Archive: Posts Tagged ‘การถนอมอาหาร’

การทำไข่เค็มสมุนไพร

3 comments October 3rd, 2009

การทำไข่เค็มสมุนไพร สูตรพอกเยื่อฟางข้าว
ไข่เค็มสมุนไพร พอกเยื่อฟางข้าว

ขึ้นชื่อว่า “ไข่” แล้วไม่ว่าจะเป็นไข่อะไร ก็อร่อยและได้คุณค่าอาหารไม่แตกต่างกัน แต่สำหรับยุคสมัยนี้ ไข่อย่างเดียวคงไม่เพียงพอ เพราะนอกจาก ราคาถูก คุณค่าอาหารต้องทวีคูณด้วย

อาจารย์สุภกาญจน์ พรหมขันธ์ จากสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการผลิตอาหาร คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) อีสาน วิทยาเขตสกลนคร จึงคิดค้นงานวิจัย “ผลิตไข่เค็มสมุนไพรชนิดโซเดียมต่ำพอกด้วยเยื่อฟางข้าว” ที่นอกจากเพิ่มคุณค่าทางอาหารสำหรับคนรักสุขภาพแล้ว ยังเป็นการช่วยเกษตรกรอีกทางหนึ่งด้วย เพราะปัจจุบันดินจอมปลวกที่ใช้ทำไข่เค็มนั้นเริ่มขาดแคลน เรื่อย ๆ แล้ว

อ.สุภกาญจน์ เล่าว่า ปัจจุบันดินจอมปลวกที่ใช้ทำไข่เค็มนั้นเริ่มขาดแคลนรวมถึงมีขั้นตอนการเตรียมดินที่ยุ่งยาก อีกทั้งกำไรต่ำมากเมื่อเทียบกับต้นทุนแรงงาน ดังนั้น หากสามารถนำวัสดุอื่นที่มีในท้องถิ่นและหาได้ง่ายมาพอกไข่แทนดินได้ จะช่วยเพิ่มความสะดวกให้กับผู้ผลิตและผู้บริโภคในการนำไปบริโภคและจำหน่ายโดยไม่ต้องเสียเวลาในการทำความสะอาด

“ไข่เค็ม เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการถนอมอาหารโดยใช้เกลือ เพื่อให้ไข่เก็บไว้ได้นานขึ้น อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับไข่ด้วย มีทั้งไข่เป็ดเค็ม ไข่ไก่เค็ม และไข่นกกระทาเค็ม ซึ่งไข่เค็ม เป็นอาหารที่คนไทยนิยมรับประทานกันมาก เนื่องจากมีวิธีการทำง่าย สะดวกในการรับประทาน และใช้ประกอบอาหารอื่นได้มาก เช่น ทำอาหารคาว ทำไส้ขนมเปี๊ยะ ไส้ขนมไหว้พระจันทร์ ใช้ตกแต่งอาหารบางอย่าง เป็นต้น”

สำหรับยุคนี้ “ไข่เค็ม” อย่างเดียวคงไม่พอ เพราะใคร ๆ ก็นิยมรักสุขภาพกันมากขึ้น อ.สุภกาญจน์ เล่าต่อถึงจุดเด่นของไข่เค็มสมุนไพรชนิดโซเดียมต่ำพอกด้วยเยื่อฟางข้าว ว่านอกจากขั้นตอนการทำและวัสดุในการพอกสามารถหาได้ง่ายแล้วสิ่งที่โดดเด่นอีกอย่างก็คือการใช้สมุนไพรอย่างตะไคร้ ใบมะกรูด และสมุนไพรอื่น ๆมาผสมกับเยื่อฟางข้าวสำหรับพอกไข่ซึ่งนอกจากจะลดความคาวของไข่แล้วยังได้กลิ่นสมุนไพรเวลารับประทานด้วย และที่สำคัญยังลดการใช้เกลือโซเดียมคลอไรด์โดยใช้เกลือโปแตสเซียมคลอไรด์แทน จึงถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของคนรักสุขภาพ

การทำไข่เค็มมี 2 วิธี คือไข่เค็มที่ได้จากการนำไข่เป็ดสดมาแช่ในสารละลายเกลือ ที่มีความเข้มข้นร้อยละ 20-25 เป็นเวลานาน 15-20 วัน และไข่เค็มพอก ที่เป็นวิธีการดั้งเดิมของชาวจีน และปฏิบัติต่อกันมาจนถึงทุกวันนี้ โดยใช้ดินเหนียวซึ่งปัจจุบันนิยมใช้ดินจอมปลวกผสมกับเกลือเข้มข้นร้อยละ 25-30 จนดินนิ่มสามารถปั้นเป็นก้อนได้ จึงนำดินมาพอกไข่ไว้เป็นเวลานาน 10-15 วัน ไข่เค็มพอกดินที่ขึ้นชื่อในบ้านเราได้แก่ไข่เค็มไชยา ไข่เค็มปักธงชัย เป็นต้น

แต่ “ไข่เค็มสมุนไพรชนิดโซเดียมต่ำพอกด้วยเยื่อฟางข้าว” อ.สุภกาญจน์ บอกว่า ขั้นตอนการทำนั้นเริ่มจาก การเตรียมไข่เป็ดสดโดยนำไข่เป็ดขนาดกลางที่มีอายุการเก็บไม่เกิน 1 สัปดาห์ มาล้างทำความสะอาดและเช็ดให้แห้ง คัดไข่ที่แตกและมีรอยร้าว ออก เพื่อป้องกันไข่เน่าระหว่างการพอก จากนั้นเตรียมเยื่อฟางข้าวโดยคัดคุณภาพของฟางข้าวที่ได้จากการเก็บใหม่ ๆ ที่มีอายุการเก็บรักษาไม่เกิน 3-4 เดือน ฟางข้าวจะต้องไม่ผุ ไม่ขึ้นรา และไม่มีกลิ่นเหม็นอับ นำฟางข้าวที่คัดมาตากแดดให้แห้ง เก็บใส่ถุงพลาสติกที่ปิดสนิท

ส่วน ขั้นตอนการต้มเยื่อฟางข้าว ที่ดัดแปลงจากกรรมวิธีการผลิตกระดาษสาด้วยวิธีชาวบ้านคือ ชั่งน้ำหนักฟางข้าวแห้งเติมน้ำต่อฟางข้าวในอัตราส่วน 1 ต่อ 8 และหาวัสดุหนัก ๆ มากดทับฟางข้าว แช่ทิ้งไว้ 1 คืน นำฟางข้าวที่แช่น้ำมาต้มที่อุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส นาน 40 นาที ในสารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์ (NaOH) ความเข้มข้น ร้อยละ 2 จากนั้นล้างด้วยน้ำสะอาดจนเยื่อฟางข้าวมีความเป็นกรดด่าง (pH) ประมาณ 7-7.5 จากนั้นนำเยื่อฟางข้าวที่ได้มาอบแห้งที่อุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส นาน 6-8 ชั่วโมง หรือตากแดดนาน 1 วันก็จะได้เยื่อฟางข้าวที่พร้อมใช้งานได้ตลอด โดยสามารถเก็บในถุงพลาสติกที่ปิดสนิทเพื่อใช้ในขั้นตอนต่อไป

ต่อมา ขั้นตอนการเตรียมเกลือโซเดียมคลอไรด์เริ่มจากนำไปอบในตู้อบอุณหภูมิ 50 องศาเซลเซียส นาน 3 ชั่วโมง จนเกลือแห้ง นำไปบดแล้วร่อนผ่านตะแกรงขนาด 1 มิลลิเมตร เก็บใส่ถุงพลาสติกที่ปิดสนิท เพียงเท่านี้ก็พร้อมสำหรับการผลิตไข่เค็มที่มีขั้นตอนคือ นำเยื่อฟางข้าวที่เตรียมไว้มาผสมกับน้ำ เกลือ และน้ำสมุนไพรตามต้องการจะได้เยื่อฟางข้าวที่เปียกหลังจากนั้นก็สามารถนำไปพอกหุ้มไข่เป็ดที่เตรียมเอาไว้ จากนั้นนำไข่ที่พอกเสร็จบรรจุใส่ถุงพลาสติกชนิดมีซิปเก็บไว้นาน 25 วัน เพียงเท่านี้ก็จะได้ไข่เค็มสมุนไพรชนิดโซเดียมต่ำพอกด้วยเยื่อฟางข้าวสำหรับจำหน่ายและรับประทานในครอบครัว

อ.สุภกาญจน์ บอกว่า ต้นทุนในการทำไข่เค็มสมุนไพรชนิดโซเดียมต่ำพอกด้วยเยื่อฟางข้าวนั้นอยู่ที่ฟองละประมาณ 5 บาทและสามารถขายได้ในราคาฟองละ 8 บาท ขึ้นไป

ผู้สนใจสามารถเข้าไปขอสูตรรวมถึงขอคำแนะนำในการผลิตไข่เค็มสมุนไพรชนิดโซเดียมต่ำพอกด้วยเยื่อฟางข้าวได้ตลอดที่ อ.สุภกาญจน์ สาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการผลิตอาหาร คณะทรัพยากรธรรมชาติ มทร.อีสาน วิทยาเขตสกลนคร โทร. 08-7806-6587, 08-7806-6587.

dailynews

การทำปลาดุกเส้น

1 comment May 20th, 2009

การทำ ปลาดุกเส้น
รวมกลุ่มแปรรูป ปลาดุกเส้น อาชีพเสริมรายได้ชุมชนบ้านหวาย

การได้มาซึ่งหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ของหมู่บ้านหวาย ต.สามัคคี จ.ยโสธร ไม่เพียงการยึดแนวทางการดำเนินชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงอย่างจริงจังแล้ว การรวมกลุ่มของชาวบ้านในการทำอาชีพเสริมที่หลากหลาย กลายเป็นจุดเด่นของหมู่บ้านในทันที

“ใน ต.สามัคคี มีหลายหมู่บ้าน หลายชุมชนที่รวมกลุ่มกันสร้างอาชีพเสริมตามที่เขาถนัด อย่างเช่นกลุ่มทำลวดหนาม กลุ่มทำนกแขวน กลุ่มซิ้นหลอดหรือเนื้อแดดเดียว แต่ที่เด่นเห็นจะหนีไม่พ้นกลุ่มทำปลาดุกเส้น เพราะเป็นผลิตภัณฑ์ดีเด่นของจังหวัดและที่รู้จักกันไปทั่ว” วีระวัฒน์ วงศ์ว่องไว นายอำเภอเลิงนกทาเผยจุดเด่นของชุมชนต้นแบบ

โดยมี พิจิตร สามารถ ประธานกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านหวาย เจ้าของผลิตภัณฑ์ปลาดุกเส้นชื่อดังแห่งเมืองยโสธรเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญ ในการดำเนินกิจกรรมของกลุ่ม ซึ่งเธอเล่าว่ากลุ่มทำปลาดุกเส้นนี้จัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2545 มีสมาชิกเริ่มแรก 15 คน จากนั้นก็ขยายเครือข่ายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ปัจจุบันมีสมาชิกทั้งสิ้น 22 คน เป็นคนในหมู่บ้านทั้งหมด

พิจิตร เผยต่อว่า แนวความคิดในการตั้งกลุ่มทำปลาดุกเส้นนั้นเกิดจากการส่งเสริมการเลี้ยงปลา ดุกในนาข้าว เมื่อปริมาณปลาดุกจำนวนมาก จึงคิดหาทางแปรรูปมาทำเป็นปลาดุกเส้น โดยหมู่บ้านส่งตัวแทนกลุ่ม 6 คน ไปอบรมวิธีการแปรรูปปลาดุกจาก จ.นครพนม ก่อนนำความรู้มาถ่ายทอดให้แก่สมาชิกในกลุ่ม

“ขั้นตอนการทำเริ่มจากการนำปลาดุกขนาดย่อมๆ มาแล่เนื้อออกเป็นริ้วๆ คลุกเคล้าด้วยสมุนไพรหลายชนิด จากนั้นนำไปหมักไว้ 1 คืน ก่อนนำผึ่งแดด 1-2 แดด จากนั้นก็นำไปทอดหรืออบไมโครเวฟให้สุก สามารถรับประทานได้เลย หรือไม่ก็นำไปบรรจุหีบห่อส่งจำหน่ายต่อไป จุดเด่นของมันอยู่ที่การใช้สมุนไพรเป็นส่วนผสมนี่แหละ อย่างเช่นขมิ้นชันเพื่อลดกลิ่นคาว”

เจ้าของผลิตภัณฑ์ปลาดุกเส้น เผยรายละเอียดต่อไปว่า สำหรับวัตถุดิบหลักก็คือปลาดุกนั้นหาได้ไม่ยาก เพราะเลี้ยงกันทั่วไปในนาข้าว และข่อบ่อเลี้ยงใกล้บ้าน ปัจจุบันราคาซื้อขายจะอยู่ที่กิโลกรัมละ 40-50 บาท ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดของปลาดุกด้วย ซึ่งจำนวนปลาดุก 1 กิโลกรัมนั้น จะสามารถทำปลาดุกเส้นได้ 6 ขีด โดยจะสามารถเพิ่มมูลค่าปลาดุกได้หลายเท่าตัว ปัจจุบันการจำหน่ายจะจำหน่ายเป็นกล่อง กล่องเล็กราคา 50 บาท ถ้าเป็นกล่องใหญ่ราคา 100 บาท และสามารถเก็บไว้ได้นานประมาณ 1 เดือน ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ปลาดุกเส้นสร้างรายได้ให้กลุ่มปีละไม่ต่ำกว่า 1 แสนบาท

“จะทำทุกเดือน เดือนหนึ่งประมาณ 4-5 ครั้ง ขึ้นอยู่กับปริมาณการสั่ง แต่ละครั้งก็ทำประมาณ 20-30 กิโล ส่วนตลาดหลักจะส่งขายตามโรงเรียนต่างๆ สถานที่ราชการในตัวอำเภอ หรือออกงานเทศกาลต่างๆ ทั้งในจังหวัดและพื้นที่ใกล้เคียง มีบ้างที่พ่อค้าจากกรุงเทพฯ สั่งเข้ามา คนส่วนใหญ่รู้จักผลิตภัณฑ์ของเราก็เมื่อตอนไปออกงานที่เมืองทองฯ เพราะเราไปเกือบทุกปี” พิจิตร เผย

ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ปลาดุกเส้นฝีมือสมาชิกกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้าน หวายกลายเป็นผลิตภัณฑ์เด่นของ จ.ยโสธร ที่ได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคทั่วประเทศ รับประกันจากรางวัลโอท็อประดับ 2 ดาวเป็นเครื่องการันตี สนใจผลิตภัณฑ์ปลาดุกเส้นติดต่อได้ที่ประธานกลุ่ม โทร. 08-9847-8313 ได้ตลอดเวลา

สุรัตน์ อัตตะ
komchadluk

ปลาดุกเส้น

No comments May 9th, 2009

ปลาดุกเส้น
ปลาดุกเส้น แปรรูปเด่น-ราคาดี !!

ปลาแปรรูปก็ถือว่าเป็นอาหารนิยมของคนไทยรูปแบบหนึ่ง ลักษณะและรสชาติก็แตกต่างกันไปตามรสนิยมแต่ละท้องถิ่น ซึ่งนอกจากจะเป็นเก็บรักษาอาหารให้อยู่ได้นานแล้ว ยังทำให้เกิดมูลค่าเพิ่ม เป็น “ช่องทางทำกิน” ที่ดีได้ด้วย อย่างการแปรรูป ทำ “ปลาดุกเส้น” ของกลุ่มแม่บ้านชุมชนบ้านคอนสาย

สุดใจ กองหิน ประธานกลุ่มแม่บ้าน บ้านคอนสาย ต.สามัคคี อ.เลิงนกทา จ.ยโสธร เล่าว่า เดิมทีชาวบ้านในชุมชนมีอาชีพเลี้ยงปลาดุกขาย ในหมู่บ้านมีการเลี้ยงปลาดุกเพื่อส่งขายให้แก่ตลาดในพื้นที่และนอกพื้นที่ ใกล้เคียงกันอยู่เป็นจำนวนหลายสิบบ่อ แต่มีปัญหาคือบางครั้งปลาดุกมีปริมาณมากเกินความต้องการตลาด ทำให้ขายไม่หมด ซึ่งถ้าหากเลี้ยงดูในบ่อต่อไปก็ย่อมมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น อีกทั้งปลาดุกอาจจะตัวใหญ่เกินไป ทำให้ขายได้ยากขึ้น จึงคิดว่าน่าจะนำปลาดุกมาแปรรูป โดยมาสรุปที่การทำเป็น “ปลาดุกเส้น”

“การแปรรูปปลาดุกเส้นนี้ เป็นการแก้ปัญหาของชุมชนในช่วงมีผลผลิตมากเกินความต้องการ ซึ่งถ้าเลี้ยงต่อไปจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น และเลี้ยงต่อไปจะขายไม่ค่อยได้ราคานัก เนื่องจากปลาดุกจะมีขนาดใหญ่เกินขนาดที่ตลาดต้องการ ก็เลยนำเรื่องการแปรรูปเข้ามาช่วยแก้ปัญหาตรงนี้”

ประธานกลุ่มฯเล่าว่า เริ่มทำการแปรรูปปลาดุกที่เลี้ยงขายกันมาเมื่อต้นปี 2552 โดยปลาดุกเส้นเป็นผลิตภัณฑ์ประเภทเนื้อกึ่งแห้ง ลักษณะภายนอกจะคล้ายกับหมูแดดเดียวหรือเนื้อแดดเดียว แต่มีความเหนียวน้อยกว่า สามารถใช้รับประทานเล่น ๆ เป็นกับแกล้ม หรือรับประทานกับข้าวได้ดี โดยตลาดส่วนใหญ่จะเป็นร้านค้าในชุมชน ตลาดในพื้นที่ รวมไปถึงการขายส่งให้พ่อค้ารับไปจำหน่ายต่อในพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งกำลังการผลิตจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความต้องการเพิ่มของตลาด แต่หลัก ๆ จะผลิตเพื่อจำหน่ายให้แก่คนในชุมชนและพื้นที่ใกล้เคียง โดยคงกำลังการผลิตไว้อยู่ที่ประมาณ 20 กิโลกรัมต่อวัน

ทุนเบื้องต้นในการทำการแปรรูป เป็นทุนของทางกลุ่มเอง โดยใช้เงินลงทุนไปประมาณ 27,600 บาท ส่วนใหญ่เป็นค่าอุปกรณ์และบรรจุภัณฑ์ อุปกรณ์ที่จำเป็นก็จะมีหม้อสแตนเลส เบอร์ 38, กะละมังสแตนเลส และเตาอบ ส่วนทุนวัตถุดิบอยู่ที่ 60% ของราคาขาย โดยราคาขายอยู่ที่แพ็คละ 50 บาท แต่ถ้าหากขายเป็นกิโลกรัม จะอยู่ที่กิโลกรัมละ 300 บาท ถือเป็นมูลค่าที่เพิ่มขึ้นจากราคาจำหน่ายปลาดุกเป็น ๆ ซึ่งราคาปลาดุกเป็นจะขายกันอยู่ที่กิโลกรัมละ 50 บาทเท่านั้น

ส่วนผสมในการทำปลาดุกเส้น ต่อ 12 กิโลกรัม ประกอบด้วย เนื้อปลาดุกล้วน 12 กิโลกรัม, เกลือ 5 ช้อนแกง, น้ำตาล 5 ช้อนแกง, ซีอิ้วขาว 20 ช้อนแกง, รากผักชีปั่นละเอียด 3 ช้อนแกง, พริกไทย 3 ช้อนแกง, น้ำขมิ้น 1 ถ้วยตวง, กระเทียมสดปอกเปลือกปั่นละเอียด 4 ขีด และงาขาวตามต้องการ

ขั้นตอนการทำ เริ่มจากนำปลาดุกขนาดที่เตรียมไว้ คือขนาด 7-8 ตัวต่อกิโลกรัม มาทำการตัดหัวควักไส้ ล้างให้สะอาด จากนั้นทำการแล่เนื้อปลาออกจากกระดูกหรือก้าง การหั่นเนื้อปลาดุกมีเคล็ดลับคือ ให้หั่นเป็นเส้นเฉียง ๆ ข้างลำตัว ขนาดประมาณ 1 เซนติเมตร เพราะจะทำให้เนื้อปลาไม่แยกออกจากกัน เวลาเนื้อปลาแห้ง ซึ่งปลาดุกสด 20 กิโลกรัม เมื่อแล่แล้วจะเหลือเนื้อปลาดุกล้วน ๆ ประมาณ 12 กิโลกรัม

เมื่อได้เนื้อปลาแล้วให้ล้างด้วยน้ำซาวข้าว ล้างประมาณ 3 น้ำเพื่อให้กลิ่นคาวปลาหมดไป จากนั้นทำการหมักด้วยเครื่องปรุงรสที่เตรียมไว้ คือ เกลือ, น้ำตาล, ซีอิ้วขาว, รากผักชี, พริกไทย, น้ำขมิ้น, กระเทียมสด และงาขาว ทำการคลุกเคล้าให้เข้ากัน หมักทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที เพื่อให้เครื่องปรุงซึมเข้าเนื้อ แล้วนำไปผึ่งแดดทิ้งไว้ประมาณ 1 วัน เสร็จแล้วนำมาอบด้วยเตาอบถ่านอีกประมาณ 10-20 นาที จากนั้นก็บรรจุหีบห่อพร้อมขาย เมื่อจะทานก็นำไปทอดในน้ำมันร้อน ๆ 2-3 นาที จะได้ปลาดุกเส้นที่สีสวยและเนื้อปลาไม่แข็งเกินไป

กลุ่มแม่บ้าน บ้านคอนสาย อยู่ที่หมู่ 5 ต.สามัคคี อ.เลิงนกทา จ.ยโสธร โทร.08-3736-2404 โดยทีม “ช่องทางทำกิน” ได้ข้อมูล “ปลาดุกเส้น” มาตอนที่ร่วมคณะกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ไปดูงานพัฒนาท้องถิ่น สร้างความสมานฉันท์ เมื่อเร็ว ๆ นี้ ซึ่งนี่ก็เป็นอีกหนึ่งอาชีพแปรรูปอาหารที่น่าสนใจ

คู่มือลงทุน…ปลาดุกเส้น
ทุนเบื้องต้น ประมาณ 2-3 หมื่นบาท
ทุนวัตถุดิบ ประมาณ 60% จากราคา
รายได้ ขายราคา 300 บาท / กก.
แรงงาน 1-2 คนขึ้นไป
ตลาด ตลาดอาหาร, หาที่ขายส่ง
จุดน่าสนใจ คนทำขายยังมีไม่มากนัก

ศิริโรจน์ ศิริแพทย์ :รายงาน
dailynews

วิธีการทำหน่อไม้ซิ่ง

No comments October 25th, 2008

หน่อไม้ซิ่ง
รวมกลุ่มแปรรูป”หน่อไม้ซิ่ง” ผลิตภัณฑ์ทำเงินต.ท่าใหญ่

การทำไร่อ้อยและนาข้าว แม้จะเป็นอาชีพหลักของชาวบ้านห้วยเชือกและบ้านหนองเป็ดใน ต.ท่าใหญ่ อ.หนองบัวแดง จ.ชัยภูมิ แต่อาชีพเสริมอย่างการทำ “หน่อไม้ซิ่ง” ผลิตภัณฑ์เด่นของหมู่บ้านที่ทำรายได้ให้แก่คนในชุมชนไม่แพ้กัน

โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนของทุกปี ชาวบ้านจะไม่ปล่อยเวลาให้เปล่าประโยชน์ อาศัยพื้นที่ป่าที่อุดมสมบูรณ์ของเทือกเขาภูแลนคา ที่เต็มไปด้วยไผ่ตง ไผ่รวก นำหน่อไม้ที่หามาได้ทำ “หน่อไม้ซิ่ง” หรือหน่อไม้ต้มสุก ที่มีวิธีการทำแบบดั้งเดิมและสามารถเก็บไว้กินได้นาน

ทองศรี กิจไธสง ประธานกลุ่มแม่บ้านหนองเป็ด ยอมรับว่า หน่อไม้จะมีฤดูกาลที่ออกตั้งแต่กรกฎาคม-สิงหาคมของทุกปี ซึ่งชาวบ้านจะไปเก็บมาทำหน่อไม้ซิ่ง หน่อไม้อัดปี๊บ ราคาหน่อไม้ซิ่งจะมีราคาถุงละ 1 กก.ประมาณ 20-25 บาท สามารถเก็บไว้บริโภคได้นานถึง 6-10 เดือน โดยไม่ต้องใส่สารกันบูด ตลาดรับซื้อทั่วไปนั้นจะมีทั้งในพื้นที่และจังหวัดใกล้เคียง เช่น ขอนแก่น นครราชสีมา อุดรธานี สร้างรายได้ประมาณเดือนละไม่ต่ำกว่าหมื่นบาท ซึ่งสร้างรายได้เสริมให้แก่สมาชิกของกลุ่มหลังจากการทำไร่นาได้เป็นอย่างดี

“วิธีการทำหน่อไม้ซิ่งก็ง่ายๆ โดยเอาหน่อไม้มาปลอกตัดหัวตัดหางออก เพราะช่วงเป็นกาบต้องเอาออกให้หมด ไม่เช่นนั้นจะทำให้หน่อเน่าได้ จากนั้นนำไปล้างด้วยน้ำเกลือ แล้วนำเอามาบรรจุถุง ถุงละ 5-6 หน่อ (หน่อไม้ขนาดไม่ใหญ่) ขนาดถุงละ 1 กก.แล้วรัดยางให้แน่น เอาไปนึ่งประมาณ 1-2 ชั่วโมง เพื่อฆ่าเชื้อจนสุก จากนั้นปล่อยให้เย็นและพักไว้หรือแขวนเก็บไว้ในที่อากาศถ่ายเท ซึ่งสามารถเก็บไว้รับประทานได้นาน ไม่ต่ำกว่า 6 เดือนทีเดียว” ประธานกลุ่มแม่บ้านหนองเป็ดกล่าว

ด้านโกสิต บุญเสนา นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ท่าใหญ่ ในฐานะผู้ให้การสนับสนุนผลิตภัณฑ์ชุมชนนี้ เปิดเผยว่า ขณะนี้ อบต.ได้รับการติดต่อจากประชาชนในหลายพื้นที่ ทั้งภาคกลาง ภาคอีสาน และภาคใต้ ที่สนใจจะเข้ามาเรียนรู้การทำหน่อไม้ซิ่งจากกลุ่ม ซึ่งกลุ่มพร้อมจะแนะนำการทำหน่อไม้ซิ่งให้แก่ผู้ที่สนใจ และเร็วๆ นี้กรมส่งเสริมการเกษตรก็พร้อมจะให้การสนับสนุนแนะนำการทำแพ็กเกจจิ้งที่ถูก ต้องได้มาตรฐานและพัฒนาการทำให้สะอาด ได้คุณภาพอีกด้วย

“หน่อไม้ซิ่งของเราเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่มีการทำง่าย ไม่ได้ใส่สารกันบูด และสามารถเก็บได้ได้นาน ดังนั้น หากจะมีการพัฒนาเชิงพาณิชย์ทางกลุ่มจะเสนอขอเครื่องหมาย อย.เพื่อสร้างมาตรฐานสินค้าระดับท้องถิ่นสู่มาตรฐานสากล ในอนาคตทางกลุ่มพร้อมจะพัฒนาจัดทำในรูปของอุตสาหกรรมขนาดย่อมจำหน่ายหน่อไม้ แปรรูป ซึ่งจำเป็นต้องขอความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐในการสนับสนุนด้านวิชาการ ความรู้ เพื่อพัฒนาชุนชนให้สามารถพึ่งตนเองได้ต่อไป” นายก อบต.ท่าใหญ่กล่าว

โกสิต ย้ำด้วยว่า หน่อไม้ซิ่งของชาวบ้านใน ต.ท่าใหญ่นั้น ถือเป็นวิธีการถนอมอาหารโดยอาศัยภูมิปัญญาชาวบ้านอย่างแท้จริง เพราะเป็นการสืบทอดภูมิปัญญาวิธีการทำมาหลายชั่วอายุคน นอกจากนี้ก็ยังมีชาวบ้านอีกจำนวนไม่น้อยที่นำหน่อไม้มาทำหน่อไม้อัดปี๊บแทน หน่อไม้ซิ่ง โดยใช้วิธีการแบบเดียวกัน กล่าวคือ นำหน่อไม้ปอกตัดหัวหางล้างน้ำเกลือ นึ่งจนสุกใส่อัดปี๊บที่มีน้ำเกลือปิดฝา เก็บไว้กินได้อีกนานไม่ต่ำกว่า 6 เดือนเช่นเดียวกัน

“ช่วงนี้หน่อไม้จะออกผลผลิตเยอะ ทำให้ราคาหน่อไม้มีราคากิโลกรัมละ 5-6 บาท ไม่คุ้ม แต่ถ้านำมาแปรรูปทำเป็นหน่อไม้ซิ่ง หรือห่อไม้อัดปี๊บเป็นถุง ถุงละ 1 กก. ก็จะขายราคาถุงละ 20 บาททีเดียว ซึ่งจะเป็นการเพิ่มมูลค่าหน่อไม้ได้เป็นอย่างดี” นายก อบต.ท่าใหญ่กล่าวย้ำ

“หน่อไม้ซิ่ง” นับเป็นผลิตภัณฑ์เด่นที่เป็นภูมิปัญญาชาวบ้านท่าใหญ่ สนใจผลิตภัณฑ์หรือเยี่ยมชมกรรมวิธีการทำของกลุ่ม ติดต่อได้ที่ อบต.ท่าใหญ่ เลขที่ 9/1 หมู่ 10 ถนนสายหนองบัวแดง-ภักดีชุมพล ต.ท่าใหญ่ อ.หนองบัวแดง จ.ชัยภูมิ โทร.0-4482-3990 ได้ทุกวัน

สุรัตน์ อัตตะ