Archive: Posts Tagged ‘การกำจัดศัตรูพืช’

การปลูกมันสำปะหลังต้นฤดูฝน

No comments May 4th, 2010

มันสำปะหลัง
แนะวิธีปลูกมันสำปะหลังช่วงต้นฤดูฝน

เกษตรกรต้องเตรียมท่อนพันธุ์ให้ดีก่อนที่จะลงมือปลูก ที่สำคัญควรเลือกท่อนพันธุ์ที่ สมบูรณ์ แข็งแรง มีความเหมาะสมทั้งอายุและขนาด คัดเลือกจากแหล่งที่ปราศจากเพลี้ยแป้ง…

นายเฉลิมศักดิ์ ประสิทธิ์สุวรรณ เกษตรจังหวัดอำนาจเจริญ กล่าวถึงการปลูกมันสำปะหลังต้นฤดูฝนนี้ว่า เกษตรกรต้องเตรียมท่อนพันธุ์ให้ดีก่อนที่จะลงมือปลูก ที่สำคัญควรเลือกท่อนพันธุ์ที่ สมบูรณ์ แข็งแรง มีความเหมาะสมทั้งอายุและขนาด คัดเลือกจากแหล่งที่ปราศจากเพลี้ยแป้ง และที่สำคัญยิ่งกว่าอื่นใดเกษตรกรต้องแช่ท่อนพันธุ์ก่อนปลูก ทั้งนี้เพื่อป้องกันกำจัดเพลี้ยแป้งไม่ให้ระบาดในไร่มันสำปะหลังได้ สำหรับการแช่ท่อนมันพันธุ์นั้นแนะนำให้ใช้สารเคมีสำหรับแช่ท่อนพันธุ์ ได้แก่ ไทอะมิโทแซม 25% ดับเบิ้ลยูจี 4 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ อิมิดาคลอพริก 70 % ดับเบิ้ลยูจี 4 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือไดโนทีฟูแรม 10 % ดับเบิ้ลยู พี 40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร อย่างใดอย่างหนึ่ง

โครงการใช้นกแสกควบคุมประชากรหนูในสวนปาล์มน้ำมัน

No comments September 23rd, 2009

นกแสกกำจัดหนู
นกแสกนักปราบหนูมือหนึ่งในสวนปาล์มน้ำมัน

โครงการใช้นกแสกควบคุมประชากรหนูในสวนปาล์มน้ำมัน

หนู เป็นศัตรูพืชสำคัญที่สร้างความเสียหายให้กับสวนปาล์มน้ำมันทุกระยะ โดย หนูพุกใหญ่ และ หนูนาใหญ่ มักกัดทำลายต้นกล้าปาล์มน้ำมันในแปลงเพาะชำและต้นปาล์มปลูกใหม่ นอกจากนี้ยังมี หนูป่ามาเลย์ ที่เข้าทำลายปาล์มน้ำมันในช่วงให้ผลผลิต กัดกินตั้งแต่ช่อดอกอ่อน ผลปาล์มอ่อน ผลดิบ และกินกระทั่งเนื้อเปลือกผลสุก เกษตรกรหลายพื้นที่ได้รับความเดือดร้อนจากหนูป่า มาเลย์ที่กัดกินทะลายปาล์มสดเสียหายสะสมรุนแรง ทำให้ขายผลผลิตไม่ได้ราคา รวมทั้งยังต้องสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายในการซื้อสารเคมีเพื่อกำจัดหนูค่อนข้างสูงแต่ก็ยังไม่สามารถปราบหนูได้ กรมวิชาการเกษตร จึงได้ศึกษาวิจัยการใช้ “นกแสก” กำจัดหนูในสวนปาล์มน้ำมันซึ่งได้ผลดีมาก

นกแสกเป็นนกประจำถิ่นของไทยซึ่งมีอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศ และเป็นนกกลางคืนที่อาศัยอยู่ใกล้ชุมชน ปกติใช้โพรงไม้และช่องใต้หลังคาเป็นรังวางไข่ กินหนูเป็นอาหาร มีพฤติกรรมล่าเหยื่อในที่โล่ง ทุ่งหญ้า ไร่นา และสวนปาล์มน้ำมัน มีการผสมพันธุ์ในช่วงเดือนกันยายน-กุมภาพันธ์ เลี้ยงลูก 2 ครอกติดต่อกัน จำนวนไข่รังละ 5-7 ฟอง จำนวนต่ำสุด 2 ฟอง สูงสุด 15 ฟอง เพศเมียจะฟักไข่ประมาณ 30 วัน ใช้เวลาฟักไข่ 18 ชั่วโมงต่อวัน ระยะแม่นกฟักไข่และช่วงที่ลูกยังเล็ก ๆ พ่อนกจะออกล่าเหยื่อนำมาป้อนให้แม่และลูกนกทุกวัน

ทีมนักวิจัยของกรมวิชาการเกษตรได้ศึกษาส่วนประกอบของเศษอาหารที่นกแสกสำรอกออกมาในบริเวณที่นกเกาะพักนอน พบว่า นกแสกในสวนปาล์มน้ำมันของไทยกินหนูป่ามาเลย์เป็นอาหารเกือบ 100% โดยนกแสกกินหนูเฉลี่ยวันละ 1-2 ตัว หรือประมาณ 350-700 ตัวต่อปี ซึ่งหนูจำนวนนี้ถ้าปล่อยให้กัดกินผลปาล์มจะทำความเสียหายต่อผลผลิตปีละ 1.1-2.5 ตัน คิดเป็นมูลค่าความสูญเสียประมาณ 2,750-6,250 บาท ขณะเดียวกันเกษตรกรยังจะเสียเงินค่าซื้อสารเคมีและจ้างแรงงานวางยากำจัดหนูทำให้มีต้นทุนสูงขึ้นอีก 700-1,400 บาทด้วย

นายเกรียงศักดิ์ หามะฤทธิ์ นักสัตววิทยาปฏิบัติการ สำนักวิจัยพัฒนา การอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร หัวหน้าทีมนักวิจัย “โครงการใช้นกแสกควบคุมประชากรหนูในสวนปาล์มน้ำมัน” กล่าวว่า เมื่อปี พ.ศ. 2537 ได้ศึกษาวิจัยและทดลองใช้นกแสกควบคุมหนูในสวนปาล์มน้ำมันนำร่องในสวนปาล์มเอกชนที่ อ.พระแสง จ.สุราษฎร์ธานี พื้นที่ 15,000 ไร่ เริ่มต้นจากพ่อ-แม่นกแสก 2 ตัว พร้อมสร้างรังเทียมจำนวน 15 รัง เพื่อให้นกแสกใช้พักนอนและเพาะขยายพันธุ์ ปี พ.ศ. 2543-2544 นกแสกได้เข้าใช้รังเทียมวางไข่มากขึ้น โครงการฯจึงเพิ่มจำนวนรังนกเป็น 154 รัง พบว่า นกแสกเข้าใช้รังเพิ่มขึ้นทุกปีและประชากรนกแสกก็เพิ่มมากขึ้นประมาณ 700 ตัวใน ปี พ.ศ. 2547 ซึ่งสามารถกำจัดหนูที่กัดทำลายผลผลิตปาล์มน้ำมันได้ประมาณปีละ 245,000-490,000 ตัว

ผลสำรวจการกัดทำลายของหนูบนทะลายปาล์มสดที่ตัดลงมากองรวมไว้ พบร่องรอยการกัดทำลายน้อยมาก การกัดแทะบนทะลายในสภาพรุนแรงมีไม่เกิน 5% ทำให้เจ้าของสวนพึงพอใจมากเพราะทำให้ไม่ต้องใช้สารเคมีกำจัดหนู ปัจจุบันพื้นที่นำร่องใช้นกแสกควบคุมหนูในสวนปาล์มมีนกแสกประมาณ 1,200-1,300 ตัว ถือว่าประสบความสำเร็จมาก

ปัจจุบันได้ขยายผลโครงการฯไปสู่สวนปาล์มน้ำมันเอกชนในพื้นที่ อ.ปะทิว จ.ชุมพร และ อ.บางสะพานน้อย จ.ประจวบคีรีขันธ์ อีกกว่า 12,000 ไร่ เริ่มต้นปล่อยนกแสก 30 ตัว พร้อมสร้างรังเทียมจากถังน้ำมันตั้งบนเสาสูงจากพื้นดินประมาณ 2.5 เมตร พบว่า นกแสกมีการจับคู่ผสมพันธุ์และเข้าใช้รังเทียมเร็วมาก มีการขยายพันธุ์เพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว ขณะนี้มีประชากรนกแสกในพื้นที่ดังกล่าวไม่น้อย กว่า 900 ตัว จำนวน 300 รัง คาดว่าจะสามารถกำจัดหนูได้ปีละกว่า 630,000 ตัว ช่วยลดความเสียหายของผลปาล์มที่อยู่ด้านนอกของทะลายที่ถูกกัดกินมากกว่า 25% ขึ้นไป โดยมีจำนวนลดลงอย่างเห็นได้ชัด ประมาณ 7% จากเดิมที่พบถึง 10-20% และช่วยลดค่าใช้จ่ายค่าสารเคมีกำจัดหนูได้ถึง 1 ล้านบาทต่อหมื่นไร่ต่อปี

โครงการใช้นกแสกควบคุมประชากรหนูในสวนปาล์มน้ำมัน ได้รับรางวัลด้านสิ่งแวดล้อมจากมูลนิธิฟอร์ดแห่งประเทศไทย ขณะนี้มีเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันในพื้นที่จังหวัดสงขลา สุราษฎร์ธานี ชุมพร และกระบี่ นำนกแสกไปใช้ควบคุมหนูในสวนปาล์มด้วย รวมทั้งนาข้าวใน จ.สระแก้ว นอกจากนั้นยังมีเกษตรกรในพื้นที่ภาคเหนือสนใจจะนำนกแสกไปใช้ควบคุมหนูในแหล่งปลูกข้าวไร่ และสวนกาแฟด้วย ซึ่งต้องมีการศึกษาวิจัยถึงความเป็นไปได้อีกครั้งหนึ่ง…

กลุ่มผู้ปลูกปาล์มน้ำมันสนใจที่จะใช้นกแสกควบคุมหนูในสวนปาล์ม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ โทร. 08-1919-7964, 08-1919-7964.

เพิ่มเติมข้อมูลได้ที่
farmdaily@dailynews.co.th
dailynews

การป้องกันและกำจัดเพลี้ยแป้งมันสำปะหลัง

6 comments May 13th, 2009

เพลี้ยแป้งมันสำปะหลัง
วิธีป้องกันและกำจัดเพลี้ยแป้งมันสำปะหลัง ที่ระบาดอย่างแรง

ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตมันสำปะหลังรายใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากไนจีเรียและบราซิล แต่ไทยเป็นประเทศที่ส่งออกมันสำปะหลังรายใหญ่ที่สุด การปลูกมันสำปะหลังในอดีตไม่พบปัญหาการระบาดของแมลงศัตรูพืช เนื่องจากเป็นพืชที่ปลูกง่าย ทนทานและปรับตัวได้ดี แต่จากการขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มมากขึ้นในปัจจุบันทำให้เริ่มประสบปัญหาการ ระบาดของแมลงศัตรูพืช ซึ่งเดิมอาจจะพบอยู่แล้วแต่ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายใด ๆ

ต้นปี 2551 พบการระบาดของ เพลี้ยแป้งมันสำปะหลัง จำนวน 2 ชนิด ชนิดแรก คือเพลี้ยแป้งลาย ซึ่งพบระบาดทั่วไปแต่ยังไม่เคยสร้างปัญหารุนแรงต่อผลผลิตมันสำปะหลัง ส่วนเพลี้ยแป้งอีกชนิดหนึ่งไม่เคยมีรายงานพบการระบาดในมันสำปะหลังมาก่อน แต่พบการทำลายเสียหายรุนแรงกว่าชนิดแรก

เดือนเมษายน 2551 เกษตรกรได้แจ้งเรื่อง ขอความช่วยเหลือเกี่ยวกับปัญหาเพลี้ยแป้งระบาดในมันสำปะหลังที่ อ.คลองขลุง จ.กำแพงเพชร ซึ่งกรมวิชาการเกษตรได้ให้คำแนะนำวิธีการป้องกันและกำจัดเพลี้ยแป้งให้แก่ เกษตรกรที่ประสบปัญหาเรียบร้อยแล้ว อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังปัจจุบันพบการระบาดมีแนวโน้มขยายวงกว้าง และทวีความรุนแรงมากขึ้นในหลายจังหวัด ได้แก่ ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี สระแก้ว นครราชสีมา และกำแพงเพชร โดยเฉพาะจังหวัดนครราชสีมาพบมีพื้นที่การระบาดมากที่สุดประมาณ 300,000 ไร่ นอกจากนี้ยังได้รับการแจ้งจากเกษตรกรจังหวัดกาญจนบุรีว่าพบการระบาดของ เพลี้ยแป้งแต่สถานการณ์ยังอยู่ในขั้นไม่รุนแรง

สาเหตุการระบาดของเพลี้ยแป้งยังไม่ทราบแน่ชัด แต่สันนิษฐานว่าสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบันมีส่วนทำให้เกิดการ ระบาดของเพลี้ยแป้ง แต่ปัจจัยสำคัญที่ทำให้พื้นที่การระบาดขยายวงกว้างขึ้นเกิดจากการขยาย พื้นที่ปลูกและมีการใช้ท่อนพันธุ์ มันสำปะหลังที่มีไข่ ตัวอ่อน และตัวเต็มวัยเพลี้ยแป้งติดไปกับท่อนพันธุ์ จากนั้นหลังปลูกจะมีมดเป็นพาหะนำเพลี้ยแป้งกระจายไปสู่ต้นมันสำปะหลังอื่น และแปลง ข้างเคียง

มีรายงานว่าในประเทศแถบแอฟริกาและ อเมริกาใต้การระบาดของเพลี้ยแป้งทำให้ผลผลิตมันสำปะหลังลดลง 20-80 เปอร์เซ็นต์ ในส่วนของประเทศไทยพบว่าในหลายพื้นที่ที่พบการระบาดขณะต้นยังเล็กมีความ รุนแรงจนต้องไถทิ้งและปลูกใหม่แต่ก็ยังระบาดซ้ำอีก เนื่องจากยังมี เพลี้ยแป้งอยู่บนเศษซากต้น และมีการระบาดที่แปลงข้างเคียง ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น เนื่องจากจำเป็นต้องใช้ท่อนพันธุ์เพิ่มขึ้น โดยพื้นที่ปลูก 1 ไร่ต้องใช้ท่อนพันธุ์ประมาณ 500 ต้นรวมทั้งเกษตรกรต้องพ่นสารกำจัดแมลงส่งผลให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นทั้ง ค่าสารป้องกันแมลงและค่าแรงงานพ่น

การป้องกันและกำจัดเพลี้ยแป้งให้ได้ผลต้องใช้วิธีการผสมผสาน ดังนี้

1. วิธีเขตกรรมและวิธีกล

- ควรมีการไถและพรวนดินหลาย ๆ ครั้งและตากดินอย่างน้อย 2 สัปดาห์เพื่อลดปริมาณเพลี้ย แป้ง

- ควรปลูกต้นฤดูฝนเพื่อให้มันสำปะหลัง แข็งแรง ทนทานต่อการทำลายของเพลี้ยแป้ง

- คัดเลือกท่อนพันธุ์ที่สะอาดปราศจากเพลี้ยแป้ง และควรใช้พันธุ์ที่ทางราชการแนะนำ

- แหล่งที่ยังไม่พบการระบาด ควรมีการแช่ท่อนพันธุ์ในน้ำอย่างน้อย 1 ชั่วโมงเพื่อกำจัดเพลี้ยแป้งที่อาจติดมากับท่อนพันธุ์

- ถอนต้นหรือตัดส่วนของต้นมันสำปะ หลังที่มีเพลี้ยแป้งจำนวนมากออกจากแปลงแล้วเผา หรือทำลาย

2. การใช้ชีววิธี เพลี้ยแป้งมีศัตรูธรรมชาติทั้งแมลงเบียนและแมลงห้ำคอยควบคุมปริมาณเพลี้ย แป้งให้อยู่ในระดับสมดุลอยู่แล้วในสภาพปกติ ได้แก่ ด้วงเต่า และแมลงช้างปีกใส

3. การใช้สารฆ่าแมลง ควรใช้เมื่อมีการระบาดของเพลี้ยแป้งรุนแรงเท่านั้น และไม่จำเป็นต้องพ่นทั้งแปลง ควรพ่นเฉพาะบริเวณที่พบเพลี้ยแป้ง ระยะพ่นที่เหมาะสม คือ ช่วงที่เพลี้ยแป้งอยู่ในวัยที่ 1-2

ยาฆ่าแมลงที่มีประสิทธิภาพที่แนะนำให้ใช้ ได้แก่

- ไทอะมีโทแซม 25% WG อัตรา 4 กรัม/น้ำ 20 ลิตร

- ไดโนทีฟูเรน 10% WP อัตรา 20 กรัม/น้ำ 20 ลิตร

- โปรไทโอฟอส 50% EC อัตรา 50 มล./น้ำ 20 ลิตร

- พิริมิฟอสเมทิล 50% EC อัตรา 50 มล./น้ำ 20 ลิตร

- ไทอะมีโทแซม/แลมบ์ดาไซฮาโลทริน 24.7% ZC อัตรา 10 มล./น้ำ 20 ลิตร

หวังว่าเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังคงกำจัดเพลี้ยที่กำลังเป็นปัญหานี้ได้ เมื่อทำตามคำแนะนำจากกรมวิชาการเกษตรอย่างเคร่งครัด ขอให้ได้ผลผลิตดีมีคุณภาพ.

dailynews

การใช้สะเดาป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูพืช

1 comment May 6th, 2009

สะเดา
การใช้สารสะเดาเพื่อกำจัดแมลงศัตรูพืช

ข้อมูลโดย ศ.ดร.ขวัญชัย สมบัติศิริ แห่งภาควิชากีฏวิทยา คณะเกษตร ม.เกษตรศาสตร์ จากเอกสารเผยแพร่ทางวิชาการ เรื่อง หลักการและวิธีการใช้สะเดาป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูพืช ระบุไว้ว่า การสกัดสารอะซาไดแรค ตินจากเมล็ดหรือผลสะเดาทําได้หลายวิธีด้วยกัน สิ่งที่สําคัญคือ ส่วนของสะเดาที่ใช้ต้องบดให้ละเอียด สําหรับตัวสกัดที่เหมาะสมในการผลิตเป็นการค้าคือ แอลกอฮอล์ อาจเป็นเอทิลแอลกอฮอล์หรือเมทิล แอลกอฮอล์ก็ได้ แต่เมทิลแอลกอฮอล์ราคาถูกกว่า มาก ถ้าใช้เมทิลแอลกอฮอล์ ต้องระวังอย่าให้เข้าปากหรือเข้าตา ในกระบวนการสกัดสารถ้าต้องการผลิตใช้เอง ตัวสกัดที่เหมาะสม คือ นํ้า ซึ่งเกษตรกรเป็นจํานวนไม่น้อยใช้น้ำในการสกัดสารจากผลสะเดาที่ได้จากผลแห้ง

“การสกัดเพื่อใช้เอง ให้นำผงสะเดาที่ ได้จากการบดผลสะเดาแห้ง จํานวน 10 กิโลกรัม ใส่ในภาชนะบรรจุ เติมนํ้าให้ท่วมประมาณ 200 ลิตร (ผงสะเดา 1 กิโลกรัมต่อน้ำ 20 ลิตร) แช่ไว้นานประมาณ 24 ชั่วโมง ในระหว่างการแช่นํ้า อาจใช้ไม้ยาวกวนให้ผลสะเดารวมกับน้ำเป็นครั้งคราว เมื่อครบกําหนดเวลาจึงกรองนํ้ายาผ่านตาข่ายพลาสติกสีเขียว ในกรณีที่ใช้เครื่องพ่นสูบโยกที่ใช้แรงคน เกษตรกรบางรายที่ต้องการประหยัดผงสะเดา อาจแช่ครั้งแรกประมาณ 3 ชั่วโมงจึงกรองนํ้ายาออก จากนั้นเติมนํ้าลงไปในกากสะเดาใหม่ แต่ใช้นํ้าน้อยลง อาจเป็น 100-150 ลิตร แช่ไว้ประมาณ 24 ชั่วโมง จึงกรองนํ้ายาไปใช้ นอกจากนั้น เกษตรกรอาจใช้แอลกอฮอล์ร่วมสกัดโดยการนําผงสะเดาที่รู้นํ้าหนักแล้ว บรรจุในภาชนะที่มีฝาปิดสนิท เติมเมทิลแอลกอฮอล์ให้ท่วมผงสะเดา จะแช่ไว้นานเท่าใดก็ได้ แต่อย่างน้อยควรนานกว่า 1 วัน จากนั้นนําผลสะเดาที่แช่ในแอลกอฮอล์ไปแช่ในนํ้า โดยคิดอัตราส่วน ผงสะเดา 1 กิโลกรัม (ไม่รวม นํ้าหนักของแอลกอฮอล์) ต่อนํ้า 20 ลิตร แช่ในนํ้าเป็นเวลาประมาณ 2 ชั่วโมง จึงกรองเหมือนวิธีเดิม…” ศ.ดร.ขวัญชัย กล่าว

ข้อมูลจาก กลุ่มส่งเสริมการผลิตและการจัดการผลผลิต สำนักงานเกษตรจังหวัดนนทบุรี บอกไว้ว่า ประสิทธิภาพของสารสะเดาต่อแมลงศัตรูพืช แบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม คือ

1. ใช้สารสกัดสะเดาได้ผลดี เช่น หนอน กระทู้ผัก หนอนหลอดหอม หนอนใยผัก หนอนม้วนใบ หนอนชอนใบ เพลี้ยจักจั่นฝ้าย หนอน กระทู้หอม เพลี้ยอ่อน เพลี้ยไก่แจ้ หนอนแก้วส้ม หนอนผีเสื้อหัวกะโหลก

2. ใช้สารสะเดาได้ผลปานกลาง เช่น หนอนเจาะฝักถั่ว หนอนเจาะสมอฝ้าย หนอนเจาะดอกมะลิ หนอนแมลงวันเจาะต้นถั่ว หนอนเจาะยอดและผลมะเขือเทศ หนอนเจาะยอดคะน้า และแมลงหวี่ขาวยาสูบ

3. ใช้สารสะเดาไม่ได้ผล เช่น เพลี้ยไฟ มวนแดง มวนเขียว หมัดกระโดด เต่าแตงแดง เต่าแตงดำ ด้วงกุหลาบ และแมลงปีกแข็งอีกหลายชนิด

สำหรับการใช้สารสะเดาเพื่อควบคุมแมลงศัตรูพืชนั้น สามารถใช้ได้หลายทาง คือ การใช้ทางดิน ตัวอย่างเช่น

1. ควบคุมตัวอ่อนด้วงหมัดผักในพืชตระกูลกะหล่ำ เช่น ผักกาดหัว คะน้า กะหล่ำดอก กวางตุ้ง เป็นต้น ให้หว่านเมล็ดสะเดาบดแห้ง หลัง ย้ายกล้าหรือหลังงอก 7-10 วัน อัตรา 20-25 กก. ต่อไร่ หรือโรยรอบโคนต้น อัตรา 2.5-3 กรัมต่อหลุม

2. ควบคุมหนอนแมลงวันเจาะโคนต้นถั่ว ในถั่วฝักยาว ถั่วเหลือง ถั่วแระญี่ปุ่น ถั่วแขก ถั่วพู เป็นต้น ให้หว่านเมล็ดสะเดาบดแห้ง หลังจากถั่วงอกพ้นดิน 7-10 วัน อัตรา 10 หรือ 15 กก. ต่อไร่ หรือ 5 กรัมต่อหลุม

3. ควบคุมหนอนกระทู้ผักในแปลงหน่อไม้ฝรั่ง ให้โรยเมล็ดสะเดาบดรอบกอ อัตรา 5 กรัมต่อกอ ทุก 45-60 วัน

การหยอดยอด ใช้เมล็ดสะเดาบดแห้ง ผสมทรายหรือดินหรือขี้เลื่อยอัตราส่วน 1 : 1 โดยปริมาณ เพื่อควบคุมหนอนเจาะลำต้นข้าวโพดที่อาศัยหลบซ่อนบริเวณส่วนยอดในใบรูปกรวย แบ่งการหยอดเป็น 2 ครั้ง คือ ครั้งแรก เมื่อข้าวโพดอายุ 3-4 สัปดาห์ อัตรา 1 กรัมต่อยอด หรือ 8 กิโลกรัมต่อไร่ และหยอดอีกครั้งก่อนข้าวโพดออกดอกตัวผู้ในอัตราเดียวกัน

การพ่น นำเมล็ดสะเดาบด จำนวน 1 กิโลกรัม ห่อด้วยถุงผ้าแช่ในน้ำ 20 ลิตร ทิ้งไว้ ประมาณ 12 ชั่วโมง กวนเป็นครั้งคราว นำน้ำที่ผ่านการกรองแล้วไปผสมสารจับใบ พ่นที่ต้นพืชได้ทันที ทุก 5-7 วัน จนถึงใกล้เก็บเกี่ยว สามารถ ป้องกันกำจัดเพลี้ยอ่อน เพลี้ยจักจั่น เต่าแตงแดง และดำ หนอนใยผัก หนอนหลอดหอม หนอนกระทู้ผัก หนอนคืบ หนอนแก้วส้ม หนอนเจาะฝักและผลได้

ข้อจำกัดของการใช้สารสกัดจากสะเดา

1. สารสกัดจากสะเดาไม่สามารถฆ่าแมลงได้ทุกชนิด โดยเฉพาะที่อยู่ในระยะตัวเต็มวัย

2. ในช่วงที่เกิดการระบาดรุนแรง การใช้สารสกัดสะเดาเพียงอย่างเดียวไม่สามารถลดความเสียหายได้ทันทีเนื่องจาก สะเดาไม่สามารถฆ่าแมลงได้ตายทันทีเหมือนสารเคมี

3. สารสกัดจากสะเดา สลายตัวอ่อนค่อนข้างไว ดังนั้นช่วงระยะเวลาในการฉีดพ่นจึงสั้นลงประมาณ 5-7 วันต่อครั้ง แต่ถ้าฉีดพ่นในโรงเก็บ
ไม่ถูกแสงแดดสามารถออกฤทธิ์ป้องกันกำจัดแมลงได้อย่างน้อย 3 สัปดาห์

หมายเหตุ ขอขอบคุณข้อมูลจาก ศ.ดร. ขวัญชัย สมบัติศิริ และสำนักงานเกษตรจังหวัดนนทบุรี.
dailynews