Archive: Posts Tagged ‘เลี้ยงปลาในบ่อดิน’

การเลี้ยงปลาหมอไทย

1 comment January 30th, 2009

ปลาหมอไทย
ปลาหมอไทยในบ่อเลี้ยงไม่ยาก ราคาดี

ปลาหมอไทย (Climbing perch) ชื่อวิทยาศาสตร์ Anabas testudineus (Bloch) เป็นปลาที่รู้จักและนิยมบริโภคกันอย่างแพร่หลายทั่วทุกภาคของประเทศไทย อาศัยอยู่ในแหล่งน้ำจืดทั่ว ๆ ไป เป็นปลาที่มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อม เนื่องจาก มีอวัยวะพิเศษช่วยหายใจ ปลาหมอไทยมีชื่อ เรียกแตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น เช่น ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเรียกว่า ปลาสะเด็ด ภาคเหนือเรียกว่า ปลาแข็ง ภาคใต้ตอนล่างเรียกชื่อเป็นภาษายาวีว่า อีแกบูยู รูปร่างลักษณะภายนอกปลาหมอไทยมีลำตัวค่อนข้างแบนลำตัวมีสีน้ำตาลดำหรือคล้ำ ส่วนท้องมีสีขาวหรือเหลืองอ่อน ลำตัวมีเกล็ดแข็ง กระพุ้งแก้มมีลักษณะเป็นหนามหยักแหลมคมใช้ในการปีนป่าย บริเวณโคนหางมีจุดกลมสีดำ

ในหลายพื้นที่ที่มีการเพาะเลี้ยงปลาหมอไทยจะเริ่มต้นด้วยการเตรียมบ่อด้วย การสูบน้ำออกจากบ่อให้แห้งซึ่งจะช่วยกำจัดศัตรูปลาที่มีอยู่ในบ่อ จากนั้นหว่านปูนขาวในขณะที่ดินยังเปียก ในอัตรา 60-100 กิโลกรัมต่อไร่ เพื่อปรับสภาพความเป็นกรด-ด่างของดิน กำจัดวัชพืชและพันธุ์ไม้น้ำ วัชพืชและพันธุ์ไม้น้ำที่มีอยู่ในบ่อจะเป็นแหล่งหลบซ่อนตัวของศัตรูปลาหมอ ไทย เช่น ปลาช่อน กบ งู ทำให้ปริมาณออกซิเจนที่ละลายน้ำลดลง เนื่องจากพืชน้ำใช้ออกซิเจนในการหายใจเช่นเดียวกับปลา การที่มีพืชน้ำอยู่ในบ่อมากจะเป็นอุปสรรคต่อการให้อาหารและการวิดบ่อจับปลา อีกด้วย

ต่อมาก็เป็นการตากบ่อเพื่อทำให้แก๊สพิษในดินบางชนิดสลายตัวไป เมื่อถูกความร้อนและแสงแดดเป็นการฆ่าเชื้อโรคและศัตรูปลาที่ฝังตัวอยู่ในดิน ใช้เวลาในการตากบ่อ 2-3 สัปดาห์ เสร็จแล้วก็สูบน้ำเข้าบ่อให้ได้ระดับ 60-100 เซนติเมตร ทิ้งไว้ 2-3 วัน ก่อนปล่อยปลาลงเลี้ยง ต้องใช้อวนไนลอนสีฟ้ากั้นรอบบ่อให้สูงจากพื้นประมาณ 90 เซนติเมตร เพื่อป้องกันปลาหลบหนีออกจากบ่อเนื่องจากปลาหมอไทยมีนิสัยชอบปีนป่ายโดย เฉพาะในช่วงที่ฝนตก แล้วปล่อยปลาลงเลี้ยงและอัตราปล่อยปลาขนาด 2-3 เซนติเมตร ความหนาแน่น 50 ตัวต่อตารางเมตร ควรปล่อยในช่วงเช้าหรือเย็น ระดับน้ำในบ่อไม่ควรต่ำกว่า 60 เซนติเมตร อุณหภูมิของน้ำในถุงให้ใกล้เคียงกับน้ำในบ่อ เพื่อป้องกันปลาตาย ปล่อยประมาณ 1 เดือน จึงเพิ่มน้ำในบ่อให้ได้ระดับ 1-1.5 เมตร

ปลาหมอไทยกินอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ การเลี้ยงจึงให้อาหารเม็ดปลาดุกในอัตรา 3-5% ของน้ำหนักตัววันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น โดยช่วงแรกให้อาหารเม็ดปลาดุกขนาดเล็กหรือปลาสดสับละเอียดเป็นเวลา 2 เดือน และถัดมาเปลี่ยนเป็นอาหารเม็ดปลาดุกใหญ่เมื่อปลามีขนาดใหญ่ขึ้น การให้อาหารต้องหว่านให้ทั่วบ่อ และจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนถ่ายน้ำ เพราะการเปลี่ยนถ่ายน้ำใหม่ทำให้ปลามีการกินอาหารดีขึ้นส่งผลให้ปลาเจริญ เติบโตดี

ประมาณ 4-5 เดือนก็จับไปขายได้ การจับใช้วิธีการจับแบบวิดบ่อแห้ง โดยก่อนจับปลาจะต้องสูบน้ำออกจากบ่อให้เหลือน้อยแล้วจึงตีอวนจับปลา โดยลากอวนจากขอบบ่อด้านหนึ่งไปยังอีกด้านหนึ่ง แล้วจึงยกอวนขึ้นใช้สวิงจับปลาใส่ตะกร้าเพื่อคัดขนาดจนกระทั่งเหลือปลาจำนวน น้อยจึงสูบน้ำออกจากบ่อให้หมด และจับปลาที่เหลืออยู่ตามพื้นบ่อขึ้นมาคัดขนาดอีกครั้งจากนั้นจึงตากบ่อให้ แห้งและเตรียมบ่อเพื่อเริ่มต้นเลี้ยงปลาในรุ่นต่อไป

ปัจจุบันปลาขนาด 6-10 ตัว/กก. ราคากิโลกรัมละ 55-60 บาท ขนาดกลาง 7-20 ตัว/กก. ราคากิโลกรัมละ 25-30 บาทขนาดเล็กมากกว่า 20 ตัว/กก. ราคากิโลกรัมละ 15-20 บาท.

การเลี้ยงปลาบึกในบ่อดิน

1 comment December 8th, 2008

ถามตอบเกี่ยวกับการเลี้ยงปลาบึกในบ่อดิน

ในกลางเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ทางนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน นิตยสารเส้นทางเศรษฐี และศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน ได้นำคณะสมาชิกเกือบ 30 คน เสวนาอาชีพสัญจร ตอน…ตามล่าปลาบึก ในบ่อดิน ที่ฟาร์มเลี้ยงปลาของ คุณเม่งฉ่อง นิลพัฒน์ อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี โดยมี อาจารย์เสน่ห์ ผลประสิทธิ์ ผู้เพาะขยายพันธุ์ปลาบึกรายแรกของโลก เป็นวิทยากรรับเชิญ และ คุณศุภชัย นิลวานิช ผู้ร่วมคณะสมาชิกดังกล่าว เป็นผู้ซักถาม

ที่นี่ ได้ดูบรรยากาศการเลี้ยงปลา โดยไม่มีการเปลี่ยนถ่ายน้ำกันจริงๆ ซึ่งปลาแต่ละตัวอาศัยเหมือนกับอยู่ในธรรมชาติ เพียงแต่ทุกๆ วัน คุณเม่งฉ่อง จะหาเศษอาหารจากห้างสรรพสินค้า ตลาดสด โรงเรียน โรงแรม และร้านอาหาร มาเทและโยนให้กิน วันละ 1 ครั้ง เท่านั้น

หลังจาก เดินชมบ่อเลี้ยงปลาขนาดใหญ่นับ 100 ไร่ มีทั้งปลาบึก ปลาสวาย ปลาดุก ปลาตะเพียน ปลานิล ปลาจะละเม็ดน้ำจืด ฯลฯ ซึ่งเลี้ยงรวมในบ่อเดียวกัน ก็เข้าสู่บรรยากาศการเรียนรู้ ณ ศาลาริมบ่อเลี้ยงปลา เนื้อหาหลักๆ เน้นการเลี้ยงปลาโดยไม่เปลี่ยนถ่ายน้ำ ขั้นตอนการจับขาย และวิธีการเสาะหาอาหารราคาถูกมาเลี้ยง เป็นต้น โดยเปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการซักถาม ซึ่งทุกคำถามมีคำตอบอย่างชัดเจน มีเหตุและผล สามารถนำไปปฏิบัติได้เลย

ถาม การเลี้ยงปลาบึกในบ่อดิน จะต้องทำอย่างไร?

คุณเม่งฉ่อง ตอบ – ตรงนี้เราเน้นให้มีบ่อขนาดใหญ่ๆ เปรียบเหมือนเรือเกลือเวลาแล่นจะช้า แต่พอชนหนักหมายถึงเวลาเราจับปลาครั้งหนึ่งก็ได้เป็นจำนวนมากๆ เพราะหากทำน้อยไป เวลาจับก็ได้น้อย รู้สึกเสียดายว่า ทำไม เวลาปล่อยไม่ปล่อยให้มากๆ ซึ่งการเลี้ยงปลาในบ่อใหญ่มีข้อดีหลายๆ อย่าง ยกตัวอย่างในทะเลไม่มีคนเลี้ยง มีแต่ชาวประมงจับกันเต็มไปหมด และไม่มีการให้อาหารกัน เพราะว่าอุณหภูมิแร่ธาตุต่างๆ มันพร้อม ดังนั้น การเลี้ยงปลาในบ่อใหญ่ๆ จึงเหมาะสมกว่า เพราะมันมีลมพัด คลื่นมันดี ทำให้น้ำไม่ค่อยเสีย แม้ว่าอาหารการกินถึงจะน้อยหน่อยก็ไม่เป็นไร มันก็ยังเจริญเติบโตดีอยู่

ถาม – ข้างๆ บ่อเลี้ยงปลาส่วนใหญ่เป็นหมู่บ้านจัดสรร ถ้าสูบน้ำในบ่อออกหมด เพื่อจับปลาจะทำให้ทางหมู่บ้านจัดสรรเสียหายได้ อันนี้เป็นแนวคิดของเฮียหรือเปล่าที่เลี้ยงปลาโดยไม่มีการถ่ายน้ำ และมันโยงไปถึงเส้นทางที่เข้ามายังบ่อที่ขรุขระเป็นหลุมเป็นบ่อเพราะเหตุ อะไร

คุณเม่งฉ่อง ตอบ เดิมเป็นที่ดินว่างเปล่า ไม่มีใครคิดจะทำอะไร ผมเลยถือโอกาสเข้ามาบุกเบิกโดยการเช่าจากนายทุน เพราะว่าไม่มีเงินซื้อ ส่วนถนนที่ขรุขระเป็นหลุมเป็นบ่อ เพราะว่าเวลาเจ้าของที่เขามาเยี่ยมเยียน เขาจะได้รู้ว่าเราลำบาก จึงต้องทำเหมือนคมในฝักหรือถ่อมตัวสักหน่อย ถ้าเขาถามว่า ดีไหม? เราต้องบอกว่าดีไม่ได้ เดี๋ยวค่าเช่าจะขึ้น ซึ่งเราก็ต้องคืนเขา ทำสัญญากันไว้ทุกๆ ปี และเราต้องง้อเขา เพราะเราไม่มีที่ทำกิน ครั้นจะไปซื้อก็ไม่มีเงิน ก็เลยเป็นเหตุผลที่ต้องทำถนนในลักษณะแบบนี้

ถาม ขนาดของบ่อ ขั้นต่ำควรเท่าไร?

คุณเม่งฉ่อง ตอบ – มันขึ้นอยู่กับเนื้อที่ของเราที่มีอยู่ ถ้าหากมีเนื้อที่สัก 50 ไร่ ไปทำเป็นบ่อสัก 25 ไร่ ก็ต้องดูงบประมาณ ถ้ามีเนื้อที่ 50 ไร่ ขุด 3 บ่อ ศัตรูก็เยอะขึ้น ศัตรูคืออะไร ถ้าเราบ่อเดียวไม่มีนกลง แต่ถ้าเราทำหลายบ่อก็เท่ากับว่าทำสะพานให้ลง มันก็เกาะได้ทั่วเลย กลางวันไม่ค่อยมีหรอก แต่พอเย็นหรือกลางคืนจะมากันมาก เขาถึงได้พูดกันว่า “เล็กก็นก ใหญ่ก็คน” ก็หมายถึงว่า ตอนปลาตัวเล็ก นกก็ขโมยกิน พอปลาตัวใหญ่ คนก็มาขโมยจับ

ถาม ถ้ามีบ่อเล็ก ขนาด 2-3 ไร่ อยู่แล้ว จำเป็นที่จะต้องขุดบ่อให้ใหญ่ ขนาด 30-40 ไร่ หรือไม่?

คุณเม่งฉ่อง ตอบ – เห็นว่าไม่จำเป็นต้องไปลงทุนอะไร เพราะหากมีเนื้อที่เดิมอยู่แล้วก็ควรใช้ไปก่อน เพียงแต่ให้ไปพัฒนา ล้างบ่อทำความสะอาด ทำน้ำให้มันดี เอาขี้ไก่ ขี้วัว ใส่ลงไป ให้มันมีก้นตะกอน

ถาม ความลึกขั้นต่ำของบ่อ ควรสักเท่าไร?

คุณเม่งฉ่อง ตอบ – ยิ่งลึกยิ่งดี เพราะปลาพวกนี้นิสัยไม่ซุกซน พอกินเสร็จแล้วก็จะกบดาน

ถาม บ่อตื้นที่สุด ควรเท่าไร?

คุณเม่งฉ่อง ตอบ – ถ้าเป็นบ่อตื้นต้องเป็นปลาที่มีขนาดเล็กเท่านั้น พอตัวใหญ่ก็ต้องขยายบ่อให้เขา แล้วบ่อที่ดีควรเป็นหลุมเป็นบ่อ คุณลองดูในตู้ปลาสวยงามซิ เขาจะจัดให้มีหินวางเป็นจุดๆ เพื่อให้ปลาเข้าไปซุก

ถาม กรณีศัตรูปลา มีนก และคน แล้วยังมีอะไรเพิ่มเติมอีกมั้ย?

คุณ เม่งฉ่อง ตอบ – สำหรับนกถ้าเราทำคันบ่อไว้มาก ก็เหมือนกับทำสะพานให้มันเกาะ ถ้าไม่มีคันและเป็นบ่อขนาดใหญ่ๆ นกก็ไม่สามารถจิกปลากินได้ มันก็ได้แต่เกาะอยู่ริมๆ บ่อ แต่ถ้าเป็นบ่อเล็ก คุณใช้สายเอ็น โดยใช้ไม้ปักรอบๆ แล้วดึงสายเอ็นไปโยงกัน อย่าให้ยาวมาก และอย่าให้เอ็นเส้นใหญ่ เอาขนาดที่ใช้ตกปลา เพราะถ้าไม่อย่างนั้นจะตกท้องช้าง พอนกมาจับก็จะตีลังกาพันขา พันปีก และให้ระยะห่างของเสา ประมาณ 2 เมตร

ถาม – กรณีอย่างนี้ใช้เฉพาะกับบ่ออนุบาลหรือไม่?

คุณเม่งฉ่อง ตอบ – บ่ออนุบาลหรือบ่อจริงก็ได้ แต่ระหว่างที่ปล่อยบ่อจริง เราต้องใส่ปลาเล็กก่อน บ่อไหนใส่ปลาเล็กก่อน นกจะขโมยกิน เราต้องรีบขึงเอ็น

ถาม – กรณีของเฮียต้องจ้างคนไว้คอยดูแลตอนกลางคืนหรือไม่?

คุณเม่งฉ่อง ตอบ – ไม่จำเป็นต้องใช้คนทำรั้ว อย่าใช้กำแพงคน เราไม่ได้จับปลาทุกวัน เราต้องสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนบ้าน เปรียบเหมือนว่าอย่าไปเห็นคนสุพรรณฯ ดีกว่าคนใกล้กัน บางทีอยู่ทาวน์เฮ้าส์มีอะไรก็ต้องแบ่งกัน เขาบอกว่าแกงถ้วยนี้ น้ำชาถ้วยนี้กินไม่รู้จักหมด เพราะเราไปให้เขาไว้ เวลาเขามีเขาก็ทำกลับมาให้เรา ก็มีบ้างตอนกลางคืน เราก็ต้องใช้อุปกรณ์ช่วยส่องให้เห็นเป็นแสงและดูเหมือนคนบ้าง พอเวลาเช้าเราก็ไปเก็บ

ถาม มีบ้างไหม ที่บ่อเชื่อมกับบ่อของคนอื่นแล้วปลาหลุดเข้าไป?

คุณเม่งฉ่อง ตอบ – เราต้องหาทางแก้ไข โดยอย่าทำให้ปลาหลุดออกไป ถ้าลึกมากเราก็อย่าใช้ตาข่ายห่าง ให้ใช้มุ้งเขียว แล้วมาต่อผนึกกันหลายๆ อัน แล้วข้างล่างพื้นดินต้องใช้ไม้ตีไว้ให้แน่น เขาเรียกไม้ตะขอ ตัดเป็นกิ่งแล้วกดลงไปห่างๆ แล้วเอาทรายหรือดินใส่กระสอบปุ๋ยไปทับไว้อีกชั้นหนึ่ง แล้วมันไม่หนีไปไหน เพราะมุ้งเขียวมันถี่และมันเหนียว เวลาอยู่ในน้ำ เพราะถ้าใช้อวนมันจะขาดง่ายและขาดเร็ว เวลาโดนมีดของใครที่มันเข้ามาขโมย

ถาม ตอนกลางคืนมีคนแอบตกปลาบ้างไหม?

คุณเม่งฉ่อง ตอบ – มีอยู่แล้ว คือต้องเข้าใจก่อนว่าการที่เขาเข้ามาขโมยตกปลา ส่วนเราก็เลี้ยงปลา ไม่ใช่ปลูกมะม่วง ละมุด หรือผลไม้ เขามาขโมยตกปลา ปลาทุกตัวมันต้องช่วยเหลือตัวเอง มันมีหาง กว่าจะตกได้สักตัวมันต้องใช้เวลานาน พอเจ้าของมาเห็นมันก็เผ่นไปแล้ว ไม่เหมือนกับการปลูกผลไม้เป็นลูกๆ พอมันมาขโมยก็บิดใส่ถุงได้ง่าย เพราะมันไม่มีหาง เคยมีก่อนนี้เขาเหวี่ยงเบ็ดเข้ามา ผมก็เอาเชือกขึงใต้น้ำให้ลึกสัก 50 เซนติเมตร เขาอยู่บนบ้านแล้วเหวี่ยงเบ็ดเข้ามา พอเบ็ดติดเชือกที่ผูกไว้มันก็หมุนๆ พอเขาหันไป หันมา เห็นว่าเบ็ดติดก็ปีนรั้วเข้ามาจะมาปลดเบ็ด แล้วเจ้าของเห็นพอดีก็เลยเผ่น ถ้าเชือกตรงนั้นมันไม่ช่วยเรา มันก็เร็วขึ้น มันคงได้ไปแล้ว เรามองไม่เห็น ดังนั้น จึงต้องขึงเชือกไว้ใต้น้ำเส้นหนึ่ง เวลามันเหวี่ยงเบ็ดเข้ามามันจะติดเชือกแล้วหมุนมันจะลำบาก

ถาม ทำอย่างไร เขาถึงจะเข็ดแล้วไม่กลับมาทำอีก?

คุณเม่งฉ่อง ตอบ – บางครั้งก็ต้องแจ้งตำรวจ อย่างกรณีที่สายไหม-วัชรพล มีบ่อเกือบ 100 ไร่ ก็มีพวกก่อสร้าง ซึ่งพวกนี้สำคัญ แต่เห็นว่าคงเอาไปได้ แต่ไม่รู้หรอก เขาไม่สนใจชื่อเสียงว่าจะเสียหรือดี เพราะเดี๋ยวก็ไปแล้ว ไม่เหมือนข้างบ้านเราเขาไม่กล้าทำเพราะเดี๋ยวมองหน้ากันไม่ติด การทำบ่อทุกที่ต้องมีคนเฝ้าคนที่สนิท ญาติหรือหลานที่เราไว้ใจได้

ถาม – ต้องมียามคอยตระเวนหรือไม่? และจำเป็นต้องเป็นยามอาชีพด้วยหรือไม่?

คุณ เม่งฉ่อง ตอบ – กลางคืนผมจะจัดให้มีคนคอยเดินดูอยู่ตลอดเวลา และมีรถมอเตอร์ไซค์คอยขับไปดูตามที่ต่างๆ ส่วนยามอาชีพเห็นว่าไม่จำเป็น เพราะไม่มีค่ามากมายถึงขนาดที่จะต้องจ้างคนมีฝีมือมาเฝ้า

ถาม – เรื่องตัวเงินตัวทอง มีวิธีแก้ปัญหาอย่างไร?

คุณเม่งฉ่อง ตอบ – ถ้ามีปลาตายในบ่อแล้วเรารู้ว่าบริเวณนั้นมีตัวเงินตัวทองก็จะต้องตักปลาที่ ตายไปทิ้งเสีย อย่าให้มันกิน หรือวิธีป้องกันก็นำไส้ไก่หรือหัวไก่ผสมแลนเนทผงๆ ให้ใส่ไปในปากไก่ หรือเอาหลอดดูดจุ่มๆ แล้วหยอดลงไปในไส้ไก่ แล้วผูกไส้ไก่ข้างล่างไว้หน่อย ไปปักในน้ำให้สูงประมาณคืบกว่าๆ พาดบนหัวไม้ไว้สัก 2-3 อัน อย่าไปไว้บนที่แห้ง เดี๋ยวสุนัขมากิน ให้ไปปักในน้ำ มันก็มากินตายเรียบ ส่วนมากพวกตัวเงินตัวทองจะชอบกินปลาตาย ส่วนปลาเป็นๆ มันจับไม่ทันหรอก ถ้ามีปัญหาเรื่องปลาส่วนใหญ่ผมแก้ปัญหาได้หมด เพราะผมมีอาชีพเลี้ยงปลา แต่ถ้าไปถามที่ร้านวัสดุก่อสร้าง ญาติเขาถามว่าจะเลี้ยงปลาดีไหม? เขาก็จะบอกว่า อย่าทำนะ น้ำท่วมเดี๋ยวปลาไปหมด หรือเดี๋ยวมีคนมาขโมยปลาไปหมด เขาก็ต้องตอบอย่างนั้น เพราะเขาไม่มีประสบการณ์ แต่ถ้ามาถามคนรู้ก็แก้ไม่ยาก

ถาม เรื่องงู จะมีวิธีแก้ปัญหาอย่างไร?

คุณเม่งฉ่อง ตอบ – เท่าที่เจอมีจำนวนน้อย ยิ่งมีพิษยิ่งดี ผมจับขายหมด จับขายได้ตัวละ 200 บาท ส่งร้านอาหารแถวนี้ เป็นร้านอาหารป่า เขารับหมดทั้งนั้น ก็มีงูเห่า ส่วนงูกินปลาก็กินปลาเล็กๆ ซึ่งตอนที่เราปล่อยปลาตัวเล็กมันก็คอยแอบมากิน เรารู้เพราะมีปลาตายไปบ้าง หรือเหลือเท่าไร คราวนี้ปลาพวกนี้ตัวมันใหญ่ขึ้น พวกงูกินปลามันก็กินไม่ได้แล้ว ดังนั้น ถ้าเรารู้ว่ามีการสูญหายไป เวลาเราจะไปปล่อยปลา เราควรเผื่อจำนวนไว้ด้วย เช่น ปลาบ่อนี้เราต้องการเหลือไว้สัก 1,200 ตัว เราก็ปล่อยลงไป 1,500 ตัว

ถาม – กรณีที่มีบ่อหลายบ่อ คุณเม่งฉ่องรู้ระดับน้ำจริงของแต่ละบ่ออยู่แล้ว แต่ถ้าหากเกิดน้ำท่วม ปลาจะไม่ออกจากบ่อหรือ?

คุณเม่งฉ่อง ตอบ – เราจะต้องติดตามความเคลื่อนไหวของข่าว โดยเฉพาะภาวะธรรมชาติ อุทกภัย และเมื่อเรารู้แล้วว่าน้ำมีการเคลื่อนที่อย่างไร มาจากไหน มาถึงไหน รุนแรงมากน้อยอย่างไร ดังนั้น เราจะต้องเตรียมรับมือโดยเราจะต้องทำให้น้ำในบ่อของเราสูงไว้ ยันมันไว้จากในคลองเจาะท่อไว้ แล้วเอาสวิงผูกที่ปากท่อให้น้ำระบายถ่ายเทน้ำออกได้ แต่ปลาออกไม่ได้ น้ำข้างนอกและข้างในต้องระดับเดียวกัน แต่อย่าให้น้ำในบ่อน้อย ถ้าข้างนอกพังลงมายกไม้สูงมันก็ยังลอดไปได้เลย มันได้น้ำใหม่มันออกหมด ต้องให้น้ำข้างนอกและข้างในระดับเดียวกัน หรือดูอย่างหน้าวัดที่เขาเลี้ยงปลาสิ เขาให้อาหารกัน ทำไมมันถึงไม่ไป แล้วทำไมอีกวัดต้องการคนเข้าวัด แล้วให้อาหารมากกว่ามันก็ไม่ยอมไป เพราะน้ำระดับเดียวกัน มันเท่ากัน แต่ถ้าวัดหนึ่งมีน้ำน้อย และอีกวัดหนึ่งระดับน้ำสูงกว่า มันก็ไปที่น้ำสูงกว่ามีที่อยู่ที่กินดีกว่า

มีคนถามผมว่า ไม่กลัวน้ำท่วมหรือ? ผมบอกไปว่า เมื่อผมเริ่มต้นทำใหม่ๆ ผมก็มีหนี้ ตอนที่ผมย้ายมาจาก เขตลาดปลาเค้า ก็ยังติดหนี้อยู่ เพราะต้องขยับมาทำบ่อใหญ่ขึ้น ต้องใช้งบฯ สูง ก็ไปยืมทางยี่ปั๊วเขามา แต่พอปีที่มีพายุใหญ่อีร่า ราวปี 2526 ช่วงนั้นดิ่งเลย เขาหาว่าผมบ้า ผมไปสาดน้ำให้ปลาทำไม น้ำท่วมหนีหมดแล้ว แถวๆ วัชรพล ระดับน้ำเลยหัวเข่า แต่รู้มั้ยปีนั้นผมหมดหนี้เคยจับได้ประมาณ 400,000 บาท ไม่เกิน 30 ไร่ ตอนนั้นปลาสวายตัวละ 7 บาท ตอนนี้กิโลกรัม 20 กว่าบาท เวลามีของต้องสืบราคาก่อน อย่าเพิ่งรีบปล่อย ปีนั้นผมหมดหนี้ เพราะผมให้อาหารปลาตามปกติ ปลามันก็มา ปลาที่อื่นๆ มันก็มากินอาหารที่ผมให้ มันมากันมากมาย เวลาผมจับ ผมจะรู้ได้อย่างไรว่ามันเป็นปลามาจากไหนบ้าง บางทีก็มีปลาวัดบ้าง มันดูไม่ออก ผมก็จับขายหมดเลย ใช้หนี้ใช้สินเรียบร้อยเหลือเงินอีกก้อนหนึ่งราว 200,000 บาท สมัยนั้นมีเงิน 200,000 บาท ก็หรูแล้ว ผมก็เลยมาทำเพิ่มเติมอีก

ถาม – ขนาดปลา เล็กขนาดไหน ถึงจะรอดจากนก?

คุณเม่งฉ่อง ตอบ ขนาดสักไฟแช็กซิปโป้ ความยาวไม่เป็นไร แต่ความกว้างของปลาต้องเท่ากับไฟแช็กหรือสักกล่องไม้ขีดก็ได้ ซึ่งมันคงกินไม่ได้แล้ว หรือพอถูกกินแล้วนิสัยของปลามันเจ็บ มันจะกางเงี้ยง

ถาม – การสร้างหรือขุดบ่อใหม่ควรเตรียมการอย่างไร?

คุณเม่งฉ่อง ตอบ ถ้าขุดบ่อใหม่ ถ้าที่ดินเรามากนะ ที่สูงอย่าไปทำเพราะเปลืองแรงงาน เปลืองค่าน้ำมัน เปลืองค่าใช้จ่าย ให้ไปทำที่ลุ่มๆ เพราะมันเก็บน้ำอยู่ ถ้าหากไปทำที่ดินสูงเวลาจะอัดน้ำเข้าบ่อต้องใช้น้ำมันมาก แล้วน้ำมันก็แพง ค่าแรงก็แพง ถ้าจะได้ก็น้อย

ถาม – ถ้าเราขุดบ่อใหม่ อัตราส่วนของดินที่ขายจากการขุดก็ต้องขายขาดทุนหรือขายมีกำไร?

คุณเม่งฉ่อง ตอบ – กรณีบ่อที่ขุด โดยเฉพาะที่ลุ่มถ้าไม่จำเป็นอย่าไปขายดิน เพราะเดี๋ยวจะถมยากและแพง ให้ดันขึ้นไปทำคันบ่อใหญ่ไว้ทำถนนให้รถวิ่งเลย อย่าไปขายดินเชียวนะ ไม่ใช่บอกว่าจะทำบ่อปลาแล้วรีบขุดดินไปขาย หรือบางคนเขาเปิดหน้าดินให้ฟรี แต่จริงๆ แล้วเขาหวังทรายที่อยู่ด้านล่าง ตอนแรกๆ ก็ใช้รถแบ๊คโฮ พอลึกลงไปก็ใช้เรือดูด แถวไทรน้อย ไทรใหญ่ และอย่างที่ผมบอกให้ดันขึ้นไปเป็นคันใหญ่ๆ เลย

ถาม บ่อทราย กับบ่อดิน อย่างไหนดีกว่ากัน?

คุณเม่งฉ่อง ตอบ ถ้าเป็นบ่อทรายจะตื้นไม่ได้ ต้องลึกอย่างเดียว เพราะเขาเอาทรายไปขายมันก็ดี แต่ถ้าเป็นบ่อเล็กๆ ไม่ควรเป็นบ่อทราย เพราะมันจะตัดพวกเมือก พวกคาว ถ้าเป็นดินมันจะลื่น ถ้าบ่อเล็ก บ่อชำ อย่าไปทำบ่อทราย การได้ปริมาณสู้บ่อดินไม่ได้ แต่ถ้าเลี้ยงปลาใหญ่ได้ทั้งบ่อดินและบ่อทราย แต่ถ้าลึกกับลึกเท่ากันและเนื้อที่เท่ากันแล้ว บ่อดินดีกว่า เพราะบ่อดินมันมีการขับถ่ายแร่ธาตุต่างๆ ครบถ้วนดีกว่า ขี้ตะไคร่จะขึ้นดีกว่า บ่อลึกถ้าสัก 16 เมตร หรือ 20 เมตร ยิ่งดี ส่วนแถวนี้มันลึกไม่ได้ เพราะเวลาขุดลงไปตรงนี้พัง ตรงนั้นร่วง เดี๋ยวนี้บ่อปลามีแต่ตื้นๆ ไม่ค่อยมีลึก

ถาม – ถ้าไปได้บ่อที่กว้างๆ แล้วเราจะทำคันบ่อขึ้นมาใหม่ จะต้องทิ้งระยะห่างขอบบ่อกับความลึกสักเท่าไร ถึงจะปลอดภัย แล้วคันบ่อไม่พัง

คุณเม่งฉ่อง ตอบ – ต้องเผื่อฐาน ให้มันมีฐานการขุดบ่อ จะต้องสโลปมากๆ แล้วมันจะไม่พัง แล้วถ้าเกิดไม่พอถ้าจะเสริมดินต้องเว้นไว้สัก 2 เมตร เว้นที่ขอบ ไม่ใช่ฐานล่าง แล้วอย่าไปใส่ข้างบน เพราะมันจะหนักและพังเร็วเลย

ถาม – ในบ่อที่มีดินเป็นกรดหรือดินเปรี้ยว เวลาเตรียมบ่อจะต้องทำอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่า?

คุณเม่งฉ่อง ตอบ – ถ้าน้ำเปรี้ยว เช่น แถวปราจีนบุรี ไม่ได้นะ แต่ถ้าน้ำกร่อยแถวแม่กลองไม่เป็นไร คือว่าถ้าน้ำเปรี้ยวเวลาปล่อยปลาลงไป เมือกจะไม่มี ตัวจะออกขุยเป็นจุด จุด จะลอยตัวช้า

ถาม การขุดบ่อ ถ้ามีทั้งบ่อลึกและบ่อตื้นเวลาเราสูบน้ำบ่อลึกดินจะมีการสไลด์หรือไม่?

คุณเม่งฉ่อง ตอบ – ก็เป็นได้ เพราะบ่อมันอยู่ใกล้กัน ถ้าสูบน้ำบ่อลึกออกด้านบน บ่อมันก็ต้องมีน้ำซึมเข้ามา มันก็อาจสไลด์ลงตามน้ำได้ ทางแก้ก็คือ อย่าไปสูบน้ำในบ่อใหญ่ออก แต่ถ้ามีความจำเป็น เช่น น้ำเปรี้ยว คุณก็ใช้ปั๊มเอาหัวกะโหลกแช่ลงไปลึกๆ คุณรู้ไหมว่า น้ำมี 3 ชั้น น้ำเปรี้ยวอยู่ชั้นล่างสุด ให้ใช้สายยางดูดน้ำที่อยู่ชั้นล่างออก แล้วปล่อยให้น้ำที่อยู่ด้านบนไหลวนลงมา ซึ่งถ้าเป็นขี้ไก่หรือขี้หมู ยิ่งขี้หมูถ้าเป็นน้ำเปรี้ยวจะช่วยได้มากเลย ไม่ต้องไปซื้อยูเรีย

ถาม การขุดบ่อ จำเป็นต้องอยู่ข้างแหล่งน้ำหรือไม่?

คุณเม่งฉ่อง ตอบ – ไม่จำเป็น คือว่าถ้าเรามีสายต่อน้ำเพื่อให้ได้เข้าบ่อก็พอแล้ว

ถาม – ที่ฟาร์มเลี้ยงปลาที่นี่เคยวิดบ่อหรือไม่?

คุณเม่งฉ่อง ตอบ – ไม่เคยวิดเลย ทุนน้อยเสียดายเงิน แต่ถ้าพวกมือใหม่จะวิดบ่อยมาก จับบ่อแห้งปล่อยใหม่เริ่มนับหนึ่งใหม่ อย่างผมจับปลาขายก็ประมาณ 20 เดือน แล้วก็ไปเลี้ยงอีกประมาณ 12 เดือน เพราะผมย่อเวลามาตั้ง 8 เดือน แล้ว เพราะผมชำแล้วผมก็ผลักมาใส่อีกบ่อ ระหว่างที่เราไปชำไว้มันจะกักกัน เหมือนไก่เราเอาสุ่มครอบ นก หนู มันก็ไม่ยุ่ง พอมันใหญ่หน่อยเราก็ย้ายไป มันจะโตเร็วไปหากินเอง ไม่มีศัตรู แล้วเราก็ชำรุ่นต่อไป

ถาม บ่อชำ จะต้องมีเนื้อที่เท่าไร?

คุณเม่งฉ่อง ตอบ – ก็ประมาณ 2-3 ไร่ บ่อชำจะต้องสูบน้ำออกให้แห้ง แล้วทิ้งไว้ประมาณอย่างน้อย 10 วัน ผิวหน้าดินมันจะเผาแดดมันจะฆ่าเชื้อ ถ้าตรงไหนมีแอ่งก็เอาไซยาไนด์ไปแตะไม่ให้มันมีศัตรู บางทีปลาไหลหรืองูอาจจะไปอยู่ กรณีปูนขาวจะใช้หว่านก็ได้ แต่ผมไม่ใช้เลย บางคนเขาหว่านซะขาวไปหมด เขาก็มาหาผม บอกว่าเป็นหนี้ การเป็นหนี้มีได้หลายอย่าง การที่คุณทำไม่ดีมันก็อาจมีรอยรั่ว ถ้าผมรู้จักก็จะแนะนำเขา อยากให้เขาทำให้ได้ดี ให้เขาได้มีมันจะได้เหิมใจ มันก็อยากทำต่อไป ถ้าตอนแรกทำขาดทุน มันก็หมดกำลังใจไม่อยากทำแล้ว เหมือนขโมยที่มันทำจนถูกตำรวจจับได้ เพราะมันขโมยได้เรื่อยๆ

ถาม – บ่ออนุบาล ควรลึกประมาณเท่าไร?

คุณเม่งฉ่อง ตอบ – ประมาณ 80 เซนติเมตร -1 เมตร เพราะเป็นบ่อชำ และระหว่างตากแดดพอปล่อยน้ำลงต้องขึงมุ้งเขียวก่อนนะไม่อย่างนั้นปลาช่อนมัน จะโดดลงไป ถ้าคันบ่อใหญ่ก็คงไม่ต้องกั้น แต่ถ้าคันบ่อเล็กต้องกั้นมุ้งเขียวกั้นให้รอบก่อน บางทีมันโดดลงมาตัวสองตัว เราต้องคอยดูและจับออก ไม่อย่างนั้นในน้ำก็จะมีปลาช่อนเป็นศัตรู

ถาม บ่อชำ ใส่น้ำตอนเย็น แล้วตอนเช้าใส่ปลาได้ไหม?

คุณเม่งฉ่อง ตอบ ได้ ถ้าคุณมีปลามาพร้อมแล้ว เพราะบ่อชำใช้น้ำไม่มาก พักเดี๋ยวเครื่องติดระหว่างที่น้ำไปเราก็เอาสวิงช้อนกุ้งไปผูกที่ก้นท่อ ไม่อย่างนั้นมันจะไปตามท่อหรือไม่ก็ปากกระบอกท่อให้วิดลงในกระชังปลากระชัง มุ้งเขียวถ้าเกิดมีปลาติดไปมันก็ไปอยู่ในกระชังแล้วเราก็เก็บกระชังขึ้นมา ให้เหลือแต่น้ำ แต่ถ้าจะให้ดีนะ ถามเขาดู เช่น ลงน้ำวันที่ 25 แล้วลูกปลาก็มา วันที่1 เพราะในช่วง 3-4 วัน ก่อนที่จะลงลูกปลาให้มันเกิดไรในบ่อ แต่ถ้าไม่มีไรเกิดเองเราก็ไปซื้อมาสัก 1-2 กิโลกรัม มาทำเชื้อ พอปลามาถึงปล่อยลงมันก็กินไรแดงซึ่งเป็นอาหารที่เยี่ยม เดี๋ยวนี้กิโลกรัมละ 80 บาท แถมน้ำมาให้ด้วย และหายากซะด้วย เวลานี้ใครมีความสามารถเพาะไรแดงขายมาหาผม เดี๋ยวหาลูกค้าให้ผลิตให้ไม่ทันหรอก

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 21 ฉบับที่ 444

การเลี้ยงปลาบึกเชิงพาณิชย์

6 comments November 6th, 2008

ปลาบึก

เลี้ยงปลาบึกเชิงพาณิชย์ แปลงงานวิจัยจากหิ้งสู่ห้าง

ไม่มีใครปฏิเสธว่าปลาบึกเป็นปลาน้ำจืดไม่มีเกล็ดใหญ่ที่สุดในโลกและมีความ เชื่อว่าผู้ใดได้บริโภคปลาบึกจะประสบแต่ความโชคดี มีอายุยืนยาว สติปัญญาเฉียบคม ปลาบึกจึงมีสมญานามว่า “ปลาขงเบ้ง”

เพราะมีคุณค่า ทางโภชนาการสูง เนื้อแน่นเป็นแว่นๆ คล้ายวงปีของเนื้อไม้ มีมันแทรกรสหวานมัน จึงมีผู้นิยมบริโภคเป็นจำนวนมากทั้งในและนอกประเทศ ในขณะที่ปลาบึกในลำน้ำธรรมชาติกลับมีจำนวนลดลงอย่างรวดเร็ว

ด้วยเหตุนี้ทำให้ รศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เม่งอำพัน คณบดีคณะเทคโนโลยีการประมงและทรัพยากรทางน้ำ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จ.เชียงใหม่ ในฐานะหัวหน้าทีมวิจัย พยายามค้นคว้าวิธีเพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์ปลาชนิดนี้ในบ่อดิน ในที่สุดก็ประสบผลสำเร็จ จนสามารถนำไปขยายพันธุ์เพื่อใช้เลี้ยงเชิงพาณิชย์ได้สำเร็จเป็นแห่งแรกในโลก

รศ. ดร.เกรียงศักดิ์กล่าวว่า โครงการวิจัยเพาะพันธุ์ปลาบึกเริ่มขึ้นจากตนมีความสนใจ จึงนำปลาบึกพ่อพันธ์แม่พันธุ์มาจากแม่น้ำโขงเข้ามาเลี้ยงเมื่อปี 2533 ต่อมาในปี 2543 ได้ทำการวิจัยอย่างจริงจัง โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนงานวิจัย (สกว.) จนสามารถเพาะพันธุ์ลูกปลาบึกรุ่นแรกสำเร็จเมื่อปี 2545 จากการวิจัยครั้งนั้นทำให้เกิดความมั่นใจว่าจะสามารถปรับปรุงพันธุ์เพื่อ เพาะเลี้ยงเชิงพาณิชย์จนเป็นสัตว์เศรษฐกิจได้ ซึ่งต้องทำในลูกปลารุ่นที่ 2-3 เพื่อให้เกิดมาตรฐานของสายพันธุ์

“จุดเด่นของปลาบึกในสภาพการเลี้ยงในบ่อดินที่ดีจะสามารถโตได้ปีละ 5-10 กิโลกรัม มีผลตอบแทนจากการเลี้ยงประมาณ 5.1 หมื่นบาทต่อไร่ต่อปี ปัจจุบันสามารถพัฒนาการเลี้ยงในเชิงพาณิชย์เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาด ได้เป็นอย่างดี ขณะนี้เตรียมขยายผลสู่เกษตรกรที่สนใจ”

เขาให้เหตุผลว่า ปัจจัยข้อหนึ่งที่ทำให้แม่โจ้ประสบผลสำเร็จในการเพาะเลี้ยงพันธุ์ปลาบึกได้ นั้นคือการนำลูกปลาบึกที่เกิดเมื่อปี 2545 มาเพาะเลี้ยงควบคู่กับการทดลองใช้อาหารสำหรับปลาบึกที่ ม.แม่โจ้พัฒนาขึ้นมาเป็นพิเศษสำหรับปลาบึกพ่อพันธ์แม่พันธุ์ พร้อมเก็บข้อมูลพฤติกรรมการกินอาหารของปลาบึกจากแม่น้ำโขง พบว่าปลาบึก ส่วนใหญ่จะกินสาหร่ายน้ำซึ่งมีโปรตีน พลังงาน แร่ธาติสูง มีกรดไขมันและวิตามิน มีผลต่อการเจริญเติบโตของปลาบึก จึงนำสมมติฐานดังกล่าวมาพัฒนาสูตรอาหารเม็ดสำหรับปลาบึกสำเร็จ โดยการนำสาหร่ายสไปรูลิน่ามาผสมในอาหารเม็ดทำให้เจริญพันธุ์ได้ดีและเติบโต รวดเร็ว

“จากการให้ปลาบึกรุ่นที่ 2 ในบ่อทดลองได้กินอาหารเม็ดที่มีส่วนผสมของสาหร่าย พบว่าจากเดิมที่ปลาบึกจะสามารถขยายผสมพันธุ์ได้เมื่อมีอายุ 10 ปีขึ้นไป ก็จะเจริญพันธุ์ได้ดีเมื่อมีอายุเพียง 5 ปี ซึ่งมีน้ำหนักมากถึง 20 กิโลกรัม โดยตัวผู้จะมีน้ำเชื้อมากพอสำหรับเจริญพันธุ์และตัวเมียก็จะมีไข่ที่พร้อม ผสมพันธุ์เช่นกัน” รศ.ดร.เกรียงศักดิ์กล่าวทิ้งท้าย

สถานีวิทยุ มก.ร่วมกับสำนักวิจัยและพัฒนา ม.แม่โจ้ จัดทริปพิเศษ “ทัวร์เกษตร 75 ปีแม่โจ้” ในวันที่ 28-30 พฤศจิกายนนี้ เพื่อเยี่ยมชมฐานเรียนรู้การเพาะเลี้ยงปลาบึก พร้อมจำหน่ายพันธุ์ปลาบึก 75 ด้วย (จำนวนจำกัด) สนใจสอบถามรายละเอียดและสำรองที่นั่งได้ที่โทร.0-2942-8069-71 ต่อ 114 ในวันและเวลาราชการ (รับเพียง 40 คน)

สุรัตน์ อัตตะ

การเลี้ยงปลาสวายเผือก

No comments October 2nd, 2008

ปลาสวายเผือก” จัดเป็นปลาน้ำจืดที่ไม่มีเกล็ด รูปร่างลักษณะทั่วไปเหมือนกับปลาสวาย แต่จะแตกต่างกันที่สีของลำตัวและครีบที่มีสีขาวอมชมพูและตามีสีแดง ในอดีตพบมากตามแม่น้ำและลำคลองโดยเฉพาะบริเวณแม่น้ำเจ้าพระยาในเขต จ.นครสวรรค์ ปลาสวายเผือกจัดเป็นปลาที่มีความแปลกและมีความสวยงามแต่คนไทยไม่นิยมนำมาบริ โภค ในตลาดเลี้ยงปลาสวยงามปลาสวายเผือกที่มีอายุ 1-2 ปีและมีน้ำหนักตัวเฉลี่ย 2-3 กิโลกรัม ซื้อ-ขายกันตัวละ 400-600 บาท แต่ถ้าเป็นลูกปลาสวายเผือกที่มีความยาวลำตัวประมาณ 2 นิ้ว ราคาตัวละประมาณ 5 บาท

คุณสนั่น นิลกลัด ชาวพระนครศรีอยุธยา มีความชำนาญในการเพาะพันธุ์ปลาสวายเผือก บอกว่าในการคัดเลือกปลามาใช้เป็นพ่อ-แม่พันธุ์ นั้น ปลาจะต้องมีอายุอย่างน้อย 2 ปีขึ้นไป และมีน้ำหนักตัวเฉลี่ย 3-5 กิโลกรัม เพาะพันธุ์ในช่วงฤดูฝนเหมาะสมที่สุด ในการเพาะแต่ละรุ่นคุณสนั่นจะใช้แม่พันธุ์ปลาที่มีความพร้อมและมีไข่เต็ม ท้องโดยนำมาฉีดกระตุ้นด้วยฮอร์โมนที่ได้จากต่อมใต้สมองของปลาสวายตัวผู้ฉีด เพื่อเร่งการสุกของไข่ แต่ละครั้งของการเพาะพันธุ์คุณสนั่นจะใช้แม่ปลาสวายเผือกจำนวน 3 ตัว ซึ่ง ได้ไข่ประมาณ 3-5 แสนฟอง (เมื่อดูว่าแม่พันธุ์ปลาสวายเผือกมีความพร้อมแล้วให้ทำการรีดไข่และนำมาผสม กับน้ำเชื้อตัวผู้) เป็นที่สังเกตว่าในการเพาะพันธุ์ปลาสวายเผือกจะมีอัตราการรอดต่ำ คือจะรอดเป็นตัวประมาณ 1 แสนตัวเท่านั้น ลูกปลาสวายเผือกที่ฟักออกเป็นตัวใหม่ ๆ จะมีขนาดความยาวประมาณ 3 มิลลิเมตร มีลักษณะใสและโปร่งแสงและจะยังไม่ว่ายน้ำจะพักตัวอยู่เฉย ๆ ประมาณ 1-2 ชั่วโมง จนลูกปลาแข็งแรงขึ้นแล้วจึงเริ่มเคลื่อนไหวโดยว่ายน้ำขึ้นลงในทางดิ่ง และจะว่ายน้ำขึ้นลงอย่างนี้เป็นเวลาประมาณ 3 วัน

หลังจากที่ไข่ฟักเป็นตัวจะนำไปอนุบาลในบ่อดิน ซึ่งวิธีการเตรียมบ่อดินจะต้องมี การตากบ่อเพื่อฆ่าเชื้อโรคอย่างน้อย 1 อาทิตย์ นำน้ำเข้าบ่อทำน้ำเขียวโดยใส่ขี้ไก่บริเวณมุม บ่อเลี้ยงปล่อยน้ำเข้าในบ่อให้ ระดับน้ำลึก 1 เมตร ปล่อยทิ้งไว้ 2-3 วัน น้ำในบ่อจะเริ่มเขียวให้ปล่อยลูกปลาลงไปอนุบาล อาทิตย์แรกจะให้อาหารลูกปลาสวายเผือกด้วยอาหารผงที่ใช้เลี้ยงเป็ดไข่ เมื่อลูกปลามีขนาดโตขึ้นเปลี่ยนมาให้อาหารเม็ด ไฮเกรด (อาหารกบ) ซึ่งจะมีปริมาณโปรตีนสูงจะช่วยให้ลูกปลาเจริญเติบโตได้เร็วขึ้น เป็นที่สังเกตว่าลูกอ่อนของปลาสวายเผือกจะมีความแปลกกว่าลูกปลาชนิดอื่นตรง ที่ลูกปลาจะกินอาหารและกินกันเองตั้งแต่ปากเริ่มอ้าและถุงไข่แดงยังยุบไม่ หมด คุณสนั่นยังได้บอกว่าถ้ามีการให้อาหารดีและให้อย่างสม่ำเสมอทุก ๆ 1 เดือนลูกปลาสวายเผือกจะมีความยาวของลำตัว 1 นิ้ว เลี้ยงลูกปลาไปเพียง 2-3 เดือนจะได้ลูกปลาขนาด 2 นิ้วขายได้ตัวละ 5 บาท

ปัจจุบันปลาสวายเผือกได้รับความนิยมนำมาเลี้ยงเป็นปลาสวยงามมากขึ้น เนื่องจากมีลำตัวที่ขาวนวลออกชมพูทั้งตัวและตาสีแดง เป็นปลาสวยงามที่เลี้ยงง่ายอีกชนิดหนึ่ง.

ทวีศักดิ์ ชัยเรือยศ

ปลาดุกทะเลเลี้ยงในบ่อดิน

No comments October 2nd, 2008

ปลาดุกทะเลเลี้ยงในบ่อดินเชิงพาณิชย์ได้

ผศ.ทวีพร เนียมมาลัย และคณะศูนย์วิทยาศาสตร์และวิทยาศาสตรประยุกต์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรีได้ทำการวิจัยและพัฒนาการเลี้ยงปลาดุกทะเลสู่ ชุมชน เป็นกรณีศึกษา ในพื้นที่ ต.บางครก และ ต.บางขุนไทร อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี เมื่อก่อน หน้านี้

โดยใช้พื้นที่ดำเนินการวิจัยบริเวณป่าชายเลน อำเภอบ้านแหลม จ.เพชรบุรี โครงการ นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคุณภาพน้ำแหล่งอาศัยของปลาดุกทะเลในธรรมชาติ บริเวณป่าชายเลน อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี เพื่อศึกษาขนาดน้ำหนักและการกินอาหารของปลาดุกทะเลในธรรมชาติ วิธีดำเนินการเพื่อการศึกษาปลาดุกทะเลการ ทำประมงแบบเกี่ยวข้องในธรรมชาติครั้งนี้ คณะผู้วิจัยได้เดินทางไปกับเรือประมง เพื่อตรวจสอบคุณภาพน้ำ ได้แก่ อุณหภูมิ ความเค็ม กระแสน้ำ ค่าออกซิเจนยังแหล่งวางไข่ปลาดุกทะเลพร้อมตรวจสอบขนาดของปลาและศึกษาอาหารใน กระเพาะที่ปลากินเพื่อบันทึกสภาพทั่วไปของพื้นที่

ซึ่งผลการศึกษาปลาดุกทะเลที่อาศัยอยู่ในบริเวณพื้นทะเลที่เป็นหาดโคลน และรก ห่างจาก ชายฝั่งประมาณ 4 กิโลเมตรพบได้ว่าแหล่งที่อยู่ของปลาดุกทะเลนั้นอุณหภูมิที่เหมาะสมใน การเจริญเติบโตพบว่าจะมีค่าเท่ากับ 29.5 องศาเซลเซียส มีค่าความเป็นกรดเป็นด่าง =7.44 ความเค็ม 30.60 ส่วนค่าการละลายของออกซิเจนในน้ำเท่ากับ 30.35 มิลลิกรัมต่อลิตร ขณะเดียว กันในผลการศึกษาทางเดินอาหารของปลาดุก ทะเลจากการเก็บตัวอย่างสามารถจำแนกชนิด ของอาหารเป็น หอยแมลงภู่ 31.58 เปอร์เซ็นต์ ปูแสม 31.58 เปอร์เซ็นต์ เพรียง 31.05 เปอร์เซ็นต์และหอยสองฝา 15.79 เปอร์เซ็นต์ ซึ่ง อาหารที่ตรวจพบในทางเดินอาหาร จะเป็นลักษณะตัวของอาหารที่มีการย่อยแล้วบางส่วน ส่วนอาหารชนิดอื่น ๆ นอก จากนี้ตรวจพบน้ำหนักและความยาวเฉลี่ยของ ปลาดุกทะเลเท่ากับ 278.18 กรัม และ 37.78 เซนติเมตรตามลำดับ

ขณะเดียวกันในการศึกษาครั้งนี้มีการสำรวจแบบควบคู่กับพื้นที่ดำเนินการในบ่อ เลี้ยงปลาดุกทะเลของเกษตรกร ต.บางครกและ ต.บางขุนไทร อ.บ้านเหลม จ.เพชรบุรีด้วย เพื่อศึกษาการเจริญเติบโตของปลาดุกทะเลที่เลี้ยงในบ่อของเกษตรกร และเพื่อพัฒนารูปแบบการเลี้ยงปลาดุกทะเลในบ่อดินก่อนเผยแพร่การเลี้ยงปลาดุก ทะเลแก่เกษตรกรผู้สนใจต่อไป

การศึกษาพบว่า ปัจจัยที่มีผลต่อความต้องการโปรตีนในอาหารได้แก่ ขนาดของปลา ความต้องการโปรตีนของปลามีค่าลดลงเพราะปลามีขนาดใหญ่จะมีอัตราการเจริญเติบ โตช้าลง จึง ทำให้ปลามีความต้องการโปรตีนลดลง ทาง ด้านอุณหภูมิปลาจะต้องการโปรตีนมากขึ้นเมื่ออุณหภูมิน้ำสูงขึ้น โดยคุณภาพโปรตีนแต่ละชนิดจะมีกรดอะมิโนที่แตกต่างกันไป ปลาจึงมีความต้องการโปรตีนสูงขึ้น ถ้าอาหารมีกรดอะมิโนไม่ครบถ้วนการเจริญเติบโตของปลาดุกทะเลในระยะ 60 วัน ในบ่อเลี้ยงที่ระดับความเค็ม 20-30 ppt. น้ำหนักเริ่มแรกเฉลี่ย 3.00 กรัม และความยาวเฉลี่ย 7.76 เซนติเมตรจำนวนปลาดุกทะเล 1,039 ตัวจากการเลี้ยงด้วยอาหารสด คือ เคย ปลาเป็ด และอาหารเสริมเป็นระยะเวลา 2 เดือน พบว่า ปลามีน้ำหนักเพิ่มขึ้นเฉลี่ยเป็น 17.35 เซนติเมตร

จะเห็นได้ว่าปลาดุกทะเลที่เลี้ยงในบ่อดินจะมีอัตราการเจริญเติบโตที่เพิ่ม ขึ้นใกล้เคียงกับการเจริญเติบโตตามธรรมชาติ บริเวณริมฝั่งทะเล ซึ่งจากการศึกษาครั้งนี้สามารถสรุปได้ว่า ปลาดุกทะเลสามารถส่งเสริมให้เกษตรกรประมงชายฝั่งนำมาเพาะเลี้ยงเชิงพาณิชย์ ได้.