Archive: Posts Tagged ‘การผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์’

น้ำส้มสายชูจากข้าวอินทรีย์

1 comment June 25th, 2009

น้ำส้มสายชู จาก ข้าวอินทรีย์
นำข้าวอินทรีย์ผลิต “น้ำส้มสายชู” ต่อยอดผักปลอดฯ สู่ยี่ห้อ “ปลูกรัก”

“ไทย ออแกนิก ฟาร์ม” ภายใต้การนำของ กานต์ ฤทธิ์ขจร ผจก.ทั่วไป พลิกผืนนารกร้างทำเกษตรอินทรีย์ หวังคนไทยได้รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ปราศจากสารเคมี เพื่อสุขภาพที่แข็งแรงภายใต้แบรนด์ “ไร่ปลูกรัก” ล่าสุดเพิ่มไลน์ใหม่พัฒนา “สูตรน้ำส้มสายชูจากข้าวอินทรีย์” ต่อยอดผลิตภัณฑ์สู่มือผู้บริโภค

กานต์ ฤทธิ์ขจร ผจก.ทั่วไป ไทย ออแกนิก ฟาร์ม (Thai Organic Farm) ผู้ผลิตและจำหน่ายผักสดอินทรีย์ ภายใต้แบรนด์ “ไร่ปลูกรัก” กล่าวถึงการทำฟาร์มเกษตรอินทรีย์ว่า เพื่อตอบสนองในเรื่องความสะอาด ความปลอดภัย ความยั่งยืนไม่เบียดเบียนธรรมชาติ จึงได้ปรับพื้นที่นาร้างที่มีอยู่ 60 ไร่ อ.บางแพ จ.ราชบุรี พัฒนาเป็นไร่เกษตรอินทรีย์ โดยใช้ชื่อว่า “ไร่ปลูกรัก”

“ฟาร์มแห่งนี้ผลิตผักออแกนิกภายใต้มาตรฐานไอโฟม (IFOAM : International Federation of Organic Agriculture Movements) และมาตรฐานเกษตรอินทรีย์สหภาพยุโรป (EU REGULATION) นอกจากนี้ ผลิตผลของฟาร์มยังได้รับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์จากสำนักงานมาตรฐาน เกษตรอินทรีย์แห่งประเทศไทย (มกท.) ทำให้จำหน่ายได้ทั้งในและต่างประเทศ”

ถึงวันนี้ “ไร่ปลูกรัก” ดำเนินการมาเป็นปีที่ 10 กลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่มีศักยภาพในการใช้จ่าย เพราะสินค้าค่อนข้างมีราคาจากข้อจำกัดและขั้นตอนการบำรุงรักษา อีกทั้งการไม่ใช้สารเคมีในการบำรุง หรือใช้ฮอร์โมนเร่งการเติบโตทำให้ธุรกิจเกษตรอินทรีย์ไม่สามารถแข่งขันด้าน การตลาดได้มากนัก

จากปัจจัยดังกล่าว กานต์ บอกว่า “ไร่ปลูกรัก” จึงต้องการขยายตลาด โดยมุ่งเน้นผลิตภัณฑ์ผักดอง พริกดอง และผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์อื่นๆ ที่ใช้น้ำส้มสายชูหมักเป็นวัตถุดิบ เพราะปัจจุบันยังไม่มีการผลิตที่ชัดเจน และเป็นการต่อยอดผลผลิตจากผักสด ปี 2550 การผลิตน้ำส้มสายชูจากข้าวเกษตรอินทรีย์จึงเกิดขึ้นเป็นทางเลือกให้แก่กลุ่ม คนรักสุขภาพ

“การผลิตน้ำส้มสายชูจากข้าวอินทรีย์จึงเริ่มขึ้นจากการความช่วยเหลือของ โครงการสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมไทย (iTAP) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) มี รศ.วรวุฒิ ครูส่ง จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เป็นที่ปรึกษา”

กระบวนการผลิตน้ำส้มสายชูดังกล่าว กานต์ บอกว่า สำเร็จลุล่วงด้วยดี ทั้งการออกแบบและวางแผนการผลิต ตั้งแต่ขั้นตอนการหมักข้าวอินทรีย์ให้เป็นน้ำตาลด้วยเชื้อรา การหมักไวน์ข้าวอินทรีย์ด้วยหัวเชื้อยีสต์บริสุทธิ์ การหมักน้ำส้มสายชูจากไวน์ข้าวเกษตรอินทร์ด้วยหัวเชื้อน้ำส้ม โดยอาศัยระบบการหมักในถังหมักน้ำส้มสายชูต้นแบบ ขณะนี้อยู่ระหว่างขอรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) คาดว่ากลางปีนี้จะออกสู่ตลาดได้

“เราเคยนำผลิตภัณฑ์น้ำส้มสายชูที่ผลิตขึ้นไปโรดโชว์ยังต่างประเทศ ได้ผลตอบรับค่อนข้างดี โดยเฉพาะลูกค้าทางยุโรป ตอนนี้ได้สั่งออเดอร์บ้างแล้ว เนื่องจากผลิตภัณฑ์ของเรามีรสชาตินุ่มไม่บาดคอเหมือนน้ำส้มสายชูจากองุ่น หรือแอปเปิ้ลที่นิยมผลิตกันในปัจจุบัน” เจ้าของไร่ปลูกรัก กล่าว

กานต์ ยังกล่าวถึงการที่เลือกข้าวเกษตรอินทรีย์มาเป็นวัตถุดิบผลิตน้ำส้มสายชูว่า เพราะหาได้ง่ายในประเทศ ที่สำคัญยังไม่มีใครผลิต อีกทั้งแหล่งเพาะปลูกก็มีจำนวนมาก ขณะเดียวกันก็มีโครงการต่อยอดคือ การผลิตน้ำจิ้มไก่อินทรีย์สำเร็จรูป ที่เน้นใช้วัตถุดิบที่ปลูกในไร่ปลูกรักมาผลิต โดยมีนางทัศณีย์ ปิ่นแก้ว จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ เป็นที่ปรึกษาโครงการ

ไทย ออแกนิก ฟาร์ม จึงเป็นอีกตัวอย่างของเกษตรอินทรีย์ที่ประสบความสำเร็จครบวงจร แต่ตั้งแรกเริ่มที่ไม่ใช้สารเคมี ไปจนถึงการแปรรูปผักอินทรีย์เป็นเครื่องปรุงรส สอดรับนโยบาย “ครัวไทยสู่ครัวโลก” สนใจเรื่องราวรายละเอียด “ไร่ปลูกรัก” สอบถามได้ที่โทร.0-2641-5366

ธานี กุลแพทย์
komchadluk

มังคุด

No comments May 19th, 2009

มังคุด
เครือข่าย ‘มังคุด’ เมืองจันทบุรี ทีมผู้ผลิต ‘ราชินีผลไม้’ เกรดเอ

มังคุด ผลไม้รสชาติอร่อยมากถูกปากถูกใจของใคร ๆ หลายคนหลายชาติหลายภาษาจนได้รับฉายาว่า “ราชินีแห่งผลไม้” นอกจากนำมารับประทานแล้ว ทุกวันนี้ยังมีการนำมังคุดมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ชนิดต่าง ๆ กันมากขึ้น เช่น ทำเป็นน้ำมังคุด เปลือกมังคุดยังสามารถนำมาตากแห้ง จำหน่ายไปทำสมุนไพร ครีมทาแผลสด แผลเปื่อย ครีมบำรุงผิว ฉะนั้นจึงเห็นผลิตภัณฑ์สบู่จากเปลือกมังคุดในตลาด

ข้อมูลจาก www.medplant.mahidol.ac.th บอกไว้ว่า สารสกัดน้ำต้มเปลือกผลมังคุดมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย อันเป็นสาเหตุของอาการท้องเสียสารที่พบมากที่เปลือก คือ แทนนินมีฤทธิ์ฝาดสมานจึงช่วยแก้อาการท้องเสีย นอกจากนี้สารสกัดเปลือกมังคุดมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อ แบคทีเรียอันเป็นสาเหตุของการเกิดหนอง การใช้มังคุดรักษาแผล ให้เอาเปลือกมังคุดตากแห้งฝนกับน้ำปูนใส ใช้ทาแผลพุพอง แผลเน่าเปื่อย

มังคุดเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญอีกชนิดหนึ่งของจังหวัดจันทบุรี ปีที่ผ่านมามีเงินสะพัดจากผลไม้ชนิดนี้กว่า 2,240.15 ล้านบาท ปัจจุบัน จ.จันทบุรีมีพื้นที่เพาะปลูกมังคุด ประมาณ 136,957 ไร่ ซึ่งนายโอฬาร พิทักษ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร บอกว่า ระยะ 2-3 ปีหลังนี้ ชาวสวนมังคุดยังต้องผจญปัญหาสินค้าล้นตลาดและราคาตกต่ำ เนื่องจากผลผลิตมีคุณภาพไม่ตรงตามความต้องการของตลาดและผู้บริโภค โดยเกษตรกรสามารถผลิตมังคุดคุณภาพตรงกับความต้องการของตลาดต่างประเทศได้ เพียงร้อยละ 30 เท่านั้น ส่วนที่เหลือป้อนตลาดภายในประเทศ โดยเฉพาะช่วงกลางฤดูเก็บเกี่ยว ตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคม-กลางเดือนมิถุนายนจะมีผลผลิตออกมามากจนไม่สามารถ ระบายไปสู่ ผู้บริโภคได้ทันเวลา ส่วนใหญ่จึงต้องรีบขายผลผลิต แบบคละรวมโดยไม่มีการคัดเกรด ขณะที่การขนส่งสินค้าเพื่อนำไปจำหน่ายตามจังหวัดต่าง ๆ ไม่มีระบบการจัดการที่ดี ส่งผลให้สินค้าเกิดความเสียหายและรับประทานได้เพียงบางส่วน

จากปัญหาดังกล่าว สำนักงานเกษตร จังหวัดจันทบุรี จึงจัดทำ “โครงการส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรที่มีศักยภาพ” โดยใช้แนวคิดและกระบวนการของเครือข่ายผู้ผลิตมาประยุกต์ใช้กับมังคุด มุ่งสร้างและพัฒนาความร่วมมือของกลุ่มเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับมังคุดทั้งระบบ ตั้งแต่เกษตรกร ผู้ประกอบการ อุตสาหกรรมต่อเนื่องและหน่วยงานสนับสนุนให้ร่วมมือกันในลักษณะของพันธมิตร เพื่อเพิ่มปริมาณ ผลผลิตคุณภาพ ดี ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูล ค่าสินค้าและเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันให้กับผลผลิตมังคุด นับเป็นแนวทางช่วยแก้ไขปัญหาด้านการตลาดมังคุดในระยะยาวได้

เบื้องต้นได้สนับสนุนให้ชาวสวนมังคุดในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี 7 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมือง ท่าใหม่ มะขาม โป่งน้ำร้อน นายายอาม เขาคิชฌกูฏ และ ขลุง รวมกลุ่มสร้าง “เครือข่ายมังคุดจันทบุรี” ขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิกเครือข่าย จำนวน 15 กลุ่ม 1 ผู้ประกอบการ มีเกษตรกรสมาชิก จำนวน 290 ราย ขณะเดียวกันยังได้เร่งส่งเสริมให้เครือข่ายฯ มีแลกเปลี่ยนเรียนรู้เทคโนโลยีด้านการผลิต ทั้ง ระหว่างกลุ่มต่าง ๆ ภายในเครือข่าย และกลุ่มนอกเครือข่ายในจังหวัดและต่างจังหวัด (ระยอง ตราด) เพื่อช่วยพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตมังคุดของสมาชิก และลดต้นทุนการผลิต ให้ต่ำลงจากเดิมร้อยละ 15 ซึ่งจะทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น

ด้าน นางเริงจิตร พรหมสถิต เกษตร จังหวัดจันทบุรี กล่าวว่า สำนักงานเกษตรจังหวัดฯยังได้ส่งเสริมให้เครือข่ายมังคุดจันทบุรีร่วมกันวาง แผนการผลิตให้สอดรับกับด้านการตลาด ซึ่งปีนี้คาดว่าจะได้ผลผลิตรวมไม่น้อยกว่า 2,000 ตัน โดยกลุ่มตั้งเป้าร่วมกันพัฒนาการผลิตมังคุดคุณภาพเกรดส่งออก (มังคุดผิวมัน น้ำหนัก 70 กรัมขึ้นไป) ให้ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นจากเดิมร้อยละ 30 เพิ่มเป็นร้อยละ 40 ในปี 2552 ร้อยละ 50 ในปี 2553 และเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 60 ในปี 2554 ทั้งยังวางแผนการผลิตให้มังคุดคุณภาพออกสู่ตลาดในช่วงเวลาที่เหมาะสมสอด คล้องกับความต้องการของผู้บริโภคด้วย

ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากมังคุด ของ กลุ่มเครือข่ายมังคุดจันทบุรี

ส่วนด้านการตลาดนั้น กลุ่มเครือข่าย มังคุดได้มีแผนที่จะร่วมกันจำหน่ายผลผลิตของ กลุ่มภายใต้แบรนด์ “กลุ่มเครือข่ายมังคุดจันทบุรี” โดยมุ่งป้อนสินค้าให้ตลาดทั้งภายในและต่างประเทศ

กลุ่มเครือข่ายมังคุดจันทบุรียังได้เตรียมแผนจัดแสดง และจำหน่ายผลผลิตของกลุ่มในหลายจังหวัด อาทิ สุพรรณบุรี กรุงเทพฯ ชลบุรี มุกดาหาร และนิคมอุตสาหกรรม 3 แห่ง รวม ทั้งจัดโปรโมตสินค้าที่ประเทศกัมพูชาและญี่ปุ่นด้วย เพื่อประชาสัมพันธ์มังคุดคุณภาพดีให้เป็น ที่รู้จักของผู้บริโภคทั้งภายในและต่างประเทศ เพิ่มมากขึ้น อนาคตคาดว่าจะช่วยให้เกษตรกร มีรายได้เพิ่มสูงขึ้นจากการส่งออกสินค้าคุณภาพ และช่วยลดช่องว่างปัญหาด้านการตลาดและราคาตกต่ำได้

ขนาด “มังคุด” ซึ่งได้ขึ้นชื่อว่าเป็น “ราชินีแห่งผลไม้” ยังต้องพัฒนาเรื่องคุณภาพ… เพื่อสร้างจุดขายให้โดดเด่น…ผลไม้ชนิดอื่น ๆ ที่ประสบชะตากรรมเดียวกัน ควรนำไปเป็นต้นแบบ ประยุกต์ใช้ในการผลิต…เพื่อสร้างโอกาสให้ผลไม้เมืองร้อนของไทยโกอินเตอร์ฯ เพิ่มขึ้นและโกยเงินเข้าประเทศได้อย่างไร้คู่แข่ง.

dailynews

ผลิตมะม่วงนอกฤดู

No comments April 8th, 2009

การผลิตมะม่วงนอกฤดู ด้วย สารชีวภาพ
การผลิตมะม่วงนอกฤดู ลดต้นทุนด้วยสารชีวภาพ

เมื่อกระแสการ “เปิบ” อาหารปลอดภัย ได้รับความสนใจจากกลุ่มผู้บริโภคมากขึ้นทุกขณะ เกษตรกรชาวสวนทั้งหลายจึงหันมาปรับเปลี่ยน มุ่งสู่การผลิต “พืชผักอินทรีย์” เกษตรกรผลิตม่ะม่วงนอกฤดูสายพันธุ์น้ำดอกไม้ ส่งออกตลาดต่างประเทศได้ “ฉลุย”

มะม่วง” ก็เป็นหนึ่งในผลิตผล ที่ไทยส่งไปขายในตลาดเพื่อนบ้าน อาทิ สิงคโปร์ มาเลย์ ฮ่องกง จีน ปีหนึ่งมีมูลค่านับล้านๆบาท และผลผลิตจาก นิคมเศรษฐกิจพอเพียงจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ก็เป็นหนึ่งที่ติดปลายนวมกับเขาเช่นกัน

นายสุชาติ ขาวบาง ชาวบ้านตำบลอ่าวน้อย อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ เล่าให้ฟังว่า มีพื้นที่ทั้งหมด 40 ไร่ ก่อนหน้านั้นปลูกสับปะรด ช่วงราคาตกต่ำ จึงเดินทางไปดู “การทำสวนมะม่วง” แถว จังหวัดสุพรรณบุรี ฉะเชิงเทรา เห็นว่าราคารับซื้อต่อกิโลกรัมค่อนข้างดีกว่าสับปะรด จึงเบน “เข็มอาชีพ” หันมาทำสวนมะม่วงพันธุ์ ฟ้าลั่น เขียวเสวย เพราะเข้าใจว่าส่งออกได้

แต่เอาเข้าจริงไม่เป็นเช่นนั้น เนื่องจาก ตลาดต่างประเทศชอบสายพันธุ์น้ำดอกไม้ที่มี “รสหวานปนเปรี้ยว” ต้องโค่นออกเปลี่ยนมาปลูกน้ำดอกไม้สีทองเป็นหลัก และเพื่อให้ส่งออกตลาดต่างประเทศได้ “ฉลุย” ไม่มีปัญหาตามมา จึงเข้าโครงการเปลี่ยนระบบการผลิตที่ถูกต้องตั้งแต่พื้นที่ปลูก ดูแลรักษา เก็บเกี่ยว และการจัดการหลังการเก็บเกี่ยว (GAP) กับ กรมวิชาการเกษตร ใช้เวลาอยู่นานกระทั่งผ่านเกณฑ์ และได้ มาตรฐานสินค้าเกษตรตัว Q

“…หาก มุ่งเคมีอาทิปุ๋ย ยา อย่างเดียวก็ไม่ไหว จึงเริ่มหันมาใช้อินทรีย์ เริ่มจากทำปุ๋ยใช้เองก่อน โดยสั่งมูลโคมาโรยตามโคนต้น ตามด้วยน้ำหมักชีวภาพฉีดทับ เพราะเรามีใบอินทรียวัตถุของพืชอยู่แล้วตามโคนต้น ฉีดน้ำหมัก เมื่อฝนตกก็จะย่อยสลายเอง ไม่ต้องเสียเวลา การลัดขั้นตอนดังกล่าวก็ได้ผลเหมือนกัน ส่วนเคมียังคงใช้บ้างแต่จำนวนน้อยลง…”

พร้อมทั้งหันมาทำ มะม่วงนอกฤดู การจัดการเริ่มจากตัดแต่งกิ่งเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม ถ้ามีน้ำเพียงพอก็จะ ดึงใบ (แตกใบใหม่) โดยใช้สาร ไทโอยูเรีย ประมาณครึ่ง กก. น้ำ 200 ลิตร ควบคู่ น้ำหมักชีวภาพ 1 ลิตร ฉีดพ่นทางใบ ช่วงเช้าหากแดดแรงต้องหยุด และฉีดอีกครั้งตอนเย็น สังเกตพอแตกใบอ่อน จะราดสาร แพคโคบิวทาโซน ยับยั้งการเจริญเติบโตของพืช ในทางตรงกันข้ามจะสร้างตาดอกแทน หลัง 30 วัน ต้นจะเริ่มสะสมตาดอก

การใส่ปุ๋ยก็ต้องรู้สภาพดิน ฟ้า อากาศ ไม่ใช่รู้มาสูตรไหนใส่สูตรนั้น ทำให้ไม่ได้ผล ยิ่งการทำสวนมะม่วงนอกฤดูไม่มีสูตรที่ตายตัว หากทำตามหลักวิชาการ “เป๊ะๆ” ก็ ไปไม่รอด เพราะต้องดูด้วยว่าสภาพอากาศ การตัดแต่งทรงพุ่ม พื้นที่ไปดูงานมาเหมือนกับของเราหรือไม่ หากฝนไม่มากจะใส่ปุ๋ยสูตร 0-52-34 ซึ่งเป็นปุ๋ยกรด ฉีดพ่นทางใบ ทางดินจะใส่ 8-24-24 นิดหน่อย แต่ถ้าฝนตกชุกต้องเปลี่ยนมาใช้ปุ๋ยสูตร 0-42-56 ซึ่งเป็นปุ๋ยด่าง

จากนั้น 1 เดือน จะดึงตาดอก ตามหลักวิชาการจะใช้สาหร่ายทะเล ซึ่งมีราคาลิตรละ 200-300 บาท/น้ำ 1,000 ลิตร ทำให้ต้นทุนสูง ดังนั้นจึงปรับเปลี่ยนมาใช้ ไทโอฯ ควบ โปแตสเซียม ปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพ ฉีดพ่น เมื่อดอกออก ต้องบำรุงรักษาให้แข็งแรง การดูแลมีหลายวิธีสังเกตหากธาตุอาหารเพียงพอก็ไม่ต้องบำรุงมาก และต้องรู้ด้วยว่าควรใส่ธาตุอาหารชนิดใดลงไป

พร้อมทั้งกำจัดแมลง ในครั้งแรกจำเป็นต้องใช้เคมีเพื่อ “ล้างดง” เป็นการ “น็อก” ให้ แมลงศัตรูพืชตายก่อน จึงเริ่มใช้ชีวภาพ ก่อนดอกบาน 3-5 วัน ควรหยุดเพื่อป้องกันเรื่องสารตกค้างช่อดอก เพราะจะทำให้แมลงไม่สามารถผสมเกสรได้ ทำให้ไม่ติดดอก ผล และเมื่อผลมีขนาดเท่าหัวไม้ขีด จึงฉีดยาซึ่งจะทำให้ขั้วผลแข็งแรงดูแลจะง่ายขึ้น

การประยุกต์ ปรับเปลี่ยนระบบการจัดการที่ได้มาตรฐาน ส่งผลให้ในปี’ 49 สวนของสุชาติสามารถคว้ารางวัลชนะเลิศอันดับ 1 ของจังหวัดมาได้ เกษตรกรรายใดที่สนใจจะลดต้นทุนสามารถ กริ๊งกร๊างสอบถามรายละเอียดกันได้ที่โทร.08-1744-5656 ในเวลาที่เหมาะสม.

เพ็ญพิชญา เตียว
thairath

การผลิตกล้วยหอมทองปลอดสารพิษเพื่อการส่งออก

No comments February 26th, 2009

การผลิตกล้วยหอมทองปลอดสารพิษเพื่อการส่งออก
กล้วยหอมทองอินทรีย์ไทยยังเป็นที่ต้องการของญี่ปุ่น

วันก่อนนายชาติชาย พุคยาภรณ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมขบวนการผลิตกล้วยหอมทองปลอดสารพิษเพื่อการส่งออก ของสหกรณ์การเกษตร ท่ายาง จำกัด จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งเป็นสหกรณ์ที่สามารถส่งออกกล้วยหอมทองปลอดสารพิษไปยังประเทศญี่ปุ่น เป็นระยะเวลานานถึง 17 ปี โดยมีการดำเนินงานที่เป็นระบบ

เริ่มตั้งแต่การคัดเลือกสมาชิกเข้าร่วมโครงการ การวางแผนการผลิตให้แก่สมาชิก การจัดเจ้าหน้าที่ที่มีความรู้และความชำนาญ เข้าไปดูแลตั้งแต่การเตรียมดินสำหรับการเพาะปลูก จนถึงการเก็บผลผลิต รวมทั้งมีการประกันราคาผลิตผล ส่วนทางด้านการตลาด ได้มีการติดต่อและทำสัญญาซื้อ-ขาย ระหว่างสหกรณ์การเกษตรท่ายาง จำกัด กับสหกรณ์ผู้บริโภคโตโต้ ประเทศญี่ปุ่นโดยตรง ไม่ผ่านพ่อค้าคนกลางหรือบริษัทส่งออก ทำให้การผลิตกล้วยหอมทองปลอดสารพิษมีคุณภาพตามความต้อง การของผู้ซื้อ ซึ่งนอกจากจะส่งผลต่อการเพิ่มมูลค่าของสินค้าเกษตรแล้ว ยังเป็นการเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรได้อย่างยั่งยืนและมั่นคงอีกด้วย

ในระหว่างการตรวจเยี่ยมนายชาติชาย เปิดเผยว่า เนื่องจากขณะนี้การดำเนินงานสหกรณ์การ เกษตรหลายแห่งประสบความสำเร็จ จึงให้นโยบายกรมส่งเสริมสหกรณ์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่ง ดำเนินการพัฒนา ส่งเสริม และสนับสนุนสหกรณ์ การเกษตรที่มีความพร้อมและศักยภาพให้สู่เวทีโลก ทั้งในด้านวิชาการ การผลิต การแปรรูป การตลาด และเงินทุน โดยดูตัวอย่างสหกรณ์ที่ประสบความสำเร็จ ทั้งนี้ เพื่อพัฒนาขบวนการสหกรณ์ และสร้าง ความเข้มแข็งให้แก่สหกรณ์ต่าง ๆ อันจะส่งผลต่อการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและแรงงานของประเทศต่อไป

สำหรับ การผลิตกล้วยหอมทองปลอดสารพิษเพื่อการส่งออก ของเกษตรกรสมาชิกสหกรณ์ ท่ายาง จำกัด ก็ดำเนินการตามที่สหกรณ์ผู้บริโภค โตโต้ ประเทศญี่ปุ่น ได้กำหนดเงื่อนไขในการผลิตกล้วยหอมทอง คือจะต้องเป็นการผลิตที่ไม่ใส่ปุ๋ยเคมี และไม่ฉีดพ่นสารเคมีโดยเด็ดขาด ซึ่งจะทำ ให้ได้กล้วยที่ปราศจากสารมีพิษ ขนาดของผลผลิตกล้วยหอมทอง จะต้องมีขนาดลูกละไม่ต่ำกว่า 100 กรัม สีผิวของกล้วยไม่ช้ำ เพื่อให้เป็นไปตามความต้องการของผู้บริโภคประเทศญี่ปุ่น จะต้องไม่สุกก่อนที่ส่งไปถึงประเทศญี่ปุ่น ถ้ากล้วยสุกจะถูก ห้ามนำเข้าและต้องนำไปทิ้ง ซึ่งเป็นมาตรการในการป้องกันศัตรูพืชของประเทศญี่ปุ่น ความแก่ของกล้วยอยู่ที่ประมาณ 70% ต้องปราศจากศัตรูพืชหรือโรคแมลง ซึ่งหากเจ้าหน้าที่ด่านกักกันพืชของประเทศญี่ปุ่นตรวจพบแม้เพียงกล่องเดียว ก็ต้อง รมควันฆ่าเชื้อทั้งหมด ซึ่งจะต้องเสียค่าใช้จ่ายเพื่อการรมควัน โดยจ่ายฝ่ายละครึ่งของค่าใช้จ่ายทั้งหมด

การเพาะปลูกในแต่ละเดือน กล้วยหอมทองจะมีอายุการให้ผลผลิตนับตั้งแต่การเพาะปลูกประมาณ 9-11 เดือน เพราะฉะนั้นการเพาะปลูกจะต้องวางแผนล่วงหน้าประมาณ 1 ปี กล้วยหอมทอง 1 ไร่ ปลูกได้ประมาณ 400 ต้น จะให้ผลผลิตประมาณ 3 ตัน แต่สหกรณ์ต้องส่งออกเดือนละ 30 ตัน ดังนั้น สหกรณ์จะต้องปลูกกล้วยหอมทองถึงเดือนละ 10 ไร่ จึงจะให้ผลผลิต 30 ตัน แต่ในความเป็นจริงแล้วกล้วยหอมทองไม่สามารถให้ผลผลิตตามขนาดที่ต้องการได้ พร้อมกันทุกต้น สหกรณ์จะเลือกต้นที่มีผลผลิตที่เหมาะสมเพื่อการส่งออกเท่านั้น แต่ในพื้นที่ 1 ไร่ สามารถตัดกล้วยหอมทองได้หมดภายใน 3 เดือน เพราะฉะนั้นเพื่อให้ได้ผลผลิตตามปริมาณที่ต้องการ สมาชิกจะต้องปลูกกล้วยหอมทองประมาณ 30 ไร่ ในแต่ละเดือน

ส่วนพื้นที่ที่เหมาะสมในการปลูก คือ ต้องเป็นพื้นที่ที่ไม่มีลมแรง ถ้ามีลมแรงความเร็วประมาณ 40-50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จะทำให้เกิดความเสียหายบริเวณโคนต้นกล้วยได้ ถ้าความเร็วลมตั้งแต่ 95 กิโลเมตรต่อชั่วโมงขึ้นไป จะทำให้ ต้นกล้วยหักล้มลงทันที ดินมีความอุดมสมบูรณ์ มีแหล่งน้ำที่สามารถนำมาใช้การได้ในกรณีฝนทิ้งช่วง หรือกรณีฝนตกมากเกินไป ต้องมีทางระบายน้ำได้ด้วย อุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตไม่ควรต่ำกว่า 15 องศาเซลเซียส และไม่ควรสูงกว่า 35 องศาเซลเซียสใช้พันธุ์พื้นเมืองในการเพาะปลูก ซึ่งเป็นพันธุ์ที่ให้ผลผลิตที่สูง มีรสชาติอร่อย หอมหวาน และผลโต โดยสมาชิกได้ใช้หน่อในการขยาย พันธุ์ ซึ่งจะมีการแลกเปลี่ยนพันธุ์ระหว่างเกษตรกรด้วยกัน หรือซื้อขายหน่อพันธุ์ในอัตราหน่อละ 3-4 บาท ปลูก แบบไถเป็นร่อง โดยการใช้รถไถหรือแรงงานคน ทำเป็นร่องกว้างประมาณ 50-100 เซนติ เมตร มีความลึกประมาณ 30-50 เซนติเมตร ระยะห่างระหว่างท้องร่องของแต่ละแถว 2 เมตร การปลูกจะนำหน่อกล้วยปลูกในท้องร่อง ระยะห่างระหว่างต้นและระหว่างแถว 2×2 เมตร

การบรรจุกล่องกล้วยหอม โดยการรองด้วยโฟมอ่อน บรรจุลงกล่องกระดาษลูกฟูกแข็งขนาด 32x 50×22 เซนติเมตร กล่องละ 12 กิโลกรัม จากนั้นขนย้ายเข้าห้องเย็นที่อุณหภูมิ 15 องศาเซล เซียส เพื่อรอการขนส่งไปยังประเทศญี่ปุ่นต่อไป และปัจจุบันความต้องการซื้อกล้วยหอมทองจากญี่ปุ่นยังมีอย่างต่อเนื่องและแนว โน้มมีความต้องการเพิ่มขึ้นอีกด้วย.

dailynews

มาตรฐานสินค้าเกษตรอินทรีย์

2 comments December 2nd, 2008

สินค้าเกษตรอินทรีย์
สร้างมาตรฐานสินค้าเกษตรอินทรีย์ดึงตลาดโลก

ปีนี้ กระทรวงเกษตรฯ เร่งขับเคลื่อนพัฒนาเกษตรอินทรีย์ตามแผน “ยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ ฉบับที่ 1 (พ.ศ.2551-2554)” เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและผู้บริโภค รวมทั้งสร้างความมั่นคงทางอาหาร ช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตรอินทรีย์ และพัฒนาให้ประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่สำคัญในระดับภูมิภาค

เมทนี สุคนธรักษ์ ผอ.สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตร และอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กล่าวว่า ปีนี้กระทรวงเกษตรฯ มีเป้าหมายให้เกษตรกรขยายพื้นที่ผลิตเกษตรอินทรีย์เพิ่มขึ้น ไม่น้อยกว่า 200,000 ไร่ เพื่อเพิ่มปริมาณผลผลิตให้มีความหลากหลายโดยเฉพาะกลุ่มสินค้าที่มีศักยภาพ ส่งออก เช่น ข้าวอินทรีย์ ชาอินทรีย์ พืชผัก สมุนไพร ผลไม้เมืองร้อน และกุ้งอินทรีย์ เป็นต้น ขณะเดียวกันยังมีแผนส่งเสริมให้เกษตรกรและกลุ่มเกษตรกรเข้าสู่ระบบการผลิต ตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์เพิ่มขึ้น เพื่อให้ได้สินค้าที่ผ่านการรับรองและเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค และประเทศคู่ค้า พร้อมเชื่อมโยงการผลิต การแปรรูปและการตลาด เพื่อให้ได้สินค้าที่มีปริมาณและคุณภาพตรงตามความต้องการของตลาดทั้งภายใน และต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดกลุ่มสหภาพยุโรป (EU) สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ ซึ่งมีกำลังซื้อสูง

อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการสร้างจุดแข็งให้กับสินค้าเกษตรอินทรีย์ของไทย มกอช.ได้กำหนด มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ครอบคลุมทั้ง สินค้าพืช ปศุสัตว์ และประมง เพื่อใช้เป็นแนวทางปฏิบัติสำหรับเกษตรกรและการตรวจรับรอง โดย กระทรวงเกษตรฯ ได้ประกาศใช้มาตรฐานแล้ว 3 เรื่อง คือ 1.มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ เล่ม 1 : การผลิต การแปรรูป แสดงฉลาก และจำหน่ายเกษตรอินทรีย์ 2.มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ เล่ม 2 : ปศุสัตว์อินทรีย์ หลักเกณฑ์เพิ่มเติมสำหรับด้านฟาร์มปศุสัตว์ใช้คู่กับมาตรฐานเล่ม 1 และ 3.มาตรฐานระบบการผลิตเฉพาะสินค้า ได้แก่ การเลี้ยงกุ้งทะเลระบบอินทรีย์ ซึ่งมาตรฐานดังกล่าวได้อ้างอิงถึงมาตรฐาน Codex และมาตรฐานของสมาพันธ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติ (IFOAM)

ส่วนระบบการตรวจสอบรับรองเกษตรอินทรีย์นั้น มกอช. ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการรับรอง ระบบงาน กระทรวงอุตสาหกรรม ได้ร่วมบูรณาการพัฒนาระบบการรับรองในรูปแบบเครือข่าย โดย มกอช. ทำหน้าที่เป็นหน่วยรับรองระบบงาน (Accreditation Body:AB) ให้การรับรองระบบงาน (Accredit) แก่หน่วยรับรอง (Certification Body :CB) ที่ตรวจสอบรับรองมาตรฐานในด้านสินค้าเกษตรและอาหาร ขณะเดียวกันยังได้จัดระบบองค์กรให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล และในการดำเนินการเพื่อให้มาตรฐานและระบบการรับรองของไทยเป็นที่ยอมรับของ สหภาพยุโรป

ขณะนี้ประเทศไทยได้ยื่นหนังสือต่อคณะกรรมาธิการสหภาพยุโรป ขอสมัครขึ้นทะเบียนเป็นประเทศในบัญชีประเทศที่ 3 (Third Country list) ของ EU แล้ว ซึ่งอยู่ระหว่างขั้นตอนดำเนินการเพื่อให้ EU ยอมรับมาตรฐานและระบบรับรองของไทย อาจใช้เวลาไม่น้อยกว่า 2 ปี เนื่องจากต้องปฏิบัติตามข้อกำหนด เงื่อนไขและกฎระเบียบของ EU เพื่อให้มาตรฐานสินค้าเกษตรอินทรีย์ของไทยมีความทัดเทียมและสอดคล้องกับข้อ บังคับของ EU ด้วย ในอนาคตหากไทยเข้าอยู่ในบัญชีประเทศที่ 3 ได้ คาดว่าไทยจะสามารถส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์ไปยังตลาดกลุ่มยุโรปได้คล่องตัว มากขึ้น โดยใช้ระบบการตรวจรับรองของไทยเอง…

ประเทศไทยต้องให้ความสำคัญต่อการพัฒนาการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ เพื่อการบริโภคทั้งในประเทศและเพื่อการส่งออก นอกจากจะช่วยลดมลพิษและรักษาสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังช่วยเพิ่มศักยภาพการผลิตและการจำหน่ายสินค้าเกษตรที่มีภาพลักษณ์ที่ดี เป็นที่ยอมรับในตลาดโลก ซึ่งจะช่วยเสริมเสถียรภาพการส่งออกสินค้าเกษตรไทยให้โดดเด่นในตลาดโลก.