Archive: Posts Tagged ‘กลุ่มวิสาหกิจชุมชน’

การแปรรูปสับปะรด

No comments November 8th, 2008

สินค้าจาก สัปปะรดแปรรูป
แปรรูปสับปะรดครบวงจร เนื้อกวน-น้ำ-เปลือกทำปุ๋ย

บรรดาแม่บ้านจากบ้านจำค่า ต.บ้านเสด็จ อ.เมือง จ.ลำปาง ก็คล้ายๆ กับหลายๆ หมู่บ้าน ที่มองเห็นถึงผลผลิตทางการเกษตรที่มีราคาตกต่ำและล้นตลาดอย่างน่าเสียดาย

จึงรวมตัวตั้งเป็นกลุ่มวิสาหกิจแม่บ้านจำค่าขึ้นมา เพื่อเพิ่มมูลค่าให้แก่ผลผลิตสับปะรด ด้วยการแปรรูปทำสับปะรดกวน ส่วนน้ำทำเป็นปุ๋ยชีวภาพ และเปลือกทำเป็นปุ๋ยหมักมาใช้เอง ปรากฏว่าเฉพาะผลิตภัณฑ์สับปะรดกวนสามารถสร้างรายเดือนละ 2.5 หมื่นบาท

อัมพร ปินตาสา ประธานกลุ่มวิสาหกิจแม่บ้านจำค่า บอกว่า ใน ต.บ้านเสด็จ รวมถึงในหมู่บ้านจำค่าด้วย ชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร ยึดอาชีพปลูกสับปะรดสายพันธุ์ปัตตาเวียครอบครัวละตั้งแต่ 5-50 ไร่ โดยผลผลิตป้อนส่งโรงงานมาตั้งแต่บรรพบุรุษ แต่ตอนหลังเกิดภาวะผลผลิตสับปะรดล้นตลาด ส่งผลให้ราคาตกต่ำ บางปีเหลือเพียงกิโลกรัมละ 1.50 บาท จากปกติในอดีตทรงตัวอยู่ที่กิโลกรัมละ 6 บาท ที่สำคัญตอนหลังโรงงานจำกัดการปริมาณรับซื้อด้วย เกษตรกรบางส่วนจึงนำสับปะรดไปขายให้โรงงานที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ แต่ยังมีสับปะรดอีกจำนวนหนึ่งเหลือทิ้ง จึงคิดว่าควรจะนำสับปะรดเหล่านี้มาแปรรูปทำเป็นผลิตภัณฑ์อย่างอื่น เนื่องจากถ้าจะให้เกษตรกรอยู่ได้จริง สับปะรดต้องมีราคาอยู่ที่กิโลกรัมละ 5 บาท

ใน ที่สุดเมื่อปี 2548 จึงรวมกลุ่ม 15 คน พร้อมจดทะเบียนเป็นกลุ่มวิสาหกิจแม่บ้านจำค่า โดยมีศูนย์ประสานงานติดถนนลำปาง-งาว ต.บ้านเสด็จ เริ่มต้นมาจากแปรรูปทำเป็นสับปะรดกวน เนื่องจากสามารถเก็บได้นานถึง 6 เดือน ต่อมานำน้ำสับปะรดทำเป็นปุ๋ยชีวภาพ เปลือกสับปะรดมาทำเป็นปุ๋ยชีวภาพ นำไปใช้ในพื้นที่การเกษตร รวมใช้ในไร่สับปะรดด้วย นอกจากนี้ยังคัดสับปะรดเกร็ดเอที่มีรสชาติหวานกรอบ ที่ชาวบ้านเรียกว่าสายน้ำผึ้ง มาวางจำหน่ายแก่นักท่องเที่ยวที่สัญจรผ่านตามถนนสายลำปาง-งาว และอีกจำนวนหนึ่งมีพ่อค้าจากถิ่นอื่นซื้อไปขายต่อในราคากิโลกรัมละ 6 บาท จากปกติที่โรงงานรับกิโลกรัมละ 4.50 บาท

อัมพรเล่าถึงการแปรรูปสับปะรด ทำเป็นสับปะรดกวนด้วยว่า ใช้ผลสับปะรดสด 100 กิโลกรัม จะได้สับปะรดกวน 10 กิโลกรัม ขายส่งที่ทำการกลุ่มกิโลกรัมละ 80 บาท นอกจากนั้นมีการบรรจุล่องเองขายเป็นของฝากด้วย มี 3 ขนาด คือ ขนาดเล็ก 100 กรัม กล่องละ 10 บาท ขนาดกลาง 20 บาท ขนาดใหญ่ 50 บาท วางจำหน่วยให้แก่นักท่องเที่ยวที่ทำการของกลุ่มเดือนละประมาณ 200-250 กิโลกรัม สร้างรายได้เฉพาะสับปะรดกวนเดือนละ 1.6-2.5 หมื่นบาท ส่วนปุ๋ยชีวภาพจากน้ำสับปะรด และปุ๋ยหมักจากเปลือกสับปะรด จะนำมาใช้เองมากกว่า

“สับปะรดกวนถือเป็นอาชีพเสริมของเรา เพราะอาชีพหลักของเราคือ การปลูกสับปะรดส่งขายให้โรงงาน บางคนทำเองในครัวเรือน บางคนมาทำที่กลุ่ม ถ้ามาทำที่กลุ่มเราให้ค่าแรงคนละ 120 บาทต่อวัน พอสิ้นปีจะมีการปั่นผลอีกครั้ง” อัมพรกล่าว

ด้านบุญเทียม ปินตาสา ประธานกลุ่มสมาคมไร่สับปะรด จ.ลำปาง และประธานสหพันธ์ผู้ปลูกสับปะรดบ้านเสด็จ บอกว่า ในพื้นที่บ้านเสด็จมีเกษตรกรปลูกสับปะรดทั้งหมดในพื้นที่ 1.7 หมื่นไร่ ในแต่ละวันจะมีสับปะรดป้อนเข้าสู่โรงงานราววันละ 900 ตัน หากราคาสับปะรดอยู่ที่กิโลกรัมละ 4.50 บาท จะมีเงินสะพัดเข้า ต.บ้านเสด็จ ถึงวันละกว่า 4 ล้านบาท แต่น่าเสียดายที่สับปะรดราคาตกต่ำ ซึ่งความจริงน่าจะอยู่ที่กิโลกรัมละ 5 บาท จึงอยากให้รัฐบาลช่วยแก้ปัญหาราคาสับปะรดด้วย

“ยังดีครับ ที่ในหมู่บ้านจำค่าของผมนี่ มีกลุ่มแม่บ้านรวมตัว เพื่อแปรรูปสับปะรด และคัดสับปะรดเกรดดีมาขาย ทำให้แม่บ้านมีรายได้เสริมขึ้นมาบ้าง อย่างน้อยได้ช่วยจุนเจือครอบครัวได้ระดับหนึ่ง” บุญเทียมกล่าว

นับเป็นกลุ่มแม่บ้านตัวอย่างอีกกลุ่มหนึ่ง ที่สามารถนำผลผลิตพืชผลทางการเกษตรที่ล้นตลาด มาแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า ส่งผลให้ผลผลิตที่เกือบจะสูญเปล่ามีค่าขึ้นมาได้

โครงการเกษตรทัศนศึกษากับ “คม ชัด ลึก” ที่จะไปดูงานด้านการเกษตรบนพื้นที่สูง จ.เชียงราย ระหว่างวันที่ 21-23 พฤศจิกายนนี้ จะพาแวะชมการแปรรูป ไปชิมน้ำสับปะรดและสับปะรดกวนที่บ้านเสด็จด้วย สนใจสอบถามได้ที่ 0-2338-3356-7

ดลมนัส กาเจ

ข่าวเกษตร 20 ตุลาคม 2551

No comments October 20th, 2008

เกาะข่าวเกษตรประจำวันจันทร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2551

กระทรวงเกษตรฯ คุมเข้มสงวนพันธุ์สัตว์ทะเลพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดน เปิดศูนย์ป้องกันและปราบปรามประมงทะเล จ.ปัตตานี ครอบคลุมพื้นที่ชายฝั่งทะเลกว่า 241 กม. เริ่มตั้งแต่อำเภอจะนะ จ.สงขลา ยาวตลอดแนวชายฝั่งทะเล จ.ปัตตานี ถึง จ.นราธิวาส ซึ่งมีประชากรประกอบอาชีพด้านการประมง ประมาณ 9 หมื่นคน โดยมีเรือประมงทั้งเรือประมงพาณิชย์ขนาดใหญ่ ไปจนถึงเรือประมงพื้นบ้านขนาดเล็กที่ทำการประมงในพื้นที่ประมาณ 4,800 ลำ โดยมีการทำประมงทั้งในน่านน้ำและนอกน่านน้ำ

ศูนย์ป้องกันและปราบปรามประมงทะเลจังหวัดปัตตานี จะดำเนินการในการส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชน องค์กรท้องถิ่นในพื้นที่มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำ และพฤติกรรมการทำการประมงอย่างรับผิดชอบ เพื่อให้สัตว์น้ำได้เจริญเติบโตและขยายพันธุ์ และเพิ่มวงจรชีวิตของสัตว์น้ำให้มีความอุดมสมบูรณ์ ซึ่งจะส่งผลทำให้ชาวประมงชายฝั่งทะเลในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้มีทรัพยากรสัตว์น้ำที่สามารถสร้างรายได้ในระยะยาว

จากแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาอ้อยเป็นพลังงานทดแทนของกระทรวงเกษตรฯ โดยจะมีการปรับปรุงขยายพันธุ์อ้อยให้เพียงพอ และเหมาะสมกับความต้องการของเกษตรกร ซึ่งมีเป้าหมายที่จะ ยกระดับผลผลิตในพื้นที่เป้าหมาย 1 ล้านไร่ ให้ได้ 13 ตันต่อไร่ในปี 2552 และเพิ่มเป็น 15 ตันต่อไร่ในปี 2555 โดยในส่วนของการจัดตั้ง นิคมการเกษตรอ้อย มีเป้าหมายดำเนินการนำร่องใน 2 พื้นที่ คือ จ.กำแพงเพชร จำนวน 50,000 ไร่ และ จ.มุกดาหาร 10,000 ไร่ เกษตรกรประมาณ 3,000 ราย แต่ช่วงปีแรกนี้จะเร่งจัดตั้งนิคมฯ อ้อยให้แล้วเสร็จก่อน 20,000 ไร่

สำหรับการจัดตั้งนิคมการเกษตรพืชอาหารและพลังงานทดแทน จ.กำแพงเพชร นั้นถือได้ว่าจะเป็นต้นแบบการพัฒนาเพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิต รวมทั้งเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้สูงขึ้นขณะที่ใช้พื้นที่ปลูกเท่าเดิม ทั้งยังทำให้วิสาหกิจชุมชนในพื้นที่เกิดความเข้มแข็งและพึ่งพาตนเองได้ไม่ น้อยกว่า 10 วิสาหกิจชุมชน และในระยะยาวน่าจะเป็นแหล่งผลผลิตอ้อยคุณภาพดีป้อนโรงงานน้ำตาล และรองรับอุตสาหกรรมเอทานอลที่มีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มสูงขึ้น ช่วยทดแทนน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีราคาสูงขึ้นได้

‘ดงข้าว’

เพาะเห็ดฟางสร้างรายได้ให้เกษตรกร

3 comments October 17th, 2008

เห็ดฟาง

เกษตรกรบ้านศรีวิไล ต.มหาชัย อ.ไทรงาม จ.กำแพงเพชร ใช้เวลาว่างจากการทำอาชีพหลักมารวมกลุ่มกันเป็น “วิสาหกิจชุมชนเพาะเห็ดฟาง” ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ที่จัดตั้งเป็นศูนย์เรียนรู้ด้านเกษตรกรรม

พร้อมให้เงินทุนกู้ยืม 2 แสนบาท ภายใต้การนำของ นางพิมพ์ คำบรรลือ เกษตรกรหัวก้าวหน้าที่ต้องการเปลี่ยนสภาพความเป็นอยู่ของเพื่อนชาวบ้านให้ดี ขึ้น อยู่ได้อย่างไม่ขัดสนในภาวะเศรษฐกิจขาลง

นางพิมพ์ เล่าว่า เดิมชาวบ้านในพื้นที่ประกอบอาชีพทำนา ทำไร่ แต่ด้วยความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจ ทั้งด้านราคา การตลาด อีกทั้งผลผลิตที่ไม่คงที่ ทำให้เกษตรกรได้รับความเดือดร้อน ไม่มีเงินทุนที่จะลงทุนได้ต่อเนื่อง เกษตรกรจึงพยายามหาทางออกด้วยการหารายได้พิเศษ คือเพาะเห็ดฟาง เพราะมองว่าไม่ยาก วัตถุดิบหาง่าย และการลงทุนไม่สูง ที่สำคัญตลาดมีความต้องการสูง ดังนั้นจึงเกิดการรวมกลุ่มของชาวบ้านจากเล็กๆ กลายเป็น “กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเพาะเห็ดฟางบ้านศรีวิไล” ถึงขณะนี้เป็นเวลา 5 ปีแล้ว ปัจจุบันมีสมาชิกทั้งหมด 29 คน

การเพาะเห็ดฟางของกลุ่มนั้น เรานำแนวพระราชดำรัสเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงมาใช้ โดยเน้นการผลิตใช้ต้นทุนต่ำ คือใช้วัสดุที่หาได้ภายในชุมชนเพื่อลดต้นทุนการผลิต แต่ขณะเดียวกันผลผลิตเห็ดนั้นก็ให้คุณภาพสูง” ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเพาะเห็ดฟางฯ แจง

พร้อมบอกถึงวิธีการเพาะเห็ดฟางของกลุ่มว่าจะเป็นลักษณะ “กองเตี้ย” ในพื้นที่โล่ง เพราะนอกจากเพาะง่ายแล้ว ยังไม่ต้องสร้างโรงเรือน ซึ่งช่วยลดต้นทุนได้มาก

ทั้งนี้ การเพาะเห็ดแบบกองเตี้ยของกลุ่มฯ ใช้พื้นที่ราว 2 งาน ทำเป็นแปลงรวม 10 แปลง แต่ละแปลงมี 20 บล็อก ใช้ดินเหนียวเพาะ และใช้เปลือกถั่วเขียว 50-60 กิโลกรัมต่อแปลง เพื่อให้อุณหภูมิความร้อนแทนการใช้ไอน้ำแบบโรงเรือน ซึ่งการใช้เปลือกถั่วเขียวนั้นจะให้ความร้อนได้ดีกว่าการใช้ไอน้ำในโรงเรือน อีกทั้งยังทำให้ดอกเห็ดที่ได้ไม่มีกลิ่นเหม็นอับ

การเพาะเห็ดฟางแบบกองเตี้ย

“เราจะใช้มูลสัตว์และรำข้าวเป็นอาหารให้กับหัวเชื้อเห็ด นอกจากนี้ยังใช้ฟางที่หาได้ตามท้องนาคลุมบนแปลงแทนการใช้ผ้ายาง ซึ่งเห็ดจะได้รับอากาศที่เป็นธรรมชาติ ทำให้มีคุณภาพดีและมีปริมาณเพิ่มขึ้น” นางพิมพ์แจง

พร้อมบอกอีกว่า การเพาะเห็ดฟางแบบกองเตี้ยนั้นใช้ต้นทุนแปลงละ 300 บาท แต่สามารถทำรายได้ถึง 500-1,000 บาท/แปลง ต่อเดือนสร้างรายได้ 1-4 หมื่นบาท โดยผลผลิตเห็ดฟางของกลุ่มฯ จะนำไปขายตามตลาดของชุมชนและในเมืองกำแพงเพชร โดยกำหนดราคาส่งอยู่ที่กิโลกรัมละ 50 บาท ส่วนช่วงเทศกาลจะอยู่ที่กิโลกรัมละ 60 บาท

ด้วยจุดเด่นผลผลิตเห็ดฟางของกลุ่มฯ ที่ดอกใหญ่ คุณภาพดี รสชาติหวาน ไม่มีกลิ่นอับ น้ำหนักประมาณ 4 ขีดต่อหนึ่งกระจุก และใช้เวลาเพียง 10 วันก็เก็บดอกส่งขายได้แล้ว สามารถสร้างรายได้เสริมให้แก่สมาชิกไม่น้อยในแต่ละเดือน

การเพาะเห็ดฟางเป็นอีกอาชีพที่น่าสนใจ เกษตรกรหรือบุคคลที่สนใจ สามารถหาความรู้เพิ่มเติมได้ที่ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชนในเขต ปฏิรูปที่ดิน ต.มหาชัย อ.ไทรงาม จ.กำแพงเพชร หรือ ติดต่อได้ที่ประธานกลุ่มฯ โทรศัพท์ 08-9562-2996

ทัศนีย์ ไพชำนาญ

น้ำมันตะไคร้ สมุนไพรพื้นบ้าน

No comments October 11th, 2008

น้ำมันตะไคร้

ทายาทหมอสมุนไพรพื้นบ้านชื่อดังเมืองสองแควที่หันมาเอาดีทางด้านการทำผลิตภัณฑ์ จากสมุนไพรจนประสบความสำเร็จ ก่อนจะรวบรวมชาวบ้านก่อตั้งเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนสมุนไพรเพื่อ สร้างรายได้เสริมให้คนในชุมชน สำหรับ “เสาร์ สอนเพียร” ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนสมุนไพร ต.บึงพระ อ.เมือง จ.พิษณุโลก ทายาทหมอสมุนไพรพื้นบ้านชื่อดังแห่งเมืองสองแคว “พ่อยวร สอนเพียร”

หลัง เรียนจบปวช.ช่างยนต์ จากสุโขทัยก็กลับบ้านที่ ต.บึงพระ อ.เมือง จ.พิษณุโลก เปิดอู่ซ่อมรถแต่ไปไม่รอด จึงผันตัวเองไปเป็นพ่อค้าปลูกผักขายและขายไก่ย่างข้าวเหนียวส้มตำเลี้ยงครอบ ครัวอยู่ระยะหนึ่ง จึงคิดหาอาชีพใหม่ ด้วยการหยิบเอาสูตรสมุนไพร “น้ำมันว่าน 108” แก้ปวดเมื่อยสูตรเก่าแก่ของพ่อมาทดลองทำและนำไปเร่ขายตามจังหวัดต่างๆ

การขายยาสมุนไพรช่วยสร้างรายได้ให้แก่เสาร์และครอบครัวจนเริ่มดีขึ้น ทำให้เขาคิดที่จะเอาดีด้านการผลิตยาสมุนไพรจำหน่าย และวางแผนขยายกิจการด้วยการชักชวนเพื่อนบ้านให้มารวมตัวกัน จัดตั้งเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนสมุนไพร ต.บึงพระ ปี 2545 และขอเงินกู้จาก ธ.ก.ส.พิษณุโลก นำมาต่อยอดเป็นเงินทุนในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่างๆ จากสมุนไพรเพิ่มเติม

เสาร์ แจงต่อว่า สำหรับสมุนไพรที่ผลิตขึ้นช่วงแรกๆ เป็นพวกสบู่ขมิ้นชัน ครีมทาผิวสกัดจากใบบัวบกและกวาวเครือ แชมพูสกัดจากมะกรูด เป็นต้น แต่ปัจจุบันสินค้าที่ทำรายได้หลักยังคงเป็นน้ำมันนวดแก้ปวดเมื่อย อย่างน้ำมันว่าน และน้ำมันตะไคร้ ซึ่งสกัดจากตะไคร้สด มีสรรพคุณแก้ปวดเมื่อย และบรรเทาอาการปวดตามข้อ ซึ่งเป็นสูตรเด็ดที่ได้รับมรดกมาจากผู้เป็นบิดาผสมผสานกับสูตรที่ตัวเองคิด ค้นขึ้นมา

“ไอเดียในการทำน้ำมันตะไคร้นั้นเกิดจากสมัยตอนเด็กๆ ชอบเลี้ยงไก่ชน คนที่เลี้ยงไก่ชนจะทราบว่าเวลาไก่ขาเจ็บจากการลงชน จะต้องใช้ตะไคร้ทุบแล้วผูกขาไก่ ทิ้งไว้สักพักก็จะหาย นั่นเป็นเพราะน้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้มีสรรพคุณด้านการรักษาอาการปวด เคล็ด ขัด ยอก ได้ จึงทดลองนำตะไคร้มาสกัด และแจกจ่ายให้คนในหมู่บ้านที่มีปัญหาเรื่องปวดข้อ ปวดขาใช้ ปรากฏได้ผลดีมาก จึงลงทุนทำ ลองผิดลองถูกอยู่ 1 ปี จึงเริ่มวางตลาดได้ในปี 2548”

สำหรับ ขั้นตอนการผลิตนั้น เสาร์เผยว่า เริ่มจากนำตะไคร้สดมาล้างให้สะอาด หั่นเป็นท่อนๆ แล้วนำใส่เครื่องกลั่นโดยใช้เวลากลั่น 3 ชั่วโมง ก็จะได้ออกมาเป็นน้ำมันสกัดจากตะไคร้สด ซึ่งต้องพักทิ้งเอาไว้เพื่อให้น้ำแยกออกจากน้ำมัน ก่อนแยกเอาเฉพาะน้ำมันไปผสมกับส่วนผสมอื่นๆ เช่น การบูรและส่วนผสมอีกบางชนิด โดยทางกลุ่มขออนุญาตสงวนเป็นความลับ ก็จะได้ออกมาเป็นน้ำมันตะไคร้สำหรับถูทา ฉีดพ่นแก้ปวดเมื่อย บรรจุขวดสเปรย์พร้อมใช้งานในปริมาณ ขวดละ 80 ซีซี ซึ่งตะไคร้ 80 กิโลกรัม เมื่อกลั่นออกมาแล้วจะได้เป็นน้ำมันตะไคร้บรรจุขวด 200 ซีซีจำนวน 100 ขวด

“วัตถุดิบในการผลิต จะรับซื้อจากแหล่งทั่วไป แต่สำหรับตะไคร้จะให้สมาชิกในกลุ่มปลูกเองและนำมาขายให้ในราคา 100 ต้น 12 บาท หากไม่เพียงพอต่อการผลิตจึงจะสั่งซื้อจากแหล่งอื่น ส่วนกากตะไคร้ที่เหลือจากการสกัดทางกลุ่มจะนำไปทำเป็นปุ๋ยหมักตากแห้ง จำหน่าย” ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนคนเดิมกล่าว

ปัจจุบันนี้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนสมุนไพร ต.บึงพระ มีผลิตภัณฑ์สมุนไพรและผลิตภัณฑ์เสริมความงามจากสมุนไพรรวมกว่า 100 ชนิด ท่านใดสนใจทดลองใช้ สั่งซื้อหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อโดยตรงได้ที่กลุ่มวิสาหกิจชุมชน สมุนไพร ต. บึงพระ 194/3 หมู่ 4 ต.บึงพระ อ.เมือง จ.พิษณุโลก โทร.0-5528-7455