารพิษ

กล้วยหอมทอง” เป็นพืชเศรษฐกิจชนิดหนึ่งที่มีศักยภาพในการส่งออก โดยเฉพาะตลาดญี่ปุ่นมีความต้องการสูง ด้วยคุณ ลักษณะของกล้วยหอมทองพันธุ์แท้ ที่มีน้ำหนักมาก และลักษณะของกล้วยแต่ละลูกที่เรียงตัวกันอยู่ในหวีอย่างสวยงาม สีสวย รสชาติดี มีกลิ่นหอม น่ารับประทาน อีกทั้งผลผลิตของไทยมีความปลอดภัย ไร้สารเคมีและสารพิษตกค้างปนเปื้อน ทำให้กล้วยหอมทองของไทยได้รับความนิยมและเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคในตลาด ญี่ปุ่น ซึ่งนับวันแนวโน้มความต้องการของตลาดยิ่งเพิ่มสูงขึ้น

กล้วยหอมทองที่ปลูกในประเทศไทย ลักษณะทั่วไปของกล้วยหอมทองจะมีลำต้นสูง 2.5- 3.5 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางมากกว่า 20 เซนติเมตร กาบลำต้นด้านนอกมีประดำ ด้านในสีเขียวอ่อน และมีเส้นลายสีชมพู ก้านใบมีร่องค่อนข้างกว้าง และมีปีก เส้นกลางใบสีเขียว ส่วนของดอก ก้านเครือมีขน ปลีรูปไข่ ค่อนข้างยาว ปลายแหลม ด้านบนสีแดงอมม่วง ด้านในสีแดงซีด กล้วยเครือหนึ่งมี 4-6 หวี หวีหนึ่งมี 12-16 ผล ผลกว้าง 3-4 เซนติเมตร และ ยาว 21-25 เซนติเมตร ปลายผลมีจุกเห็นชัด เปลือกบาง เมื่อสุกเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทอง แต่ที่ปลายจุกจะมีสีเขียว แล้วเปลี่ยนสีภายหลัง เนื้อสีเหลืองเข้ม กลิ่นหอม รสหวาน

ประเทศไทยมีการส่งออกกล้วยกับคู่ค้าอย่างประเทศญี่ปุ่นมากว่าสิบปี ซึ่งคนญี่ปุ่นเองนิยมบริโภคกล้วยหอมจากประเทศไทยมากกว่ากล้วยจากประเทศอื่น ๆ เช่น ฟิลิปปินส์ เอกวาดอร์และโคลอมเบีย ที่มีการส่งออกกล้วยไปญี่ปุ่นเหมือนกัน เนื่องจากกล้วยหอมของไทยมีรสชาติหอมหวาน เปลือกบาง เนื้อไม่เหนียว จึงทำให้สามารถขายได้ในราคาที่สูงกว่ากล้วยจากประเทศคู่แข่ง แต่ไทยก็สามารถส่งออกได้เพียง 0.2 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ทำให้ความต้องการนำเข้ากล้วยหอมไทยเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่ญี่ปุ่นต้องนำเข้ามากถึงปีละ 1 ล้านตัน จากความต้องการของตลาดที่มีมากขึ้นทำให้ ประเทศไทยต้องมีการเพิ่มฐานการผลิต โดยเพิ่มพื้นที่การปลูกกล้วยให้มากขึ้น แต่ปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ทำให้การเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกเป็น ไปได้อย่างล่าช้า

นายจิตรกร สามประดิษฐ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ซึ่งกำกับดูแลการส่งเสริมการผลิตกล้วยหอมทองของสหกรณ์ในประเทศไทย กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า การส่งกล้วยหอมทองไปจำหน่ายที่ประเทศญี่ปุ่น ผ่านช่องทางของสหกรณ์ผู้ผลิตในประเทศไทย ถึงสหกรณ์ผู้บริโภคที่ประเทศญี่ปุ่น นับเป็นจุดกำเนิดของความร่วมมือในการซื้อขายผลผลิต กันระหว่างสหกรณ์ของ ทั้งสองประเทศในยุคแรก ๆ เรื่องของ สหกรณ์เป็นการช่วย เหลือซึ่งกันและกันในทุกด้าน เป็นหลักข้อ ที่ 6 ของสหกรณ์ ที่สหกรณ์ทั่วโลกยึดถือ ความร่วมมือกันจึงไม่เฉพาะแต่เรื่องของธุรกิจ แต่รวมถึงด้านวิชาการทางการเกษตรด้วย จากความร่วมมือกันดังกล่าว ทำให้สหกรณ์ของไทยต้องปรับปรุงศักยภาพการผลิต เนื่องจากบ้านเราส่วนใหญ่นิยมใช้สารเคมีในการปลูกพืชผัก เช่น ปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง โดยไม่มีการควบคุม ทุกพื้นที่จึงมีแต่สารเคมีเต็มไปหมด เพราะฉะนั้นในการปลูกกล้วยหอมเพื่อส่งออกไปยังญี่ปุ่น ทางญี่ปุ่น จะส่งเจ้าหน้าที่มาควบคุมคุณภาพอย่างเคร่งครัด ถึงแม้ทางญี่ปุ่นต้องการกล้วยหอมจากไทยเยอะมาก แต่เราไม่สามารถเพิ่มผลผลิตให้ทันต่อความต้องการของเขาได้ เนื่องจาก ไม่ค่อยมีใครอยากทำเพราะว่าขั้นตอนการปลูก การผลิตเขาจะเข้มงวด ตั้งแต่การเตรียมดิน ขั้นตอนการปลูก การขนส่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าดินไม่ปลอดสารเคมีทางญี่ปุ่นก็จะไม่รับซื้อผลผลิต เกษตรกรของไทยจึงจำเป็นต้องเรียนรู้วิทยาการด้านการเกษตร และการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยของประเทศญี่ปุ่นจากความร่วมมือในครั้งนี้

“การที่จะทำให้ดินไม่มีสารเคมีก็ต้องไม่เพิ่มเติมสารเคมีอะไรลงไป ปล่อยให้ชะล้างโดยธรรมชาติประมาณ 3-5 ปีกว่าจะหมด กว่าจะขยาย พื้นที่เพาะปลูกได้ต้องใช้เวลานาน นี่คือปัญหาอย่างหนึ่งในการเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกกล้วยหอมทองของไทย” รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว

เกษตรกร คัดกล้วยหอมทอง

สหกรณ์การเกษตรบ้านลาด จำกัด อ.บ้านลาด จ.เพชรบุรี ได้เริ่มจัดตั้งองค์กรส่งเสริม การสหกรณ์กับชุมนุมสหกรณ์ผู้บริโภคซูโตเคน ตั้งแต่ปี 2542 ปัจจุบันมีสมาชิกที่ปลูกกล้วยหอมทอง จำนวน 124 ราย เฉลี่ยปลูกรายละ 2-5 ไร่ ส่งกล้วยหอมทองให้ญี่ปุ่นสัปดาห์ละ 12 ตัน โดยในปี 2550 ที่ผ่านมามีมูลค่าการค้า 5.15 ล้านบาท ผลผลิตกล้วยหอมทองที่ส่งไปประเทศญี่ปุ่น จะส่งเมื่อผลของกล้วยมีความสุกประมาณ 70% เมื่อไปถึงประเทศญี่ปุ่นก็จะสุกพอดีรับประทาน ในปีการผลิต 2551/2552 สหกรณ์ผู้บริโภคซูโตเคน มีความต้องการกล้วยหอมทองสัปดาห์ละ 13-16 ตัน โดยสหกรณ์มีการเตรียมแผนเพื่อขยายกำลังการผลิตสำหรับตอบสนองความต้องการที่ เพิ่มขึ้นแล้ว โดยมีการประชาสัมพันธ์ให้สมาชิกเข้าร่วมโครงการเพิ่มขึ้น พร้อมกับขยายพื้นที่เพาะปลูกอีกประมาณ 15 ไร่ต่อเดือน.

ข่าวเกษตร 22 พฤศจิกายน 2551

No comments November 22nd, 2008

เกาะข่าวเกษตรประจำฉบับวันเสาร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

นายประเสริฐ โกศัลวิตร อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า ในช่วงนี้หลายพื้นที่แม้ไม่มีฝนตกแล้วแต่ยังมีน้ำท่วมขัง ทำให้พื้นที่การเกษตรเสียหาย เกษตรกรที่ปลูกข้าวแต่ยังไม่ได้เก็บเกี่ยวไม่ควรให้ข้าวแช่น้ำนานเกิน 2 วัน ควรเร่งระบายน้ำออก และเมื่อเก็บเกี่ยวแล้วควรรีบลดความชื้นข้าวโดยการตากแขวนรวงทันทีก่อนที่จะ ทำการนวด จากนั้นทำการลดความชื้นเมล็ดข้าวให้เหลือประมาณ 14% หากต้องการเก็บข้าวไว้เพื่อบริโภคควรเก็บรักษาในสภาพข้าวสาร ข้าวที่แช่น้ำและทำให้สุกแล้วไม่ควรเหลือค้าง เพราะข้าวจะบูดง่าย

นอกจากนี้ในช่วงระหว่างน้ำลดอาจพบโรคกาบใบแห้งซึ่งเกิดจากเชื้อรา โดยแสดงอาการเป็นโรคข้าวยุบตายเป็นหย่อม ให้ทำการป้องกันกำจัดด้วยสารเคมี ฉีดพ่นตรงบริเวณโคนต้น หากพบหนอน กระทู้คอรวง หรือหนอนกระทู้กล้า ควรรีบเก็บทำลาย

นายศิริชัย จันทร์นาค ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรบ้านลาด จำกัด กล่าวถึงปัญหาการเพิ่มผลผลิตกล้วยหอมให้เพียงพอกับความต้องการของตลาดใน ปัจจุบันว่า สาเหตุที่ขยายพื้นที่การผลิตไม่ได้ตามที่ต้องการในตอนนี้คือ ระบบชลประทาน เพราะกล้วยหอมเป็นพืชที่ต้องการน้ำเป็นอย่างมาก เพราะฉะนั้นในส่วนที่ต้องการให้ขยายพื้นที่ปลูกก็ติดขัดด้วยเรื่องชลประทานเหมือนกัน เพราะต้องทำในเขต ชลประทาน จะได้มีน้ำในการปลูกกล้วยอย่างเพียงพอ ถ้าไม่มีแหล่งน้ำทำไม่ได้เลย

ส่วน นายชัชชัย ไพศาล ประธานกลุ่มเกษตรกรทุ่งคาวัด อ.ละแม จ.ชุมพร กล่าวว่า ทางกลุ่มฯ ได้ส่งกล้วยหอม ออกไปประเทศญี่ปุ่นมาประมาณ 15-16 ปีแล้ว โดยมีพื้นที่ปลูกกว่า 2,000 ไร่ และใน 1 ปี จะส่งออก 51 สัปดาห์ ครั้งละประมาณ 50 ตัน มีการพัฒนาในการเพิ่มพื้นที่ โดยแนะนำส่งเสริม และชี้แจงถึงการลงทุนและผลกำไร ซึ่งต้นทุนในการปลูกกล้วยหอมนั้นจะอยู่ประมาณ 17,000-20,000 กว่าบาทต่อไร่ เมื่อขายจะได้ 35,000-40,000 บาทต่อไร่ เพราะฉะนั้นจะมีรายได้หลังหักค่าใช้ประมาณ 15,000 กว่าบาทขึ้นไปอย่างแน่นอน ส่วนการเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกนั้นมีแน่นอน แต่ต้องใช้เวลา เพราะกล้วยที่ได้มาตรฐาน และปลอดสารเคมีต้องใช้เวลา เกษตรกรผู้ปลูกต้องมีระเบียบวินัยมีความอดทน

ทางด้าน นายอาคม คงกะเรียน หัวหน้าหน่วยฝ่ายการตลาด สหกรณ์การเกษตรท่ายาง จำกัด จ.เพชรบุรี กล่าวว่า สหกรณ์การเกษตรท่ายาง จำกัด ผลิตกล้วยหอมทองปลอดสารพิษส่งจำหน่ายให้แก่สหกรณ์ผู้บริโภคโตโต้ประเทศ ญี่ปุ่น ปีละประมาณ 300-400 ตัน และตอนนี้ได้มีออร์เดอร์ล่วงหน้า 2 ปี โดยในปี 2552 มีออร์เดอร์ 780 ตัน และในปี 2553 อีก 1,100 ตัน โดยมีสมาชิกที่ปลูกกล้วยหอมทองจำนวน 122 ราย เนื้อที่เพาะปลูกประมาณ 500-600 ไร่ ในปี พ.ศ. 2550 ที่ผ่านมามีมูลค่าการค้า 8.22 ล้านบาท และในตอนนี้สหกรณ์ได้เตรียมแผนขยายกำลังการผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะขยายพื้นที่มากกว่าเดิมถึง 2 เท่าของปีนี้

ปลา น้ำกร่อย

การผลิตสินค้าเกษตรระบบ GAP

No comments November 19th, 2008

ระบบจัดการผลิตที่ถูกต้องเหมาะสม (GAP)
ยกเกรดสินค้าเกษตรโกอินเตอร์ เปลี่ยนแนวการผลิตด้วย GAP

ปัจจุบันผลิตผลทางเกษตรกรรม… แม้เกษตรกรไทยจะมีฝีมือสร้างผลิตผลออกมาคุณภาพสูงเพียงใด หากผ่านกระบวนการตาม ระบบจัดการผลิตที่ถูกต้องเหมาะสม (GAP) ก็ไม่เป็นที่ยอมรับของตลาด….มิหนำซ้ำยังถูก “กดราคา” รับซื้อโดยเฉพาะกับผู้บริโภคในต่างแดน

แต่ถ้าหากรายไหน “ปรับทิศเปลี่ยนแนวทาง” ได้ทันสถานการณ์ ก็นอนนับเงินต่างประเทศได้อย่าง “ชิลด์ๆ” เหมือนอย่างกลุ่มผู้ปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้ส่งออกของ นายมนตรี ศรีนิล เกษตรกรบ้านเลขที่ 31 หมู่ 7 ตำบลโป่งตาลอง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ซึ่งในวันนี้โกยเม็ดเงินจากการส่งออกผลผลิตได้ปีหนึ่งนับล้านบาท

…มนตรี บอกให้ฟังว่า….หลังไปดูงานที่กลุ่มผู้ส่งออกมะม่วงในอำเภอบางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา พอกลับมาจึงเริ่มโค่นพันธุ์เขียวเสวย ทองดำ แก้ว แล้วเปลี่ยนมาปลูก “น้ำดอกไม้” ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศ พร้อมทั้งติดต่อกับบริษัทผู้รับซื้อเพื่อส่งออกกับเขาบ้าง แต่ไม่ค่อยได้รับความสนใจ และยังโดนกดราคา ทั้งๆที่ผลผลิตมีคุณภาพ

…แล้วชักชวนเพื่อนบ้านรวมกลุ่ม ปรึกษา หาแนวทางผลิตมะม่วงคุณภาพ ศึกษาว่า “สารเคมี” ที่อยู่ตามท้องตลาดว่า ชนิดไหนต้องห้ามสามารถใช้ได้กี่วันก่อนเก็บเกี่ยว อีกทั้ง ติดต่อขอคำชี้แนะจาก สนง.เกษตรอำเภอ ในการ เข้าสู่ การผลิตระบบ GAP หลังเก็บเกี่ยวผลผลิตได้จึงส่งไปตรวจ ขอรับรองสัญลักษณ์ Q ว่า “ปลอดสาร” จาก กรมวิชาการเกษตร

หลายๆบริษัทเริ่มเข้ามารับซื้อถึงหมู่บ้าน เพื่อส่งไปขาย ประเทศญี่ปุ่น ยุโรป เกาหลี จีน สิงคโปร์ จากเดิมสมาชิกบางรายจะขายมะม่วงแบบ เหมาสวน พอเปลี่ยนมาควบคุมคุณภาพแม้บางฤดูผลผลิตจะมีมากแต่ก็ไม่ทำให้เสียราคา

และ…นี่คือความแตกต่างของตลาดในบ้านเรากับตลาดส่งออก ที่เพียงรักษาคุณภาพให้ได้อย่างที่ผู้ซื้อต้องการ ราคาก็ไม่ตกแม้ผลผลิตจะมีมาก… .

สำหรับการจัดการ ภายในสวนเพื่อให้มีคุณภาพนั้น มนตรี บอกว่า ในเดือนมกราคมหลังเก็บเกี่ยวผลิตผลหมดจะให้ปุ๋ยสูตรเสมอ อัตราครึ่ง กก./ต้น/ครั้ง ทิ้งช่วง 30 วัน ตัดแต่งกิ่ง ฉีดฮอร์โมนกระตุ้น ช่วงที่แดดไม่ร้อนจัด พอเริ่มแตกใบอ่อนจะราดสารแพคโคบิวโคโซนเพื่อชะลอการเจริญเติบโต และให้น้ำปุ๋ยเคมี ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ จากนั้น 15 วัน ฉีดพ่นอาหารทางใบ กระตุ้นการสร้างตา พอเริ่มเห็นดอกมะม่วงควรให้น้ำ พร้อมกับฉีดยากันแมลง ภายในสวนต้องสะอาดตามมาตรฐานของกรมวิชาการเกษตรและเกณฑ์ของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเจ้าหน้าที่จะมาดูบ่อยครั้ง

พอมะม่วงมีขนาดเท่าไข่ไก่ ห่อด้วยถุงกระดาษ “คาร์บอน” กันแมลง แต่ถ้าไม่ใช้ตลาดต่างประเทศก็ไม่รับซื้อผลผลิต จึงทำให้มีต้นทุนสูงขึ้น และเราพึ่งตั้งกลุ่มไม่นานเงินทุนหมุนเวียนมีน้อย ดังนั้นจึงกู้เงินจาก ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) มาใช้หมุนเวียน หลังจากนั้นอีก 45-50 วัน จึง เก็บผลผลิตอย่างระมัดระวัง เพราะหากเกิดรอยช้ำจะทำให้ ราคาหายไปเกือบครึ่ง

นายไพฑูรย์ มาไพศาล หนึ่ง ในสมาชิก บอกว่า แรกๆตอนพี่มนตรีชักชวนให้เข้าร่วมยังไม่กล้าเพราะต้องใช้ต้นทุนสูง อีกทั้งทางประเทศญี่ปุ่นเคร่งครัดเรื่องคุณภาพที่ต้องผ่านการคัดสรรอย่างดี ทำให้กลัวว่าผลผลิตจะไม่ผ่านเกณฑ์ แต่ผ่านไปหนึ่งฤดู บอกได้เลยว่า “ไม่ใช่เรื่องยาก” ถ้า ทำตามแนวทางการดูแลสวนอย่างที่อบรม วันนี้ตั้งมั่นเพียงอย่างเดียวว่าทำอย่างไรให้มะม่วงของเราคุณภาพดีที่สุด เท่านั้น ทุกวันนี้ผมเริ่มจะลืมตาอ้าปากได้ “แม้ต้นทุนจะสูงแต่ก็พออยู่ได้ เพราะการรับซื้อผลผลิตเขาวัดกันที่คุณภาพ”

นายวินัย ตั้งบุญนิธิวงศ์ ผู้จัดการ ธ.ก.ส.สาขาปากช่อง บอกว่า แม้หลายพื้นที่จะหันมาปลูกมะม่วงสายพันธุ์น้ำดอกไม้กันมาก แต่เพื่อไม่ให้ปริมาณล้นตลาด กลุ่มผู้ส่งออกจึงวางแผนร่วมกัน อย่างที่อำเภอปากช่อง จะทำมะม่วงนอกฤดู พอปริมาณเริ่มลดน้อยลง ผลผลิตจากอำเภอบางคล้า สุพรรณบุรี อ่างทอง พื้นที่ทางภาคเหนือ ก็จะออกสู่ท้องตลาดหมุนเวียนสลับกัน การวางแผนนี้จึงทำให้ราคาซื้อขายไม่ตก

เกษตรกรรายใดที่ต้องการหันมาเปลี่ยนแนวทางการผลิตที่ถูกต้องอย่างเหมาะสม เพื่อทำให้ผลผลิตโกอินเตอร์บ้าง กริ๊งกร๊างสอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร. 08-9582-2211, 08-9844-4993. ในวันเวลาที่เหมาะสม.

เพ็ญพิชญา เตียว

ข่าวเกษตร 14 พฤศจิกายน 2551

No comments November 14th, 2008

เกาะข่าวเกษตรประจำฉบับวันศุกร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยระหว่างการสนทนากับ Mr.John Mutorwa รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร น้ำ และป่าไม้ สาธารณรัฐนามิเบีย ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีความยินดี ที่จะให้ความช่วยเหลือด้านการเกษตรสาขาที่สาธารณรัฐนามิเบีย มีความสนใจ ซึ่งในปี 2549 ที่ผ่านมาทางสาธารณรัฐนามิเบีย ได้เสนอขอความร่วมมือด้านผู้เชี่ยวชาญสาขาผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำเปลือกแข็ง 1 คน ไปปฏิบัติงานที่ นามิเบีย ในเบื้องต้นกระทรวงเกษตรฯ จึงได้พิจารณาให้ความร่วมมือจัดส่งเจ้าหน้าที่ กรมประมง 3 คน ไปสำรวจข้อมูลที่นามิเบีย ส่วนความร่วมมือด้านพืชนั้น สาธารณรัฐนามิเบียมีความสนใจเป็นพิเศษต่อเทคโนโลยีการเพาะปลูกข้าว เทคโนโลยี การเก็บเกี่ยวและการแปรรูปข้าว เนื่องจากพื้นที่บางส่วนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของสาธารณรัฐ นามิเบีย มีสภาพภูมิประเทศที่เหมาะสม มีแหล่งน้ำและปริมาณน้ำฝนพอเพียงต่อการเจริญเติบโตของข้าว ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ มีความพร้อมและยินดีที่จะให้ความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนดูงาน รวมถึงจัดส่งทีมผู้เชี่ยวชาญ วิทยากรด้านการเพาะปลูกและวิจัยพันธุ์ข้าวจากหน่วยงานต่าง ๆ ปฏิบัติงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ของสาธารณรัฐ นามิเบีย

นายสมพัฒน์ แก้วพิจิตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยว่า ที่ประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้ และประเทศ +3 ณ กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม ได้มีมติเห็นชอบในการดำเนินงาน โครงการการพัฒนาสินค้าเกษตรอินทรีย์ ในกลุ่มประเทศอาเซียน เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนาระบบการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ รวมทั้งการควบคุมคุณภาพเพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล ระหว่างประเทศ อาเซียนและจีน รวมถึงการพัฒนาความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน เพื่อนำไปสู่การเป็นศูนย์กลางด้านการผลิตและการส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์ไป สู่ตลาดโลก

นายธวัชชัย สำโรงวัฒนา รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดการสัมมนา เรื่อง “แนวทางการดำเนินงานศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้านและ ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชน ปีงบประมาณ พ.ศ. 2552” ณ โรงแรมปรินซ์พาเลซ ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เล็งเห็นความสำคัญขององค์ความรู้ของปราชญ์ชาวบ้าน ในการถ่ายทอด การพัฒนาการเกษตรตามแนวทฤษฎีใหม่โดย ยึดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง จึงได้ประสานความร่วมมือกับปราชญ์ชาวบ้านในทุกภาคของประ เทศ จำนวน 154 ศูนย์ เพื่อดำเนินการฝึกอบรมเกษตรกรจำนวน 75,000 ราย โดยการดำเนินงานตามแผนงานในปีงบประมาณ พ.ศ. 2551 ได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ จนถึงเดือนกันยายน ซึ่งบรรลุผลสำเร็จตาม เป้าหมายที่กำหนดไว้ และในปีงบประมาณ 2552 ได้ดำเนินโครงการดังกล่าวต่อเนื่องอีกต่อไป

ปลา น้ำกร่อย

ข่าวเกษตร 29 ตุลาคม พ.ศ. 2551

No comments October 29th, 2008

เกาะข่าวเกษตรประจำวันพุธที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2551

ขณะนี้กรมวิชาการเกษตรได้ร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการ จัดงาน ราชพฤกษ์รวมใจภักดิ์รักพ่อหลวง ซึ่งกำหนดขึ้นระหว่างวันที่ 1-10 ธันวาคม เพื่อเฉลิมฉลองในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 5 ธันวาคม 2551 ซึ่งจะใช้พื้นที่การจัดงานพืชสวนโลกเดิมทั้งหมด

แต่มีบางส่วนที่ต้องดำเนินการปรับปรุงซ่อมแซม เช่น งานปรับปรุงอาคารสิ่งก่อสร้าง งานปลูกต้นไม้และปรับปรุงภูมิสถาปัตย์ และงานการดูแลสวน 470 ไร่ ซึ่งจะแล้วเสร็จประมาณปลายเดือนพฤศจิกายน รวมถึงเพิ่มเติมความน่าสนใจมากขึ้น เช่น บริเวณสวนกล้วยไม้ที่จะรวบรวมพันธุ์กล้วยไม้หายากของไทยมาจัดแสดง และนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ เกี่ยวกับงานในโครงการพระราชดำริ

จากการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้ และประเทศ + 3 ณ กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม ที่ประชุมมีมติเห็นชอบในการดำเนินงานโครงการการพัฒนาสินค้าเกษตรอินทรีย์ใน กลุ่มประเทศอาเซียน เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนาระบบการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ รวมทั้งการควบคุมคุณภาพเพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลระหว่างประเทศอาเซียน และจีน รวมถึงการพัฒนาความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน เพื่อนำไปสู่การเป็นศูนย์กลางด้านการผลิตและการส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์ไป สู่ตลาดโลก โดยการเสริมศักยภาพของนักวิชาการเกษตร และการแลกเปลี่ยนถ่ายทอดความรู้ เทคโนโลยี และประสบการณ์ด้านเกษตรอินทรีย์

ปัจจุบัน สถานการณ์การผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์เป็นที่ต้องการอย่างมากในตลาดโลก โดยเฉลี่ยมีอัตราการส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์เพิ่มขึ้น 20% /ปี ขณะเดียวกัน ราคาสินค้าเกษตรอินทรีย์จะมีราคาเฉลี่ยที่สูงกว่าราคาสินค้าเกษตรทั่วไปถึง 25- 50 % และจะเพิ่มขึ้นอีก 10 % ในระยะเวลา 5 ปี จึงสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงเกษตรฯในการส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาผลิต สินค้าเกษตรอินทรีย์ที่ได้มาตรฐานสากล ฉะนั้น ความร่วมมือในโครงการดังกล่าวจะส่งผล ทำให้เกษตรกรไทยได้รับประโยชน์โดยตรงจากการวิจัยและพัฒนาสินค้าเกษตร อินทรีย์ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มรายได้และขยายตลาดและโอกาสการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่ ได้มาตรฐานสากลให้แก่เกษตรกรได้ทางหนึ่ง

ดงข้าว